ยาทาแผลเป็น

ยาทาแผลเป็น อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการรักษาแผลเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ

ยาทาแผลเป็น“แผลเป็น” คือร่องรอยที่เกิดขึ้นกับผิวพรรณซึ่งมักจะกวนใจใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็น รอยแผลเป็นจากการผ่าตัด, รอยแผลเป็นจากสิว, รอยแผลเป็นจากการทำศัลยกรรม หรือแม้แต่รอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันก็ตาม การใช้ยาทาแผลเป็นจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยลดรอยแผลเป็นให้ดูจางลง และทำให้ผิวกลับมาดูเรียบเนียนดังเดิมได้ บทความนี้จะพามารู้จักกับครีมลดรอยแผลเป็น ลักษณะของรอยแผลเป็น รวมถึงวิธีเลือกยาทาแผลเป็นที่เหมาะสม เพื่อรักษาแผลเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ


สารบัญบทความ


ทำความรู้จัก ยาทาแผลเป็น คืออะไร

ยาทาแผลเป็นได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาแผลเป็นโดยเฉพาะ เนื่องจากมีคุณสมบัติในการรักษาและลดรอยแผลเป็น นับเป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาแผลเป็นที่มีประสิทธิภาพ และสามารถใช้เป็นยาลดรอยแผลเป็นในระยะยาวได้

สรรพคุณ

  • เพิ่มความชุ่มชื้น ให้รอยแผลเป็นนุ่มขึ้น
  • รักษาเนื้อเยื่อและฟื้นฟูเซลล์บริเวณรอยแผลเป็น
  • ช่วยลดโอกาสเกิดรอยดำ ให้รอยแผลเป็นดูจางลง
  • ช่วยปกป้องผิวบริเวณแผลเป็นจากแสงแดด น้ำ และฝุ่นละออง
  • ช่วยลดอาการคันบริเวณรอยแผลเป็น

ส่วนผสมที่ช่วยลดรอยแผลเป็น

  • Allium Cepa เป็นสารสกัดจากหัวหอม ช่วยลดความนูนของแผลเป็น ช่วยให้แผลเป็นอ่อนนุ่มลง
  • Centella Asiatica สารสกัดจากใบบัวบก ช่วยรักษาให้แผลหายเร็วขึ้น พร้อมลดความหมองคล้ำบริเวณรอยแผลเป็น
  • Silicone gel ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และลดความนูนให้รอยแผลเป็นดูเรียบเนียนขึ้น
  • Film-former มีส่วนผสมของสารก่อฟิล์ม Baycusan ช่วยปกป้องแผลจากน้ำและฝุ่นละออง
  • Vitamin E สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้แผลเป็นฟื้นตัวได้ดี เพิ่มความชุ่มชื้น และลดความแห้งกร้านของรอยแผลเป็น
  • Vitamin B3 ช่วยลดรอยดำ ให้รอยแผลเป็นแลดูจางลง
  • Hyaluronic Acid ช่วยลดความหมองคล้ำ รักษาความชุ่มชื้น และฟื้นฟูรอยแผลเป็นให้เรียบเนียนขึ้น

วิธีใช้

  1. ทำความสะอาดผิวบริเวณรอยแผลเป็นแล้วซับให้แห้งก่อนใช้ยาทาแผลเป็น
  2. ใช้เจลทาแผลเป็นขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวลง แล้วเกลี่ยเนื้อเจลเบา ๆ ให้เคลือบทั่วรอยแผลเป็น
  3. ปล่อยให้เจลทาแผลเป็นแห้งประมาณ 1-2 นาที หลังจากนั้นสามารถทาครีมกันแดด หรือแต่งหน้าทับได้

ข้อควรรู้/ข้อแนะนำ

  • ก่อนใช้ยาทาแผลเป็นควรล้างมือให้สะอาด และเช็ดมือให้แห้งก่อนทุกครั้ง
  • ใช้ครีมทาแผลเป็นทาบาง ๆ วันละ 2 ครั้งอย่างสม่ำเสมอ เป็นประจำเช้า-เย็น
  • ทาครีมรักษาแผลเป็นต่อเนื่องกันอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้รอยแผลเป็นจางลง
  • ใช้ยาทารอยแผลเป็นที่แห้งปิดสนิทแล้วเท่านั้น
  • ไม่ใช้ทาครีมลดรอยแผลเป็นบริเวณแผลเปิด, เนื้อเยื่ออ่อน, เยื่อเมือก และใกล้ดวงตา
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาทาแผลเป็นร่วมกับยาทาภายนอกชนิดอื่น ๆ
  • ใช้ยาทาแผลเป็นร่วมกับครีมกันแดด และพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดเพื่อป้องกันการเกิดรอยดำ
  • หากมีอาการแพ้จากการใช้ครีมลดรอยแผลเป็น ให้หยุดใช้ทันที และปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์

Rebac ยาทาแผลเป็นซิลิโคนเจลเกรดทางการแพทย์สำหรับลดรอยแผลเป็นโดยเฉพาะ มาพร้อมส่วนประกอบสำคัญอย่าง Baycusan ที่ช่วยปกป้องแผลจากน้ำและฝุ่นละออง ทั้งยังมีส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติอย่าง Allium cepa และ Centella asiatica ให้แผลเป็นเรียบเนียนขึ้น ป้องกันการเกิดแผลนูนและคีลอยด์ รอยดำรอยแดงที่แผลเป็นจางลงอย่างเห็นได้ชัดภายใน 2-4 สัปดาห์เมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง


ลักษณะของรอยแผลเป็นแต่ละรูปแบบ

เมื่อได้รับบาดแผลจนทำให้เกิดร่องรอยบนผิวหนัง ร่างกายของคนเราจะเริ่มต้นกระบวนการรักษาแผลอย่างรวดเร็ว โดยสร้างเนื้อเยื่อใหม่มาทดแทนส่วนที่ขาดไป ซึ่งในบางครั้งร่างกายอาจผลิตคอลลาเจนเพื่อสร้างเนื้อเยื่อออกมามากเกินไปจนเกิดลักษณะของแผลเป็นขึ้นมา

รอยแผลเป็นนูน (Hypertrophic Scars)

รอยแผลเป็นนูน มีสาเหตุมาจากร่างกายผลิตคอลลาเจนเพื่อสร้างเนื้อเยื่อใหม่มากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการคันและเจ็บได้

รอยแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid Scars)

รอยแผลเป็นคีลอยด์ เป็นรอยแผลเป็นที่นูนและมีขนาดใหญ่ เกิดจากการผลิตคอลลาเจนมากเกินไป และเติบโตแผ่ขยายออกมานอกบริเวณบาดแผล ส่งผลให้เกิดอาการคันและเจ็บปวด

รอยแผลเป็นหลุม (Atrophic Scars)

รอยแผลเป็นหลุม มีสาเหตุมาจากการผลิตคอลลาเจนที่น้อยจนเกินไปจนเกิดการยุบตัวเป็นหลุม ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

  • หลุมคลื่น มีลักษณะคล้ายคลื่น เกิดจากพังผืดมาดึงรั้งแผลไว้
  • หลุมจิก มีลักษณะเป็นหลุมปากแคบ ก้นหลุมสิวแหลมคล้ายกรวย รักษาได้ยากที่สุด
  • หลุมกล่อง มีลักษณะคล้ายกล่อง ปากและก้นหลุมสิวกว้าง มองเห็นขอบหลุมชัด เกิดจากอีสุกอีใสและสิว

แผลเป็นหดรั้ง (Contracture Scars)

แผลเป็นหดรั้ง มีลักษณะบีบรัด หรือดึงรั้งอวัยวะรอบ ๆ แผลให้ผิดรูป อาจส่งผลให้ข้อต่อบริเวณนั้นขยับไม่ได้ มักเกิดขึ้นกับแผลจากไฟไหม้

รอยแตกลาย (Stretch Marks/Striae)

รอยแตกลาย เกิดจากการยืดตัวของผิวหนังอย่างรวดเร็ว ทำให้เส้นใยคอลลาเจนฉีกขาดจนเกิดเป็นรอยแตก พบได้บ่อยในกลุ่มวัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็ว

รอยแผลเป็นทั่วไป

รอยแผลเป็นทั่วไป เป็นรอยแผลที่เกิดการอักเสบและมีสีคล้ำในช่วงแรก แต่เมื่อแผลหายดี รอยแผลนี้ก็จะจางลงและเรียบเนียนขึ้น


ยาทาแผลเป็น เลือกอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง

  • ตรวจสอบความปลอดภัยของครีมทารอยแผลเป็น โดยต้องผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองจากทางการแพทย์
  • ตรวจสอบส่วนประกอบในยาทาแผลเป็น ว่ามีส่วนประกอบที่ช่วยลดรอยแผลเป็น หรือมีส่วนประกอบที่ตนเองแพ้หรือไม่
  • ดูความคุ้มค่าจากราคาและปริมาณของยาทาแผลเป็น
  • พิจารณาว่ายาทาแผลเป็นเหมาะกับสภาพผิวหรือไม่ โดยดูจากเนื้อสัมผัสว่าซึมง่ายหรือไม่ หากมีเนื้อสัมผัสที่เหนียวเกินไปอาจทำให้รู้สึกเหนอะหนะได้
  • ยาทาแผลเป็นไม่ควรมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และน้ำหอม เนื่องจากอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณแผลเป็นได้

หากไม่ใช้ยาทาแผลเป็น สามารถใช้วิธีการรักษาอะไรได้บ้าง

  • การผ่าตัด เป็นการผ่าตัดลดขนาดของแผลเป็น ช่วยให้รอยแผลเป็นดูเรียบเนียนขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้ร่วมกับวิธีการรักษาแผลเป็นแบบอื่น ๆ ด้วย เพราะแม้จะผ่าตัดแล้วก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้
  • การใช้เลเซอร์ เป็นการยิงเลเซอร์เพื่อกระตุ้นให้เซลล์สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้สร้างเนื้อเยื่อมาซ่อมแซมเซลล์บริเวณแผล ช่วยลดความนูนให้แผลเป็นดูเรียบเนียนขึ้น รอยดำจากแผลเป็นดูจางลง แม้จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ แต่อาจมีผลข้างเคียงได้ นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงด้วย
  • การฉีดลดรอยแผลเป็น เป็นการฉีดยากลุ่มสเตียรอยด์เข้าไปที่แผลเป็นโดยตรง ช่วยลดการอักเสบ ทำให้แผลนุ่มขึ้นและค่อย ๆ ยุบตัวลง พร้อมช่วยลดอาการคันหรือเจ็บได้ ทั้งนี้การฉีดสเตียรอยด์อาจส่งผลให้ผิวหนังบางลง สีผิวซีดจาง และแผลสมานตัวได้ช้า

อย่างไรก็ตาม แม้การรักษารอยแผลเป็นทั้งด้วยวิธีดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพดีและเห็นผลอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูง ผลข้างเคียงที่อาจตามมาหลังรักษา หรือแม้แต่โอกาสที่จะกลับมาเป็นแผลเป็นเช่นเดิม ดังนั้นในปัจจุบันหลายคนจึงมักมองหาการรักษาแผลเป็นด้วยวิธีอื่นมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการใช้ยาทาแผลเป็นนั่นเอง


สรุป ทำไมควรเลือกใช้ยาทาแผลเป็น เพื่อลบเลือนรอยแผลให้แลดูจางลง

แม้การรักษารอยแผลเป็นด้วยยาทาแผลเป็นจะไม่สามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็วเหมือนการรักษาด้วยวิธี ผ่าตัด ใช้เลเซอร์ หรือฉีดลดรอยแผลเป็น เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและต้องอาศัยความอดทน แต่หากเลือกใช้ยาทาลดรอยแผลเป็นที่มีสรรพคุณในการลบเลือนรอยแผลที่มีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้แผลเป็นกลับมาเรียบเนียน ดูจางลงได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงมากเมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ

สำหรับใครที่กำลังมองหายาทาแผลเป็น ไม่ว่าจะเป็น ยาทาแผลผ่าตัดหรือยาทาแผลเป็นคีลอยด์ ขอแนะนำ Rebac ซิลิโคนเจลลดรอยแผลเป็นที่ผลิตด้วยซิลิโคนเกรดทางการแพทย์ ผสาน Baycusan สารก่อฟิล์มที่ช่วยเคลือบคลุมปกป้องแผลจากน้ำและฝุ่นละออง พร้อมส่วนผสมของ Allium cepa และ Centella asiatica ที่จะเข้ามาสมานแผล ปกป้องดูแลให้แผลเป็นเรียบเนียนขึ้น รวมถึงลดรอยหมองคล้ำของแผลเป็นให้แลดูจางลง

Rebac ซิลิโคนเจลลดรอยแผลเป็นสามารถหาซื้อได้ง่าย ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ของไบโอฟาร์มที่ Shopee และ Lazada หลอดใหญ่ 15 กรัม ราคา 699 บาท และหลอดเล็ก 5 กรัม ราคา 349 บาท เพิ่มความมั่นใจ ให้คุณมีผิวเนียนสวยไร้รอยแผลเป็นมากวนใจ ไม่ว่ารอยแผลเป็นเล็กหรือใหญ่ก็ดูแลได้ด้วย Rebac 


อาหารเสริมผู้สูงอายุ

อาหารเสริมผู้สูงอายุ ตัวช่วยบำรุงร่างกาย ให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพแข็งแรง

อาหารเสริมผู้สูงอายุ

อาหารเสริมผู้สูงอายุหรือวิตามินผู้สูงอายุ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่ผู้สูงอายุ เพราะเมื่ออายุมากขึ้นคนเราจะมีร่างกายที่อ่อนแอ ทรุดโทรม และเสื่อมสภาพลงทุกวัน โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มักจะเจ็บป่วยได้ง่าย และอาจมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมามากมาย ดังนั้น การรับประทานอาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุจึงเป็นวิธีที่จะช่วยบำรุงร่างกายผู้สูงวัยให้กลับมาแข็งแรงขึ้นได้ บทความนี้จะพามาทำความรู้จักกับอาหารเสริมเพื่อสุขภาพผู้สูงอายุ และสิ่งที่ควรรู้ก่อนเลือกซื้ออาหารเสริม


สารบัญบทความ


ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุที่พบบ่อย

  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรง มีสาเหตุมาจากเซลล์ร่างกายที่เสื่อมสภาพจนทำงานได้ช้าลง ส่งผลให้ระบบการผลิตพลังงานในร่างกายของผู้สูงอายุเสื่อมถอยลงไปด้วย
  • ทานอาหารได้น้อย เป็นผลมาจากร่างกายของผู้สูงอายุต้องการพลังงานน้อยลง การดมกลิ่นและรับรสไม่เหมือนเดิม ตลอดจนระบบย่อยอาหารมีประสิทธิภาพลดลง ทำให้ผู้สูงอายุมีอาการเบื่ออาหาร จนทานอาหารได้น้อยตามไปด้วย
  • โรคความดันโลหิตสูง มักไม่แสดงอาการ หรือแสดงอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ปวดหัว เวียนหัว หรือเหนื่อยง่ายผิดปกติ หากมีภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรัง อาจก่อให้เกิดโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองตามมาได้
  • โรคซึมเศร้า พบได้ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง ขาดสมรรถภาพในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีอาการนอนไม่หลับ ขาดสมาธิ หรือเบื่ออาหาร เป็นต้น

อาหารเสริมผู้สูงอายุ คืออะไร

อาหารเสริมผู้สูงอายุหรือวิตามินสำหรับผู้สูงอายุ เป็นตัวช่วยสำหรับผู้สูงอายุที่ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน และไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เปรียบเสมือนยาบํารุงร่างกายผู้สูงอายุที่จะเข้าไปเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง และยังมีประโยชน์ในการป้องกันปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ทั้งช่วยลดอาการอ่อนเพลีย, ไม่มีแรง, ไม่อยากอาหาร รวมถึงป้องกันการเกิดโรคเรื้อรังต่าง ๆ และโรคซึมเศร้าด้วย

อาหารเสริมผู้สูงอายุช่วยเรื่องอะไร

อาหารเสริมผู้สูงอายุที่มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง สามารถช่วยบำรุงสุขภาพของผู้สูงอายุได้ ทั้งช่วยเติมสารอาหารให้ร่างกายของผู้สูงอายุ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย เพิ่มธาตุอาหารและวิตามินที่ร่างกายให้แก่ผู้ป่วย ตลอดจนช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายของผู้สูงอายุแข็งแรงยิ่งขึ้น

วิธีการเลือกอาหารเสริมผู้สูงอายุ

  1. พิจารณาสารอาหารในอาหารเสริมผู้สูงอายุว่ามีอะไรบ้าง และมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร
  2. เลือกอาหารเสริมที่เหมาะสมกับสุขภาพของผู้สูงอายุ เช่น อาหารเสริมผู้สูงอายุที่มีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง อาจเลือกอาหารเสริมที่มีแร่ธาตุและวิตามินที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย
  3. ตรวจสอบส่วนประกอบในอาหารเสริมหรือว่ามีส่วนผสมที่ผู้สูงอายุแพ้หรือไม่
  4. เลือกตามรูปแบบการทานอาหารเสริม ไม่ว่าจะเป็น แบบผงสำหรับชง แบบเม็ด หรือแบบแคปซูล
  5. ตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารเสริม โดยอาจดูรายละเอียดข้อมูลบนฉลาก เช่น ชื่ออาหารเสริม, เลขที่ผลิตภัณฑ์, สถานที่ผลิต, ปริมาณสารอาหาร, เครื่องหมาย อย. ตลอดจนวันเดือนปีที่ผลิตและวันเดือนปีที่หมดอายุ
  6. ดูความคุ้มค่าของอาหารเสริมผู้สูงอายุ โดยพิจารณาจากคุณภาพ สารอาหาร และราคาของผลิตภัณฑ์ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่

สารอาหารในอาหารเสริมผู้สูงอายุ มีอะไรบ้าง

อาหารเสริมผู้สูงอายุ

  • โปรตีน ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ซ่อมแซมเซลล์ส่วนที่สึกหรอ และลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ
  • ใยอาหาร ช่วยเพิ่มกากใยในระบบทางเดินอาหาร กระตุ้นการขับถ่าย ตลอดจนช่วยลดระดับไขมันในเลือด และป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
  • วิตามินซี ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง เสริมสร้างคอลลาเจน และต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • วิตามินดี ช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดี รวมทั้งเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดความเครียด และช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
  • วิตามินอี ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการเกิดโรคอัลไซเมอร์ ทั้งยังช่วยบำรุงสมอง สายตา และผิวพรรณ
  • กรดโฟลิก ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันความผิดปกติของระบบประสาท ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ รวมถึงช่วยให้เจริญอาหาร แก้อาการอ่อนเพลีย
  • ธาตุเหล็ก ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ป้องกันภาวะโลหิตจาง อีกทั้งยังสามารถลดการอ่อนเพลีย ทำให้นอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • แคลเซียม ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันกระดูกพรุน และลดโอกาสการเกิดกระดูกหัก นอกจากนี้ยังช่วยในทำงานของกล้ามเนื้อด้วย

ผู้สูงอายุจำเป็นต้องทานอาหารเสริมหรือไม่

อาหารเสริมผู้สูงอายุอาจไม่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อร่างกายอยู่แล้ว แต่หากผู้สูงอายุท่านใดที่มีปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะเบื่ออาหาร, อ่อนเพลีย, ไม่มีแรง หรือมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ การทานอาหารเสริมผู้สูงอายุ วิตามิน หรือโปรตีนบำรุงร่างกาย ก็จะช่วยเติมสารอาหารจำเป็นที่ร่างกายขาดไป เพื่อนำไปใช้บำรุงสุขภาพและร่างกายของผู้สูงอายุให้แข็งแรงได้


ข้อควรระวังในการทานอาหารเสริมผู้สูงอายุ

อาหารเสริมผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นอาหารเสริมโปรตีน, อาหารเสริมบํารุงร่างกายผู้สูงอายุ, วิตามินเสริมกระดูกผู้สูงอายุ หรือแม้แต่อาหารเสริมสร้างกล้ามเนื้อผู้สูงอายุนั้น มีข้อควรระวังในการทาน ดังนี้

  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือทานยาบางชนิดอยู่ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทานอาหารเสริมผู้สูงอายุ
  • ผู้สูงอายุที่มีอาการแพ้อาหาร หรือแพ้ยาบางชนิด ควรระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารเสริมผู้สูงอายุ
  • ควรทานอาหารเสริมผู้สูงอายุในปริมาณที่เหมาะสมตามที่ฉลากระบุ หรือตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร
  • อ่านคำเตือนบนฉลากของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมให้ชัดเจนก่อนทาน
  • อาหารเสริมผู้สูงอายุเป็นเพียงทางเลือกในการทดแทนสารอาหารที่ร่างกายขาดไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้หวังผลเพื่อป้องกันหรือรักษาโรคได้

อาหารเสริมผู้สูงอายุ ทางเลือกสำหรับคนที่คุณรัก

ผู้สูงอายุมักจะประสบปัญหาสุขภาพอันเนื่องมาจากร่างกายที่อ่อนแอและเสื่อมสภาพลง ทั้งอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง และไม่อยากอาหาร รวมถึงการเกิดโรคเรื้อรัง และโรคซึมเศร้าที่ส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกายและอารมณ์ของผู้สูงอายุได้ อาหารเสริมสำหรับผู้สูงอายุจึงเป็นตัวช่วยที่ดีในการแก้ปัญหาดังกล่าว ให้ผู้สูงอายุกลับมามีร่างกายที่แข็งแรงและมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้

ใครกำลังมองหาอาหารเสริมผู้สูงอายุให้คนที่คุณรัก แนะนำตัวเลือกดี ๆ อย่าง Entrasol Platinum เครื่องดื่มนมโปรตีนสูงจากไบโอฟาร์ม ด้วยสารอาหารเข้มข้นที่จำเป็นต่อร่างกายผู้สูงอายุหลากหลายชนิด เป็นอาหารเสริมบํารุงร่างกายผู้สูงอายุที่ทานง่าย อร่อย และดีต่อสุขภาพผู้สูงวัยในแก้วเดียว

สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อและช่องทางออนไลน์ของไบโอฟาร์มที่ Shopee และ Lazada ได้เลย Entrasol Platinum เครื่องดื่มโปรตีนสูง ชนิดผงชงดื่ม กลิ่นวานิลลา 400 กรัม เพียงกระป๋องละ 450 บาท มามอบสุขภาพที่ดีให้ผู้สูงอายุที่คุณรักด้วย Entrasol Platinum กัน


ยาแก้กรดไหลย้อน 7-11

ยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 บรรเทาอาการกรดในกระเพาะอาหารอาหารแบบซองยี่ห้อไหนดี

ยาแก้กรดไหลย้อน 7-11

ยาแก้กรดไหลย้อน หนึ่งในยาสามัญประจำบ้านที่ควรมีไว้ติดในทุกครัวเรือน ตัวช่วยสำคัญสำหรับบรรเทาอาการกดไหลย้อน ไม่สบายท้องจากปัญหามีกรดในกระเพาะเยอะ ในปัจจุบันยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 ก็มีจัดจำหน่ายอยู่ด้วยเช่นกัน หากใครที่มีปัญหากรดไหลย้อน กำลังประสบปัญหากรดในกระเพาะเยอะจนนอนไม่หลับ เบลสิด เกิร์ด (Belcid GERD) จาก Biopharm ยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 พร้อมจัดจำหน่าย ยาแก้กรดไหลย้อนทานง่าย หาซื้อได้ 24 ชั่วโมง


สารบัญบทความ


Belcid GERD ยาลดกรดในกระเพาะ แก้อาการกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อนทานยาอะไรดี นาทีนี้ต้องยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 เบลสิด เกิร์ด (Belcid GERD) ผลิตภัณฑ์จาก Biopharm ยาลดกรดในกระเพาะ ยาลดกรดไหลย้อนรสราสเบอรี่ กลิ่นหอม ทานง่าย ทานได้ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ เป็นยาลดอาการกรดไหลย้อนที่จะช่วยสร้างเจลในกระเพาะเพื่อยับยั้งอาการกรดไหลย้อน ด้วยส่วนผสมของสารสำคัญอย่าง

  • Sodium Alginate ที่มีคุณสมบัติลดอาการระคายเคืองจากกรดในกระเพาะอาหาร 
  • Sodium Bicarbonate ช่วยควบคุม และลดกรดในกระเพราะออกฤทธิ์เร็ว และ
  • Calcium Carbonate ช่วยลดอาการแสบร้อนทรวงอก พร้อมลดกรดในกระเพราะไปพร้อม ๆ กัน

ยาแก้กรดไหลย้อนแก้อาการอะไรบ้าง

ยารักษากรดไหลย้อนยาแก้กรดไหลย้อนลดอาการจากโรคกระเพาะ

โรคกระเพาะ หรือโรคกระเพาะอาหารอักเสบ เกิดจากพฤติกรรมการทานอาหารไม่เป็นเวลา หรือทานในปริมาณน้อยมาก ๆ และการทานอาหารอย่างเร่งรีบเกินไป โดยโรคกระเพาะอาหารจะแสดงอาการให้เห็นดังนี้

  • ปวด แสบ ท้องบริเวณกระเพาะอาหาร
  • มีอาการปวดเป็น ๆ หาย ๆ ไม่สบายท้อง
  • รู้สึกอยากอาเจียนหลังทานอาหาร
  • ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอเปรี้ยว
  • ปวดท้องอย่างหนักเมื่อปล่อยให้ท้องว่าง หรือทานอาหารไม่เป็นเวลา

ยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 เบลสิด เกิร์ด (Belcid GERD) ไม่เพียงแค่ช่วยแก้อาการกรดไหลย้อนเพียงเท่านั้น แต่ยังช่วยลดอาการจากโรคกระเพาะได้ด้วยเช่นกัน

ยาแก้กรดไหลย้อนลดอาการกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อน เกิดจากการที่กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับไปที่หลอดอาหารในปริมาณมาก สาเหตุที่พบบ่อยมักจะเกิดจากพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต เช่น รับประทาน และเอนตัวนอนทันที หรือการทานอาหารจำนวนมากเกินต่อมื้อ นอกจากนี้ยังสามารถเกิดจากความผิดปกติของหูรูดส่วนปลายหลอดอาหารด้วยเช่นกัน โดยอาการของโรคกรดไหลย้อนที่พบ มีดังนี้

  • แสบร้อนกลางหน้าอก บริเวณลิ้นปี่
  • รู้สึกเรอเปรี้ยว รวมไปถึงรู้สึกเปรี้ยว และขมคอตลอดเวลา
  • มีอาการอาหารย้อนขึ้นในปาก และคอ
  • รู้สึกจุกเสียด แน่นท้องระหว่างวันบ่อยครั้ง

มีการพบว่ากรดไหลย้อน เป็นโรคที่เป็น ๆ หาย ๆ ในใครหลาย ๆ คน ยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 เบลสิด เกิร์ด (Belcid GERD) จึงเป็นอีกหนึ่งยาสามัญประจำบ้านที่ควรซื้อติดไว้ในทุก ๆ ครอบครัว


ขนาดและวิธีการใช้ยาแก้กรดไหลย้อน

ยาแก้กรดไหลย้อนแบบซอง 7-11

วิธีการใช้ยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 Belcid GERD (เบลสิด เกิร์ด) มีดังนี้

ข้อบ่งชี้ : ยาแก้กรดไหลย้อน บรรเทาอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว ไม่สบายท้องเนื่องจากอาหารไม่ย่อย และมีกรดในกระเพาะเยอะ บรรเทาอาการจากโรคกรดไหลย้อน และโรคกระเพาะ

วิธีการรับประทาน : สำหรับเด็ก และผู้ใหญ่อายุ 12 ปีขึ้นไป ทานยาแก้กรดไหลย้อนครั้งละ 1-2 ซอง วันละ 3-4 ครั้ง หลังอาหาร

ข้อควรระวัง : ไม่ควรรับประทานยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 เบลสิด เกิร์ด (Belcid GERD) ในผู้ที่ป่วยโรคหัวใจ โรคไต ควรเข้ารับการปรึกษากับแพทย์ก่อนทาน และหากทานยาแก้กรดไหลย้อนร่วมกับยาประจำตัวประเภทอื่น ควรเว้นระยะเวลาให้ห่างกันอย่างน้อย 2 ชั่วโมง


ข้อห้ามเมื่อมีอาการกรดไหลย้อน

แม้จะเลือกทานยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 เบลสิด เกิร์ด (Belcid GERD) เพื่อบรรเทาอาการกรดไหลย้อน อย่างไรก็ตาม การปรับพฤติกรรมการทานอาหารยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้อาการกรดไหลย้อนอย่างยั่งยืน โดยข้อห้ามเมื่อมีอาการกรดไหลย้อน มีดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีแก๊สในปริมาณมาก เช่น น้ำอัดลม
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีกรดไขมันสูง
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหาร และนอนในทันที
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด
  • งดปริมาณ หรือหยุดดื่มเครื่องแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสเปรี้ยวในช่วงที่เป็นกรดไหลย้อน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาแก้กรดไหลย้อน

คนท้องสามารถกินยาลดกรดไหลย้อนได้ไหม

เบลสิด เกิร์ด (Belcid GERD) ยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 สามารถรับประทานได้ทั้งเด็กที่มี 12 ปีขึ้นไป ผู้ใหญ่ และคนท้อง

ยาแก้กรดไหลย้อนออกฤทธิ์ภายในกี่นาที

เบลสิด เกิร์ด (Belcid GERD) ยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 ออกฤทธิ์บรรเทาอาการกรดไหลย้อนภายใน 5 นาทีหลังรับประทาน และคงประสิทธิภาพการบรรเทาอาการได้นานถึง 4 ชั่วโมง

ยาแก้กรดไหลย้อน Belcid Gerd มีขายแค่ใน 7-11 หรือไม่?

สามารถซื้อยาแก้กรดไหลย้อนเบลสิด เกิร์ด (Belcid Gerd) ได้ผ่าน 7-11 ทุกสาขา และสามารถสั่งซื้อได้ผ่านเว็บไซต์ Biopharm


สรุปยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 เบลสิด เกิร์ด (Belcid GERD) by Biopharm

อาการจากโรคกรดไหลย้อนมักจะสร้างความไม่สบายตัวให้ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะในช่วงเวลานอน รวมไปถึงยังทำให้มีอาการไม่อยากอาหาร จนส่งผลให้เกิดโรคกระเพาะร่วมด้วย เพราะฉะนั้นการซื้อยาแก้กรดไหลย้อนติดไว้เป็นยาสามัญประจำบ้าน คือการเตรียมพร้อมที่ดีที่สุด

หากใครกำลังต้องการบรรเทาอาการกรดไหลย้อน แสบร้อนทรวงอก ยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 เบลสิด เกิร์ด Biopharm Belcid GERD รสราสเบอรี่ รสชาติใหม่ของวงการยากรดไหลย้อน กลิ่นหอมไม่เหมือนใคร เด็กทานได้ ผู้ใหญ่ทานดี หาซื้อง่าย ซื้อได้จาก 7-11 ทุกสาขาตลอด 24 ชั่วโมง


ยาลดกรดในกระเพาะ ยาลดกรดไหลย้อน

ยาลดกรดไหลย้อนกินตอนไหนดี พร้อมวิธีการลดกรดในกระเพาะอย่างถูกวิธีที่ทุกคนควรรู้

ยาลดกรดในกระเพาะ ยาลดกรดไหลย้อน

ภาวะกรดไหลย้อน (GERD) ที่ทำให้ปวดท้อง แน่นท้อง และรู้สึกไม่สบายตัวจนนอนไม่หลับ หนึ่งในอุปสรรคระหว่างวันของใครหลาย ๆ คน สำหรับใครที่ยังไม่มียาลดกรดไหลย้อน หรือยาลดกรดในกระเพาะติดบ้านไว้ และยังไม่มั่นใจว่าอาการปวดท้องแบบไหนที่หมายถึงตัวเองกำลังเป็นโรคกระเพาะ บทความนี้มีความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับโรคกรดไหลย้อนมาเล่าสู่กันฟัง พร้อมแนะนำวิธีการรักษากรดไหลย้อน วิธีลดกรดในกระเพาะด้วยตัวเองอย่างถูกวิธีที่ทุกคนไม่ควรพลาด


สารบัญบทความ


อาการเมื่อมีกรดในกระเพาะเยอะ

มีคนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ทราบว่าตัวเองกำลังเผชิญอยู่กับโรคกรดไหลย้อน ทำให้ไม่ได้ซื้อยาลดกรดไหลย้อนติดบ้านไว้ส่งผลให้อาการกรดไหลย้อนไม่หายขาดไปสักที โดยวิธีสังเกตอาการเบื้องต้นที่เป็นสัญญาณเตือนของภาวะกรดไหลย้อนนั้น มีดังนี้

  • มีอาการแสบร้อนกลางอก โดยเฉพาะในช่วงเวลาหลังรับประทานอาหาร
  • จุกเสียด แน่นท้อง รู้สึกไม่สบายตัวเหมือนอาหารไม่ย่อย
  • มีกลิ่นปาก เรอเปรี้ยว รู้สึกน้ำลายขมตลอดเวลา
  • รู้สึกแน่นหน้าอก
  • อาการไอ และเสียงแหบเรื้อรัง

หากคุณพบว่าตนเองมีอาการข้างต้นมากกว่า 50% โดยเฉพาะรู้สึกแสบร้อนกลางอก และเรอเปรี้ยว อาการดังกล่าวค่อนข้างมีโอกาสสูงที่จะใช้ยืนยันได้ว่าคุณกำลังประสบกับปัญหาภาวะกรดในกระเพาะเยอะ หรือกำลังเป็นโรคกรดไหลย้อนโดยไม่รู้ตัว เราขอแนะนำยาลดกรดในกระเพาะ และยาลดกรดไหลย้อนเบลสิด เกิร์ด ยาแก้กรดไหลย้อนสามัญประจำบ้านรสชาติใหม่ที่ควรมีติดบ้านไว้ในทุกครอบครัว ทานง่าย หาซื้อได้ 24 ชั่วโมง


วิธีรักษาภาวะกรดไหลย้อนด้วยยา

ยาลดกรดไหลย้อนแบบซอง Belcid GERD

ยาแก้กรดไหลย้อนแบบซอง 7-11

บรรเทาอาการกรดไหลย้อนด้วยยาลดกรดในกระเพาะ และยาลดกรดไหลย้อน เบลสิด เกิร์ด (Belcid GERD) ที่มีสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (Active Pharmaceutical Ingredients, API) ที่ดีที่สุดจากประเทศ Norway ช่วยสร้างชั้นเจลป้องกันเยื่อบุภายในกระเพาะเพื่อลดอาการระคายเคือง และบรรเทาอาการกรดไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร พร้อมกลไกที่สามารถลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย ที่สำคัญทานง่าย ด้วยรสชาติใหม่ไม่ซ้ำใครอย่าง รสราสเบอรี่ มีกลิ่นหอมสดชื่น ไม่ทำให้รู้สึกแสบคอ แสบอกยิ่งขึ้นเหมือนรสมินต์ในยาลดกรดไหลย้อนทั่วไป มีทั้งรูปแบบซอง และแบบน้ำทานง่าย หาซื้อได้จาก 7-11 ทุกสาขา และร้านขายยาทั่วไป

วิธีการรับประทาน :

สำหรับเด็ก และผู้ใหญ่ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป รับประทานยาลดกรดไหลย้อนเบลสิด เกิร์ด 1-2 ซอง วันละ 3-4 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร

ข้อควรระวัง :

ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ และโรคไตไม่ควรรับประทาน

หากรับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือเป็นหนักขึ้นควรพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ

หากรับประทานยาประจำตัวเป็นประจำ ควรเว้นระยะห่าง 2 ชั่วโมง ก่อนหรือหลังยาลดการหลั่งกรด

ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร

อาการกรดไหลย้อน มีสาเหตุร่วมมาจากการที่มีกรดในกระเพาะอาหารเยอะกว่าปกติ ทำให้รู้สึกจุก เสียด แน่นท้อง โดยอาการดังกล่าวสามารถบรรเทาได้ด้วย เช่น ยาในกลุ่ม H2 blockers หรือ PPI ตัวยาที่นิยมใช้กันเช่น โอเมพราโซล (Omeprazole) เป็นยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ใช้รักษาอาการกรดไหลย้อนหรือโรคที่มีกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป รวมถึงโรคหลอดอาหารอักเสบจากกรดในกระเพาะ และยังใช้ควบคู่กับยาปฏิชีวนะ เพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (H. pylori)

วิธีการรับประทาน :

รับประทานยาในปริมาณ 20 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 4–8 สัปดาห์ หากมีอาการรุนแรงให้รับประทานยา 40 มิลลิกรัม วันละ 1–2 ครั้ง ติดต่อกัน 8 สัปดาห์ โดยปริมาณยาต่อเนื่องจะอยู่ที่ 10 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง หากจำเป็นอาจเพิ่มปริมาณยาถึง 20–40 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง

ข้อควรระวัง :

หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังวางแผนมีบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

หญิงให้นมบุตรไม่ควรรับประทานโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะยานี้สามารถผ่านสู่น้ำนมและเป็นอันตรายต่อลูกได้

ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีรับประทานยานี้โดยไม่ปรึกษาแพทย์

ยาลดอาการปวดเกร็งช่วงท้อง

นอกจากการรับประทานยาลดกรดไหลย้อน และยาลดกรดในกระเพาะ (ลดการหลั่งกรด) แล้ว สำหรับใครที่มีปัญหาปวดหน่วง ปวดเกร็งช่องท้องเป็นระยะ ๆ ไม่หายขาด ส่งผลให้นอนไม่หลับ หรือเป็นอุปสรรคในชีวิตประจำวัน อาจเกิดจากอาการของโรคกระเพาะ สามารถบรรเทาได้ด้วยยาลดอาการปวดเกร็ง เพื่อให้อาการปวด เกร็งช่วงท้องทุเลาลง


วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อนวิธีรักษา

ภาวะกรดในกระเพาะเยอะ และอาการกรดไหลย้อนนั้น การรับประทานยาเพียงอย่างเดียวอาจจะช่วยบรรเทาอาการให้ทุเลาลงได้ แต่ไม่อาจสามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นแก้กรดไหลย้อน เบื้องต้นด้วยวิธีการรักษากรดไหลย้อนจากการปรับพฤติกรรมอย่างถูกวิธีไปพร้อม ๆ กับการรับประทานยาลดกรดไหลย้อน จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  • หลีกเลี่ยงการเอนตัวลงนอนทันทีหลังรับประทานเสร็จ ควรเว้นระยะห่างขั้นต่ำ 3-4 ชั่วโมง
  • ไม่ควรนอนทานอาหาร
  • หลีกเลี่ยงอาการที่มีกรดเยอะ เช่น อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด รวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารมื้อใหญ่ทีละเยอะ ๆ ควรแบ่งมื้อรับประทาน
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และลดภาวะเครียดระหว่างวัน
  • หากมีน้ำหนักเยอะเกินเกณฑ์ ควรลดน้ำหนักเพื่อลดความดันในกระเพาะอาหาร และรักษาสุขภาพ
  • รับประทานยาลดกรดในกระเพาะ และยาลดกรดไหลย้อน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาลดกรดไหลย้อน

ปวดท้องแบบไหนเป็นโรคกระเพาะ?

อาการที่บ่งชี้ว่าคุณกำลังเป็นโรคกระเพาะนั้น สังเกตุได้จากความรู้สึกแสบร้อนบริเวณช่องท้องหลังรับประทานอาหาร รู้สึกแน่นท้อง และคลื่นไส้อยากอาเจียน อาการดังกล่าวจะเป็น ๆ หาย ๆ สร้างความทรมานที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต รวมไปถึงในบางกรณีอาจสัมพันธ์กับอาการไม่อยากอาหาร หรืออิ่มง่าย ทานได้ไม่เยอะ ควรรับยาแก้ปวดท้องจากโรคกระเพาะ และปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาโรคกระเพาะทันที หากปล่อยให้อาการเรื้อรังอาจส่งผลให้กระเพาะอาหารทะลุ มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร ไปจนถึงมะเร็งในกระเพาะอาหารที่อาจอันตรายถึงชีวิต

ผลข้างเคียงของยาลดกรดในกระเพาะหรือยาลดกรดไหลย้อนคืออะไร?

การรับประทานยาลดกรดในกระเพาะ หรือยาลดกรดไหลย้อนที่ได้มาตรฐาน และมีอย.อย่างถูกวิธี ในปริมาณที่เหมาะสม มีโอกาสน้อยมากที่จะพบผลข้างเคียง อย่างไรก็ตามในบางรายอาจพบอาการท้องเสียง เรอบ่อย ไปจนถึงคลื่นไส้อาเจียน สาเหตุที่พบมักเกิดจากยาที่รับประทานไม่ได้มาตรฐาน หรืออาจมีส่วนผสมที่ไม่เหมาะสมสำหรับผลิตยาลดกรด เมื่อพบอาการดังกล่าวควรหยุดยา หากไม่ดีขึ้นควรเข้าพบแพทย์โดยทันที

ยาลดกรดในกระเพาะกินตอนไหน?

ยาลดกรดควรรับประทานหลังอาหาร และก่อนนอน เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด


สรุปยาลดกรดไหลย้อน

วิธีลดกรดไหลย้อน พร้อมป้องกันปัญหาปวดท้องเรื้อรังจนทำให้เกิดโรคกระเพาะด้วยการปรับพฤติกรรมการทานอาหาร และการใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น พร้อมรับประทานยาลดกรดในกระเพาะ และยาลดกรดไหลย้อนอย่างสม่ำเสมอ

ยาลดกรดไหลย้อนในกระเพาะ เบลสิด เกิร์ด (Belcid GERD) ยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 จาก Biopharm ผู้นำด้านเวชภัณฑ์ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 48 ปี เป็นตัวแทนจำหน่าย และนำเข้ายาจากต่างประเทศภายใต้ปรัชญา เพื่อนคู่สุขภาพ (Your Healthcare Partner) โดยเบลสิดเกิร์ด ยาลดกรดไหลย้อน ลดกรดในกระเพาะรสราสเบอรี่ เด็กทานได้ผู้ใหญ่ทานดี ช่วยแก้อาการกรดไหลย้อนเร่งด่วน บรรเทาอาการจุกเสียดแน่นท้อง ลดกรดในกระเพาะ แก้อาการกรดไหลย้อน พร้อมสร้างเจลเคลือบกระเพาะช่วยลดอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะให้ทุเลาลง ยาสามัญประจำวันหาซื้อง่าย มีจัดจำหน่ายที่ 7-11 ทุกสาขา