ฝุ่นเข้าตา ทำให้ตาบอดได้ จริงเหรอ?

“ก็แค่ฝุ่นเข้าตา” อาจเป็นคำพูดที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก เพราะโดยทั่วไป ภาวะเศษฝุ่นผงเข้าตาอาจไม่ทำให้เกิดอันตรายใด ๆ (ถ้าไม่ขยี้ตารุนแรง) เพียงแต่ทำให้รู้สึกระคายเคืองตาในระยะสั้น ๆ เท่านั้นเอง แต่ไม่ว่าฝุ่นจะเล็กหรือเบาบางแค่ไหน กรณีที่มีเชื้อโรค ชนิดรุนแรง หรือรักษาช้าเกินไปอาจเกิดการติดเชื้อที่เยื่อบุตาขาวหรือ กระจกตา ทำให้มีอาการตามัว บางรายอักเสบมาก จนต้องรักษาโดยการเปลี่ยนกระจกตา หรืออาจถึงขั้นต้องผ่าตัดเอาตาออกเพื่อกำจัดเชื้อโรคนั้น จึงทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น เพียงแค่เพราะเศษผงเล็ก ๆ นี้ได้


วิธีปฏิบัติตัวเมื่อฝุ่นเข้าตา

เมื่อฝุ่นเข้าตาต่อมน้ำตาจะถูกกระตุ้นให้สร้างน้ำตาออกมามากกว่าปกติ จึงให้กระพริบตาบ่อยๆ เพื่อให้น้ำตาที่ถูกกระตุ้นออกมาช่วยชะล้างเศษฝุ่นผงออกจากตาเร็วขึ้น แต่ห้ามขยี้ตาเด็ดขาด ถ้ายังไม่ได้ผลจึงค่อยใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อหรือน้ำยาล้างตา หากทำตามวิธีข้างต้นแล้วเศษฝุ่นผงยังคงติดค้างอยู่ ควรปิดตาข้างที่มีฝุ่นเข้าตาด้วยผ้าปิดตาหรือผ้าพันแผลที่ปลอดเชื้อแล้วรีบไปพบแพทย์ทันที

น้ำยาล้างตาคืออะไร

น้ำยาล้างตา คือ สารละลายที่ปลอดเชื้อ มีสรรพคุณไว้ใช้สำหรับชำระล้างฝุ่นผง รวมทั้งสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ให้ออกจากดวงตาเท่านั้น แตกต่างจาก “น้ำตาเทียม” น้ำยาล้างตาประกอบด้วย น้ำบริสุทธิ์ สารควบคุมความเป็นกรดด่าง สารควบคุมสภาพตึงตัว วัตถุกันเสีย และอาจมีสารประกอบอื่น ๆ ซึ่งอาจแตกต่างกันบ้างขึ้นอยู่กับแต่ละผลิตภัณฑ์
น้ำยาล้างตาไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการคันระคายเคืองตาโดยตรงแต่อย่างใด ดังนั้น “ขอซื้อยาล้างตาครับ” จึงไม่ใช่วิธีที่เหมาะสม กรณีปัญหาที่ดวงตาไม่ได้เกิดมาจากฝุ่นเข้าตา ไม่ควรใช้น้ำยาล้างตาเมื่อมีอาการคันตา เคืองตา น้ำตาไหลบ่อย แสบตา ตาแดง ตากุ้งยิง เป็นต้อเนื้อ หรือมีขี้ตาเขรอะ เพราะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาและอาจได้รับอันตรายจากวัตถุกันเสียในน้ำยาล้างตาที่มากเกินไปอีกด้วย ถ้ามีอาการดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ขั้นตอนการล้างตา

1. ล้างมือให้สะอาด รวมถึงล้างถ้วยล้างตาด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำยาล้างตา ก่อนที่จะนำมาใช้
2. เทน้ำยาฯ ลงในถ้วยล้างตาตามปริมาณขอบเส้นที่กำหนดในถ้วย
3. ก้มหน้าลงให้ดวงตาแนบสนิทกับถ้วย แล้วดันถ้วยเบา ๆให้สนิทกับเบ้าตา
4. เงยหน้าขึ้นในขณะที่ถ้วยยังครอบตาอยู่ เพื่อให้น้ำยาฯไปสัมผัสกับดวงตาโดยตรง จากนั้นให้ลืมตาแล้วกรอกตาไปมา ประมาณ 15 วินาที เพื่อช่วยให้น้ำยาฯชะล้างเศษฝุ่นให้ออกจากดวงตาเร็วขึ้น
5. ก้มหน้าลง นำถ้วยออกจากดวงตาแล้วเทน้ำยาฯที่ใช้แล้วทิ้งไป ถ้าล้างตาซ้ำให้เปลี่ยนน้ำยาฯใหม่ไม่ควรนำน้ำยาฯที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำอีก

หมายเหตุ:

– ถอดคอนแทคเลนส์ออกก่อนล้างตา
– เก็บขวดน้ำยาล้างตาให้พ้นมือเด็ก โดยเก็บในอุณหภูมิห้อง ห่างจากความร้อน, แสงแดด, และความชื้น

ข้อควรระวังการใช้น้ำยาล้างตา

– ไม่ควรใช้น้ำยาล้างตาร่วมกับผู้อื่น
– ไม่ควรใช้น้ำยาล้างตาไปใช้แทนน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์
– ไม่ควรใช้น้ำยาล้างตามาล้างดวงตาเป็นประจำโดยไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ หรือเพื่อทำความสะอาดดวงตา
– ถ้าเปิดขวดน้ำยาล้างตาแล้ว ควรใช้ภายใน 3 เดือน
ถึงตอนนี้ ผู้ที่จะซื้อน้ำยาล้างตามาใช้เองคงจะทราบแล้วว่า น้ำยาล้างตามีวัตถุประสงค์ใช้เพื่อล้างฝุ่นผงที่เข้าตาเท่านั้น ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องไปซื้อน้ำยาล้างตามาล้างเพื่อทำความสะอาดดวงตาทั้งที่ไม่มีความผิดปกติใด ๆ ที่ดวงตาเลย เพราะกลับจะทำให้ดวงตาขาดความชุ่มชื้นจนมีโอกาสทำให้เกิดโรคตาแห้งและมีโอกาสการติดเชื้อที่ตาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ทานอาหารที่ช่วยรักษาดวงตา

อาหารที่เรารับประทานเข้าไป มีส่วนช่วยให้ดวงตาแข็งแรงขึ้น ห่างไกลจากอาการตาแห้ง ตาล้า และเสริมภูมิต้านทานให้ดวงตาในภายภาคหน้าด้วย สารอาหารที่ดวงตาต้องการ มีดังนี้
1. ลูทีน (Lutein) สารอาหารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ พบมากในตาบริเวณจุดรับภาพและจอประสาทตา มีอยู่ในผักเช่น คะน้า ผักกาด ปวยเล้ง ผักโขม ข้าวโพด ทำหน้าที่ป้องกันรังสีจากแสงแดด ช่วยกรองแสงสีน้ำเงินที่จะทำลายดวงตา ลดอนุมูลอิสระที่ทำลายดวงตา ป้องกันโรคจุดรับภาพเสื่อม หรือจอประสาทตาเสื่อม (AMD) วิจัยมาแล้วว่า การรับประทานลูทีนวันละ 6 มิลลิกรัม ช่วยลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ถึง 50%
2. วิตามิน E และ C เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) ป้องกันและชะลอการเกิดโรคต้อกระจก ลดอัตราการเกิดจอประสาทตาเสื่อมลง 25% สำหรับคนที่เริ่มเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมในช่วงต้น เพิ่มความชุ่มชื่นให้กับดวงตา มีรายงานพบว่าการรับประทานวิตามินอีในรูปแบบแอลฟ่า โทโคเฟอรอล ร่วมกับลูทีน (Lutein) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคต้อกระจก
3. บิลเบอร์รี่สกัด (Bilberry extract) เป็นสารอาหารกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์ (Bioflavonoid) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง (Antioxidant) ช่วยให้เส้นเลือดฝอยไม่เปราะหรือแตกง่าย ช่วยการมองเห็นในที่มืด หรือ ที่ที่มีแสงสลัว ๆ ให้ชัดเจนขึ้น ช่วยป้องกันอาการตาบอดกลางคืน (Night Blindness) ป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาขุ่นมัว อันเป็นสาเหตุของโรคต้อกระจก นอกจากนี้ยังมีการทดลองในนักบิน โดยให้รับประทาน Bilberry เป็นเวลา 1 เดือน เทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับประทาน พบว่า นักบินที่ทาน Bilberry สามารถมองเห็นในที่มืดได้ดีกว่านักบินที่ไม่ได้ทาน
4. แอสต้าแซนทีน (Astaxanthin) สกัดจากสาหร่ายสีแดง ฮีมาโตคอกคัส พลูเวียลิส (Haematococcus Pluvialis) เป็นสารในกลุ่มของแคโรทีนอยด์ มีคุณสมบัติในการเป็น Super Antioxidant หรือสารต้านอนุมูลอิสระฤทธิ์แรง ดูดซึมได้ทั้งส่วนที่เป็นน้ำและไขมัน กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณเส้นเลือดฝอยที่จอตา ลดอาการเมื่อยล้าของตา
เมื่อมีสารอาหาร 4 ชนิดนี้ ไม่ว่าดวงตาจะเจอศึกหนักจากความเมื่อยล้า ใช้ตาหนัก ก็สามารถวางใจได้ว่าดวงตาจะได้รับอาหารที่เพียงพอ พร้อมใช้ทุกสถานการณ์ อยู่กับคุณไปอีกนาน
ได้อ่านแบบนี้ ผู้ที่ต้องเจอกับเหตุการณ์ฝุ่นเข้าตา ก็คงจะเบาใจลงบ้างแล้ว แต่ก่อนจะซื้อน้ำยาล้างตามาใช้ ก็ควรปรึกษาเภสัชกรเพื่อความปลอดภัยและเหมาะสมกับอาการทุกครั้ง ในขณะเดียวกันการดูแลบำรุงดวงตาอย่างสม่ำเสมอนั้นทำได้ และเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นประจำ เพราะในอาหารปกติอาจมีปริมาณสารอาหารเพื่อดวงตาไม่พอ เป็นต้นเหตุของอาการจุกจิกที่เกิดกับดวงตา สะสมสุขภาพที่ดีไว้แต่เนิ่น ๆ ยังไงก็ดีกว่าแน่นอน