แผลถลอกควรดูแลอย่างไร? ยิ่งหายเร็ว ยิ่งลดโอกาสติดเชื้อ

แผลถลอก

อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การได้รับบาดแผลเล็ก ๆ ในบางครั้งกลับเป็นเรื่องใหญ่ที่เราไม่ควรมองข้าม เพราะทุกอย่างมักเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราคิดว่าไม่สำคัญ การดูแลแผลถลอกอย่างถูกวิธีไม่เพียงแต่ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังป้องกันการติดเชื้อที่อาจลุกลามจนกลายเป็นปัญหาสุขภาพที่รุนแรงได้ในภายหลัง

ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการดูแลแผลถลอก ตั้งแต่การแยกลักษณะของบาดแผลถลอก ระดับความรุนแรงของแผล ไปจนถึงทำความเข้าใจโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อเรียนรู้วิธีรักษาแผลถลอกให้หายเร็วและปลอดภัย


สารบัญบทความ


แผลถลอก คืออะไร?

แผลถลอก (Abrasion wound) คือ บาดแผลตื้น ๆ ที่เกิดจากการเสียดสี ขูด หรือถูกับพื้นผิวที่หยาบ ทำให้ผิวหนังชั้นนอกถูกทำลายหรือหลุดลอกออก ซึ่งเป็นบาดแผลที่มักพบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน เช่น แขนถลอกจากการล้มหรือเสียดสี หรือขาถลอกจากการเล่นกีฬาหรืออุบัติเหตุเล็กน้อย

แผลประเภทนี้มักมีลักษณะแดง อาจมีเลือดออกเล็กน้อย และมีความเจ็บปวดแสบร้อนบริเวณแผล ในส่วนของแผลจากการเสียดสี แม้จะดูเหมือนบาดแผลเล็กน้อย แต่หากไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างถูกวิธี ก็อาจนำไปสู่การติดเชื้อได้ เนื่องจากมักมีสิ่งสกปรก เช่น ฝุ่นละออง เศษดิน หรือสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในแผล ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคที่อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่อไปได้


ประเภทของแผลถลอก

ในทางการแพทย์แล้ว รูปแบบของแผลถลอก สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้

แผลถลอกที่ครูดไปกับพื้นขรุขระ (Scrape abrasions)

แผลรถล้มเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของแผลประเภทนี้ ซึ่งลักษณะบาดแผลจะเป็นรอยผิวหนังถูกครูดไปกับพื้นผิวที่หยาบหรือขรุขระ เช่น ถนน พื้นซีเมนต์ หรือพื้นกรวด ทำให้เกิดหนังถลอกเป็นบริเวณกว้าง แผลมักมีขอบไม่เรียบ มีเศษแปลกปลอมฝังอยู่ มีลักษณะเด่นคือมีรอยครูดเป็นทางยาวตามทิศทางการเคลื่อนที่ขณะล้ม แผลอาจมีความลึกที่ไม่สม่ำเสมอ และมีเลือดออกซึม ๆ ต้องทำความสะอาดอย่างละเอียดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

แผลถลอกจากการกระแทก (Impact abrasions)

แผลถลอกประเภทนี้จะเกิดจากแรงกระแทกโดยตรงระหว่างผิวหนังกับวัตถุแข็ง ทำให้เกิดรอยถลอกขึ้น แผลมักมีรูปร่างสอดคล้องกับวัตถุที่กระแทก เช่น เป็นรูปเหลี่ยมหรือกลม มักพบร่วมกับรอยฟกช้ำรอบ ๆ บริเวณแผล มีการเสียดสีน้อยกว่าแผลจากการครูด แต่อาจมีความลึกมากกว่าในจุดที่รับแรงกระแทกสูง แผลลักษณะนี้อาจบวมแดงมากกว่าประเภทอื่นและมีอาการเจ็บปวดรุนแรง เนื่องจากมีการกระทบกระเทือนต่อเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกลงไปใต้ผิวหนัง

แผลถลอกจากการเสียดสีซ้ำ ๆ (Patterned abrasions)

แผลถลอกประเภทนี้จะเป็นแผลเสียดสีที่เกิดจากการเสียดสีซ้ำ ๆ ในตำแหน่งเดิม เช่น จากการสวมรองเท้าที่คับหรือที่มักเรียกกันว่า “รองเท้ากัด” ลักษณะเด่นของแผลประเภทนี้คือมีรูปแบบซ้ำ ๆ ตามลักษณะของวัสดุที่เสียดสี แผลอาจไม่มีเลือดออกในระยะแรก แต่ผิวหนังจะค่อย ๆ บางลงและแดงขึ้น หากยังคงมีการเสียดสีต่อ จะกลายเป็นแผลเปิดที่มีอาการรุนแรงขึ้น

แผลถลอกจากรอยเล็บ (Fingernail marks)

แผลถลอกประเภทนี้เกิดจากการขีดข่วนด้วยเล็บ ทำให้เกิดรอยเป็นทางยาวบาง ๆ บนผิวถลอก มักพบในกรณีการทำร้ายร่างกาย หรือเกิดจากการเกาแรง ๆ บริเวณที่มีอาการคัน มีลักษณะเด่นคือเป็นรอยขนานเรียงกันตามรูปโค้งของเล็บ บางครั้งอาจเห็นรอยรูปโค้งครึ่งวงกลมชัดเจน แผลมักตื้นแต่อาจมีเลือดออกเป็นจุด ๆ หรือเป็นทางยาว หากมีแรงกดมาก ๆ อาจพบรอยแดงหรือรอยช้ำรอบ ๆ แผล การรักษาต้องระวังการติดเชื้อเนื่องจากเล็บมักมีเชื้อโรคสะสมอยู่


ระดับความรุนแรงของแผลถลอก

บาดแผลถลอก

การจำแนกระดับความรุนแรงของแผลถลอกช่วยให้เราสามารถประเมินการรักษาที่เหมาะสมได้อย่างถูกต้อง  อย่างแผลที่เกิดจากการเสียดสีก็จะมีความรุนแรงหลายระดับขึ้นอยู่กับความลึกและพื้นที่ของผิวหนังที่ได้รับบาดเจ็บ  โดยทั่วไปแล้วระดับความรุนแรงของบาดแผลถลอกจะแบ่งได้เป็น 3 ระยะดังนี้

  • แผลถลอกระยะที่ 1 : เป็นการบาดเจ็บที่ผิวหนังชั้นนอกสุด (Epidermis) เพียงเล็กน้อย มีอาการแดง อาจรู้สึกแสบเล็กน้อย แต่มักไม่มีเลือดออก บาดแผลมีลักษณะตื้น ไม่ลึกถึงชั้นหนังแท้ มีโอกาสติดเชื้อน้อย และมักหายได้เองภายใน 3-5 วันโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็น ควรรักษาด้วยการล้างแผลให้สะอาดและปิดแผลเพื่อป้องกันสิ่งสกปรกเข้าสู่บาดแผล
  • แผลถลอกระยะที่ 2 : เกิดการบาดเจ็บลึกถึงชั้นหนังแท้ (Dermis) มีเลือดออกเล็กน้อยถึงปานกลาง มีอาการเจ็บปวดชัดเจน บาดแผลถลอกมีสีแดงสด อาจมีจุดเลือดออกหรือเลือดออกซึม ๆ อาจพบเศษสิ่งสกปรกติดในแผล มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อปานกลาง ควรรักษาด้วยการทำความสะอาดแผลอย่างละเอียด โดยใช้น้ำเกลือล้างแผล และควรปิดแผลให้มิดชิด ซึ่งแผลมักใช้เวลาหายใน 1-2 สัปดาห์
  • แผลถลอกระยะที่ 3 : เป็นการบาดเจ็บรุนแรงที่ทะลุผ่านชั้นหนังแท้ (Dermis) ลงไปถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (Subcutaneous tissue) หรือลึกกว่านั้น มีเลือดออกมาก มีอาการเจ็บปวดรุนแรง แผลอาจมีลักษณะฉีกขาด ขอบแผลไม่เรียบ อาจเห็นชั้นไขมันหรือเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกลงไป มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อและการเกิดแผลเป็น ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว อาจจำเป็นต้องเย็บแผล ฉีดวัคซีนบาดทะยัก และใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อ การฟื้นตัวอาจใช้เวลานานหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน

โรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากแผลถลอก

แผลถลอกที่ดูเหมือนเล็กน้อยอาจนำไปสู่อาการแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อมีสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคเข้าสู่บาดแผล โดยโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้จะมีดังนี้

  • เนื้อเยื่อใต้ผิวหนังตาย (Nerotic tissue)
  • บาดทะยัก (Tetanus)
  • เซลล์เนื้อเยื่ออักเสบ (Cellulitis)
  • แผลติดเชื้อ (Infect wound)
  • แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid)

นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานต้องระวังการเกิดแผลถลอกเป็นพิเศษ เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงส่งผลให้การหายของแผลช้าลง ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ไม่เต็มที่ และเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากกว่าคนทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณเท้าที่มักมีเส้นประสาทและหลอดเลือดเสื่อม แม้แผลเล็ก ๆ ก็อาจลุกลามจนต้องตัดอวัยวะได้หากละเลย ดังนั้นควรพบแพทย์ทันทีเมื่อมีแผลถลอก แม้จะดูเล็กน้อยก็ตาม


ข้อแนะนำในการรักษาแผลถลอก

การดูแลแผลถลอกอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อและช่วยให้แผลหายได้เร็วยิ่งขึ้น โดยแผลถลอกมีวิธีรักษาดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาดก่อนทำแผลทุกครั้ง
  • ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ เพื่อกำจัดสิ่งสกปรก
  • ใช้ผ้าสะอาดซับบริเวณแผลให้แห้ง ไม่ควรถูหรือเช็ดแรง ๆ
  • ทายาฆ่าเชื้อเช่น โพวิโดนไอโอดีน หรือ แอลกอฮอล์ 70%
  • ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์หรือผ้าก๊อซที่สะอาด
  • เปลี่ยนผ้าปิดแผลทุกวันหรือทันทีเมื่อเปียกชื้น
  • หลีกเลี่ยงการแกะสะเก็ดแผล เพื่อให้แผลหายเร็วขึ้น
  • พบแพทย์หากแผลมีอาการบวม แดง มีหนอง หรือมีไข้

วิธีป้องกันแผลถลอกไม่ให้กลายเป็นแผลเป็น

วิธีป้องกันแผลถลอกไม่ให้กลายเป็นแผลเป็นต้องเริ่มต้นตั้งแต่การดูแลในระยะแรก เมื่อเกิดแผลถลอกควรล้างแผลให้สะอาดทันทีด้วยน้ำสะอาดหรือน้ำเกลือ จากนั้นทายาฆ่าเชื้อและปิดแผลให้ถูกวิธี เมื่อแผลเริ่มหายหรือตกสะเก็ด การใช้ซิลิโคนเจลทาบนแผลเป็นประจำจะช่วยลดการสร้างคอลลาเจนที่มากเกินไป ป้องกันการเกิดแผลนูนหรือแผลคีลอยด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลายคนยังอาจเข้าใจผิดว่าการนวดแผลหลังจากตกสะเก็ดจะช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็นได้ แต่แท้จริงแล้วแพทย์ไม่ค่อยแนะนำวิธีนี้ เพราะหากนวดแรงเกินไปอาจทำร้ายเนื้อเยื่อที่กำลังซ่อมแซมตัวเอง จนทำให้เกิดการอักเสบซ้ำและกลับกลายเป็นแผลเป็นที่แย่ลงได้


แผลถลอก รักษาหายเร็วยิ่งลดโอกาสติดเชื้อ

Rebac ยาทาแผลเป็น

แผลถลอกอาจดูเป็นบาดแผลเล็กน้อย แต่หากละเลยการดูแลก็อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ได้ การทำความเข้าใจประเภท ระดับความรุนแรง และการรักษาที่ถูกต้องจะช่วยให้แผลหายเร็วและลดโอกาสเกิดแผลเป็นได้ นอกจากนี้การใช้ซิลิโคนเจลหรือครีมลดรอยแผลเป็นจะช่วยเร่งการรักษาแผลเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากใครกำลังมองหายาทาแผลเป็นเพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นที่เกิดจากการบาดแผลถลอกสามารถเลือกซื้อ Rebac ซิลิโคนเจลลดรอยแผลเป็นจาก Biopharm ผลิตภัณฑ์รักษาแผลใช้ได้ทั้งรอยแผลขนาดใหญ่ แผลผ่าคลอด แผลถลอกจากอุบัติเหตุ มีคุณสมบัติพิเศษเป็น Film former ช่วยสร้างแผ่นฟิล์มเคลือบผิวช่วยปกป้องแผล ป้องกันน้ำและฝุ่นละอองได้ดี ลดโอกาสแผลติดเชื้อ ได้ที่ช่องทางต่อไปนี้