รอยแผลเป็นที่ขา

รอยแผลเป็นที่ขารักษาอย่างไรดี แนะนำตัวช่วยลดรอยแผลดูจางลง

รอยแผลเป็นที่ขา

หลายคนที่เคยเผชิญกับการมีร่องรอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุหรือการผ่าตัดคงจะเข้าใจดีว่าต้องใช้ระยะเวลารักษานานกว่ารอยแผลจะจางลง ทั้งยังกระทบต่อความมั่นใจไม่น้อยโดยเฉพาะบริเวณที่อยู่นอกร่มผ้าอย่างรอยแผลเป็นที่ขา โดยรอยแผลเป็นแต่ละแบบต่างมีลักษณะและวิธีดูแลรักษาที่แตกต่างกันออกไป การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ วิธีลดรอยแผลเป็นที่ขาที่เหมาะสม ไปจนถึงวิธีการป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งในบทความนี้เราได้รวบรวมข้อควรรู้สำคัญต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ผิวกลับมาดูเรียบเนียนและมั่นใจยิ่งขึ้น


Key Takeaway

  • รอยแผลเป็นที่ขาอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการประสบอุบัติเหตุ แผลเป็นจากการผ่าตัด ไปจนถึงพันธุกรรมจากครอบครัว
  • ปัจจุบันการรักษารอยแผลเป็นที่ขาสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ การสครับผิว ทาครีมกันแดด การเลเซอร์ และการใช้ผลิตภัณฑ์รักษารอยแผลเป็น
  • หลีกเลี่ยงการแกะหรือเกาแผลเป็นที่ขา และรักษาความชุ่มชื้นของผิวด้วยการทาซิลิโคนเจลลดรอยแผล เพื่อให้รอยดูจางลง แผลสมานกัน จนผิวกลับมาเรียบเนียนในที่สุด

สารบัญบทความ


รอยแผลเป็นที่ขามีสาเหตุเกิดจากอะไรบ้าง

รอยแผลเป็นที่ขา สาเหตุ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีรอยแผลเป็นที่ขาเป็นปัญหาที่หลายคนกังวล ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นใจได้ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องใส่กางเกงขาสั้นหรือกระโปรง โดยการที่ขาเป็นแผลเป็นได้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่อไปนี้

  • ประสบอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บ : เช่น หกล้ม มีแผลถลอก หรือถูกของมีคมบาดที่ขา หากประสบอุบัติเหตุดังกล่าวรุนแรงก็อาจทำให้ทิ้งรอยแผลเป็นที่ขาได้ค่อนข้างลึกและเห็นได้ชัด
  • รอยแผลเป็นที่ขาจากการผ่าตัด : เกิดเป็นลักษณะรอยเย็บจากการเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งอาจมีทั้งรอยเรียบ รอยนูน หรือรอยกว้าง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและการดูแลหลังการผ่าตัด
  • ถูกแมลงกัดต่อย : อาจทำให้ผิวระคายเคืองและคัน ซึ่งหากเผลอเการุนแรงเกินไปอาจทำให้ผิวถลอกและอักเสบจนทำให้ขาเป็นรอยดําหรือมีรอยแผลเป็นได้
  • สิวหรือผื่นที่ขา : สิวอักเสบหรือผื่นที่ขึ้นบริเวณขาและไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม หากเกาจนสิวแตกหรือเป็นแผลก็อาจทิ้งรอยแดง รอยดำ หรือแม้กระทั่งแผลเป็นนูนที่ยากต่อการรักษาในภายหลังได้
  • การติดเชื้อที่ผิวหนัง : เช่น แผลพุพองหรือแผลอักเสบ เมื่อแผลหายแล้ว ผิวหนังส่วนที่ติดเชื้ออาจเสียหายหรือทิ้งรอยลึกกว่าปกติ อาจทำให้ผิวหนังเป็นแผลนูนได้เช่นกัน
  • พันธุกรรมและการสมานแผลของร่างกาย : บางคนมีแนวโน้มเกิดแผลเป็นนูนหรือรอยชัดมากกว่าคนทั่วไปเนื่องมาจากปัจจัยทางพันธุกรรมส่งผลต่อการสร้างคอลลาเจนในกระบวนการสมานแผล

แนะนำ 4 วิธีรักษารอยแผลเป็นที่ขา แผลดูจางลงอย่างเห็นได้ชัด

ปัจจุบันการรักษาแผลเป็นที่ขาสามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การสครับผิวไปจนถึงการใช้ยาทาแผลเป็น ทั้งนี้ แต่ละวิธีการรักษาควรพิจารณาร่วมกับลักษณะของรอยและสาเหตุ เพื่อให้รอยแผลเป็นที่ขาดูจางลงมากขึ้น และทำให้ผิวกลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง โดยวิธีรักษารอยแผลเป็นที่ขาสามารถทำได้ดังนี้

การสครับผิว

การสครับผิวเป็นวิธีรักษารอยแผลเป็นที่ขาให้ดูจางลงได้ ซึ่งไม่เพียงช่วยผลัดเซลล์เก่าเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้ผิวได้รับออกซิเจนและสารอาหารมากขึ้น ส่งผลให้การฟื้นฟูผิวเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ แนะนำให้เลือกสครับที่อ่อนโยน ไม่บาดผิว และทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

ทาครีมกันแดด

การปกป้องผิวจากแสงแดดเป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาแผลเป็นและรอยดําที่ขาที่หลายคนอาจมองข้ามไป เนื่องจากรังสี UV มีผลทำให้รอยแผลเป็นที่ขาเข้มและสีชัดขึ้นได้ การเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF และ PA ที่เหมาะสมจึงมีส่วนช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินส่วนเกิน เมื่อใช้ร่วมกับครีมลดรอยแผลเป็นที่ขา

จะช่วยให้รอยแผลเป็นค่อย ๆ ดูจางลงและผิวดูเรียบเนียนมากขึ้น

การเลเซอร์

เลเซอร์เป็นวิธีลบรอยแผลเป็นที่ขาที่เห็นผลลัพธ์ค่อนข้างรวดเร็วเมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ โดยสามารถเลือกเลเซอร์ให้เหมาะกับสภาพรอยแผลเป็นแต่ละแบบได้ เช่น เลเซอร์ลดรอยแดง เลเซอร์แผลนูน หรือเลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจน แต่หลังทำอาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น แดง บวม หรือผิวลอก โดยส่วนใหญ่ต้องเลเซอร์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

ใช้ผลิตภัณฑ์รักษารอยแผลเป็นโดยตรง

ครีมลดรอยแผลเป็นที่ขาเหมาะกับการฟื้นฟูผิวบริเวณที่มีรอยนูน รอยแดง หรือรอยดำ โดยส่วนผสมสำคัญมักมีสารให้ความชุ่มชื้นสูง ลดการอักเสบ และช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้ผิว จึงช่วยให้รอยแผลเป็นเป็นนุ่มลง สีผิวสม่ำเสมอ และเรียบเนียนมากขึ้น การใช้ครีมหรือซิลิโคนเจลอย่างต่อเนื่องประมาณ 2 - 3 เดือน จะช่วยให้เห็นผลชัดเจน แต่ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ และเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการรับรองความปลอดภัยจากแพทย์หรือองค์การที่น่าเชื่อถือ


ป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นที่ขาอย่างไรดี

หากไม่อยากมีรอยแผลเป็นที่ขาหรือแผลเป็นที่เท้าควรปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันและข้อควรระวังไม่ให้เสี่ยงเกิดรอยแผลเป็น ซึ่งมีด้วยกันดังนี้

  • ดูแลบาดแผลอย่างถูกวิธี : ล้างแผลให้สะอาดและใช้ครีมหรือเจลลบรอยแผลเป็นตั้งแต่แรก เช่น ซิลิโคนเจลหรือครีมบำรุงผิวที่ช่วยลดการสร้างคอลลาเจนเกินจำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการเกา/แกะสะเก็ดแผล : เนื่องจากอาจทำให้แผลหายช้าลงและเพิ่มโอกาสเกิดรอยดำหรือแผลเป็นนูน
  • ป้องกันแผลจากแสงแดด : หมั่นทาครีมกันแดดและหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง เนื่องจากรังสี UV อาจทำให้รอยแผลเป็นสีดําที่ขาเข้มขึ้นและอาจทิ้งรอยถาวรได้
  • รักษาความชุ่มชื้นของผิวอยู่เสมอ : ทาครีมบำรุงผิวเพื่อลดความแห้งตึง ช่วยให้รอยแผลเป็นที่ขาสมานเร็วขึ้น ลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็น
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : การทานอาหารที่มีโปรตีน วิตามินดี รวมไปถึงวิตามินซี มีส่วนช่วยซ่อมแซมผิว เร่งการสมานแผล และลดการอักเสบได้ดี

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรอยแผลเป็นที่ขา

ครีมลบรอยแผลเป็นยี่ห้อไหนดีสุด?

หากกำลังมองหาครีมลบรอยแผลเป็นที่ดีที่สุด ขอแนะนำซิลิโคนเจลลบรอยแผลเป็น Rebac ที่ช่วยลดเลือนรอยแผลเป็น โดยเฉพาะแผลจากการผ่าตัด เช่น แผลศัลยกรรม แผลผ่าคลอด หรือแผลจากอุบัติเหตุ

แผลเป็นกี่เดือนจาง?

รอยแผลเป็นที่ขาทั่วไปมักเริ่มจางลงได้เองภายใน 2–3 เดือน แต่รอยนูนหรือรอยลึกอาจใช้เวลา 6–12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ขนาดรอยแผล การดูแล และวิธีรักษารอยแผลเป็นที่เลือกใช้


รอยแผลเป็นที่ขารักษาได้ด้วยซิลิโคนเจล Rebac จาก Biopharm

rebac ลดรอยแผลเป็นที่ขา

รอยแผลเป็นที่ขาสามารถรักษาได้หลายวิธี ตั้งแต่การใช้ยาทาลบรอยแผลเป็นหรือซิลิโคนเจลเพื่อช่วยให้รอยดูจางลง ไปจนถึงการทำเลเซอร์หรือหัตถการทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม การดูแลแผลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การปกป้องผิวจากแสงแดด รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ล้วนมีส่วนช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดีขึ้นและลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็นถาวรได้

หากกำลังมองหาตัวช่วยลดรอยแผลเป็นที่ขาให้ดูจางลง รอยแผลเป็นตื้นขึ้น ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ซิลิโคนเจลลดรอยแผลเป็น Rebac จาก Biopharm ที่มีคุณสมบัติพิเศษอย่างชั้น Film former ช่วยปกป้องแผลด้วยแผ่นฟิล์มเคลือบผิว ใช้ได้ทั้งรอยแผลขนาดเล็กและใหญ่ พร้อมป้องกันน้ำและลดโอกาสแผลติดเชื้อ

สนใจสั่งซื้อซิลิโคนเจล Rebac ได้ที่ :


เหน็บชา

โรคเหน็บชา เรียนรู้สาเหตุและอาการที่ส่งผลต่อระบบประสาท

เหน็บชา

เมื่อพูดถึงอาการเหน็บชา หลาย ๆ คนมักจะรู้จักกันดีในอาการที่รู้สึกชา เจ็บจี๊ด ๆ และรู้สึกยุบยิบเหมือนเข็มทิ่มบริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายที่เกิดการกดทับเป็นเวลานาน แต่รู้หรือไม่ว่าอาการเหน็บชาที่รู้จักกันทั่วไปนี้ แตกต่างกับ ‘โรคเหน็บชา’ ซึ่งจะรู้สึกชาปลายมือปลายเท้า ที่สำคัญโรคเหน็บชายังอาจเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายต่าง ๆ อีกด้วย ดังนั้นเพื่อให้คุณได้รู้เท่าทันความผิดปกติของร่างกายและไขปริศนาชาปลายเท้าเกิดจากอะไร เราจะพาไปรู้จักโรคเหน็บชาอย่างละเอียดกัน


Key Takeaway

    • โรคเหน็บชาเกิดจากการที่ร่างกายได้รับวิตามินบี 1 ไม่เพียงพอ
    • อาการของโรคเหน็บชาจะแตกต่างกันตามช่วงวัย โดยแบ่งเป็นอาการเหน็บชาในเด็ก และอาการเหน็บชาในผู้ใหญ่
    • โรคเหน็บชาเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะทางจิต, ภาวะหัวใจล้มเหลว, ภาวะขาดวิตามิน หรือภูมิแพ้ชนิดรุนแรง

สารบัญบทความ


โรคเหน็บชาเกิดจากอะไร

โรคเหน็บชาเกิดจากอะไร สาเหตุหลัก ๆ ของโรคเหน็บชานั้นเกิดขึ้นจากการขาดวิตามินบี 1 ซึ่งการขาดวิตามินบี 1 จนทำให้เกิดโรคเหน็บชานั้นมีหลากหลายสาเหตุด้วยกัน ดังนี้

    • การขาดวิตามิน : เมื่อร่างกายเกิดภาวะขาดวิตามินบี 1 หรือที่มีอีกชื่อว่า ไธอามีน (Thiamine) ซึ่งเป็นวิตามินที่มีส่วนช่วยในการปกป้องเส้นประสาท
    • กรรมพันธุ์ : โรคเหน็บชาที่เกิดการกรรมพันธุ์นั้นเป็นภาวะที่ร่างกายประสบปัญหาด้านการดูดซึมวิตามินบี 1 ทำให้ร่างกายได้รับวิตามินบี 1 ไม่เพียงพอ
    • การเปลี่ยนแปลงของสรีรวิทยา : โรคเหน็บชาสามารถเกิดขึ้นได้เมื่อสรีรวิทยามีการเปลี่ยนแปลง โดยมีการทำงานที่ผิดปกติของเส้นประสาท, กล้ามเนื้อ, หลอดเลือด และระบบหัวใจ

นอกจากนี้ โรคเหน็บชายังมีความเกี่ยวข้องกับโรคบางชนิด ได้แก่

    • โรคตับเรื้อรัง : โรคเหน็บชาที่เกี่ยวข้องกับการป่วยโรคตับเรื้อรังนั้นเกิดจากตับไม่สามารถนำวิตามินบี 1 ไปใช้ประโยชน์ภายในร่างกายได้
    • โรคพิษสุราเรื้อรัง : โรคเหน็บชาที่เกี่ยวข้องกับการป่วยโรคพิษสุราเรื้อรังนั้นเกิดจากการทำงานของตับไม่มีประสิทธิภาพและลำไส้ไม่มีการดูดซึมที่ดี
    • โรคเบาหวาน : โรคเหน็บชาที่เกี่ยวข้องกับการป่วยโรคเบาหวานนั้นเกิดการมีระดับน้ำตาลภายในเลือดสูงมาเป็นระยะเวลานาน จนส่งผลให้เส้นประสาทส่วนปลายเสื่อมสภาพ

ลักษณะอาการของโรคเหน็บชา

อาการของโรคเหน็บชา

อาการเหน็บชาที่เกิดจากการขาดวิตามินบี 1 นั้นจะมีอาการชาปลายเท้าปลายมือ หัวใจเต้นเร็ว มีอาการเหนื่อยหอบ และมีอาการของตับโต ซึ่งอาการดังกล่าวของโรคเหน็บชานี้นอกจากจะสามารถบ่งชี้ได้ว่าร่างกายเริ่มขาดวิตามินบี 1 แล้ว ยังอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยโรคเบาหวานด้วยเช่นกัน ทว่าอาการโรคเหน็บชายังสามารถแบ่งออกตามช่วงวัยได้ดังนี้

อาการเหน็บชาในเด็ก

โรคเหน็บชาในเด็กมักจะพบได้มากในช่วงอายุ 2-6 เดือน โดยอาการของโรคเหน็บชาในเด็กนั้นได้แก่ อาการหัวใจโต หัวใจเต้นเร็ว มีอาการเหนื่อยหอบ ขาบวม-ตัวบวม หน้าเขียว-ตัวเขียว เสียงร้องแหบหรือไม่มีเสียง หนังตาบนตก ตากระตุก ซึม ชัก หรือหมดสติ ซึ่งเมื่อเด็กเกิดโรคเหน็บชาขึ้นจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้องภายในระยะเวลา 2-3 ชั่วโมง มิเช่นนั้นอาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้

อาการเหน็บชาในผู้ใหญ่

โรคเหน็บชาในผู้ใหญ่ระยะแรกเริ่มนั้นจะยังไม่เจอความผิดปกติเมื่อทำการตรวจร่างกาย แต่จะมีอาการเหนื่อยง่าย รู้สึกอ่อนเพลีย รู้สึกชา เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องผูก และความจำเสื่อม ส่วนระยะที่โรคเหน็บชาเริ่มรุนแรงขึ้นนั้นจะมีอาการชาที่ปลายมือปลายเท้า รวมทั้งอาจมีอาการเสียวแปลบและปวดแสบด้วย

แต่ในผู้ป่วยโรคเหน็บชาบางรายก็อาจมีอาการแขนขาไม่มีแรง เป็นตะคริว และมีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อบริเวณน่อง ซึ่งในกรณีที่มีความรุนแรงอาจเกิดอาการอัมพาตเลยทีเดียว และสำหรับผู้ป่วยโรคเหน็บชาที่มีผลมาจากโรคพิษสุราเรื้อรังนั้นจะมีอาการเดินเซ ตาเหล่-ตาเข รวมถึงมีความผิดปกติทางจิต


ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดในโรคเหน็บชา

ในผู้ที่ป่วยโรคเหน็บชาซึ่งเกิดจากภาวะขาดวิตามินบี 1 นั้นนอกจากจะมีอาการหลัก ๆ ของโรคเหน็บชาแล้ว ยังมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ภายในร่างกายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวใจ ระบบประสาท ระบบสมอง กระเพาะ รวมไปถึงระบบลำไส้ โดยภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในโรคเหน็บชามีดังนี้

    • ภาวะหัวใจล้มเหลว : เป็นภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในโรคเหน็บชาได้ เพราะเมื่อร่างกายขาดวิตามินบี 1 อย่างหนักจะส่งผลให้หัวใจอ่อนแอลง เนื่องจากวิตามินบี 1 สำคัญต่อการทำงานของระบบหัวใจ
    • ภูมิแพ้ชนิดรุนแรง : โรคภูมิแพ้ชนิดรุนแรงเป็นอีกหนึ่งภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากโรคเหน็บชา ซึ่งมักเกิดขึ้นจากการทำการรักษาด้วยการให้อาหารทางหลอดเลือด
    • ภาวะทางจิต : โรคเหน็บชาสามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนทางจิตได้ในผู้ป่วยที่มาสาเหตุโรคเหน็บชาจากโรคพิษสุราเรื้อรัง
    • ภาวะขาดวิตามิน : เมื่อเป็นโรคเหน็บชาที่เกิดจากการขาดวิตามินบี 1 ภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดตามมาก็คือภาวะร่างกายขาดวิตามินนั่นเอง

เป็นเหน็บชา มีวิธีรักษาได้อย่างไรบ้าง

วิธีแก้เหน็บชาจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของอาการ ซึ่งสำหรับผู้ป่วยโรคเหน็บชาแบบไม่รุนแรงแพทย์จะให้รับประทานวิตามินบี 1 หรือวิตามินบีรวมชนิดเม็ด ส่วนผู้ป่วยโรคเหน็บชาขั้นรุนแรงนั้นแพทย์จะทำการรักษาด้วยวิธีการให้วิตามินบี 1 ผ่านทางหลอดเลือดดำหรือทำการฉีดวิตามินบี 1 เข้าสู่กล้ามเนื้อ โดยปริมาณของวิตามินบี 1 ที่ฉีดให้ แพทย์จะพิจารณาตามอาการของผู้ป่วยรายบุคคล


ป้องกันการเป็นโรคเหน็บชาทำได้อย่างไรบ้าง

การป้องกันไม่ให้เกิดโรคเหน็บชานั้นสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหาร เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินบี 1 อย่างเพียงพอ

    • เลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี 1 เช่น ข้าวกล้อง, ข้าวซ้อมมือ, ถั่ว หรือธัญพืช
    • เลือกรับประทานอาหารให้ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่
    • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทหมักดองและอาหารดิบ ที่จะไปขัดขวางกระบวนการดูดซึมวิตามินบี 1 ของร่างกาย
    • หลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จะทำให้เกิดโรคเหน็บชาจากการป่วยพิษสุราเรื้อรัง

FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคเหน็บชา

ผู้ที่เป็นโรคเหน็บชา ควรเลี่ยงอาหารชนิดใด

ผู้ป่วยโรคเหน็บชาควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทหมักดอง อาหารดิบ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากจะส่งผลให้ร่างกายดูดซึมวิตามินบี 1 ได้ไม่ดี และในอาหารบางชนิดยังมีสารที่ทำลายวิตามินบี 1 อีกด้วย

เหน็บชาเป็นสัญญาณของโรคอะไรได้บ้าง

อาการของโรคเหน็บชานั้นเป็นสัญญาณเตือนที่สามารถบ่งบอกได้ว่าร่างกายอาจจะกำลังเกิดโรคเบาหวาน หรือโรคพิษสุราเรื้อรัง

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการเหน็บชา

หากว่ามีอาการเป็นเหน็บชาบ่อยและถี่มากขึ้น มีอาการเหน็บชาเรื้อรังมาเป็นระยะเวลานาน หรือมีอาการผิดปกติของร่างกายร่วมด้วย เช่น อาการอ่อนแรง หรือสูญเสียการทรงตัว


โรคเหน็บชา โรคใกล้ตัวที่ไม่ควรละเลย

VIBEE

โรคเหน็บชาเป็นโรคที่เกิดมาจากการที่ร่างกายขาดวิตามินบี 1 ซึ่งอาจมาจากหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่เลือกรับประทาน กรรมพันธุ์ หรือการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา ที่สำคัญอาการเหน็บชายังเป็นสัญญาณเตือนโรคเบาหวานและโรคพิษสุราเรื้อรังอีกด้วย

แม้ว่าในระยะเริ่มต้นนั้นอาการของโรคเหน็บชาจะดูไม่รุนแรง แต่ก็ไม่ควรละเลย เพราะโรคเหน็บชาเองก็สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากมาย ทั้งภาวะหัวใจล้มเหลว ภูมิแพ้ชนิดรุนแรง ภาวะทางจิต และภาวะร่างกายขาดวิตามิน โดยวิธีการรักษาโรคเหน็บชาในระยะเริ่มต้นจำเป็นที่จะต้องรับประทานวิตามินบี 1 แบบเม็ดเพื่อเสริมวิตามินส่วนที่ขาดหายไปจากร่างกาย

โดยยาบำรุงปลายประสาท VIBEE ที่ประกอบไปด้วยวิตามินบีรวมที่จำเป็นต่อร่างกายทั้งวิตามินบี 1, วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 ซึ่งจะช่วยรักษาทุกอาการเหน็บชาและภาวะขาดวิตามินบี รวมถึงช่วยบำรุงปลายประสาทอีกด้วย


อาการกรดไหลย้อน

อาการกรดไหลย้อน รู้สาเหตุ รู้วิธีดูแลรักษาป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำ

อาการกรดไหลย้อน

หากรู้สึกแสบร้อนกลางอกและลำคอ เรอเปรี้ยว ท้องอืด ท้องเฟ้อ นั่นอาจเป็น “กรดไหลย้อน” อาการที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย เพราะอาการกรดไหลย้อนมักเกิดจากการกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เผลอทำไปโดยไม่คาดคิด แต่กรดไหลย้อนเกิดจากอะไร มีวิธีรักษาและป้องกันไม่ให้เรื้อรังหรือเป็นซ้ำอย่างไรบ้าง สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ในบทความนี้

Key Takeaway

  • สาเหตุของอาการกรดไหลย้อนเกิดจากหลายปัจจัย เช่น ร่างกาย อายุ พฤติกรรมการทานอาหาร โรคประจำตัว ความเครียด
  • อาการกรดไหลย้อนแบ่งระดับตามความรุนแรงของโรค ในระยะแรกจะรู้สึกแสบร้อนอกและคอ เรอเปรี้ยว จุกเสียด แน่นท้อง แต่ในระยะที่รุนแรงขึ้นอาจเกิดอาการแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้
  • วิธีรักษากรดไหลย้อนขึ้นคอเบื้องต้น ได้แก่ การทานยาลดกรด, การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งพฤติกรรมการทานอาหาร พฤติกรรมการนอน รวมถึงการลดความเครียด
  • สามารถป้องกันการเกิดอาการกรดไหลย้อนด้วยการกินอาหารในปริมาณที่เหมาะสม, เลี่ยงการทานของมัน ของทอด เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน, ไม่กินแล้วนอน และควรงดสูบบุหรี่

สารบัญบทความ


อาการกรดไหลย้อนมีสาเหตุเกิดจากอะไร

อาการกรดไหลย้อนเป็นภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปสู่หลอดอาหาร กรดไหลย้อนเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน ดังนี้

  • หลอดอาหารทำงานผิดปกติ : เกิดจากอาหารเคลื่อนตัวไปกระเพาะช้า หรืออาหารติดอยู่ในหลอดอาหารนาน เกิดได้จากการดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีน สูบบุหรี่ หรือการทานยาบางชนิด
  • กล้ามเนื้อหูรูดทำงานผิดปกติ : หูรูดเปิดทั้งที่ไม่ได้กลืนอาหารลงไป กรดในกระเพาะอาหารจึงไหลย้อนง่ายขึ้น
  • กระเพาะอาหารทำงานผิดปกติ : ส่งผลให้อาหารอยู่ในกระเพาะนาน น้ำย่อยในกระเพาะจึงมีโอกาสไหลย้อนขึ้นไปง่ายขึ้น
  • ความผิดปกติของร่างกาย : เช่น โรคอ้วน ทำให้มีแรงกดต่อกระเพาะอาหารเยอะจนกล้ามเนื้อหูรูดเปิดออก หรือโรคเบาหวานที่ทำให้อาหารค้างในกระเพาะอาหารนาน เป็นต้น
    • การตั้งครรภ์ : ทำให้มดลูกขยายตัวจนเกิดแรงกดต่อกระเพาะเพิ่มสูงขึ้น และการตั้งครรภ์ทำให้ ร่างกายมีฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูงกว่าปกติ ส่งผลให้ผู้ที่ตั้งครรภ์มีโอกาสเป็นกรดไหลย้อนสูง
  • การใช้ชีวิตประจำวัน : เช่น ทานอาหารรสจัด ทานอาหารมากเกินไป กินแล้วนอน ดื่มเครื่องดื่มอัดลม เครื่องดื่มคาเฟอีน หรือสูบบุหรี่
  • ความเครียด:  ส่งผลให้กรดในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้นผิดปกติ ทำให้มีโอกาสเป็นโรคกรดไหลย้อนสูงขึ้น

อาการกรดไหลย้อนมีกี่ระยะ ลักษณะอาการที่พบแต่ละระยะเป็นอย่างไร

อาการของกรดไหลย้อน

อาการของกรดไหลย้อนแบ่งออกเป็น 4 ระยะตามระดับความรุนแรงและความถี่ของการเกิดโรค ดังนี้

อาการกรดไหลย้อน : 

  • อาการกรดไหลย้อนระยะที่ 1 : เป็นระยะที่อาการไม่รุนแรง มักมีอาการเดือนละ 1 -2 ครั้ง โดยพบอาการแสบร้อนลำคอและหน้าอก รู้สึกเหมือนมีก้อนจุกในลำคอ แน่นท้อง เรอมีกลิ่นเปรี้ยว 
  • อาการกรดไหลย้อนระยะที่ 2 : เป็นระยะที่ควรพบแพทย์ มักมีอาการอาทิตย์ละ 2 - 3 ครั้ง โดยพบอาการแสบร้อนลำคอและหน้าอก ท้องอืด เหนื่อยง่าย หายใจไม่สุด รู้สึกตึงบริเวณลำคอ บ่า และไหล่
  • อาการกรดไหลย้อนระยะที่ 3 : เป็นระยะที่อาการรุนแรงขึ้น มักมีอาการสัปดาห์ละหลายวัน หรืออาจเป็นเรื้อรังต่อเนื่องทุกวัน โดยพบอาการระคายเคืองและอักเสบของหลอดอาหารอย่างต่อเนื่อง และกรดอาจไหลย้อนจนถึงหลอดลมและกล่องเสียง จนเกิดอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ขึ้น
  • อาการกรดไหลย้อนระยะที่ 4 : เป็นระยะที่อาการรุนแรงเหมือนระยะที่ 3 แต่อาการเกิดขึ้นต่อเนื่องนานหลายปีจนเยื่อบุอาหารบาร์เร็ตต์ผิดปกติ ซึ่งความผิดที่เกิดขึ้นนั้นอาจเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งหลอดลมและมะเร็งกระเพาะอาหาร

หมายเหตุ เมื่อเป็นกรดไหลย้อนรุนแรงอาจพบอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้แก่ 

  • เสียงเปลี่ยน เสียงแหบแห้งเรื้อรัง
  • ไอเรื้อรังอย่างไม่มีสาเหตุ 
  • กลืนอาหารลำบาก สำลักอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน
  • รู้สึกเจ็บหน้าอกคล้ายโรคหัวใจ
  • มีกลิ่นปาก ฟันผุ หรือเป็นโรคเรื้อรังทางปาก
  • หลอดอาหารเป็นแผล หลอดอาหารตีบส่วนปลาย 

อาการกรดไหลย้อนมีวิธีรักษาอย่างไร

โรคกรดไหลย้อนแบ่งวิธีรักษาตามอาการ ถ้ามีอาการกรดไหลย้อนไม่รุนแรงสามารถรักษาได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการรักษาด้วยยา ดังนี้

การรักษาด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต

  • ปรับเปลี่ยนประเภทอาหารที่ทาน โดยเลี่ยงการทานของทอด ของมัน อาหารรสจัด ช็อกโกแลต รวมถึงการดื่มชา กาแฟ เครื่องดื่มคาเฟอีน และน้ำอัดลม
  • ปรับพฤติกรรมการทานอาหาร เช่น ทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม ไม่นอนหลับหลังทานอาหารทันที 
  • ปรับลักษณะท่านอน เป็นวิธีแก้กรดไหลย้อนง่าย ๆ ด้วยการไม่นอนท่าหงาย และไม่นอนตะแคงขวา เพราะจะทำให้กรดในกระเพาะสามารถไหลย้อนง่าย
  • หลีกเลี่ยงความเครียด เพื่อไม่ให้หลั่งกรดหรือน้ำย่อยเพิ่ม แต่ถ้ารู้สึกว่ามีความเครียด สามารถลดความเครียดด้วยการทำงานอดิเรกหรือสิ่งที่ตัวเองชอบ ออกกำลังกาย หรือนอนหลับ
  • งดสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่มีส่วนทำให้กล้ามเนื้อหูรูดทำงานไม่เต็มที่ และยังมีส่วนทำให้หลั่งกรดเพิ่มขึ้น

การรักษากรดไหลย้อนให้หายนั้น นอกจากจะต้องเลี่ยงอาหารบางประเภทแล้ว ก็สามารถทานอาหารที่ช่วยบรรเทาอาการกรดไหลย้อนให้ดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอด้วย โดยสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : กรดไหลย้อนกินอะไรหาย

 

การรักษาด้วยการใช้ยา

  • ยาลดกรดไหลย้อน Antacids : ช่วยปรับความเป็นกรดในกระเพาะอาหารให้เป็นกลาง เหมาะกับการแก้กรดไหลย้อนเบื้องต้นที่อาการของโรคไม่รุนแรง
  • ยาลดกรดไหลย้อน Proton pump Inhibitors (PPIs) : ช่วยยับยั้งการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร มีผลข้างเคียงน้อย แต่ถ้ามีอาการกรดไหลย้อนบ่อย ๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้งาน
  • ยาลดกรดไหลย้อน Prokinetic Agents : ช่วยให้กล้ามเนื้อหูรูดปิดสนิท ไม่ให้น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมา และเป็นยาที่ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนตัวของลำไส้ แต่เป็นยาที่มีผลข้างเคียงสูง จึงควรใช้ยาชนิดนี้ภายใต้การดูแลจากแพทย์เท่านั้น

อย่างไรก็ตามหากลองแก้กรดไหลย้อนเร่งด่วนด้วยตัวเองแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้นหรืออาการทรุดลง ควรเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุของโรคต่อไป


วิธีป้องกันเกิดการเกิดอาการกรดไหลย้อน

อาการกรดไหลย้อนเป็นอาการที่ต้องใช้เวลาในการรักษา ดังนั้นจึงควรดูแลสุขภาพและปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนอาการหนักขึ้น ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด : ทั้งการกินอาหารรสเผ็ดและรสเปรี้ยว เพราะจะเพิ่มความเป็นกรดให้กระเพาะอาหาร
    • ทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม : ไม่ทานอาหารมากเกินไป และไม่ทานให้รู้สึกอิ่มมากเกินไป 
  • สวมเสื้อผ้าพอดีตัว : เสื้อผ้ารัดตัวจะเพิ่มแรงกดบริเวณกระเพาะอาหาร ทำให้กรดสามารถไหลย้อนขึ้นมาง่ายขึ้น
  • ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม : ไม่ให้ไขมันจากหน้าท้องกดทับกระเพาะอาหารเยอะจนกรดไหลย้อน 
  • ทานยา : หากรู้สึกอาหารไม่ย่อย พะอืดพะอม วิธีแก้เร่งด่วนคือการทานยาลดกรด แต่ถ้าพบอาการเป็นประจำควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการ และเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธี

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการกรดไหลย้อน

กรดไหลย้อนทำให้เกิดอาการไอได้ไหม? 

กรดไหลย้อนทำให้เกิดอาการไอได้ ถ้ากรดไหลย้อนนอกหลอดอาหาร เช่น หลอดลม กล่องเสียง ทำให้บริเวณดังกล่าวเกิดการระคายเคืองและอักเสบ

ทำไมกรดไหลย้อน มีอาการตอนกลางคืน?

เมื่อนอนหลับกล้ามเนื้อหูรูดจะหย่อนตัวลง ทำให้กรดไหลย้อนขึ้นไปหลอดอาหารง่าย โดยเฉพาะ ท่านอนหงายทำให้กรดไหลย้อนง่าย ดังนั้นจึงควรเลี่ยงการกินแล้วนอนทันที เพื่อลดโอกาสเป็นกรดไหลย้อน 

กรดไหลย้อนอันตรายไหม?

อาการกรดไหลย้อนไม่อันตราย แต่ถ้าปล่อยให้อาการเรื้อรังก็อาจเกิดอาการแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ ดังนั้นจึงควรรีบแก้กรดไหลย้อนเมื่อมีอาการ และหมั่นดูแลตัวเองอยู่เสมอ ไม่ให้เป็นกรดไหลย้อนเรื้อรัง


ลดอาการกรดไหลย้อนด้วย Belcid GERD

แก้แสบร้อนกลางอก

อาการกรดไหลย้อนเป็นอาการที่เกิดได้จากทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือความผิดปกติของร่างกาย ทำให้เกิดอาการแสบร้อนหน้าอก ลำคอ หรือมีอาการจุกเสียด แน่นท้องจนรู้ไม่สบายร่างกาย และถ้าปล่อยอาการให้เรื้อรังก็อาจจะทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่ส่งผลถึงบุคลิกภาพได้ 

ถ้าหากมีอาการกรดไหลย้อนแล้วอยากรีบรักษาให้หายไว ๆ สามารถซื้อยาแก้กรดไหลย้อน 7 11 อย่าง “เบลสิด เกิร์ด” แบรนด์ยาลดกรดรสราสป์เบอร์รี มีกลิ่นหอมหวาน ทานแล้วไม่รู้สึกแสบร้อนเหมือนเวลาทานยาลดกรดกลิ่นมินต์และเปปเปอร์มินต์ จึงสามารถทานได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อีกทั้งยังใช้ API จากประเทศนอร์เวย์ ช่วยสร้างชั้นเจลป้องกันกรดและสารระคายเคืองไหลขึ้นหลอดอาหาร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สามารถสอบถามหรือปรึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : https://line.me/R/ti/p/uVd5sLzXA-


ผู้สูงอายุเบื่ออาหาร

ผู้สูงอายุเบื่ออาหาร กินข้าวไม่ลง สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม

ผู้สูงอายุเบื่ออาหาร

บทสนทนาสั้น ๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนโต๊ะอาหารของหลายครอบครัว อาจสร้างความกังวลใจให้ลูกหลานไม่น้อย เมื่อเห็นคุณพ่อคุณแม่หรือผู้สูงอายุที่เรารักซึ่งเคยเจริญอาหาร กลับทานอาหารได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด “ผู้สูงอายุเบื่ออาหาร” นี้ ไม่ใช่แค่ความดื้อรั้นหรือการเอาแต่ใจ แต่เป็นสัญญาณสำคัญที่เราต้องหันมาใส่ใจอย่างจริงจัง เพราะเบื้องหลังการกินข้าวไม่ได้ อาการกินข้าวไม่ลงนั้น อาจซ่อนสาเหตุที่ซับซ้อนทั้งทางร่างกาย ฮอร์โมน และจิตใจ

มาทำความเข้าใจถึงต้นตอของปัญหา และค้นหาวิธีดูแลคนที่คุณรักให้กลับมามีความสุขกับมื้ออาหารอีกครั้ง


สารบัญบทความ


ผู้สูงอายุเบื่ออาหาร เกิดจากสาเหตุใด

คนแก่เบื่ออาหาร

ผู้สูงอายุเบื่ออาหารเป็นปัญหาที่พบบ่อยและไม่ควรมองข้าม เพราะอาจส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม ทั้งในเรื่องของพลังงานและการฟื้นตัวของร่างกาย โดยสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ผู้สูงอายุเบื่ออาหารมีดังนี้

ระบบต่าง ๆ ของร่างกาย

ผู้สูงอายุเบื่ออาหาร ส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระบบย่อยอาหาร เช่น การผลิตน้ำลายลดลง การกลืนลำบาก หรือท้องผูกเรื้อรัง จึงส่งผลให้รู้สึกกินข้าวไม่อร่อย และทำให้ร่างกายอ่อนเพลียจากการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ โดยเฉพาะโปรตีนซึ่งจำเป็นต่อการฟื้นฟูร่างกาย

ฮอร์โมน

ระดับฮอร์โมนบางชนิดที่ควบคุมความหิวในร่างกายอาจเปลี่ยนไปเมื่ออายุมากขึ้น เช่น ฮอร์โมนเกรลินลดลง และเลปตินเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้สูงอายุเบื่ออาหารมากขึ้นเรื่อย ๆ รู้สึกอยากอาหารลดลงจนนำไปสู่ปัญหาคนแก่กินข้าวไม่ได้ควรกินอะไรแทนดี โดยหนึ่งในทางเลือกคือการใช้อาหารเสริมที่มีโปรตีนสูงหรือโปรตีนสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งช่วยชดเชยสารอาหารสำคัญ และลดความเสี่ยงของภาวะขาดสารอาหารหรืออาการขาดโปรตีนในผู้สูงอายุได้

โรคเรื้อรัง

โรคเรื้อรังอย่างเช่นโรคหัวใจ ไตวาย หรือมะเร็ง ส่วนใหญ่ทำให้ผู้สูงอายุเบื่ออาหาร ทั้งจากตัวของโรคเองและผลข้างเคียงของยา อาการเบื่ออาหารเกิดจากอะไรนั้น มักจะสัมพันธ์กับภาวะอ่อนเพลียและการได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน รวมถึงได้รับโปรตีนต่อวันไม่เพียงพอ ดังนั้นควรมีอาหารเสริมผู้สูงอายุที่เบื่ออาหาร เข้ามาช่วยในแต่ละวัน

สภาพจิตใจ

ผู้สูงอายุเบื่ออาหารอาจมีสาเหตุมาจากภาวะซึมเศร้า การอยู่ลำพัง หรือภาวะสมองเสื่อม ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการกินโดยตรง บางคนแก่กินข้าวไม่ได้ ไม่มีแรง กินข้าวไม่อร่อย จนสะสมกลายเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาว แนะนำให้เลือกอาหารที่มีโปรตีนสูง เพราะประโยชน์ของโปรตีนจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพิ่มพลังงาน และลดความเสี่ยงของภาวะขาดสารอาหารได้เป็นอย่างดี


เมื่อผู้สูงอายุเบื่ออาหาร ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การที่ผู้สูงอายุเบื่ออาหารและกินข้าวน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ปัญหาน้ำหนักลดหรือความสุขในการกินที่หายไป แต่มันคือจุดเริ่มต้นของ “ภาวะโดมิโน” ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในทุกมิติ เปรียบเสมือนรถยนต์ที่ขาดเชื้อเพลิง ร่างกายก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และอาจนำไปสู่ภาวะอันตรายได้ โดยผลกระทบต่อสุขภาพกายของการที่ผู้สูงอายุเบื่ออาหารนั้น ได้แก่

  1. ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องและร่างกายที่อ่อนแอ สารอาหารโดยเฉพาะโปรตีนและวิตามิน เป็นวัตถุดิบสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดขาวและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน เมื่อร่างกายได้รับไม่เพียงพอ ภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ติดเชื้อง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด ปอดบวม หรือการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ
  2. การทำงานของสมองและการรู้คิดถดถอย สมองต้องการพลังงานและสารอาหารจำเพาะ เช่น วิตามินบี โอเมก้า 3 เมื่อคนแก่ไม่กินข้าว นอนอย่างเดียว ทำให้ขาดสารอาหารเป็นเวลานานจะส่งผลโดยตรงต่อความจำ สมาธิ และความสามารถในการตัดสินใจ ทำให้การรู้คิดถดถอยเกิดขึ้นเร็วและรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น ผู้สูงอายุอาจดูสับสน เชื่องช้า หรือไม่สดใสเท่าเดิม
  3. ภาวะขาดวิตามินและเกลือแร่ อาจนำไปสู่ภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ นี่คือผลกระทบที่น่ากังวลและอันตรายที่สุด เมื่อร่างกายขาดเกลือแร่และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายในระดับรุนแรง จะส่งผลกระทบต่อระบบสำคัญต่าง ๆ เช่น อาการซึม น้ำหนักลด กล้ามเนื้อแขนขาลีบ ส่งผลต่อการทรงตัว และอาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้

ผู้สูงอายุเบื่ออาหาร และวิธีการดูแลที่ช่วยให้ผู้สูงอายุทานอาหารได้อร่อยขึ้น

คนแก่เบื่ออาหารกินอะไรดี

ผู้สูงอายุเบื่ออาหาร ลูก ๆ หลาน ๆ ต้องดูแลและค่อย ๆ ทำความเข้าใจ ปรับเปลี่ยนการเตรียมมื้ออาหาร ทั้งการเลือกเมนู การปรุง หรือการเตรียมวัตถุดิบต่าง ๆ ให้พร้อม โดยสามารถลองนำวิธีเหล่านี้ไปปรับใช้ได้

  • แบ่งมื้อย่อย แต่บ่อยขึ้น แทนที่จะเป็น 3 มื้อใหญ่ ๆ ที่น่าอึดอัด ลองเปลี่ยนเป็น 4-5 มื้อเล็ก ๆ ตลอดวัน จะช่วยให้ท่านรู้สึกว่าทานได้หมดจานและไม่กดดัน
  • เน้นอาหารพลังงานสูงในปริมาณน้อย ทำอาหารจานเล็กแต่ให้พลังงานและโปรตีนสูง เช่น ข้าวต้มปลา ต้มเลือดหมู ไข่ตุ๋น เต้าหู้นึ่ง ทั้งนี้ก็ควรดูเรื่องโภชนาการผู้สูงอายุควบคู่ด้วย
  • ปรุงรสชาติให้อร่อยถูกใจ เมื่อการรับรสแย่ลง ลองใช้เครื่องเทศหรือสมุนไพร (เช่น กระเทียม, พริกไทย, ขิง, รากผักชี) เพื่อเพิ่มกลิ่นหอมและรสชาติให้น่าสนใจขึ้น
  • ปรับอาหารให้นุ่ม เคี้ยวง่าย กลืนสะดวก เลือกวิธีการปรุงแบบต้ม ตุ๋น นึ่ง หรือบดสับอาหารให้ละเอียด เพื่อลดปัญหาการเคี้ยวและการกลืน เป็นอีกวิธีที่ช่วยแก้ได้เวลาคนแก่เบื่ออาหารที่เคี้ยวยาก หรือมีชิ้นใหญ่
  • สร้างบรรยากาศที่ดีบนโต๊ะอาหาร ชวนครอบครัวทานข้าวพร้อมหน้ากัน เปิดเพลงเบา ๆ หรือพูดคุยเรื่องราวที่ทำให้ท่านมีความสุข จะช่วยให้มื้ออาหารน่ารื่นรมย์ยิ่งขึ้น
  • ดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีแผลในปาก ฟันปลอมพอดี และพาไปพบทันตแพทย์เป็นประจำ
  • เตรียมของว่างที่มีประโยชน์ไว้ใกล้ตัว จัดเตรียมผลไม้นิ่ม ๆ กล้วย มะละกอสุก ทานคู่กับโยเกิร์ต หรือนม ไว้ให้ท่านหยิบทานได้ง่าย ๆ ระหว่างมื้อ

ผู้สูงอายุเบื่ออาหาร แนะนำอาหารเสริมทดแทนมื้อที่สารอาหารไม่พอ

ผู้สูงอายุต้องการพลังงานประมาณ 1,600–2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน ขึ้นอยู่กับเพศ น้ำหนักตัว และกิจกรรมประจำวัน แต่เมื่อผู้สูงอายุเบื่ออาหาร หรือรับประทานได้น้อยลง ร่างกายอาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะโภชนาการที่ไม่สมดุล และเป็นหนึ่งในสาเหตุที่อธิบายได้ว่าโรคเบื่ออาหาร เกิดจากพฤติกรรมการกินที่ผิดปกติและการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

การเสริมอาหารเสริมผู้สูงอายุ จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยเสริมสารอาหารให้ครบถ้วน เช่น นมโปรตีนสูงที่ดื่มง่าย ย่อยง่าย และมีสารอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการผู้สูงอายุ เหมาะสำหรับช่วงที่ร่างกายอ่อนล้า หรือไม่สามารถกินข้าวได้ตามปกติ ช่วยให้ร่างกายยังคงได้รับพลังงานและโปรตีนที่จำเป็นต่อการดูแลสุขภาพในวัยนี้


Entrasol เครื่องดื่มโปรตีนสูง ทานง่ายสำหรับผู้สูงอายุที่เบื่ออาหาร

ผู้สูงอายุเบื่ออาหาร หรือกินข้าวไม่อร่อยเกิดจากอะไร? สาเหตุอาจมาจากปัญหาทางร่างกาย ฮอร์โมน หรือสภาพจิตใจ ทำให้กินได้น้อยลง ถ้าหากผู้สูงอายุไม่ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ อาจเสี่ยงต่อภาวะการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและภูมิคุ้มกันอ่อนแอ จึงควรดูแลโภชนาการผู้สูงอายุอย่างเหมาะสม

Entrasol Platinum เป็นเครื่องดื่มโปรตีนสูงที่ออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุเบื่ออาหารโดยเฉพาะ ช่วยเติมเต็มสารอาหารที่จำเป็นในแต่ละวัน ด้วยเวย์โปรตีนคุณภาพสูงที่ย่อยง่าย ดื่มสะดวก เหมาะสำหรับใช้เป็น อาหารสร้างกล้ามเนื้อผู้สูงอายุ และเสริมพลังงานให้ร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอ สามารถหาซื้อได้ง่ายที่ Shopee และ Lazada ทั้งสะดวกและปลอดภัย พร้อมบริการจัดส่งถึงบ้าน


จุกคอ

อาการจุกคอจากกรดไหลย้อน เรียนรู้สาเหตุและวิธีแก้ไขที่ถูกต้อง

จุกคอ

แน่นหน้าอก กลืนไม่ลง หรือรู้สึกจุกคอแบบไม่มีสาเหตุชัดเจน อาจไม่ใช่แค่เรื่องเล็ก ๆ อย่างที่หลายคนคิด เพราะอาการจุกที่คออาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคกรดไหลย้อน หรือแม้แต่โรคอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารและกล้ามเนื้อ หากรู้สึกกลืนอาหารเหมือนติดคอบ่อยครั้ง หรือมีอาการแน่นบริเวณลำคอร่วมด้วย อย่ามองข้ามอาการเหล่านี้ไป เพราะการรู้ต้นตอของปัญหาจะช่วยให้ดูแลและรักษาร่างกายได้อย่างตรงจุดมากขึ้น


สารบัญบทความ


จุกคอ มีสาเหตุมาจากอะไร

อาการจุกคออาจดูเหมือนเล็กน้อย แต่จริง ๆ แล้วสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ระบบย่อยอาหาร ไปจนถึงปัญหาทางอารมณ์หรือฮอร์โมน ซึ่งควรตรวจสอบให้แน่ชัดเพื่อการดูแลรักษาที่ตรงจุด

จุกคอจากกรดไหลย้อน

หนึ่งในสาเหตุที่พบได้บ่อยของอาการจุกคอ คือกรดไหลย้อน ซึ่งเกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมายังหลอดอาหารจนทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณลำคอ ผู้ที่มีพฤติกรรมกินแล้วนอนจะยิ่งเสี่ยงต่ออาการนี้มากขึ้น และนอกจากอาการจุกคอแล้วยังอาจมีอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว หรือไอเรื้อรังร่วมด้วยได้

จุกคอจากอาการแพ้

บางครั้งอาการจุกคอก็อาจเกิดจากการแพ้รุนแรง เช่น การแพ้อาหาร ยา หรือแมลงกัดต่อย ซึ่งส่งผลให้ทางเดินหายใจบวม และทำให้รู้สึกเหมือนอะไรติดคอ หายใจไม่สะดวก หากไม่ได้รีบเข้ารับการรักษาในทันที อาการอาจรุนแรงจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จึงควรสังเกตและรีบพบแพทย์โดยด่วนหากมีอาการชัดเจน

จุกคอจากต่อมไทรอยด์

ต่อมไทรอยด์อยู่บริเวณลำคอหากมีการขยายตัวหรือโตผิดปกติ อาจทำให้รู้สึกจุกคออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเวลาพูดหรือกลืนอาหาร ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นจะรู้สึกจุกคอเหมือนอะไรติดคอ และอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ใจสั่น เหนื่อยง่าย หรือน้ำหนักเปลี่ยนแปลง

จุกคอจากการติดเชื้อ

อีกหนึ่งสาเหตุที่พบได้บ่อยคือการติดเชื้อในลำคอ เช่น คออักเสบหรือทอนซิลอักเสบ ซึ่งอาจทำให้รู้สึกเจ็บและ จุกคอได้ โดยเฉพาะเวลาเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อคอหรือกลืนอาหาร บางคนอาจกลืนน้ำลายไม่ลง ติดคอ และมีไข้ร่วมด้วย หากอาการไม่ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน ควรรีบไปพบแพทย์

จุกคอจากอาการวิตกกังวล

ในบางครั้งอาการจุกคอก็ไม่ได้เกิดจากร่างกายโดยตรง แต่มีสาเหตุมาจากความเครียดหรือความวิตกกังวล เช่น ในภาวะแพนิกผู้ป่วยอาจจะรู้สึกหายใจไม่อิ่ม จุกที่คอ ใจเต้นเร็ว และรู้สึกเหมือนมีบางอย่างติดอยู่ ถึงแม้จะไม่มีสิ่งแปลกปลอมอยู่จริง โดยอาการเหล่านี้มักจะเกิดเป็นช่วง ๆ และจะดีขึ้นเมื่อจิตใจสงบลง

อาการจุกคอที่เกิดจากโรคกรดไหลย้อนสามารถบรรเทาเบื้องต้นได้ด้วยวิธีแก้กรดไหลย้อนเร่งด่วน เช่น ปรับพฤติกรรมการกิน หลีกเลี่ยงอาหารกระตุ้น หรือใช้ยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 ที่หาซื้อได้ง่าย และช่วยลดความรุนแรงของอาการได้เป็นอย่างดี


จุกคอหนึ่งในอาการของกรดไหลย้อน

อาการจุกที่คอ เกิดจาก

เมื่อกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาถึงลำคอ อาการที่พบบ่อยคือรู้สึกจุกคอ แต่จริง ๆ แล้วยังมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยอีกหลายอย่าง ซึ่งมักจะเกิดขึ้นพร้อมกันและไม่ควรมองข้าม เช่น

  • มีอาการจุกคอและรู้สึกระคายคอหรือกลืนได้ยากลำบาก
  • รู้สึกเหมือนอะไรติดคอ กลืนไม่ลงถึงแม้ไม่มีสิ่งแปลกปลอมก็ตาม
  • เสียงแหบตอนเช้า หรือเสียงเปลี่ยนจากเดิมโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • เจ็บคอหรือแสบคอเป็น ๆ หาย ๆ โดยเฉพาะหลังทานอาหาร
  • แสบร้อนกลางอกหรือบริเวณลิ้นปี่ คล้ายอาหารไม่ย่อย พะอืดพะอม
  • มีเสมหะในคอหรือกระแอมบ่อยโดยไม่เป็นหวัด
  • เรอบ่อย จุกที่คอ โดยเฉพาะหลังมื้ออาหารหรือก่อนนอน
  • ไอเรื้อรังหรือไอเวลากลางคืนจนรบกวนการนอนหลับ

จุกคอจากกรดไหลย้อน วิธีรักษา

อาการจุกคอจากกรดไหลย้อนสามารถดีขึ้นได้ หากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม โดยวิธีการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและการตอบสนองต่อการรักษา ซึ่งวิธีการรักษาแบ่งออกเป็น 3 วิธีหลัก ๆ ดังนี้

ปรับพฤติกรรมลดอาการจุกคอ

การปรับพฤติกรรมเป็นวิธีพื้นฐานที่ช่วยลดอาการจุกคอ เช่น หลีกเลี่ยงการนอนทันทีหลังมื้ออาหาร งดอาหารรสจัด และลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ ผู้ที่มีอาการแน่นอก จุกที่คอ วิธีแก้เบื้องต้นที่ดีที่สุดคือเริ่มจากเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน และพยายามหลีกเลี่ยงความเครียด รวมถึงดูแลเรื่องของน้ำหนักตัวให้เหมาะสม

รักษาอาการจุกคอด้วยยา

ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการจุกคอและอาการยังไม่ดีขึ้นจากการปรับพฤติกรรม แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาลดกรด เช่น ยายับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร หรือยาช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร โดยควรใช้ยาอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำ ไม่ควรหยุดยาเอง โดยเฉพาะในผู้ที่หายใจไม่อิ่ม จุกที่คอ วิธีแก้จำเป็นต้องรักษาอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

การผ่าตัดรักษา

อาการจุกที่คอ วิธีแก้ด้วยการผ่าตัดรักษาจะเหมาะกับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา หรือปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น แพทย์จะเลือกใช้วิธีการรักษาด้วยการผ่าตัด เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหูรูดบริเวณหลอดอาหารส่วนล่าง ป้องกันไม่ให้กรดไหลย้อนกลับขึ้นมาอีก และช่วยลดอาการจุกแน่นบริเวณลำคอ

อาการจุกคอที่มีอาการร่วมอย่างแน่นท้องและ อาหารไม่ย่อย พะอืดพะอม วิธีแก้ อาจเริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรมง่าย ๆ เช่น การเลือกทานอาหารที่ย่อยง่าย พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ หากสงสัยว่ากรดไหลย้อนกินอะไรหาย ควรเน้นอาหารอ่อน ไม่มัน และไม่เผ็ดจนเกินไป


ลดอาการจุกคอที่เกิดจากกรดไหลย้อนด้วย Belcid GERD

แก้แสบร้อนกลางอก

อาการจุกคออาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น กรดไหลย้อน อาการแพ้ หรือความเครียด ซึ่งจะมาพร้อมกับอาการแน่นหน้าอก กลืนลำบาก หรือหายใจไม่สะดวก โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการแน่นอกจุกที่คอ เกิดจากกรดไหลย้อน ควรสังเกตอาการและหาวิธีแก้ที่เหมาะสม หากปล่อยไว้อาการเรอไม่ออก จุกคอ วิธีแก้อาจจะยิ่งซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

สำหรับใครที่มีอาการจุกคอ แสบลำคอ หรือแน่นหน้าอกจากกรดไหลย้อน แนะนำยาลดกรดไหลย้อน Belcid Gerd ที่ช่วยลดกรด เคลือบหลอดอาหาร และบรรเทาอาการไม่สบายได้อย่างตรงจุด ด้วยจุดเด่นจากรสชาติราสเบอรี่ที่รับประทานง่าย ไม่แสบคอ และใช้ API คุณภาพสูงจากประเทศนอร์เวย์ที่ช่วยสร้างชั้นเจลป้องกันกรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถหาซื้อ Belcid Gerd ได้ที่ 7-Eleven ทุกสาขาหรือร้านขายยาทั่วประเทศ


หลังจี้ไฝ ทายาอะไร

หลังจี้ไฝ ทายาอะไรดี? พร้อมแนะนำวิธีดูแลตนเองที่เหมาะสม

หลังจี้ไฝ ทายาอะไร

หลายคนที่ตัดสินใจจี้ไฝออก มักมีคำถามตามมาว่าหลังจี้ไฝ ทายาอะไรดี ถึงจะแผลหายไว ไม่ทิ้งรอย หรือไม่กลายเป็นแผลเป็นที่หน้าที่สร้างความกังวลในระยะยาว เพราะแม้การจี้ไฝจะเป็นหัตถการที่ทำได้รวดเร็ว แต่การดูแลหลังทำกลับเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะใครที่เคยมีประสบการณ์แผลเป็นจากการจี้ไฝมาก่อน จะยิ่งเข้าใจว่าการเลือกยาและวิธีดูแลหลังจี้ขี้แมลงวันหรือไฝอย่างถูกต้องนั้นมีผลมากแค่ไหน บทความนี้จึงรวบรวมข้อมูลที่ควรรู้เพื่อให้คุณฟื้นฟูผิวได้อย่างมั่นใจ


สารบัญบทความ


หลังจี้ไฝ ทายาอะไร ดูแลอย่างไรให้แผลหายเร็วโดยไม่ทิ้งรอย

การจี้ไฝเป็นวิธีแก้ปัญหาไฝที่หลายคนเลือกใช้ แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการดูแลหลังรักษา หลายคนมักสงสัยว่าหลังจี้ไฝดูแลยังไงให้ถูกต้อง หลังจี้ไฝ ทายาอะไรดีที่สุด ไปจนถึงหลังจี้ไฝห้ามโดนน้ำกี่วันจึงจะปลอดภัย เพราะเรื่องเหล่านี้ถ้าดูแลไม่ถูกวิธีอาจทำให้แผลติดเชื้อ อักเสบ หรือเกิดรอยแผลเป็นที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ในขณะที่ถ้าดูแลอย่างถูกต้องก็จะช่วยให้แผลหายเร็ว ลดความเสี่ยงต่าง ๆ และที่สำคัญคือไม่ต้องเสียเวลานานในการรักษาแผลเป็น

ใช้ครีมรักษาแผลเป็น

หลังจี้ไฝ ทายาอะไรเพื่อให้แผลหายดี? หนึ่งในตัวเลือกที่นิยมใช้คือครีมรักษาแผลเป็น ซึ่งเป็นครีมหรือซิลิโคนเจลที่ช่วยให้แผลจี้ไฝหายเร็วขึ้น ครีมประเภทนี้มักมีส่วนผสมที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้น ป้องกันการติดเชื้อ และเสริมการสร้างเซลล์ผิวใหม่ โดยการใช้อย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดรอยแผลเป็นและช่วยให้สีผิวกลับมาเป็นปกติเร็วขึ้น แต่ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเหมาะกับสภาพผิว

ห้ามโดนน้ำ

การหลีกเลี่ยงน้ำเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะแผลยังต้องการเวลาสมานตัว ไม่ว่าหลังจี้ไฝ ทายาอะไรก็ตาม แต่ถ้าแผลโดนน้ำในช่วง 1-2 วันแรกอาจทำให้ระคายเคือง ติดเชื้อ หรือหายช้าลง โดยแนะนำให้ผ่านไป 2-3 วันจึงค่อยล้างด้วยน้ำเปล่า และหลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์จึงใช้เจลทำความสะอาดที่อ่อนโยน การปฏิบัติตามขั้นตอนนี้อย่างเคร่งครัดจะช่วยป้องกันไม่ให้จี้ไฝแล้วเป็นรอยดำหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ

ห้ามแกะแผล

หลังจี้ไฝ ทายาอะไรดีแค่ไหน แต่ถ้าไปแกะแผลก็อาจทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีได้ เพราะแผลจากการจี้ไฝจะมีสะเก็ดตามธรรมชาติเพื่อปกป้องเนื้อเยื่อที่สร้างใหม่ การแกะสะเก็ดจะทำให้แผลเปิด เสี่ยงต่อการติดเชื้อ และที่สำคัญคือเพิ่มโอกาสในการเกิดรอยแผลเป็น นอกจากนี้ การจับแผลบ่อย ๆ ยังอาจนำเชื้อโรคเข้าสู่แผล ดังนั้น ควรปล่อยให้สะเก็ดหลุดเองและเลี่ยงการสัมผัสแผลโดยไม่จำเป็น

หลีกเลี่ยงแสงแดด

การเลี่ยงแสงแดดเป็นอีกหนึ่งเคล็ดลับการดูแลหลังจี้ไฝ เพราะแสงแดดที่ส่องถึงผิวหนังที่เพิ่งได้รับการรักษาจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสีมากเกินไป ทำให้บริเวณที่เคยเป็นไฝกลับมาเป็นสีเข้มหรือเกิดรอยดำใหม่ การป้องกันแสงแดดควรทำควบคู่ไปกับการใช้ยาตามคำแนะนำ โดยไม่ว่าหลังจี้ไฝ ทายาอะไร ก็ขอแนะนำให้หลีกเลี่ยงการออกแดดอย่างน้อย 2-3 สัปดาห์ ใช้ครีมกันแดด และสวมหมวกหรือใช้ร่มเมื่อจำเป็นต้องออกจากบ้าน

งดสูบบุหรี่

การฟื้นฟูผิวจะดีหรือช้าขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือพฤติกรรมการสูบบุหรี่ เพราะสารเคมีในบุหรี่จะลดการไหลเวียนของเลือด ทำให้แผลหายช้า จึงควรงดสูบบุหรี่ทั้งก่อนและหลังจี้ไฝอย่างน้อย 1-2 เดือน หลายคนอาจสงสัยว่าหลังจี้ไฝ ทายาอะไรถึงจะช่วยเสริมการรักษา นอกจากใช้ครีมตามแพทย์แนะนำแล้ว การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงอย่างการสูบบุหรี่ก็ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาดี


ไฝ คืออะไร? ทำความรู้จักลักษณะทั่วไปของไฝบนร่างกาย

การจี้ไฝ

ไฝ คือ จุดหรือก้อนที่เกิดจากการรวมตัวของเซลล์เมลาโนไซต์ (Melanocyte) ที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดสี ทำให้เกิดเป็นรอยสีน้ำตาลอ่อนหรือดำ มักมีรูปร่างกลมหรือรี ขอบเรียบ และอาจนูนขึ้นจากผิวหนัง พบได้ทั่วร่างกาย โดยทั่วไปไฝไม่เป็นอันตราย แต่บางกรณีอาจทำให้ไม่มั่นใจได้ จึงมีคนเลือกจี้ไฝออก ซึ่งมักตามมาด้วยคำถามว่าหลังจี้ไฝ ทายาอะไร ถึงจะช่วยให้แผลหายไวและลดโอกาสเกิดแผลเป็นได้ดีที่สุด


วิธีกำจัดไฝให้ได้ผลจริง ไม่ทิ้งรอยแผลถาวร ด้วยการจี้ไฝอย่างถูกวิธี

การมีไฝอาจทำให้หลายคนรู้สึกไม่มั่นใจ ซึ่งปัจจุบันมีวิธีกำจัดไฝอยู่หลายแบบ โดยหนึ่งในวิธีที่นิยมคือการจี้ไฝ ซึ่งเป็นการใช้พลังงานความร้อนทำลายเนื้อเยื่อ โดยหลังจี้จะมีแผลเล็ก ๆ ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกันการอักเสบหรือทิ้งรอยแผลภายหลัง หลายคนมักสงสัยว่าหลังจี้ไฝ ทายาอะไรเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งการให้ความสำคัญกับการดูแลหลังจี้ไฝจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดรอยแผลเป็นได้


หลังจี้ไฝ ทายาอะไรถึงจะช่วยให้แผลหายไว? เพราะการดูแลที่ถูกวิธีคือหัวใจสำคัญ!

Rebac ยาทาแผลเป็น

หลังจี้ไฝออก หลายคนมีคำถามว่าหลังจี้ไฝ ทายาอะไรถึงจะช่วยให้แผลหายเร็ว ไม่ทิ้งรอย และไม่เกิดแผลเป็น การดูแลให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงน้ำในช่วงแรก ห้ามแกะสะเก็ด หลีกเลี่ยงแดด และเริ่มทาครีมกันแดดหรือยารักษาแผลเป็นเมื่อแผลแห้ง เพื่อให้ผิวฟื้นตัวได้เต็มที่

และถ้าใครกำลังมองหายาทาแผลเป็น ขอแนะนำ Rebac ซิลิโคนเจลลดรอยแผลเป็นจาก Biopharm ใช้ได้กับทั้งแผลเล็กจากเลเซอร์ แผลผ่าตัด หรือแผลจากอุบัติเหตุ มีคุณสมบัติเป็น Film Former เคลือบผิวเป็นฟิล์มบาง ช่วยปกป้องแผล ลดการติดเชื้อ ไม่เหนอะหนะ และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น หาซื้อได้ที่ร้านขายยาชั้นนำทั่วประเทศและช่องทางดังนี้


กินข้าวไม่ตรงเวลา

กินข้าวไม่ตรงเวลา ทำลายสุขภาพ และเสี่ยงป่วยโรคร้าย

กินข้าวไม่ตรงเวลา

พฤติกรรมของคนในปัจจุบันที่มีแต่ความเร่งรีบ ทำให้หลายคนมีพฤติกรรมการกินข้าวไม่ตรงเวลา จนกลายเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน การกินข้าวไม่เป็นเวลาหรือลืมกินอาหารในแต่ละมื้อ อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กลับส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะการเกิดกรดไหลย้อนที่เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในผู้ที่มีเวลากินข้าวไม่แน่นอน การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และการให้ความสำคัญกับกินข้าวให้ตรงเวลาเป็นสิ่งที่ทุกคนควรตระหนักถึง เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต


สารบัญบทความ


กินข้าวไม่ตรงเวลามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอะไรบ้าง

อาการกินข้าวไม่ตรงเวลา

การกินข้าวไม่ตรงเวลาเป็นพฤติกรรมที่หลายคนมักจะมองข้ามและไม่ได้ใส่ใจ แต่ความจริงแล้วการกินข้าวไม่ตรงเวลามีผลเสียและเสี่ยงที่จะเกิดโรคภัยต่าง ๆ ขึ้นได้ ดังนั้นมาดูกันว่าผู้ที่มีพฤติกรรมกินข้าวไม่ตรงเวลาและไม่กินข้าวจะเป็นโรคอะไรได้บ้าง

โรคกรดไหลย้อน

การทานข้าวไม่เป็นเวลา ทำให้กระเพาะหลั่งกรดออกมาโดยไม่มีอาหารช่วยรองรับ จึงทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณใต้ลิ้นปี่ และเมื่อพฤติกรรมการกินข้าวไม่ตรงเวลานี้ติดกลายเป็นนิสัย ผนังกระเพาะอาหารจะถูกกรดกัดกร่อนจนอักเสบ ส่งผลให้กรดไหลย้อนขึ้นหลอดอาหาร อีกทั้งผู้ที่มีพฤติกรรมกินแล้วนอนทันที จะยิ่งเสี่ยงเกิดโรคกรดไหลย้อนมากขึ้น

โรคกระเพาะอาหาร

การกินข้าวไม่ตรงเวลาส่งผลเสียต่อระบบย่อยอาหารโดยตรง เมื่อไม่กินข้าวตามเวลาที่เหมาะสม กรดในกระเพาะอาหารจะหลั่งออกมาแต่ไม่มีอาหารให้ย่อย ทำให้กรดกัดผนังกระเพาะอาหารจนเกิดอาการปวดท้อง ท้องอืด และอาจทำให้กินข้าวแล้วปวดท้องในระยะยาว นอกจากนี้ การอดอาหารบ่อย ๆ ยังทำให้การทำงานของกระเพาะอาหารประสิทธิภาพแย่ลงอีกด้วย

โรคอ้วน

เมื่อกินข้าวไม่ตรงเวลา ผลเสียที่จะเกิดเห็นอย่างเห็นได้ชัดคือความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน เนื่องจากการปล่อยให้ร่างกายหิวจัดแล้วค่อยทานข้าวในมื้อถัดไป ส่วนใหญ่แล้วจะเผลอกินอาหารในปริมาณมากเกินความจำเป็น และเลือกอาหารที่มีพลังงานสูง เช่น ของทอด ของมัน เป็นต้น อีกทั้งการไม่กินข้าวตามเวลาปกติ ยังส่งผลให้ระบบเผาผลาญทำงานผิดจังหวะ จนเกิดการสะสมไขมันได้ง่ายขึ้น

โรคหัวใจและหลอดเลือด

การกินอาหารไม่เป็นเวลาส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่ ทำให้หัวใจและหลอดเลือดต้องทำงานหนักขึ้น ร่างกายจะต้องปรับตัวกับระดับน้ำตาลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจกระตุ้นให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบ ความดันโลหิตแปรปรวน และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ


กินข้าวไม่ตรงเวลาเสี่ยงเป็นกรดไหลย้อน ควรปรับพฤติกรรมโดยเร็ว

หากคุณมีปัญหากินข้าวไม่ตรงเวลา จนเริ่มรู้สึกแน่นท้องหรือแสบร้อนกลางอก อาจเป็นสัญญาณของโรคกรดไหลย้อนได้ การปรับพฤติกรรมการกินจะสามารถช่วยลดความเสี่ยงของกรดไหลย้อน โดยวิธีปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน มีดังนี้

เตรียมของว่าง ทานอาหารรองท้อง ลดอาการหิวระหว่างวัน

ถ้าปล่อยให้ท้องว่างเป็นเวลานานจะทำให้เกิดอาการกรดไหลย้อนได้ง่าย ควรเตรียมของว่างที่มีประโยชน์ เช่น นม ถั่ว หรือผลไม้ เพื่อลดความหิวระหว่างมื้อ และลดความเสี่ยงการกินอาหารไม่ตรงเวลาแล้วปวดท้อง

เน้นกินโปรตีนและไฟเบอร์ หลีกเลี่ยงอาหารบางชนิด

เลือกทานอาหารที่ย่อยง่ายเน้นโปรตีนและไฟเบอร์สูง เพื่อให้อิ่มนานและช่วยในการทำงานของระบบขับถ่าย ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด เผ็ดจัด ของมัน ของทอด รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ เพราะสิ่งเหล่านี้จะไปกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารได้

หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำระหว่างทานอาหาร

การดื่มน้ำปริมาณมากเวลาทานอาหาร จะทำให้กระเพาะอาหารขยายตัวและกรดไหลย้อนได้ง่ายขึ้น ควรดื่มน้ำก่อนหรือหลังมื้ออาหารประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างเต็มที่ และไม่เกิดภาวะท้องอืดจากปริมาณอาหารและน้ำที่มากเกินไป

ไม่กินข้าวดึกเกินไป และเว้นระยะเวลาก่อนเข้านอน

หลีกเลี่ยงการกินอาหารไม่ตรงเวลาโดยเฉพาะมื้อดึก เพราะการกินอาหารแล้วนอนทันทีจะทำให้กรดไหลย้อนได้ง่าย ควรกินอาหารเย็นก่อนเวลาเข้านอนอย่างน้อย 2–3 ชั่วโมง เพื่อให้กระเพาะอาหารมีเวลาในการย่อยอาหารอย่างเต็มที่ แต่หากเกิดอาการกรดไหลย้อนขึ้นมา ยาลดกรดไหลย้อนก็สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ในเบื้องต้น


ลดกรดไหลย้อนจากการกินข้าวไม่ตรงเวลา บรรเทาอาการด้วย Belcid GERD

แก้แสบร้อนกลางอก

กินข้าวไม่ตรงเวลาอาการที่พบเจอบ่อย เช่น จุก แน่น อาหารไม่ย่อย จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะและกรดไหลย้อน ซึ่งหากปล่อยไว้นานอาจนำไปสู่โรคอ้วนหรือโรคหัวใจได้ ดังนั้นการกินข้าวตรงเวลาจึงเป็นหนึ่งในวิธีดูแลระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้อย่างสมดุล

หากคุณกำลังประสบปัญหามีอาการกรดไหลย้อนจากพฤติกรรมการกินข้าวไม่ตรงเวลา ขอแนะนำ Belcid Gerd ยาลดกรดรสราสเบอรี่ ที่กินง่าย ไม่แสบลิ้น ไม่มีกลิ่นมินต์ที่อาจกระตุ้นอาการในบางคน โดยใช้ API คุณภาพสูงจากประเทศนอร์เวย์ ช่วยสร้างชั้นเจลเคลือบกระเพาะอาหารได้อย่างดีเยี่ยม หาซื้อ Belcid Gerd ยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 ได้ทุกสาขาหรือร้านขายยาชั้นนำทั่วประเทศ


วิตามินบำรุงสมอง

วิตามินบำรุงสมอง ตัวช่วยสำคัญในการเสริมสร้างความจำและระบบประสาท

วิตามินบำรุงสมอง

ทุกวันนี้สมองของเราต้องทำงานหนักแทบตลอดเวลา หลายคนจึงเริ่มหันมาใส่ใจสุขภาพสมองมากขึ้น โดยเฉพาะการเลือกรับประทานวิตามินบํารุงสมอง ซึ่งมีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งในรูปแบบอาหารเสริมสมอง หรือแม้แต่ยาบํารุงสมองคลายเครียดที่ช่วยฟื้นฟูสมองและบำรุงระบบประสาท แต่คำถามที่ตามมาคือวิตามินบํารุงสมองยี่ห้อไหนดีถึงจะตอบโจทย์และเห็นผลจริง? ถ้าคุณกำลังมองหาคำตอบและอยากเข้าใจว่าการดูแลสมองด้วยวิตามินมีหลักการอย่างไร บทความนี้มีคำตอบให้แล้ว


สารบัญบทความ


วิตามินบำรุงสมองที่จำเป็นและควรรู้จัก! สมองล้าแค่ไหนก็กลับมาสดชื่นได้

การเสริมสร้างสุขภาพสมองให้แข็งแรงนั้น สารอาหารที่มีบทบาทสำคัญคือวิตามินชนิดต่าง ๆ ที่ทำหน้าที่ในการดูแลระบบประสาทและเซลล์สมอง โดยเฉพาะวิตามินบำรุงสมองความจำ รวมถึงยาบำรุงปลายประสาทหรือวิตามินบำรุงประสาทอื่น ๆ ซึ่งวิตามินแต่ละชนิดเหล่านี้มีกลไกการทำงานที่แตกต่างกัน การเข้าใจบทบาทของวิตามินต่าง ๆ จะช่วยให้เลือกเสริมสารอาหารได้อย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพสมอง โดยวิตามินที่จำเป็นและควรรู้จักมีดังนี้

วิตามินบี 1

วิตามินบี 1 เป็นหนึ่งในสารอาหารสำคัญที่ขาดไม่ได้สำหรับการดูแลสุขภาพสมอง ทำหน้าที่หลักในการช่วยให้ร่างกายเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นพลังงานที่สมองต้องการ ซึ่งเป็นกระบวนการที่มีผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการคิด ความจำ และการเรียนรู้ วิตามินบีรวมในกลุ่มนี้ยังช่วยในการสร้างและซ่อมแซมเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท ทำให้การส่งสัญญาณประสาทเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากนี้ ร่างกายของเรายังสะสมวิตามินบี 1 ไว้ตามกล้ามเนื้อ สมอง และหัวใจ ทำให้ยาบำรุงประสาทหลายยี่ห้อมักจะรวมวิตามินบี 1 เป็นส่วนประกอบหลักเข้าไปด้วย

วิตามินบี 6

วิตามินบี 6 เป็นวิตามินที่สำคัญต่อการบำรุงสมองโดยเฉพาะในเรื่องของความจำและการเรียนรู้ ถ้าร่างกายขาดวิตามินบีชนิดนี้ อาจส่งผลให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ ทำให้สมองมีสมาธิและความจำลดลง โดยเฉพาะวัยเรียนที่ต้องใช้สมองอย่างหนัก วิตามินบี 6 จึงถือเป็นวิตามินบํารุงสมองความจําวัยเรียนที่ไม่ควรมองข้าม เพราะช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ เพิ่มสมาธิ และรักษาความสมดุลทางอารมณ์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทำให้การเรียนและการใช้ชีวิตประจำวันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิตามินบี 12

วิตามินบี 12 มีความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพสมองและระบบประสาท เพราะสนับสนุนการทำงานของกระแสประสาท ช่วยให้ความจำระยะสั้นดีขึ้น และวิตามินบี 12 ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุได้ถึง 4 เท่า วิตามินชนิดนี้มีบทบาทในการสร้างและซ่อมแซมเซลล์ประสาท รวมถึงการผลิตสารสื่อประสาทที่จำเป็นต่อการเรียนรู้และความจำ ทำให้อาหารเสริมบำรุงสมองหลายยี่ห้อให้ความสำคัญกับวิตามินบี 12 โดยเฉพาะวิตามินบำรุงสมองวัยเรียนที่ต้องการพัฒนาสมองให้เติบโตอย่างสมบูรณ์ในช่วงวัยนี้

วิตามินซี

วิตามินซีไม่ได้มีดีแค่เสริมภูมิคุ้มกัน แต่ยังเป็นวิตามินบำรุงสมองสำหรับคนทำงานหนักอีกด้วย เพราะมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระในสมอง ลดความเครียดจากการทำงาน และส่งเสริมการทำงานของระบบประสาท เหมาะกับคนที่ต้องใช้สมองหนัก มีเวลาพักผ่อนน้อย หรือเจอกับความเครียดเป็นประจำ การเติมวิตามินซีให้ร่างกายอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้สมองสดชื่น และพร้อมรับมือกับงานในแต่ละวันได้ดียิ่งขึ้น

วิตามินอี

วิตามินอีเป็นอีกหนึ่งตัวที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะช่วงที่ต้องใช้สมาธิและความจำอย่างหนัก เพราะวิตามินอีมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ช่วยปกป้องเซลล์สมองไม่ให้เสื่อมก่อนวัย และยังส่งเสริมการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงสมอง จึงช่วยให้การจดจำและโฟกัสได้ดีขึ้น เหมาะกับคนที่มองหาตัวช่วยในการเสริมพลังสมองให้พร้อมลุยกับเรื่องที่ต้องใช้ความเข้าใจมาก ๆ วิตามินบํารุงสมองตอนอ่านหนังสืออย่างวิตามินอี จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับวัยเรียนและวัยทำงานที่ต้องใช้สมองตลอดเวลา


วิตามินบำรุงสมองในอาหารที่หาได้ง่ายในชีวิตประจำวัน

วิตามินบำรุงสมองในอาหาร

การบำรุงสมองไม่จำเป็นต้องพึ่งแต่อาหารเสริม เพราะวิตามินบำรุงสมองก็มีอยู่ในอาหารใกล้ตัวที่กินได้ทุกวัน มาดูกันว่าอาหารอะไรที่ควรเติมในแต่ละมื้อ

  • ไข่ ช่วยส่งเสริมการทำงานของสมองและระบบประสาท รวมถึงช่วยเรื่องความจำระยะยาว
  • ปลาทะเล โดยเฉพาะปลาที่มีไขมันดี เช่น แซลมอน แมคเคอเรล อุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ช่วยให้เซลล์สมองทำงานได้ดีขึ้น
  • ถั่ว มีวิตามินอีและไขมันดี ช่วยชะลอความเสื่อมของสมองและเสริมความจำ
  • ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น ส้ม กีวี และฝรั่ง ช่วยลดความเครียดจากอนุมูลอิสระในสมอง

วิตามินบำรุงสมองกินปริมาณแค่ไหนถึงดีต่อความจำ?

การรับประทานวิตามินนั้นต้องให้ความสำคัญกับความพอประมาณและสม่ำเสมอ โดยควรรับประทานอาหารเสริมความจำเฉลี่ย 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์และเน้นความหลากหลาย สำหรับวิตามินเสริมควรปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากหรือคำแนะนำของเภสัชกร เพราะการรับประทานมากเกินไปอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ นอกจากนี้ การบำรุงสมองที่มีประสิทธิภาพต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย การพักผ่อนเพียงพอ และการหลีกเลี่ยงความเครียดด้วย


วิตามินบำรุงสมอง ทางเลือกการเสริมสร้างสุขภาพดีที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่

VIBEE

ในยุคที่โลกหมุนเร็วและการใช้สมองเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน วิตามินบำรุงสมองจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญในการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มวิตามินบีซึ่งมีบทบาทในการฟื้นฟูระบบประสาท สร้างสารสื่อประสาท และช่วยให้เซลล์ประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันก็มีผลิตภัณฑ์ยาที่รวมวิตามินเหล่านี้ไว้ในปริมาณที่เหมาะสม หนึ่งในนั้นคือ VIBEE ยาบำรุงปลายประสาทที่ให้วิตามินบี 1, 6 และ 12 ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ต้องการดูแลสมองและระบบประสาทอย่างรอบด้านและปลอดภัยในระยะยาว


เป็นตะคริวบ่อย ขาดวิตามินอะไร

เป็นตะคริวบ่อย ขาดวิตามินอะไร? รู้ก่อน ป้องกันได้ ไม่ต้องทนเจ็บ!

เป็นตะคริวบ่อย ขาดวิตามินอะไร

แม้อาการตะคริวอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยและหายเองได้ แต่ก็สามารถส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตได้เช่นกัน หลายคนจึงตั้งคำถามว่า “เป็นตะคริวบ่อย ขาดวิตามินอะไร” เพราะเป็นเรื่องที่ควรใส่ใจ และจะได้หมั่นเติมสารอาหารที่ร่างกายต้องการได้อย่างเหมาะสม

บทความนี้จะพาคนที่ชอบเป็นตะคริวบ่อย ๆ ไปไขคำตอบของปัญหาที่กำลังเป็นอยู่ พร้อมรู้เทคนิคการป้องกันและคำแนะนำที่เหมาะสม เพื่อช่วยดูแลการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


สารบัญบทความ


เป็นตะคริวบ่อย ขาดวิตามินอะไร ร่างกายกำลังขาดสารอาหารตัวไหน

อาการกล้ามเนื้อหดเกร็งจากตะคริว มีสาเหตุหลักมาจากการสูญเสียวิตามินหรือแร่ธาตุขาดบางชนิด ซึ่งมีหน้าที่หลักในการส่งสัญญาณประสาทเพื่อควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ และรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย ถ้าถามว่าเป็นตะคริวบ่อย ขาดวิตามินอะไรบ้าง คำตอบมีดังนี้

วิตามินบี

วิตามินบีโดยเฉพาะวิตามินบี 1 และวิตามินบี 12 ที่มีความสำคัญในการส่งสัญญาณประสาท หากร่างกาย ขาดวิตามินกลุ่มนี้จะทำให้เกิดอาการชาตามมือตามเท้าได้ ทั้งนี้ ควรแก้ไขด้วยการกินอาหารที่ให้วิตามินบีสูง เช่น ตับ ไข่แดง หรือธัญพืชไม่ขัดสี แต่หากมีอาการรุนแรงอาจจำเป็นต้องพิจารณาวิตามินบีรวมภายใต้คำแนะนำของแพทย์

วิตามินดี

วิตามินดีมีหน้าที่สำคัญในการช่วยดูดซึมแคลเซียม และเสริมกระดูกให้แข็งแรง นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ หากใครสงสัยว่ามือเป็นตะคริวเกิดจากอะไร สาเหตุส่วนหนึ่งอาจมาจากการขาดวิตามินตัวนี้ และควรเสริมด้วยน้ำมันตับปลา น้ำมันเมล็ดพืช หรือปลาที่มีไขมันสูงเข้าไปในมื้ออาหารด้วย

แมกนีเซียม

แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่ดูแลเกี่ยวกับการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ เมื่อระดับแมกนีเซียมต่ำ ร่างกายจะมีแนวโน้มเป็นตะคริวได้ง่าย ดังนั้น หากสงสัยว่าเป็นตะคริวขาดสารอาหารอะไร สารอาหารที่ต้องเสริมอีกตัวก็คือแมกนีเซียม ซึ่งหาได้จากเมล็ดฟักทอง อะโวคาโด กล้วย หรือถั่วเปลือกแข็ง

โพแทสเซียม

หากร่างกายขาดโพแทสเซียม การสื่อสารของเซลล์ประสาทจะติดขัด จนเกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อได้ง่าย ทำให้คนที่ขาดโพแทสเซียมอาจสงสัยว่า เป็นตะคริวที่เท้าเกิดจากอะไรได้บ่อย ๆ และควรเสริมด้วยอาหารทะเล ไข่ไก่ หรือกล้วยเป็นประจำ

แคลเซียม

ใครที่ยังสงสัยว่ากินอะไรแก้ตะคริว การกินแคลเซียมก็เป็นอีกหนึ่งในแร่ธาตุที่เกี่ยวข้องกับการหดตัวของกล้ามเนื้อ ดังนั้น การเลือกอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม เช่น นม งาดำ หรือปลาเล็กปลาน้อย ก็มีส่วนช่วยป้องกันตะคริวได้ไม่น้อยเลย

โซเดียม

โซเดียมมีหน้าที่ควบคุมสมดุลของของเหลวในร่างกาย ซึ่งการขาดโซเดียมก็ส่งผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อเช่นกัน ดังนั้น จึงต้องเติมโซเดียมอย่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป ซึ่งสามารถหาโซเดียมได้ในอาหารหลาย ๆ ชนิดที่มีการใช้เครื่องปรุงรส


เป็นตะคริวบ่อยขาดวิตามินอะไร กับสาเหตุอื่น ๆ ที่ต้องใส่ใจ

เป็นตะคริวบ่อยต้องกินอะไร

หลังจากรู้แล้วว่าเป็นตะคริวบ่อยเพราะขาดวิตามินอะไร ไม่ว่าจะเป็นการขาดวิตามินบีหรือแร่ธาตุตัวอื่น ๆ แต่ก็ยังมีอีกหลายปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดตะคริวได้ด้วย เช่น

  • นั่งหรือนอนท่าเดิมเป็นเวลานาน
  • ไม่ยืดกล้ามเนื้ออย่างถูกต้องก่อนออกกำลังกาย
  • ดื่มน้ำไม่เพียงพอ
  • สูญเสียเกลือแร่จากเหงื่อในปริมาณมาก
  • ใช้ยาขับปัสสาวะหรือยาลดความดันบางชนิด
  • ผู้หญิงตั้งครรภ์ที่ต้องใช้แร่ธาตุในการเลี้ยงดูทารก
  • คนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือไทรอยด์ผิดปกติ

วิธีป้องกันอาการเป็นตะคริวบ่อยที่ทำได้จริง

หากเข้าใจกลไกว่าตะคริวเกิดจากขาดอะไรไปแล้ว สิ่งต่อมาก็คือการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อลดอาการต่าง ๆ ให้น้อยลง เช่น

  • ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวันอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว
  • ทานอาหารให้หลากหลาย และเน้นอาหารแก้ตะคริว เช่น ไข่แดง ผักใบเขียว ธัญพืชไม่ขัดสี
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หนักเกินไป และยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง
  • ใช้ยาบำรุงปลายประสาทหรือวิตามินแก้ตะคริว ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
  • บีบนวดกล้ามเนื้อ ประคบร้อน หรือประคบเย็น เมื่อมีอาการตะคริว

เป็นตะคริวบ่อย ขาดวิตามินอะไร ลองให้ VIBEE เป็นตัวช่วยดูแลระบบประสาทอย่างตรงจุด

VIBEE

หลังจากเข้าใจแล้วว่าเป็นตะคริวบ่อยขาดวิตามินอะไร หรือเป็นตะคริวบ่อยต้องกินอะไร ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจไม่สามารถกินอาหารเพื่อรับสารอาหารต่าง ๆ ได้อย่างครบถ้วน การเลือกใช้ตัวช่วยที่ตอบโจทย์อย่างตรงจุดจะช่วยดูแลระบบประสาทและกล้ามเนื้อในระยะยาวได้ VIBEE มีส่วนผสมของ วิตามินบี 1 บี 6 และ บี 12 ซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมการทำงานของปลายประสาท ช่วยลดอาการชา กล้ามเนื้อเกร็ง และอาการที่เกี่ยวกับปลายประสาทอักเสบได้

คนที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นตะคริวบ่อย ต้องรู้ว่ากินอะไรดีที่จะช่วยบรรเทาอาการที่เป็นอยู่ได้และมีความปลอดภัยต่อตัวเอง VIBEE เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการปรับโภชนาการให้เหมาะสม สามารถป้องกันและบรรเทาอาการตะคริวได้อย่างมีประสิทธิภาพ


แผลท่อไอเสีย

แผลท่อไอเสียรักษาให้ถูกวิธี ช่วยลดโอกาสเกิดแผลเป็น

แผลท่อไอเสีย

อุบัติเหตุจากแผลท่อไอเสียเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ง่ายกับทุกคนที่ขับขี่หรือต้องใช้มอเตอร์ไซค์ เพียงแค่เผลอสัมผัสท่อร้อนเสี้ยววินาที ก็สามารถสร้างแผลลวกที่ปวดแสบและทิ้งรอยแผลเป็นถาวรได้ หลายคนยังไม่รู้ว่าแผลโดนท่อรถรักษายังไงให้ถูกต้อง หรือเมื่อขาโดนท่อไอเสีย ใช้อะไรทาดี บทความนี้จะแนะนำวิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้องตั้งแต่แรก การดูแลแผลให้หายเร็ว และเทคนิคลดรอยแผลเป็น เพื่อให้คุณกลับมามีผิวเรียบเนียนเหมือนเดิม


สารบัญบทความ


แผลท่อไอเสีย รู้จัก 3 ระดับความรุนแรงและแนวทางการรักษา

ระดับของแผลท่อไอเสีย

แผลท่อไอเสียเป็นแผลที่พบได้บ่อย ถ้าไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างถูกวิธี อาจกลายเป็นแผลเป็นที่รักษาได้ยาก ในหัวข้อนี้จะพาไปรู้จักกับระดับของแผลท่อไอเสีย พร้อมแนะนำว่าถ้าโดนท่อไอเสีย รักษาเบื้องต้นยังไง และเคล็ดลับโดนท่อรถทําไงไม่ให้เป็นแผลเป็น เพื่อช่วยรักษาแผลเป็น ทำให้แผลหายไว และลดโอกาสเกิดแผลติดตัวในระยะยาว โดยแบ่งได้ 3 ระดับ ดังนี้

แผลท่อไอเสียระดับที่ 1

แผลท่อไอเสียระดับที่ 1 เป็นแผลลวกระดับเบาที่พบบ่อยที่สุด มีลักษณะเฉพาะคือผิวหนังบริเวณที่ถูกความร้อนจะแดง แสบร้อน ปวดแปลบ แต่ไม่มีตุ่มน้ำหรือพุพองขึ้นมา แผลประเภทนี้ถือว่าเป็นการบาดเจ็บที่ผิวหนังชั้นนอก ไม่ลึกถึงชั้นในของผิวหนัง จึงมีโอกาสหายสนิทโดยไม่ทิ้งรอยแผลเป็นถ้าได้รับการดูแลที่เหมาะสม

แม้ว่าแผลระดับนี้จะไม่รุนแรงแต่ก็ไม่ควรมองข้ามการดูแล เพราะถ้าปล่อยไว้อาจทำให้แผลท่อไอเสียติดเชื้อได้ แล้วจะทำให้ต้องใช้ยาทาแผลเป็นในระยะยาว โดยแผลระดับที่ 1 โดยทั่วไปจะหายเองภายในระยะเวลา 3-5 วัน ถ้าไม่มีปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ

แผลท่อไอเสียระดับที่ 2

แผลท่อไอเสียระดับที่ 2 เป็นแผลลวกที่รุนแรงกว่าระดับแรก มีลักษณะเด่นคือเกิดตุ่มน้ำหรือแผลพุพองขึ้นบนผิวหนัง ตุ่มน้ำเหล่านี้อาจมีลักษณะใสหรือขุ่น ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและระยะเวลาที่ผ่านไป ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนมากกว่าแผลระดับแรก และอาการเหล่านี้อาจคงอยู่เป็นเวลานาน

ความแตกต่างสำคัญของแผลระดับนี้คือระยะเวลาในการหายที่ยาวนานขึ้น อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะฟื้นฟูสมบูรณ์ นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงถ้าแผลโดนท่อรถเป็นตุ่มน้ำแล้วตุ่มแตก อาจเปิดทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้ ทำให้แผลโดนท่อรถเป็นหนองและเกิดการติดเชื้อที่ต้องการการรักษาเฉพาะทางเพิ่มเติม

แผลท่อไอเสียระดับที่ 3

แผลท่อไอเสียระดับที่ 3 เป็นแผลลวกที่อันตรายและรุนแรงที่สุด ลักษณะของแผลจะทะลุลึกไปถึงชั้นผิวหนังแท้ และอาจลุกลามไปยังเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง กล้ามเนื้อ หรือแม้กระทั่งกระดูกได้ ความรุนแรงในระดับนี้ทำให้เกิดความเสียหายอย่างถาวรและไม่สามารถฟื้นฟูได้เองตามธรรมชาติ

สิ่งที่น่าประหลาดใจของแผลระดับนี้คือผู้ป่วยอาจไม่รู้สึกปวดหรือปวดแค่เล็กน้อย เพราะเส้นประสาทรับความรู้สึกถูกทำลาย การขาดความรู้สึกปวดอาจทำให้ผู้ป่วยประเมินความรุนแรงผิดพลาดและรักษาล่าช้า โดยแผลประเภทนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ทันทีเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน


วิธีปฐมพยาบาลแผลท่อไอเสียเบื้องต้นที่ต้องรู้ก่อนแผลลุกลาม

เมื่อเกิดอุบัติเหตุโดนท่อไอเสีย การปฐมพยาบาลที่รวดเร็วและถูกต้องจะช่วยลดความรุนแรงของแผลท่อไอเสียและป้องกันภาวะแทรกซ้อน โดยวิธีรักษาแผลโดนท่อรถมีดังนี้

  • ระบายความร้อนทันที ใช้น้ำสะอาดไหลผ่านบริเวณแผล 10-20 นาที เพื่อลดอุณหภูมิเนื้อเยื่อ หลีกเลี่ยงน้ำแข็งที่อาจสร้างความเสียหายเพิ่ม
  • หลีกเลี่ยงสารที่ไม่เหมาะสม ห้ามทายาสีฟัน น้ำปลา หรือสมุนไพรสดที่อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อหรือระคายเคือง
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ลดการอักเสบ ทาเจลว่านหางจระเข้บริสุทธิ์ หรือครีมที่มีแพนทีนอลและอัลลันโทอินเพื่อระงับอาการและช่วยฟื้นฟูผิว
  • ปิดแผลโดยใช้ผ้าก๊อซที่ระบายอากาศได้สำหรับแผลเปิด และหลีกเลี่ยงการแกะสะเก็ดแผลเมื่อเริ่มแห้ง

วิธีดูแลแผลท่อไอเสียให้หายเร็ว ไม่ทิ้งรอยแผลเป็น

วิธีรักษาแผลโดนท่อรถ

เมื่อเกิดแผลท่อไอเสีย การดูแลต่อเนื่องหลังปฐมพยาบาลมีผลต่อทั้งความเร็วในการฟื้นตัวและการป้องกันรอยแผลเป็นถาวร โดยเฉพาะการเลือกใช้ยาทาแผลเป็นที่เหมาะกับช่วงเวลาของแผล โดยวิธีดูแลที่ถูกต้องมีดังนี้

  • รอให้แผลปิดสนิทก่อนเริ่มใช้ยาทาแผลเป็น เพื่อป้องกันการระคายเคืองหรือเสี่ยงติดเชื้อ
  • เลือกยาทาแผลเป็นที่มีส่วนผสมอย่าง Allium Cepa, Silicone หรือ Vitamin E ที่ช่วยลดรอยนูนและทำให้สีของแผลจางลง
  • ทายาทาแผลเป็นอย่างสม่ำเสมอ วันละ 2 ครั้งเช้า-เย็น และนวดเบา ๆ เพื่อให้เนื้อครีมซึมเข้าสู่ผิว
  • หลีกเลี่ยงการโดนแดด เพราะรังสี UV จะทำให้รอยแผลเข้มขึ้น ควรปิดแผลหรือทาครีมกันแดดร่วมด้วย

แผลท่อไอเสียหายสนิทได้ถ้าใส่ใจตั้งแต่ต้น!

Rebac ยาทาแผลเป็น

แผลท่อไอเสียเป็นแผลไฟไหม้ระดับผิวหนังที่พบได้บ่อยจากอุบัติเหตุที่ขาไปสัมผัสกับท่อรถซึ่งมีอุณหภูมิสูง ถ้าดูแลไม่ถูกวิธีตั้งแต่แรกอาจนำไปสู่การติดเชื้อ รอยดำ หรือแผลเป็นถาวรได้ โดยเฉพาะแผลที่มีตุ่มน้ำหรือแผลลึก ที่แม้หายแล้วแต่ยังทิ้งร่องรอยไว้บนผิว ทำให้หลายคนกังวลเรื่องความสวยงามและความมั่นใจในระยะยาว

สำหรับใครที่กำลังมองหาครีมลดรอยแผลเป็นที่ช่วยจัดการปัญหาหลังเกิดแผลเหล่านี้ ขอแนะนำ Rebac ซิลิโคนเจลจาก Biopharm ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดเลือนรอยแผลเป็น ทั้งจากแผลไฟไหม้ แผลถลอก หรือแผลผ่าตัด โดยมีคุณสมบัติ Film Former ที่ช่วยสร้างแผ่นฟิล์มบาง ๆ เคลือบบริเวณแผล ช่วยลดการระคายเคือง ปกป้องแผลจากน้ำและฝุ่นละออง พร้อมลดความเสี่ยงการติดเชื้อ เหมาะสำหรับคนที่อยากให้แผลหายไวและไม่ทิ้งรอยไว้ให้กวนใจในอนาคต


โปรตีนสำหรับผู้สูงอายุ

โปรตีนสำหรับผู้สูงอายุสำคัญอย่างไร กินเท่าไรถึงปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ

โปรตีนสำหรับผู้สูงอายุ

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าผู้สูงอายุเป็นวัยที่ไม่จำเป็นต้องได้รับโปรตีนมากเท่าวัยหนุ่มสาว แต่ความจริงแล้วกลับตรงกันข้าม เพราะเมื่อร่างกายก้าวสู่วัยสูงอายุ ระบบต่าง ๆ จะเริ่มเสื่อมถอยตามธรรมชาติ รวมถึงการสลายของมวลกล้ามเนื้อที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ทำให้โปรตีนเป็นสารอาหารจำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ เพราะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และรักษาความแข็งแรงของร่างกาย

อย่างไรก็ตาม การบริโภคโปรตีนในวัยนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื้อสัตว์หรือโปรตีนบางชนิดอาจย่อยยาก หรืออาจก่อให้เกิดภาระต่อระบบย่อยอาหาร แล้วอาหารประเภทโปรตีนที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุมีอะไรบ้าง ควรกินโปรตีนปริมาณเท่าไรถึงพอดี บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจและไขคำตอบ เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพของตัวเองและคนที่รักได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม


สารบัญบทความ


โปรตีนสำหรับผู้สูงอายุมีความสำคัญอย่างไร

โปรตีนผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุควรได้รับโปรตีนต่อวันประมาณ 1.0–1.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เพื่อช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและสนับสนุนการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายที่เสื่อมถอยตามวัย เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายจะเกิดการสลายของกล้ามเนื้อมากกว่าการสร้างใหม่ ระบบเผาผลาญทำงานช้าลง และภาวะการอักเสบเรื้อรังในระดับเซลล์ก็เพิ่มขึ้น ซึ่งล้วนแต่ทำให้ร่างกายต้องการโปรตีนมากขึ้นกว่าวัยหนุ่มสาว

โปรตีนสำหรับผู้สูงอายุจึงเป็นสารอาหารที่มีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ รักษาความแข็งแรง และลดความเสี่ยงของภาวะกล้ามเนื้อลีบหรืออ่อนแรงที่พบได้บ่อยในคนวัยนี้ การรับโปรตีนจากอาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุจึงถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามและควรใส่ใจอย่างแท้จริง


ผู้สูงอายุขาดโปรตีนมีผลกระทบอย่างไร

หากผู้สูงอายุได้รับปริมาณโปรตีนที่ร่างกายต้องการต่อวันไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดการสูญเสียมวลกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เสี่ยงต่อการล้มบ่อย ร่างกายอ่อนเพลีย ฟื้นตัวช้า และมีระบบภูมิคุ้มกันที่อ่อนแอลง นอกจากนี้ยังอาจส่งผลต่อการซ่อมแซมเซลล์ การสมานแผล และการต่อสู้กับการอักเสบในร่างกาย ส่งผลให้เจ็บป่วยบ่อยขึ้นและเสี่ยงต่อภาวะทุพโภชนาการโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นการดูแลให้ผู้สูงอายุกินโปรตีนให้ถึงจากแหล่งอาหารต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก


แนะนำ 6 แหล่งที่มาของโปรตีนสำหรับผู้สูงอายุ

อาหารสร้างกล้ามเนื้อผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุหลายท่านอาจประสบปัญหาเบื่ออาหาร เคี้ยวลำบาก หรือระบบย่อยอาหารที่ทำงานช้าลง ทำให้ไม่สามารถรับประทานอาหารจำพวกโปรตีนได้เพียงพอ เพื่อให้ได้รับประโยชน์ของโปรตีนอย่างเต็มที่ นี่จึงเป็น 6 แหล่งอาหารโปรตีนดีคุณภาพสูงที่เหมาะกับระบบย่อยอาหารของผู้สูงอายุ ดังนี้

ไข่

ไข่เป็นอาหารที่ผู้สูงอายุควรรับประทาน เนื่องจากเป็นโปรตีนคุณภาพดี ไข่ 1 ฟอง มีโปรตีน 7 กรัม (เฉพาะไข่ขาวมีโปรตีน 4 กรัม) ย่อยง่าย มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนที่ช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อในร่างกาย ข้อควรรู้เพิ่มเติมคือควรบริโภคไข่ที่ปรุงสุก เช่น ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น หรือไข่น้ำ เพราะปลอดภัยกว่าไข่ลวกหรือไข่ดิบ และในกรณีที่มีไขมันในเลือดสูง ควรเน้นกินเฉพาะไข่ขาวหรือจำกัดไข่แดงไม่เกิน 3 ฟองต่อสัปดาห์

เนื้อปลา

ปลาเป็นอีกหนึ่งแหล่งโปรตีนที่เหมาะมากสำหรับผู้สูงอายุ เนื่องจากเป็นอาหารย่อยง่าย ไขมันต่ำ และอุดมด้วยโอเมก้า-3 ที่ช่วยลดการอักเสบและดูแลสมอง แนะนำว่าให้เลือกทานแบบไม่ใช้น้ำมัน เช่น นึ่ง ต้ม หรือตุ๋น และหลีกเลี่ยงปลาเค็มหรือปลารมควันที่มีโซเดียมสูง เพราะอาจส่งผลต่อความดันโลหิตได้

เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน

เนื้ออกไก่หรือหมูไม่ติดมันเป็นอาหารสำหรับสร้างกล้ามเนื้อในผู้สูงอายุที่ดี แต่ควรเตรียมให้เหมาะกับการเคี้ยวของผู้สูงอายุ เช่น หั่นบาง ตุ๋นให้นุ่ม หรือสับละเอียดก่อนปรุง นอกจากนี้ หากผู้สูงอายุมีปัญหาเกี่ยวกับไตหรือกรดยูริก ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพิ่มโปรตีนจากเนื้อสัตว์ในปริมาณมาก

ธัญพืช

ธัญพืชอย่างถั่ว ข้าวโอ๊ต และควินัว แม้จะมีโปรตีนน้อยกว่าเนื้อสัตว์ แต่ก็ให้ใยอาหารสูง ช่วยเรื่องระบบ
ขับถ่าย และไม่มีคอเลสเตอรอล เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาไขมันในเลือดหรือระบบย่อยอาหาร

นม หรือน้ำเต้าหู้

นมพร่องมันเนยและน้ำเต้าหู้เป็นเครื่องดื่มที่ให้โปรตีนพร้อมแคลเซียมในตัว เหมาะกับผู้สูงอายุที่ต้องการดูแลกระดูก ควรเลือกสูตรไม่หวาน และหากมีอาการแพ้นมวัวสามารถเลือกน้ำเต้าหู้หรือนมทางเลือกจากพืช เช่น นมอัลมอนด์หรือนมข้าวโอ๊ต สูตรเสริมโปรตีนแทนได้

เครื่องดื่มโปรตีนสูง

ในผู้สูงอายุที่เบื่ออาหารหรือกินได้น้อย เครื่องดื่มโปรตีนสูงเป็นตัวช่วยให้ได้รับโปรตีนเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการต่อวัน แนะนำว่าควรเลือกอาหารเสริมผู้สูงอายุสูตรที่เหมาะสม ไม่มีน้ำตาลสูง อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหารในสัดส่วนที่พอเหมาะ เพื่อให้เป็นประโยชน์ทั้งด้านโภชนาการและการย่อย โดยเฉพาะในผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อยหรืออยู่ระหว่างฟื้นตัวจากอาการป่วย


โปรตีนสำหรับผู้สูงอายุมีข้อควรระวังในการรับประทานอย่างไร

แม้โปรตีนจะมีความสำคัญต่อร่างกาย แต่ควรคำนึงว่าควรกินโปรตีนวันละกี่กรัม ไม่ควรบริโภคมากเกินไป เพราะอาจทำให้ไตทำงานหนัก ระดับยูเรียในเลือดสูงขึ้น และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้ นอกจากนี้ไม่ควรรับประทานโปรตีนที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนื้อแดงติดมันหรืออาหารทอด เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงเป็นไขมันในเลือดสูงและโรคหลอดเลือดหัวใจ ควรเลือกโปรตีนที่ย่อยง่าย ไขมันต่ำ และปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการผู้สูงอายุก่อนรับประทานปริมาณโปรตีนในแต่ละวัน โดยเฉพาะผู้มีภาวะสุขภาพที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ


Entrasol เครื่องดื่มโปรตีนสูง ตัวช่วยเสริมโปรตีนสำหรับผู้สูงอายุที่ควรมีติดบ้าน

โปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญที่ควรได้รับในปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสมในแต่ละวัน เพื่อช่วยให้ร่างกายสร้างพลังงานได้อย่างเต็มที่ แข็งแรง รู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงของภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงที่อาจกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน

สำหรับผู้สูงอายุเบื่ออาหาร ทานได้น้อย รับประทานได้ไม่หลากหลาย หรือมีอาการเจ็บป่วย สามารถเพิ่มโปรตีนต่อวันด้วย Entrasol Platinum ผลิตภัณฑ์นมโปรตีนสูงชนิดผงชงดื่มเกรดพรีเมียม ที่อุดมด้วยสารอาหารจำเป็นอย่างโปรตีน ไฟเบอร์ วิตามินและเกลือแร่กว่า 21 ชนิด ช่วยให้วัยเกษียณที่หันมาใส่ใจสุขภาพมีคุณภาพชีวิตที่ดี พร้อมสำหรับทุกกิจกรรม สามารถหาซื้อทางออนไลน์ได้ที่ Shopee และ Lazada


โภชนาการผู้สูงอายุ

ดูแลโภชนาการผู้สูงอายุอย่างไร ให้เหมาะสมกับผู้สูงวัย

โภชนาการผู้สูงอายุ

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้นเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ร่างกายจะเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ ส่งผลให้การดูดซึมสารอาหารและการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ลดลง โภชนาการผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อช่วยให้ผู้สูงวัยมีสุขภาพแข็งแรง ห่างไกลจากโรคภัย การเลือกอาหารผู้สูงอายุควรเน้นที่ย่อยง่ายและให้สารอาหารครบถ้วน รวมถึงการเสริมด้วยอาหารเสริมผู้สูงอายุในกรณีที่รับประทานอาหารได้ไม่เพียงพอ

ทั้งนี้การวางแผนโภชนาการอาหารและการเลือกอาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุจะช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังและภาวะขาดสารอาหารได้ โภชนาการผู้สูงอายุจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลสุขภาพ


สารบัญบทความ


โภชนาการผู้สูงอายุมีความสำคัญอย่างไรบ้าง

โภชนาการผู้สูงอายุเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพโดยรวมในวัยชรา เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งการลดลงของมวลกล้ามเนื้อ การเผาผลาญที่ช้าลง และระบบย่อยอาหารที่เสื่อมถอย ทำให้โภชนาการในผู้สูงอายุต้องได้รับการใส่ใจเป็นพิเศษ การรับประทานอาหารที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยให้ผู้สูงวัยได้รับสารอาหารที่จำเป็น แต่ยังช่วยป้องกันโรคเรื้อรังหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจ การบริโภคอาหารตามหลักโภชนาการยังสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ และช่วยให้ระบบประสาทและสมองทำงานได้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ อาหารเพิ่มกล้ามเนื้อมีความจำเป็นสำหรับการชะลอการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อที่มักจะเกิดขึ้นตามวัย ซึ่งจะช่วยรักษาความแข็งแรงและความคล่องตัวให้คงอยู่ได้นานขึ้น การเลือกอาหารสําหรับผู้สูงอายุที่เหมาะสมจึงไม่ใช่เพียงการกินเพื่ออยู่ แต่เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่ดีให้กับผู้สูงวัย


พลังงานที่ผู้สูงอายุควรได้รับแต่ละวัน

ผู้สูงอายุควรได้รับพลังงานประมาณ 1,500-2,000 กิโลแคลอรีต่อวัน ซึ่งน้อยกว่าวัยหนุ่มสาวเนื่องจากการเผาผลาญที่ลดลงและกิจกรรมทางกายที่อาจน้อยลง ปริมาณนี้แตกต่างกันตามเพศ น้ำหนัก ส่วนสูง และระดับกิจกรรม ผู้สูงอายุชายที่ยังกระฉับกระเฉงอาจต้องการถึง 2,000 กิโลแคลอรี ส่วนผู้สูงอายุหญิงหรือผู้ที่เคลื่อนไหวน้อยอาจต้องการเพียง 1,500 กิโลแคลอรี

คุณภาพของสารอาหารมีความสำคัญมากกว่าปริมาณพลังงาน ดังนั้นอาหารของผู้สูงอายุจึงควรเน้นคุณค่าทางโภชนาการสูงแต่พลังงานพอเหมาะ การรับประทานอาหารผู้สูงอายุครบ 5 หมู่จะช่วยให้ร่างกายได้รับทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่อย่างครบถ้วน หลักโภชนาการที่ดีสำหรับผู้สูงอายุคือการแบ่งมื้ออาหารเป็น 3 มื้อหลักและอาจมีอาหารว่าง 1-2 มื้อเล็ก ๆ เพื่อให้โภชนาการผู้สูงอายุมีความสมดุลและเหมาะสม


โภชนาการผู้สูงอายุ และอาหารสําหรับผู้สูงอายุมีอะไรบ้าง

อาหารบำรุงผู้สูงอายุ

วัยสูงอายุเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการความใส่ใจในเรื่องการรับประทานอาหารโภชนาการผู้สูงอายุเป็นพิเศษ เพื่อรักษาสุขภาพและป้องกันโรคต่าง ๆ ดังนั้น มาดูกันว่าอาหารบำรุงผู้สูงอายุและอาหารสําหรับผู้สูงอายุมีอะไรบ้าง

โปรตีน

ผู้สูงอายุควรได้รับโปรตีนประมาณ 1-1.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน เพื่อชะลอการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ประโยชน์ของโปรตีนในวัยนี้คือ ช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน และรักษาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แหล่งโปรตีนคุณภาพดี ได้แก่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา ไข่ นมโปรตีนสูง และถั่วต่าง ๆ

คาร์โบไฮเดรต

ควรเลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ย่อยช้า เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืช ขนมปังโฮลวีท ซึ่งให้พลังงานอย่างต่อเนื่อง ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และให้ใยอาหารสูง โดยควรบริโภคประมาณ 45-65% ของพลังงานทั้งหมดต่อวัน

ไขมัน

ผู้สูงอายุควรจำกัดไขมันอิ่มตัวจากเนื้อสัตว์ติดมัน เนย กะทิ และควรเลือกไขมันดีจากปลาทะเล น้ำมันมะกอก ถั่ว และเมล็ดพืช โดยควรได้รับไม่เกิน 30% ของพลังงานทั้งหมดต่อวัน

ผัก

ควรรับประทานผักหลากสี อย่างน้อยวันละ 5 ทัพพี เพื่อได้รับวิตามิน เกลือแร่ และสารต้านอนุมูลอิสระ ผักใบเขียวช่วยเพิ่มแคลเซียมและธาตุเหล็ก อย่างไรก็ตาม อาหารบำรุงผู้สูงอายุควรมีผักเป็นส่วนประกอบหลักในทุก ๆ มื้ออาหาร

ผลไม้

ควรรับประทานผลไม้สด 1-2 ส่วนต่อวัน โดยเลือกผลไม้ที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำถึงปานกลาง เช่น แอปเปิล ส้ม ชมพู่ และฝรั่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาหารผู้สูงอายุเพื่อสุขภาพที่ช่วยเพิ่มใยอาหารและวิตามิน

น้ำ

ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว แม้จะไม่รู้สึกกระหาย เพราะความรู้สึกกระหายน้ำจะลดลงตามวัย การดื่มน้ำเพียงพอช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำและปัญหาท้องผูก


ผู้สูงอายุมีอาหารอะไรบ้างที่ควรหลีกเลี่ยง

ในวัยสูงอายุระบบย่อยอาหารและการเผาผลาญจะช้าลง การเลือกรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการผู้สูงอายุที่เหมาะสมจึงมีความสำคัญต่อสุขภาพโดยรวม เพื่อช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ โดยอาหารที่ผู้สูงอายุไม่ควรรับประทาน มีดังนี้

  • อาหารรสจัด เช่น หวานจัด เค็มจัด และเผ็ดจัด ซึ่งส่งผลเสียต่อโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และระบบทางเดินอาหาร
  • อาหารไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันอิ่มตัวจากเนื้อสัตว์ติดมัน หนังสัตว์ อาหารทอด และฟาสต์ฟู้ด ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • อาหารแปรรูป เช่น อาหารกระป๋อง ไส้กรอก แหนม หมูยอ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่มักมีโซเดียมสูง สารกันเสีย และสารปรุงแต่งที่ส่งผลเสียต่อไตและระบบไหลเวียนโลหิต
  • อาหารหมักดอง เช่น ผักดอง ปลาร้า ปลาส้ม แหนม ซึ่งมีโซเดียมสูงและอาจมีไนไตรท์ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหาร
  • อาหารย่อยยาก เช่น เนื้อสัตว์เหนียว ถั่วแข็ง อาหารทอด ที่อาจทำให้ท้องอืด แน่นท้อง และทำให้ร่างกายอ่อนเพลียเนื่องจากต้องใช้พลังงานในการย่อยมาก
  • เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งส่งผลเสียต่อตับ สมอง และอาจทำปฏิกิริยากับยาที่ผู้สูงอายุรับประทานอยู่
  • เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟเข้มข้น ชาเข้มข้น น้ำอัดลม และเครื่องดื่มชูกำลัง ที่กระตุ้นหัวใจ ทำให้นอนไม่หลับ และอาจเพิ่มความดันโลหิต
  • อาหารกึ่งสำเร็จรูป ที่มักมีโซเดียมสูง วัตถุกันเสีย และสารปรุงแต่งซึ่งไม่เป็นผลดีต่อโภชนาการในผู้สูงอายุ
  • อาหารที่ปรุงไม่สุก โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ดิบ อาหารทะเลดิบ ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่ลดลงในวัยสูงอายุ

หากผู้สูงอายุเบื่ออาหาร จะสามารถเสริมโภชนาการผู้สูงอายุอย่างไรได้บ้าง

อาหารตามหลักโภชนาการ

ภาวะเบื่ออาหารในผู้สูงอายุเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อโภชนาการและสุขภาพโดยรวม การแก้ไขภาวะผู้สูงอายุเบื่ออาหารจึงจำเป็นต้องมีวิธีการเฉพาะและเหมาะสม เพื่อให้ได้รับสารอาหารตามหลักโภชนาการผู้สูงอายุอย่างครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย โดยวิธีเสริมโภชนาการเมื่อผู้สูงอายุเบื่ออาหารมีดังนี้

  1. ปรับรูปแบบและเนื้อสัมผัสของอาหาร หากผู้สูงอายุมีปัญหาการเคี้ยวหรือกลืน ควรเลือกอาหารที่นุ่ม เปื่อย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือแกงจืด หั่นอาหารเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือบดให้ละเอียด จะช่วยให้รับประทานได้ง่ายขึ้น
  2. แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็ก ๆ หลายมื้อ แทนที่จะให้รับประทานอาหาร 3 มื้อใหญ่ ควรแบ่งเป็น 5-6 มื้อเล็ก ๆ ตลอดวัน เพื่อไม่ให้รู้สึกอึดอัดเมื่อต้องรับประทานปริมาณมาก
  3. เสริมอาหารที่มีโปรตีนและพลังงานสูง อาหารสำหรับคนแก่ควรเน้นคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะโปรตีนสำหรับผู้สูงอายุที่จำเป็นต่อการรักษามวลกล้ามเนื้อ เช่น ไข่ เนื้อสัตว์นุ่ม ๆ ถั่วบด หรือเต้าหู้
  4. ใช้เครื่องดื่มเสริมโภชนาการ เครื่องดื่มโปรตีนสูงหรือนมโปรตีนสูงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะเบื่ออาหาร เนื่องจากสามารถรับประทานได้ง่าย มีสารอาหารครบถ้วน เหมาะสำหรับการเสริมระหว่างมื้ออาหารหลัก
  5. ปรับรสชาติอาหารให้เข้มข้นขึ้น เนื่องจากความสามารถในการรับรสลดลง อาจต้องเพิ่มสมุนไพรหรือเครื่องเทศที่มีกลิ่นหอม เพื่อกระตุ้นประสาทรับรส
  6. จัดอาหารบํารุงร่างกายผู้สูงอายุ เน้นอาหารที่มีสารอาหารเฉพาะที่จำเป็น เช่น แคลเซียม วิตามินดี โอเมก้า 3 และใยอาหาร เพื่อช่วยบำรุงกระดูก สมอง และระบบขับถ่าย
  7. สร้างกิจกรรมทางกายที่เหมาะสม การออกกำลังกายเบา ๆ ก่อนมื้ออาหาร จะช่วยเพิ่มความอยากอาหาร เช่น การเดิน หรือการยืดเหยียดร่างกาย
  8. ปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการ หากปัญหาเบื่ออาหารรุนแรงหรือเรื้อรัง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและวิธีแก้ไขที่เหมาะสม รวมถึงการพิจารณาใช้อาหารเสริมต่าง ๆ

Entrasol เครื่องดื่มโปรตีนสูง เพื่อเสริมโภชนาการผู้สูงอายุ

โภชนาการผู้สูงอายุไม่ใช่แค่เรื่องของอาหาร แต่คือการวางรากฐานของสุขภาพที่ดีในทุก ๆ วัน การเลือกอาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุและเน้นอาหารบำรุงร่างกายผู้สูงอายุจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ยิ่งไปกว่านั้น การเสริมด้วยโภชนาการที่ครบถ้วนยังช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น

แนะนำผลิตภัณฑ์ Entrasol Platinum อาหารสร้างกล้ามเนื้อผู้สูงอายุ ที่มีเวย์โปรตีนคุณภาพ พร้อมวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มองหาอาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุเพื่อดูแลสุขภาพทุกวันอย่างมั่นใจ สามารถสั่งซื้อได้ที่ ShopeeLazada


ยาลดกรดในกระเพาะ ยาลดกรดไหลย้อน

ยาลดกรดไหลย้อน ยาลดกรดในกระเพาะกินตอนไหนดี พร้อมวิธีลดกรดในกระเพาะที่ควรรู้

ยาลดกรดในกระเพาะ ยาลดกรดไหลย้อน

ภาวะกรดไหลย้อน (GERD) ที่ทำให้ปวดท้อง แน่นท้อง และรู้สึกไม่สบายตัวจนนอนไม่หลับ หนึ่งในอุปสรรคระหว่างวันของใครหลาย ๆ คน สำหรับใครที่ยังไม่มียาลดกรดไหลย้อน หรือยาลดกรดในกระเพาะติดบ้านไว้ และยังไม่มั่นใจว่าอาการปวดท้องแบบไหนที่หมายถึงตัวเองกำลังเป็นโรคกระเพาะ บทความนี้มีความรู้ดี ๆ เกี่ยวกับโรคกรดไหลย้อนมาเล่าสู่กันฟัง พร้อมแนะนำวิธีการรักษากรดไหลย้อน วิธีลดกรดในกระเพาะด้วยตัวเองอย่างถูกวิธีที่ทุกคนไม่ควรพลาด


สารบัญบทความ


อาการเมื่อมีกรดในกระเพาะเยอะ

มีคนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่ทราบว่าตัวเองกำลังเผชิญอยู่กับโรคกรดไหลย้อน ทำให้ไม่ได้ซื้อยาลดกรดไหลย้อนติดบ้านไว้ส่งผลให้อาการกรดไหลย้อนไม่หายขาดไปสักที โดยวิธีสังเกตอาการเบื้องต้นที่เป็นสัญญาณเตือนของภาวะกรดไหลย้อนนั้น มีดังนี้

  • มีอาการแสบร้อนกลางอก โดยเฉพาะในช่วงเวลาหลังรับประทานอาหาร
  • จุกเสียด แน่นท้อง รู้สึกไม่สบายตัวเหมือนอาหารไม่ย่อย
  • มีกลิ่นปาก เรอเปรี้ยว รู้สึกน้ำลายขมตลอดเวลา
  • รู้สึกแน่นหน้าอก
  • อาการไอ และเสียงแหบเรื้อรัง

หากคุณพบว่าตนเองมีอาการข้างต้นมากกว่า 50% โดยเฉพาะรู้สึกแสบร้อนกลางอก และเรอเปรี้ยว อาการดังกล่าวค่อนข้างมีโอกาสสูงที่จะใช้ยืนยันได้ว่าคุณกำลังประสบกับปัญหาภาวะกรดในกระเพาะเยอะ หรือกำลังเป็นโรคกรดไหลย้อนโดยไม่รู้ตัว เราขอแนะนำยาลดกรดในกระเพาะ และยาลดกรดไหลย้อนเบลสิด เกิร์ด ยาแก้กรดไหลย้อนสามัญประจำบ้านรสชาติใหม่ที่ควรมีติดบ้านไว้ในทุกครอบครัว ทานง่าย หาซื้อได้ 24 ชั่วโมง


วิธีรักษาภาวะกรดไหลย้อนด้วยยา

ยาลดกรดไหลย้อนแบบซอง Belcid GERD

ยาแก้กรดไหลย้อนแบบซอง 7-11

บรรเทาอาการกรดไหลย้อนด้วยยาลดกรดในกระเพาะ และยาลดกรดไหลย้อน เบลสิด เกิร์ด (Belcid GERD) ที่มีสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (Active Pharmaceutical Ingredients, API) ที่ดีที่สุดจากประเทศ Norway ช่วยสร้างชั้นเจลป้องกันเยื่อบุภายในกระเพาะเพื่อลดอาการระคายเคือง และบรรเทาอาการกรดไหลย้อนขึ้นมาบริเวณหลอดอาหาร พร้อมกลไกที่สามารถลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย ที่สำคัญทานง่าย ด้วยรสชาติใหม่ไม่ซ้ำใครอย่าง รสราสเบอรี่ มีกลิ่นหอมสดชื่น ไม่ทำให้รู้สึกแสบคอ แสบอกยิ่งขึ้นเหมือนรสมินต์ในยาลดกรดไหลย้อนทั่วไป มีทั้งรูปแบบซอง และแบบน้ำทานง่าย หาซื้อได้จาก 7-11 ทุกสาขา และร้านขายยาทั่วไป

วิธีการรับประทาน :

สำหรับเด็ก และผู้ใหญ่ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป รับประทานยาลดกรดไหลย้อนเบลสิด เกิร์ด 1-2 ซอง วันละ 3-4 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร

ข้อควรระวัง :

ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ และโรคไตไม่ควรรับประทาน

หากรับประทานยาแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือเป็นหนักขึ้นควรพบแพทย์เพื่อประเมินอาการ

หากรับประทานยาประจำตัวเป็นประจำ ควรเว้นระยะห่าง 2 ชั่วโมง ก่อนหรือหลังยาลดการหลั่งกรด

ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร

อาการกรดไหลย้อน มีสาเหตุร่วมมาจากการที่มีกรดในกระเพาะอาหารเยอะกว่าปกติ ทำให้รู้สึกจุก เสียด แน่นท้อง โดยอาการดังกล่าวสามารถบรรเทาได้ด้วย เช่น ยาในกลุ่ม H2 blockers หรือ PPI ตัวยาที่นิยมใช้กันเช่น โอเมพราโซล (Omeprazole) เป็นยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ใช้รักษาอาการกรดไหลย้อนหรือโรคที่มีกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป รวมถึงโรคหลอดอาหารอักเสบจากกรดในกระเพาะ และยังใช้ควบคู่กับยาปฏิชีวนะ เพื่อรักษาแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (H. pylori)

วิธีการรับประทาน :

รับประทานยาในปริมาณ 20 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 4–8 สัปดาห์ หากมีอาการรุนแรงให้รับประทานยา 40 มิลลิกรัม วันละ 1–2 ครั้ง ติดต่อกัน 8 สัปดาห์ โดยปริมาณยาต่อเนื่องจะอยู่ที่ 10 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง หากจำเป็นอาจเพิ่มปริมาณยาถึง 20–40 มิลลิกรัม วันละ 1 ครั้ง

ข้อควรระวัง :

หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังวางแผนมีบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา

หญิงให้นมบุตรไม่ควรรับประทานโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะยานี้สามารถผ่านสู่น้ำนมและเป็นอันตรายต่อลูกได้

ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีรับประทานยานี้โดยไม่ปรึกษาแพทย์

ยาลดอาการปวดเกร็งช่วงท้อง

นอกจากการรับประทานยาลดกรดไหลย้อน และยาลดกรดในกระเพาะ (ลดการหลั่งกรด) แล้ว สำหรับใครที่มีปัญหาปวดหน่วง ปวดเกร็งช่องท้องเป็นระยะ ๆ ไม่หายขาด ส่งผลให้นอนไม่หลับ หรือเป็นอุปสรรคในชีวิตประจำวัน อาจเกิดจากอาการของโรคกระเพาะ สามารถบรรเทาได้ด้วยยาลดอาการปวดเกร็ง เพื่อให้อาการปวด เกร็งช่วงท้องทุเลาลง


วิธีดูแลตัวเองเมื่อมีอาการกรดไหลย้อน

โรคกรดไหลย้อนวิธีรักษา

ภาวะกรดในกระเพาะเยอะ และอาการกรดไหลย้อนนั้น การรับประทานยาเพียงอย่างเดียวอาจจะช่วยบรรเทาอาการให้ทุเลาลงได้ แต่ไม่อาจสามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นแก้กรดไหลย้อน เบื้องต้นด้วยวิธีการรักษากรดไหลย้อนจากการปรับพฤติกรรมอย่างถูกวิธีไปพร้อม ๆ กับการรับประทานยาลดกรดไหลย้อน จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

  • หลีกเลี่ยงการเอนตัวลงนอนทันทีหลังรับประทานเสร็จ ควรเว้นระยะห่างขั้นต่ำ 3-4 ชั่วโมง
  • ไม่ควรนอนทานอาหาร
  • หลีกเลี่ยงอาการที่มีกรดเยอะ เช่น อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด รวมไปถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารมื้อใหญ่ทีละเยอะ ๆ ควรแบ่งมื้อรับประทาน
  • พักผ่อนให้เพียงพอ และลดภาวะเครียดระหว่างวัน
  • หากมีน้ำหนักเยอะเกินเกณฑ์ ควรลดน้ำหนักเพื่อลดความดันในกระเพาะอาหาร และรักษาสุขภาพ
  • รับประทานยาลดกรดในกระเพาะ และยาลดกรดไหลย้อน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยาลดกรดไหลย้อน

ปวดท้องแบบไหนเป็นโรคกระเพาะ?

อาการที่บ่งชี้ว่าคุณกำลังเป็นโรคกระเพาะนั้น สังเกตุได้จากความรู้สึกแสบร้อนบริเวณช่องท้องหลังรับประทานอาหาร รู้สึกแน่นท้อง และคลื่นไส้อยากอาเจียน อาการดังกล่าวจะเป็น ๆ หาย ๆ สร้างความทรมานที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต รวมไปถึงในบางกรณีอาจสัมพันธ์กับอาการไม่อยากอาหาร หรืออิ่มง่าย ทานได้ไม่เยอะ ควรรับยาแก้ปวดท้องจากโรคกระเพาะ และปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาโรคกระเพาะทันที หากปล่อยให้อาการเรื้อรังอาจส่งผลให้กระเพาะอาหารทะลุ มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร ไปจนถึงมะเร็งในกระเพาะอาหารที่อาจอันตรายถึงชีวิต

ผลข้างเคียงของยาลดกรดในกระเพาะหรือยาลดกรดไหลย้อนคืออะไร?

การรับประทานยาลดกรดในกระเพาะ หรือยาลดกรดไหลย้อนที่ได้มาตรฐาน และมีอย.อย่างถูกวิธี ในปริมาณที่เหมาะสม มีโอกาสน้อยมากที่จะพบผลข้างเคียง อย่างไรก็ตามในบางรายอาจพบอาการท้องเสียง เรอบ่อย ไปจนถึงคลื่นไส้อาเจียน สาเหตุที่พบมักเกิดจากยาที่รับประทานไม่ได้มาตรฐาน หรืออาจมีส่วนผสมที่ไม่เหมาะสมสำหรับผลิตยาลดกรด เมื่อพบอาการดังกล่าวควรหยุดยา หากไม่ดีขึ้นควรเข้าพบแพทย์โดยทันที

ยาลดกรดในกระเพาะกินตอนไหน?

ยาลดกรดควรรับประทานหลังอาหาร และก่อนนอน เพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด


สรุปยาลดกรดไหลย้อน

วิธีลดกรดไหลย้อน พร้อมป้องกันปัญหาปวดท้องเรื้อรังจนทำให้เกิดโรคกระเพาะด้วยการปรับพฤติกรรมการทานอาหาร และการใช้ชีวิตให้ดียิ่งขึ้น พร้อมรับประทานยาลดกรดในกระเพาะ และยาลดกรดไหลย้อนอย่างสม่ำเสมอ

ยาลดกรดไหลย้อนในกระเพาะ เบลสิด เกิร์ด (Belcid GERD) ยาแก้กรดไหลย้อน 7-11 จาก Biopharm ผู้นำด้านเวชภัณฑ์ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 48 ปี เป็นตัวแทนจำหน่าย และนำเข้ายาจากต่างประเทศภายใต้ปรัชญา เพื่อนคู่สุขภาพ (Your Healthcare Partner) โดยเบลสิดเกิร์ด ยาลดกรดไหลย้อน ลดกรดในกระเพาะรสราสเบอรี่ เด็กทานได้ผู้ใหญ่ทานดี ช่วยแก้อาการกรดไหลย้อนเร่งด่วน บรรเทาอาการจุกเสียดแน่นท้อง ลดกรดในกระเพาะ แก้อาการกรดไหลย้อน พร้อมสร้างเจลเคลือบกระเพาะช่วยลดอาการปวดท้องจากโรคกระเพาะให้ทุเลาลง ยาสามัญประจำวันหาซื้อง่าย มีจัดจำหน่ายที่ 7-11 ทุกสาขา

 


แผลเป็นหลังผ่าตัด

เรียนรู้วิธีดูแลแผล ให้ไร้รอยแผลเป็นหลังผ่าตัด

แผลเป็นหลังผ่าตัด

แผลเป็นหลังผ่าตัด หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อาจกลายเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อความมั่นใจ ทั้งในเรื่องของความสวยงามและอาการคันแผลผ่าตัดที่จะคอยรบกวนชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงที่แผลผ่าตัดกำลังสมานตัว การเข้าใจประเภทของรอยเย็บแผล และการรู้วิธีการรักษาแผลเป็นหลังผ่าตัดที่เหมาะสม เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้คุณสามารถวางแผนการดูแลได้อย่างถูกต้อง

สำหรับใครที่กำลังสงสัยว่าแผลผ่าตัดกี่วันหายและจะมีวิธีการดูแลอย่างไร ในบทความนี้คำตอบ


สารบัญบทความ


รอยแผลเป็นหลังผ่าตัดมีด้วยกันกี่แบบ 

แผลผ่าตัด

แผลเป็นหลังผ่าตัดสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก โดยแต่ละแบบจะมีลักษณะเฉพาะที่ต่างกันออกไป ทั้งนี้ลักษณะของรอยแผลเป็นหลังผ่าตัดที่เกิดขึ้นในแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะสภาพผิว การดูแล และตำแหน่งของแผลผ่าตัด โดยสามารถจำแนกประเภทของแผลเป็นได้ ดังนี้

แผลเป็นทั่วไป

แผลเป็นทั่วไปเกิดขึ้นหลังจากแผลผ่าตัดหายสนิท มีลักษณะเป็นเส้นบาง ๆ สีจาง เมื่อเวลาผ่านไปจะค่อย ๆ นุ่มลงและสีอ่อนลงจนเกือบกลมกลืนกับผิวปกติ แผลประเภทนี้มักพบได้บ่อยหลังการผ่าตัดที่มีการเย็บแผลอย่างประณีต เช่น แผลผ่าคลอดที่ได้รับการดูแลอย่างถูกวิธี จะค่อย ๆ จางลงภายในระยะเวลา 6-12 เดือน

แผลเป็นนูน

แผลเป็นนูนหรือ Hypertrophic Scar เกิดจากการสร้างคอลลาเจนมากเกินไประหว่างการหายของแผล ทำให้เกิดเนื้อเยื่อนูนเหนือผิวหนังปกติ แต่ไม่ลุกลามเกินขอบเขตของบาดแผลเดิม กรณีที่แผลผ่าตัดปริอาจมีโอกาสเกิดแผลเป็นนูนได้มากขึ้น โดยแผลชนิดนี้มักจะนูนแดงในช่วงแรก และอาจเริ่มเรียบลงหลังจาก 1-2 ปี โดยไม่ต้องรักษาเพิ่มเติม

แผลเป็นคีลอยด์

คีลอยด์เป็นแผลเป็นที่มีความรุนแรงที่สุด เกิดจากการที่ร่างกายสร้างคอลลาเจนมากเกินไปและลุกลามเกินขอบเขตของบาดแผลเดิม อาจมีอาการคัน เจ็บ หรือระคายเคือง ซึ่งวิธีลบรอยแผลเป็นผ่าตัดประเภทนี้มีความซับซ้อนและต้องใช้วิธีทางการแพทย์ เช่น เลเซอร์ ฉีดยาหรือผ่าตัดร่วมด้วย แผลเป็นคีลอยด์ส่วนใหญ่พบในบริเวณหน้าอก ไหล่ ใบหู และมีแนวโน้มที่จะกลับมาเป็นซ้ำแม้จะได้รับการรักษาแล้วก็ตาม


รอยแผลเป็นหลังผ่าตัด มีวิธีการรักษาอย่างไร

แผลเป็นหลังผ่าตัดสามารถรักษาได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงของแผล โดยวิธีทำให้แผลหายเร็วไม่เป็นแผลเป็น สามารถทำตามได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

ใช้ยาทาลดรอยแผลเป็น

การใช้ยาทาแผลเป็นเป็นวิธีพื้นฐานที่ช่วยลดความรุนแรงของรอยแผล ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของซิลิโคนเจลจะสามารถช่วยปกป้องแผลจากสิ่งแวดล้อม กักเก็บความชุ่มชื้น และช่วยให้แผลเรียบเนียนขึ้น นอกจากนี้ ถ้ารู้สึกคันแผลผ่าตัดควรทำไงดี? คำตอบคือควรหลีกเลี่ยงการเกาและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยกับผิวบริเวณนั้น

ฉีดยารักษาแผลเป็นหลังผ่าตัด

การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าบริเวณแผลเป็นสามารถช่วยลดความนูนและแดงของแผลได้ โดยเฉพาะในแผลประเภทคีลอยด์หรือแผลนูน ถ้าหากรู้สึกคันแผลผ่าตัดนานแล้ว แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการฉีดยา นอกจากนี้ หลังจากแผลเย็บห้ามโดนน้ำกี่วัน คำตอบคือประมาณ 24-48 ชั่วโมง และต้องรอให้แผลแห้งสนิท จึงเริ่มการรักษาแผลเป็นด้วยวิธีนี้ได้

เลเซอร์ลดรอยแผลเป็นหลังผ่าตัด

เทคโนโลยีการรักษาด้วยเลเซอร์สามารถช่วยปรับโครงสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ลดความแดง และความนูนของแผลเป็นได้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการคันแผลผ่าตัดและมีอาการแผลเป็นแล้วยังไม่ดีขึ้น โดยการรักษาต้องทำหลังจากแผลหายสนิทแล้วอย่างน้อย 3-6 เดือน จึงจะให้ผลดีที่สุด

ผ่าตัดแก้ไขแผลเป็นหลังผ่าตัด

รักษาแผลเป็นด้วยวิธีการผ่าตัดแก้ไขเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับแผลเป็นที่มีความรุนแรงมาก โดยแพทย์จะตัดแต่งแผลเป็นเดิมและเย็บใหม่อย่างประณีต วิธีนี้เหมาะกับแผลเป็นที่มีขนาดใหญ่หรือทำให้เกิดปัญหาด้านการเคลื่อนไหว การรักษาแผลเป็นหลังผ่าตัดด้วยวิธีนี้ต้องรอให้แผลเดิมหายสนิทก่อนอย่างน้อย 1 ปี


วิธีดูแลเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดรอยแผลเป็นหลังผ่าตัด

วิธีล้างแผลผ่าตัด

การดูแลแผลเป็นหลังผ่าตัดอย่างถูกวิธีเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้แผลหายได้เร็วขึ้นและลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็น โดยเฉพาะการดูแลแผลผ่าตัดหน้าท้องที่มีขนาดใหญ่ หรือแม้แต่แผลเป็นหลังผ่าตัดขนาดเล็กก็ตาม คำแนะนำการดูแลตัวเองป้องกันไม่ให้เกิดรอยแผลเป็นหลังผ่าตัดมีดังนี้

  • รักษาความสะอาดบริเวณแผลผ่าตัด วิธีล้างแผลผ่าตัดด้วยตัวเองสามารถทำได้ไม่ยากและควรทำอย่างระมัดระวัง โดยล้างมือให้สะอาดก่อนทุกครั้ง ใช้น้ำสะอาดและสบู่อ่อน ๆ เช็ดเบา ๆ รอบแผลโดยไม่ถูโดยตรง และเปลี่ยนผ้าพันแผลใหม่ทุกครั้งหลังทำล้างแผล เพื่อป้องกันการติดเชื้อซึ่งอาจทำให้เกิดแผลเป็นที่รุนแรงขึ้น
  • ห้ามแกะ เกาแผลผ่าตัด ถึงแม้จะมีอาการคันบริเวณแผล แต่ควรหลีกเลี่ยงการเกาหรือแกะสะเก็ดแผลโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดการอักเสบและเพิ่มโอกาสเกิดแผลเป็นได้มากขึ้น หากมีอาการคันมาก ควรปรึกษาแพทย์เพื่อขอยาบรรเทาอาการคัน หรือใช้การแตะเบา ๆ บริเวณรอบแผลแทนการเกา
  • ไม่เจาะตุ่มน้ำใส ๆ บนรอยแผล หากพบตุ่มน้ำหรือของเหลวบริเวณแผล ห้ามเจาะหรือกดเอง เนื่องจากอาจทำให้เกิดการติดเชื้อและส่งผลให้วิธีล้างแผลผ่าตัดในครั้งต่อไปทำได้ยากขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้การรักษาที่เหมาะสม หากมีอาการผิดปกติ เช่น แผลบวมแดง มีหนองหรือมีกลิ่นเหม็น ควรรีบพบแพทย์ทันที
  • หลีกเลี่ยงการให้แผลถูกแสงแดด แสงแดดสามารถทำให้แผลเป็นมีสีเข้มขึ้นและเห็นชัดเจนมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงการให้แผลสัมผัสแสงแดดโดยตรงอย่างน้อย 1 ปีหลังการผ่าตัด หากจำเป็นต้องออกนอกบ้าน ควรปกปิดแผลด้วยเสื้อผ้าหรือใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง
  • งดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อแผล ทำให้แผลสมานตัวได้ช้าลง เนื่องจากทำให้การไหลเวียนของเลือดแย่ลง ออกซิเจนไปเลี้ยงบริเวณแผลได้น้อยลง และลดประสิทธิภาพในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ควรงดสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนและหลังการผ่าตัด
  • เพิ่มการกินโปรตีนเพื่อเร่งสมานแผล ควรเน้นอาหารที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายอย่าง อาหารสมานแผลเย็บที่อุดมด้วยโปรตีน เพราะโปรตีนเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อและสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้แผลหายเร็วขึ้นและลดการเกิดแผลเป็นนูน

แผลเป็นหลังผ่าตัด ลดรอยแผลด้วยตัวเองได้ด้วย Rebac ยาทาแผลเป็นซิลิโคนเจล

Rebac ยาทาแผลเป็น

แผลเป็นหลังผ่าตัดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เนื่องจากร่างกายสร้างคอลลาเจนมากเกินไปจนทำให้เกิดรอยแผลเป็นผิดปกติที่ผิวหนัง แต่สามารถบรรเทาให้ดูจางลงได้ด้วยการดูแลที่ถูกวิธี เริ่มตั้งแต่การรักษาความสะอาด หลีกเลี่ยงการแกะเกาเมื่อมีอาการคันแผลผ่าตัด และทานอาหารที่มีประโยชน์ นอกจากนี้ยังมีวิธีการรักษาหลากหลาย ทั้งการใช้ครีมลดรอยแผลเป็น การฉีดยา เลเซอร์ และการผ่าตัดแก้ไข ซึ่งแต่ละวิธีเหมาะกับแผลเป็นที่แตกต่างกัน

สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลแผลผ่าตัด และลดโอกาสการเกิดรอยเย็บแผลที่เห็นเด่นชัด ขอแนะนำ Rebac ยาทาแผลเป็นซิลิโคนเจล ผลิตภัณฑ์นี้จะช่วยลดรอยแผลนูนและสีของแผลเป็นหลังผ่าตัดได้ ด้วยคุณสมบัติที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นและส่งเสริมกระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติ นอกจากนี้ Rebac ยังใช้งานง่าย ซึมเร็ว ไม่เหนียว และให้ความรู้สึกสบายขณะใช้ สามารถสั่งซื้อซิลิโคนเจล Rebac ได้ที่


แผลเป็นที่หน้า

แผลเป็นที่หน้า ดูแลรักษาดี ไม่ต้องกลัวมีรอยแผลเห็นชัดทิ้งไว้

แผลเป็นที่หน้า

“แผลเป็นที่หน้า” รอยแผลที่หลาย ๆ คนไม่อยากให้มีอยู่บนหน้า เพราะคิดว่าเป็นตำหนิ ทำให้ใบหน้าดูไม่สวย ไม่สะอาด และส่งผลต่อภาพลักษณ์ ทำให้ดูน่ากลัว ไม่น่าคบหา จนต้องหาอะไรมาปิดรอยแผลเป็นบนหน้าไม่ให้ใครเห็น แต่ถ้าอยากรักษาแผลเป็นที่หน้าให้ดีขึ้น ในบทความนี้จะมาแนะนำยาทาแผลเป็น และวิธีอื่น ๆ ช่วยรักษาแผลเป็นที่หน้าให้จางลง จนสามารถเผยผิวหน้าได้อย่างมั่นใจ


สารบัญบทความ


รอยแผลเป็นที่หน้ามีกี่แบบ

รอยแผลบนหน้า

แผลเป็นที่สามารถพบบนใบหน้าแบ่งออกเป็น 5 ประเภทตามลักษณะของรอยแผล ดังนี้

รอยแผลเป็นทั่วไป

เป็นรอยแผลบนหน้าที่พบเห็นได้บ่อย ในช่วงแรกแผลจะมีสีแดงหรืออาจมีสีคล้ำนูนขึ้นเล็กน้อย เพราะชั้นผิวกำลังซ่อมแซมเนื้อเยื่อ แต่เมื่อเวลาผ่านไปแผลเป็นจะค่อย ๆ เรียบเนียนไปกับผิวหนัง และสีของรอยแผลเป็นจะค่อย ๆ จางลง แต่ก็ยังเห็นเป็นรอยด่างอยู่

รอยแผลเป็นนูน

เป็นรอยแผลเป็นที่เกิดจากชั้นผิวผลิตคอลลาเจนเยอะกว่าปกติ เนื้อเยื่อเลยนูนขึ้นจากแผลเล็กน้อย แต่รอยนูนจะไม่ขยายไปรอบด้านบริเวณแผลเดิมเหมือนคีลอยด์ และเมื่อเวลาผ่านไป รอยนูนอาจจะค่อย ๆ ยุบตัวลงจากเดิมเล็กน้อย

รอยแผลเป็นคีลอยด์

เป็นรอยแผลเป็นที่เกิดจากชั้นผิวผลิตคอลลาเจนมากจนผิดปกติ มีลักษณะคล้ายรอยแผลเป็นนูน แต่แผลจะนูนใหญ่กว่า และขยายตัวออกรอบข้าง ทำให้แผลเป็นที่หน้ามีขนาดใหญ่ขึ้น และอาจมีอาการเจ็บ ตึงเล็กน้อย แต่ไม่ได้ส่งผลอันตรายต่อร่างกายแต่อย่างใด

รอยแผลเป็นหลุม

เป็นรอยแผลเป็นบนใบหน้าที่มักเกิดจากการเป็นสิว แต่ชั้นผิวผลิตคอลลาเจนไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูผิว ทำให้ชั้นผิวไม่สามารถผลิตเนื้อเยื่อทดแทนส่วนที่หายไป กลายเป็นรอยแผลที่มีลักษณะเป็นหลุมลึกลงไป โดยแบ่งเป็นประเภทย่อยอีก เช่น Rolling Scar, Box Scar และ Ice-pick Scar

รอยแผลเป็นแบบหดรั้ง

เป็นรอยแผลเป็นที่เกิดจากความร้อน ของมีคมบาดลึก หรือผิวติดเชื้อรุนแรงจนแผลสมานตัวผิดปกติ ทำให้แผลบีบรัดจนเสียความยืดหยุ่น เวลาขยับผิวจะรู้สึกเจ็บ รอยแผลแบบหดรั้งมักพบบริเวณข้อต่อ และมีโอกาสเกิดบนใบหน้าน้อย เพราะผิวบนใบหน้าค่อนข้างมีความยืดหยุ่น


รอยแผลเป็นที่หน้า รักษายังไงได้บ้าง

แผลเป็นที่หน้ารักษายังไง? ในปัจจุบันมีวิธีรักษาแผลเป็นที่หน้าหลายวิธี โดยผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับลักษณะแผลเป็น ดังนี้

ใช้ยาทาภายนอก

ยาทาภายนอก เช่น เจลหรือครีมทาแผลเป็น คือ ผลิตภัณฑ์รักษารอยแผลเป็นบนหน้าให้จางลง ประกอบด้วยส่วนผสมที่เป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูผิว โดยช่วยบำรุงแผลเป็นที่หน้าให้ชุ่มชื้น ลดอาการคัน ลดโอกาสเกิดรอยดำ รอยนูน และยังช่วยป้องกันแผลจากสิ่งสกปรกได้ด้วย โดยทายารักษาแผลเป็นบนใบหน้าบาง ๆ ให้ทั่วแผลวันละ 2 ครั้งเช้า-เย็นอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยรักษาแผลเป็นให้จางลงอย่างมีประสิทธิภาพ

ศัลยกรรมผ่าตัด

การผ่าตัดศัลยกรรมเป็นการผ่าตัดแผลเป็นบนผิวออกไปแล้วเย็บแผลเข้าด้วยกันใหม่อีกครั้ง ทำให้ผิวบริเวณที่ผ่าตัดแผลเป็นดูเรียบขึ้น แต่การศัลยกรรมผ่าตัดแผลเป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูง และจำเป็นต้องให้ศัลยแพทย์เป็นผู้รักษาให้เท่านั้น เพื่อให้แผลเป็นบริเวณต่าง ๆ รวมถึงแผลเป็นที่หน้ามีขนาดเล็กลงตามที่คาดหวังไว้

สเตียรอยด์

การฉีดสเตียรอยด์เป็นหัตถการที่ใช้รักษาใบหน้ามีแผลเป็น โดยฉีดสเตียรอยด์เข้าไปสู่แผลเป็นที่ยังคงเป็นก้อนนูนหลงเหลืออยู่ ให้แผลเป็นนิ่มและลดความนูนของแผลเป็นลงได้ แต่การใช้สเตียรอยด์จำเป็นต้องควบคุมปริมาณยาที่ฉีดในแต่ละครั้ง รวมถึงความถี่ในการฉีดยา เพราะสเตียรอยด์จัดเป็นสารอันตรายที่จำเป็นต้องอยู่ในการควบคุมของแพทย์เท่านั้น

เลเซอร์

เลเซอร์เป็นวิธีลบรอยแผลเป็นบนใบหน้ารูปแบบหนึ่งที่สามารถรักษาปัญหาแผลเป็นที่หน้าและรอยอื่น ๆ ได้โดยฉายเลเซอร์ช่วยลดแผลเป็นนูนให้เรียบขึ้น ใช้เลเซอร์กระตุ้นให้ชั้นผิวสร้างคอลลาเจนเพื่อสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียหายไป หรือจะฉายเลเซอร์กำจัดรอยดำ รอยแดง หรือริ้วรอยต่าง ๆ ให้ผิวหน้ากลับมาเรียบเนียนสม่ำเสมอก็ได้ด้วยเช่นกัน

ผลัดเซลล์ผิว

ผลัดเซลล์ผิวเป็นวิธีรักษาแผลเป็นรอยดำบนใบหน้าด้วยกรดผลไม้ช่วยกำจัดเซลล์ผิวส่วนเกินให้หลุดออกไป เพื่อกระตุ้นผิวให้สร้างคอลลาเจนมาเติมเต็มชั้นผิวให้ดูเรียบเนียนขึ้นได้ จึงมักนำมาใช้รักษารอยแผลเป็นแบบหลุมตื้น ๆ แต่ควรให้แพทย์เป็นผู้รักษา เพราะการใช้กรดมีความเสี่ยงทำให้ใบหน้าระคายเคือง และถ้าใช้กรดความเข้มข้นสูงมากเกินไปก็อาจจะทำให้แผลแย่ลงได้

การสักสีผิวทับ

การสักสีผิวทับเป็นวิธีลบแผลเป็นบนใบหน้าที่เหมาะกับแผลเป็นที่ไม่นูนหรือเป็นหลุมลึกจนเกินไป โดยเลือกเม็ดสีที่เข้ากับสีผิวธรรมชาติมาสักให้รอยแผลเป็นดูจางและเนียนไปกับผิวมากที่สุด แต่การสักแผลเป็นที่หน้าไม่ใช่ว่าจะสักที่ร้านรับสักตามปกติได้ แต่ควรสักสีผิวกับแพทย์ในโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานเพื่อลดโอกาสติดเชื้อหรือเกิดอันตรายอื่น ๆ กับร่างกาย


สิ่งที่ไม่ควรทำ หากไม่อยากมีรอยแผลเป็นที่หน้า

แผลที่หน้ารักษายังไง

เมื่อผิวหน้าบาดเจ็บหรือมีรอยแผลปรากฏบนหน้า บางคนอาจไปทำอะไรบางอย่างกับแผล ทำให้มีโอกาสเกิดรอยแผลเป็นที่หน้าหรืออันตรายอื่น ๆ สูง ถ้าหากกลัวมีแผลเป็นที่หน้า ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้ ไม่ให้เกิดอันตรายขึ้นกับผิวหน้า ดังนี้

แกะ แคะ เกาบริเวณแผล

ในช่วงที่แผลเริ่มสมานตัวอาจพบสะเก็ดแผลที่ทำให้คันหรือตึงแผล แต่ถึงแม้จะรู้สึกคันบริเวณรอยแผลที่หน้า หรือมีสะเก็ดแต่ก็ไม่ควรแคะ แกะ เกาบริเวณแผลเด็ดขาด เพราะจะไปกระตุ้นให้ชั้นผิวผลิตคอลลาเจนเพิ่มจนกลายเป็นแผลเป็นนูนที่ต้องใช้เวลารักษานาน หากรู้สึกคัน ให้ทาครีมเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นผิว

ใช้ยาสีฟันทาแผลน้ำร้อนลวก

การใช้ยาสีฟันทาแผลที่เกิดจากไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เป็นหนึ่งในความเชื่อผิด ๆ ที่มีผู้เข้าใจว่ายาสีฟันช่วยรักษาแผลไม่ให้กลายเป็นรอยแผลเป็นได้ แต่ที่จริงแล้วการใช้ยาสีฟันทาบนแผลบนใบหน้าโดยตรงจะทำให้รู้สึกระคายเคือง และอาจทำให้แผลติดเชื้อ ส่งผลให้แผลหายช้ากว่าที่ควร หากมีแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ให้เปิดน้ำล้างแผลให้แผลเย็นลง แต่ถ้าเป็นแผลไหม้รุนแรงให้รีบพบแพทย์ทันที

เจาะตุ่มน้ำใสด้วยตัวเอง

หากมีตุ่มน้ำใสขนาดเล็กบนหน้า สามารถปล่อยให้ตุ่มยุบตัวลงตามธรรมชาติเองได้ ไม่ต้องเจาะน้ำออก แต่ถ้าตุ่มน้ำมีขนาดใหญ่ควรเจาะตุ่มระบายน้ำออกเพื่อลดอาการเจ็บปวด และลดโอกาสติดเชื้อจากตุ่มแตกตัวเอง กรณีที่จำเป็นต้องเจาะน้ำออก ควรให้แพทย์เป็นเจาะตุ่มเอาน้ำออกเท่านั้น เพราะถ้าใช้เจาะตุ่มเองโดยใช้อุปกรณ์ที่ไม่สะอาดมากพอ อาจเสี่ยงติดเชื้อและมีโอกาสเป็นแผลเป็นที่หน้าได้


แผลเป็นที่หน้า รักษาให้หายได้

Rebac ยาทาแผลเป็น

แผลเป็นที่หน้าเป็นรอยที่เกิดจากผิวสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาทดแทนส่วนที่เสียหายให้กลับมามีสภาพปกติ ในระหว่างที่บาดแผลกำลังสมานตัว ถ้าชั้นผิวสร้างคอลลาเจนผิดปกติ จะทำให้เกิดแผลเป็นนูน คีลอยด์ หรืออาจเป็นแผลเป็นหลุมซึ่งยากต่อการรักษา ดังนั้นถ้าไม่อยากมีแผลเป็นที่หน้าควรดูแลแผลให้ดี ไม่แกะ ไม่เกา และหมั่นทายาลดรอยเป็นบนใบหน้าสม่ำเสมอ

สำหรับผู้ที่มองหายาทาแผลเป็น สามารถซื้อซิลิโคนเจล Rebac จาก Biopharm ที่มีส่วนช่วยรักษารอยแผลเป็นที่หน้าและบริเวณอื่น ๆ ได้ โดยช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ให้แผลนิ่มลง อีกทั้งยังมีสารก่อฟิล์มปกป้องแผลจากน้ำและฝุ่นละออง ทำให้แผลสามารถฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสามารถซื้อซิลิโคนเจล Rebac ได้ตามช่องทางต่อไปนี้

สนใจสั่งซื้อซิลิโคนเจล Rebac ได้ที่ :