ยาแก้ปวดประจำเดือน เลือกอย่างไร ไม่ให้กัดกระเพาะ

สาวๆหลายคนคงเจอปัญหาปวดท้องเมื่อถึงวันนั้นของเดือน ซึ่งมักจะรบกวนกิจวัตรประจำวัน และมีสาวๆจำนวนมากที่เลือกจะกินยาแก้ปวดประจำเดือน แต่รู้หรือไม่ว่า... ยาแก้ปวดประจำเดือน มีหลายชนิด โดยยาบางชนิดมีการพัฒนาให้มีความปลอดภัยในการใช้ยาเพิ่มมากขึ้น เช่น การพัฒนาให้ยาไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ดังนั้นจึงกินเวลาไหนก็ได้ โดยไม่ต้องกังวัล และยังพัฒนาให้กินเพียงวันละครั้งก็สามารถลดอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว เช่น ตัวยา Etoricoxib 

 

 

 

 

มีหลายการศึกษาเปรียบเทียบตัวยาทั้ง 2 กลุ่ม คือ Mefenamic และ Etoricoxib  พบว่ายา Etoricoxib สามารถลดอาการปวดเมนส์ และ ลดการสูญเสียเลือดประจําเดือนได้ดีกว่าอย่างมีนัยสําคัญ และแทบไม่พบอาการไม่พึงประสงค์  เช่น อาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร ขณะที่ยาอีกกลุ่มหนึ่งมีมากถึง 40%

 

 

  1. I. Nor Azlin,I. Maryasalwati,M. N. Norzilawati,Z. A. Mahdy,M. A. Jamil &M. R. Zainul Rashid

Pages 424-426 | Published online: 02 Jul 2009

 

ดั้งนั้นการเลือกยาแก้ปวดประจำเดือนนอกจากเลือกจากความสามารถลดอาการปวดได้แล้ว อาจต้องคำนึงถึงความปลอดภัยในด้านอื่นๆ เช่น  การระคายเคืองกระเพาะอาหาร ประวัติการแพ้ยา และโรคประจำตัวของผู้ป่วย เช่น ผู้ที่มีแผลในทางเดินอาหาร เป็นโรคตับหรือไตบกพร่องรุนแรง เป็นต้น ดังนั้น จึงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยา

 

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


รู้ทัน... อาการเจ็บคอ (Sore Throat) ก่อนรักษาให้ตรงจุด

เจ็บคอ (Sore Throat)

 

อากาศเริ่มหนาว ฝุ่น PM 2.5 ก็เยอะ!! อาการที่หลายคนเป็นคือ อาการระคายเคืองคอ ไอ เจ็บคอ และจะเป็นมากขึ้นเวลากลืน เนื่องจากมีการอักเสบของเนื้อเยื่อในลำคอ

 

อาการ จะแตกต่างในแต่ละคนขึ้นอยู่กับสาเหตุ ได้แก่

เจ็บ แสบ หรือระคายเคืองคอ

กลืนลำบาก คอแห้ง เสียงเปลี่ยน อาจมีอาการปวดร้าวไปหู

เยื่อบุในลำคอมีสีแดง ต่อมทอลซิลบวม โต และแดง

 

สาเหตุของอาการเจ็บคอ  เกิดจาก 2 สาเหตุหลัก ด้วยกันคือ

1 การติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น เชื้อไวรัส แบคทีเรีย

ซึ่ง 75-80% เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ และไม่จำเป็นต้องกินยาปฎิชีวนะ

ส่วน 20-25% เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งการรักษาจำเป็นต้องกินยาปฎิชีวนะ

2 ไม่ติดเชื้อ เช่น โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอ , กล่องเสียง

ใช้เสียงมากเกินไป

โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ และชนิดไม่แพ้

สายเสียงอักเสบเรื้อรัง

สัมผัสกับสิ่งที่ทำให้ระคายเคือง เช่น ฝุ่น บุหรี่ สารเคมี เครื่องดื่มแอลกอฮอร์ การคาท่อหายใจ เยื่อบุคออักเสบจากการฉายแสง

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าอาการเจ็บคอเกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ??

 

อาการที่เกิดจากเชื้อไวรัส

มีหรือไม่มีไข้ เจ็บคอไม่มาก

มีน้ำมูก ไอ จามบ่อย เสียงแหบ

บริเวณผนังคอหอยอาจแดงเล็กน้อย

ส่องคอไม่พบตุ่มหนองหรือจุดเลือดออก

การรักษา ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

 

อาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

ส่วนใหญ่มีไข้สูง>35 องศาเซลเซียส ร่วมกับไม่ไอ

กลืนน้ำลายแล้วเจ็บคอมาก

ต่อมน้ำเหลืองใต้คออักเสบ บวมโต

ส่องคอแล้วพบจุดหนองหรือจุดเลือดออก หรือมีเสมหะเขียวเหลือง ลิ้นมีฝ้า

การรักษา ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

 

การักษาอาการเจ็บคอ

การติดเชื้อไวรัส จะรักษาตามอาการ ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะเช่น

ให้ยาบรรเทาอาการเจ็บคอ เช่น ยาอม ยากลั้วคอ ยาพ่นคอ จิบยาน้ำ  ยาเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และลดอาการระคายคอ

ยาบรรเทาอาการปวดหรือเจ็บคอหรือลดไข้ เช่น paracetamol, NSAIDs

ยาลดน้ำมูกหรือแก้แพ้ เช่น antihistamine

ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรีย  ต้องให้ยาต้านจุลชีพ 7-10 วัน

 

การปฎิบัติตัวของผู้ป่วย เมื่อมีอาการเจ็บคอ

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารอ่อนๆเช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หลีกเลี่ยงอาหารเย็นๆ เช่น ไอศกรีม น้ำแข็ง
  • ดื่มน้ำอุ่น จะช่วยลดการระคายเคือง และทำให้รู้สึกสบายคอ ช่วยดการอักเสบลงได้
  • กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ โดยผสมเกลือป่น 1 ช้อนชาในน้ำอุ่น 1 แก้ว วันละ 2-3 ครั้ง
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด รสจัด อาหารทอด
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอร์
  • หลีกเลี่ยงการใช้เสียงชั่วคราว
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศเย็นๆ
  • ฉีดพ่นด้วยสเปรย์จากสารสกัดจากธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการไอ ระคายเคืองคอ ลดการอักเสบ ระงับกลิ่นปาก ลมหายใจเย็น สดชื่น และพกพาสะดวก

 

สารสกัดจากธรรมชาติ ที่ช่วยบรรเทาอาการไอ เจ็บคอ


สารสกัดจากดอกคาร์โมมายล์ ช่วยลดการอักเสบ และช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดอาการระคายเคืองใน ช่องปาก ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ช่วยให้ชุ่มคอ

สารสกัดอิชินาเซีย กระตุ้นภูมิคุ้มกัน บรรเทาหวัด

Peppermint Oil ให้ความเย็นซ่า ให้กลิ่นหอมสดชื่น สะอาด จึงช่วยระงับกลิ่นปากได้ดี นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และไวรัสในลำคอ และทำให้รู้สึกชา (มีผลช่วยลดความรู้สึกเจ็บคอ)

Bergamot Oil ให้ความรู้สึกสดชื่น หอมหวาน และรู้สึกสงบและสดชื่น

Menthol ฆ่าเชื้อและลดอาการอักเสบในช่องปาก ทำให้รู้สึกเย็นสดชื่น

Methyl salicylate ลดอาการไอ ลดการอักเสบ

Clove Oil บรรเทาอาการไอ เจ็บคอ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียระงับกลิ่นปาก

Sage oil ช่วยเพิ่มสมาธิ ผ่อนคลายความวิตกกังวล แก้เจ็บคอ กล่องเสียงอักเสบ ไซนัสอักเสบ

Eucalyptol oil ช่วยบรรเทาอาการไอ ช่วยแก้อาการเจ็บคอมีสารต้านแบคทีเรีย ช่วยให้ลมหายใจสดชื่น

Pine oil คุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อโรค แก้ปวด ดับกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยขยายหลอดลม

Anise Oil มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ สาเหตุของกลิ่นปาก

 

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


ไอโอดีน (Iodine) จำเป็นต่อร่างกายอย่างไร ?

 

ไอโอดีน (Iodine)

เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย แม้ว่าร่างกายจะต้องการไอโอดีนในปริมาณเพียงเล็กน้อยแต่ก็มีความจำเป็นมากจนขาดไม่ได้ โดยเมื่อไอโอดีนเข้าสู่ร่างกายแล้วขะจับกับกรดอะมิโนไทโรซีน (Tyrosine) แล้วสร้างเป็นฮอร์โมนที่มีชื่อว่า "ไทรอกซิน" (Thyroxine) หรือไทรอยด์ฮอร์โมนที่ฟอลิเคิลเซลล์ในต่อมไทรอยด์ที่อยู่บริเวณคอ

 

ประโยชน์ของไอโอดีน

✔ จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางสมอง ความจำ และการทำงานของร่างกาย

✔ ช่วยควบคุมการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ซึ่งมีผลต่อการใช้พลังงาน และอุณหภูมิในร่างกาย

✔ ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส

✔ ช่วยเสริมการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองของทารกในครรภ์

✔ ลดโอกาสการเกิดโรคคอพอก

 

แหล่งของไอโอดีน

✔ อาหารทะเลทุกชนิด (พบมากที่สุดในสาหร่ายทะเล)

✔ พืชที่ขึ้นบนดินที่มีไอโอดีนสูง เช่น ชา

✔ นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการเพิ่มสารไอโอดีนลงในไข่ไก่ เกลือ น้ำปลา และเครื่องปรุงรสที่ใช้เกลือเป็นส่วนประกอบอีกด้วย

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 


6 สาเหตุ ร่างกายเสื่อมก่อนวัยที่ไม่ควรมองข้าม

 

ไม่อยาก ร่างกายเสื่อม ก่อนวัย ต้องอ่าน !!

เป็นเรื่องปกติที่ร่างกายของเราจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือความเสื่อมที่เพิ่มมากขึ้นไปตามอายุ แต่คงไม่มีใครอยากปล่อยให้ร่างกายโทรมหรือเสื่อมก่อนวัยแน่นอน วันนี้เลยมี 6 สาเหตุที่ทำให้ ร่างกายเสื่อม ก่อนวัยมาฝากให้ทุกคนเช็คกันดีๆว่า คุณกำลังใช้ชีวิตไปกับปัจจัยที่ทำให้ร่างกายเสื่อมก่อนวัยเหล่านี้นี้หรือไม่ ?

 

ป้อนสารพิษสู่ร่างกายโดยไม่รู็ตัว!!

รอบๆตัวเราเต็มไปด้วยสารพิษที่แฝงอยู่มากมาย ทั้งอากาศ ข้าวของเครื่องใช้ พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ หรือแม้แต่น้ำดื่มที่เราดื่มเป็นประจำ มาดูกันว่าควรระวังอะไรกันบ้าง

สารพิษจากบุหรี่

ทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่าบุหรี่มีสารก่อมะเร็ง แต่วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าสารก่อมะเร็งนั้นคืออะไร และมีโทษต่อร่างกยอย่างไรกันบ้าง ซึ่งสารเหล่านั้น ได้แก่ นิโคติน แอลกอฮอล์ฟีนอล สารแอลดีไฮด์อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน น้ำมันดิน คาร์บอนมอนอกไซด์ สารหนู ไอโดรเจนไซนาไนต์ ไนโตรเจนออกไซด์ ฟอร์มาลดีไฮด์ เบนซิน แคดเมียมโทลูอีน เบนโซไพรีน และยังมีสารกัมมันตรังสี เช่น สารโพโลเนียมอีกด้วย สารเหล่านี้เป็นสารอันตรายที่มีส่วนกระตุ้นทำให้เกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะตัวร้ายอย่างน้ำมันดิน เป็นสารที่รุนแรง เป็นสาเหตุของมะเร็งในช่องปาก และโรคเยื่อบุช่องปาก รวมทั้งทำให้ริมฝีปากดำอีกด้วย

อีกหนึ่งสารที่รู้จักกันดี คือ "นิโคติน" เป็นสารที่ทำให้เกิดการเสพติด และไปกระตุ้นเนื้อเยื่อสร้างสาร Catechuphenolamine ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูงขึ้น ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้น และกล้ามเนื้อหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังทำให้เกิดสาร "คาร์บอนมอนอกไซด์" ซึ่งจะไปแย่งจับกับฮีโมโกบินแข่งกับออกซิเจน และจับได้ดีและเร็วกว่าด้วย ส่งผลให้เซลล์ในร่างกายได้รับออกซิเจนน้องลงจนเกิดความเสื่อมของเซลล์

นอกจากการเสื่อมภายในร่างกายแล้ว การสูบบุหรี่ยังทำให้กรดต่างๆในบุหรี่ เช่น ฟีนอล กัดกร่อนช่องปาก ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพช่องปาก และอาจกัดไปถึงอวันวะภายใน เช่น ปอด ทำลายขนเล็กๆที่บุผิว เยื่อบุทางเดินหายใจที่คอยดักจับฝุ่นละอองและเชื้อโรค และยังเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร เพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้กระเพาะเป็นแผล

สารพิษจากสุรา

การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณน้อยจะกระตุ้นระบบประสาท ทำให้หลอดเลือดขยายตัว หายใจแรงขึ้น อาจทำให้เสียการทรงตัวและประสาททำงานช้าลง นอกจากนี้การดื่มแอลกอฮอล์ยังเข้าไปทำลายวิตามินบี1 วิตามินบี2 และขัดขวางการดูดซึมกรดโฟลิกและแคลเซียมอีกด้วย

โลหะหนัก

โลหะหนักอย่าง ปรอท ตะกั่ว ดีบุก อลูมิเนียม อาจมีการสะสมในร่างกายจนเกิดการทำลายเซลล์ไปจนถึงอวัยวะ และรบกวนการทำงานของร่างกายจนเกิดความเสื่อมอย่างช้าๆ โดยโลหะหนักเหล่านี้อาจมีการปนเปื้อนมากับยา น้ำหรืออาหารที่คนอาจมองข้าม เช่น อาหารประเภทปลา อาจมีสารปรอทปนเปื้อน หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพวกน้ำมันปลา ก่อนรับประทานจึงต้องมั่นใจว่ามาจากแหล่งที่ปลอดภัย ปราศจากสารปนเปื้อน อย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ไมันปลา ควรเลือกที่ผ่านการรับรองแล้วว่าผ่านมาตรฐานการตรวจสอบปรอทและตะกั่วแล้ว

 

ความเครียด พักผ่อนน้อย

การพักผ่อน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการฟื้นฟูร่างกาย ซึ่งการพักผ่อนที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ ไม่ใช่การพักผ่อนด้วยการนอนเล่นสมาร์ทโฟนหรือดูโทรทัศน์ แต่เป็นการพักผ่อนโดยการ "นอนหลับ" นั่นเอง เพราะการนอนอย่างเพียงพอ และนอนในเวลาที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้เป็นอย่างดี ในทางตรงกันข้าม การนอนน้อยหรือพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ ร่างกายเสื่อม ได้อย่างรวดเร็ว

 

ไม่ควบคุมน้ำหนัก

เช็คกันก่อนว่า ตอนนี้ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของคุณอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ ?

BMI (Body Mass Index) เป็นดัชนีชี้ค่าความอ้วนสำหรับคนอายุ 20 ปีขึ้นไป โดยสามารถคำนวณได้จากสูตรดังนี้

BMI = น้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ได้ผลลัพธ์ออกมาเท่าไหร่ สามารถนำมาแปรผลได้ดังนี้

  • BMI ต่ำกว่า 19 หมายความว่า รูปร่างผอม
  • BMI 20-24.9 หมายความว่า รูปร่างพิดี สมส่วน
  • BMI 25-29.9 หมายความว่า อ้วน น้ำหนักเกินมาตรฐาน
  • BMI 30 ขึ้นไป หมายความว่า อ้วนถึงขนาดเข้าข่ายการเป็นโรคอ้วน

ดังนั้น การควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยง "ความอ้วน" เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ผอมจนเกินไปด้วยเช่นกัน

 

ทานอาหารไม่เหมาะสม

รู้กันดีอยู่แล้วว่าการรับประทานอาหารไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดโรคอ้วนและ ร่างกายเสื่อม แต่อย่าลืมว่าการรับประทานน้อยเกินไปก็อาจทำให้ร่างกายผอมเกินไป และส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมเป็นปัจจัยที่สำคัญในการมีสุขภาพที่ดี

โรคอ้วนมักเกิดจากการรับประทานอาหารพวกนมเนย อาหารไขมันสูง อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงมากเกินไป ดังนั้น ถ้าไม่อยาก ร่างกายเสื่อม ก่อนวัย ควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ หรือรับประทานแต่น้อย และควรเลือกรับประทานที่มีไขมันต่ำ และหลีกเลี่ยงอาหารพวกทอด ผัด แกงกะทิ และหันมาใช้วิธีประกอบอาหารที่ปราศจากน้ำมันแทน เช่น อบ นึ่ง เผา เพื่อลดการสะสมของไขมันเลว (LDL-cholesterol) ในร่างกาย นอกจากนี้ ควรควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานในแต่ละวันให้เหมาะสม เพราะสาเหตุของความอ้วนมักเกิดจากการรับประทานอาหารมากเกินไป ทำให้พลังงานที่ได้จากอาหารมีมากเกินความต้องการใช้ จนเกิดเป็นไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย

 

ไม่ออกกำลังกาย

การไม่ออกกำลังกาย นอกจากจะมีผลต่อรูปร่างที่ขาดความเฟิร์มกระชับที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแล้ว ยังส่งผลต่อความแข็งแรงของร่างกายภายใน เช่น การทำงานของหัวใจและกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง และยังส่งผลต่อการเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุนอีกด้วย

ดังนั้น ไม่ว่าค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของคุณจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ การออกกำลังกายยังเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพของทุกคนเสมอ ดังนั้น ควรจัดเวลาเพื่อออกกำลังโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายของคุณจะได้ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมอยู่เสมอ ซึ่งการออกกำลังกายนั้นมีหลายแบบให้เลือก ตามความชอบและความเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน โดยการออกกำลังกายสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่

  1. การออกกำลังกายหัวใจ (Cardio Exercise) เพื่อความแข็งแรงของระบบหัวใจ และหลอดเลือด เช่น การวิ่ง
  2. ออกกำลังกายเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) เพิ่มความแข็งแรง และความทนทานของกล้ามเนื้อ เช่น การยกเวท
  3. ออกกำลังกายยืดเส้นเอ็น (Stretching) เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เช่น การเล่นโยคะ

 

มองข้ามการไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย

แม้ว่าคุณจะมั่นใจว่าใช้ชีวิตอย่างดี และมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว แต่นั่นเป็นเพียงการสังเกตุได้จากภายนอกเท่านั้น เพราะเราไม่สามารถรู้ระบบการทำงานภายในร่างกายได้ว่ามีประสิทธิภาพอย่างไร ดังนั้น จึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพประจำปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจให้มั่นใจว่าระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายยังสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี และเป็นสิ่งที่ไม่ควรนิ่งนอนใจหรือมองข้าม

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


ผัก ผลไม้ 5 สี ดีต่อสุขภาพยังไงบ้าง ??

 

ผัก ผลไม้ 5 สี

ดีต่อสุขภาพยังไง ??

 

สีแดง

สารที่พบในอาหารสีแดงหรือสีชมพู

  • ไลโคปีน (Lycopene) เป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ให้สีแดงแก่มะเขือเทศ แตงโม ส้มโอแดง มะละกอ ดอกกระเจี๊ยบ สตรอเบอร์รี่ เชอร์รี่ เมล็ดทับทิม  หัวบีท ผลแก้วมังกร รวมถึงเนื้อสัตว์บางชนิด เช่น ปลาแซลมอน กุ้ง ปู
  • บีทาเลน (Betalain) คือ สารสีแดงและสีม่วงในหัวบีท ผลแก้วมังกร มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ

 

สีเหลืองและสีส้ม

สารที่พบในอาหารสีเหลืองและสีส้ม

  • เบต้าแคโรทีน (Beta carotene) เป็นเม็ดสีเหลือง สีแสดที่พบในพืชหลายชนิด เช่น แครอท มะละกอ มะกอก ลูกพลับ เป็นสารที่มีศักยภาพสูงในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการมองเห็นและยังช่วยให้ผิวพรรณสดใสอีกด้วย
  • ฟลาโวนอยด์ พบในเปลือกส้มและเยื่อส้ม หรือที่เรียกว่า "Citrus bioflavonoid" ออกฤทธิ์เสริมความแข็งแรงของหลอดเลือดฝอย
  • มอริน (Morin) เป็นฟลาโวนอยด์ที่พบในขนุน มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ต้ายไวรัสเริม (HSV-2) และลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง
  • เอนไซม์โปรตีนโบรมีเลน (Bromelain) พบในสับปะรด เป็นเอนไซม์ย่อยโปรตีนที่ได้จากเนื้อและแกนของผลสับปะรด มีฤทธิ์ต้านการรวมตัวกันของเกล็ดเลือด ต้านการอักเสบ
  • ลูทีน (Lutein) เป็นสารสีเหลืองที่ให้สีสันแก่พืช และยังมีประโยชน์ในการช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของ Macula ในดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งทีทำให้คนแก่ชราตาบอด

 

สีเขียว

สารที่พบในอาหารสีเขียว

  • คลอโรฟีลล์ เป็นสารที่ทำให้พืชมีสีเขียว ยิ่งมีสีเขียวเข้มมากแสดงว่ามีปริมาณคลอโรฟิลล์มาก เช่น ตำลึง คะน้า บร็อกโคลี่ ชะพลู ใบบัวบก ชะอม ผักบุ้ง ผักโขม ผลอะโวคาโด ขึ้นถ่าย แตงกวา ซึ่งเมื่อสารคลอโรฟิลล์ถูกย่อยในร่างกายแล้ว จะสามารถช่วยลดโอการสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้
  • ลูทีน (Lutein) เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ พบในผักใบเขียใเข้ม เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ผักโขม ผลอะโวคาโด ซึ่งมีประโยชน์ต่อดวงตา สามารถช่วยกรองแสงสำน้ำเงินที่มีพลังงานสูงได้
  • อินโดล-3-คาร์บินอล (I3C) พบในบร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ มีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้ และช่วยกำจัดสารพิษในร่างกายได้ดี
  • ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) เป็นสารไทโอไซยาเนต พบในพืชวงศ์กะหล่ำปลีและพบมากในบร็อกโคลี่ มีฤืทธิ์กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ ขับสารพิษจากตับ

 

สีม่วงและสีน้ำเงิน

สารที่พบในอาหารสีม่วงและสีน้ำเงิน

  • แอนโทไซยานิน สีม่วงจากพืชตระกูลเบอร์รี่ สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพในการมองเห็น และลดปัญหาที่เกิดจากระบบหมุนเวียนโลหิตได้

 

สีขาว

สารที่พบในอาหารสีขาว

  • อัลลิซิน (Allicin) เป็นสารให้กลิ่นในกระเทียม ซึ่งกระเทียมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ ฆ่าเชื้อรา ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ต้านการแข็งตัวของเลือด
  • เควอร์ซิทิน (Quercetin) เป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ พบมากในหอมหัวใหญ่ ผลแอปเปิ้ล ต้นกระทเียม ผลฝรั่ง และชาขาว มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการแข็งตัวและอุดตันของหลอดเลือด
  • ไอโซฟลาโวน (Isoflavone) พบในถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง มีฤทธิ์เป็นเอสโตรเจนอย่างอ่อน หรือที่เรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจน
  • แซนโทน (Xanthone) พบในเนื้อสีขาวแะเปลือกมังคุด มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดอาการปวดข้อเข่า ต้านจุลชีพหลายชนิด เช่น เชื้อวัณโรค และรักษาระบบภูมิตุ้มกันให้อยู่ในสภาพที่ดี
  • เพกทิน เป็นเส้นใยละลายน้ำได้ พบในแอปเปิ้ล ฝรั่ง แก้วมังกร มีความสามารถในการจับกับน้ำตาลและปล่อยโมเลกุลน้ำตาลสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดค่อนข้างคงที่ จึงลดความอยากอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 


ทำไมผู้ที่ใช้ยาลดไขมันในเลือดควรรับประทาน CoQ10?

 

CoQ10 กับผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง สำคัญกว่าที่คิด!!
ปี 2012 มีการทดลองให้ Q10 กับผู้กล้ามเนื้ออ่อนแรง
และมีอาการเจ็บกล้ามเนื้อ อันเนื่องมาจากการรับประทานยาลดไขมันในเลือด
หรือที่รู้จักกันดีในชื่อยาสแตติน (Statin)
วันละ 60 มิลลิกรัม เป็นเวลา 6 เดือน

เมื่อได้รับ CoQ10 วันละ 60 มิลลิกรัม เป็นเวลา 6 เดือน พบว่า
- เจ็บปวดกล้ามเนื้อ ลดลง 54%
- กล้ามเนื้ออ่อนแรง ลดลง 44%
- CoQ10 ในร่างกาย เพิ่มขึ้น 194%

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 


รู้จักกับ "วิตามินดี" แล้วจะรู้ว่ามีดีกว่าที่คิด !!

 

วิตามินดี (Vitamin D)

วิตามินดี (Vitamin D)

มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับ Metabolism ของแคลเซียม และฟอสฟอรัล
โดยการดูดซึมเข้ามาสะสมในร่างกาย

🦴 เสริมสร้างกระดูก กระดูกอ่อน ฟัน และเล็บ ดังนั้น การรับประทานวิตามินดีร่วมกับแคลเซียมเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


รับมือกับวัยทอง "ภัยเงียบของโรคกระดูกพรุน"

โรคกระดูกพรุน

 

กระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่กระดูกมีความแข็งแรงลดลง ส่งผลให้กระดูกแตกหักได้ง่ายกว่าปกติ แม้ได้รับแรงกระแทกเล็กๆน้อยๆก็อาจเกิดการแตกหักที่กระดูกได้ จึงเป็นโรคที่สร้างความเจ็บปวดได้มากและอาจมีการกดทับเส้นประสาทได้ ซึ่งจะยิ่งทำให้มีอาการเจ็บมากขึ้นไปอีก ดังนั้น ทุกเพสทุกวัยควรดูแลกระดูกด้วยการรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายอยู่เสมอ โดยเฉพาะวัย 50 ปีเป็นต้นไปที่ต้องการปริมาณแคลเซียมมากกว่าคนในวัยอื่นๆ และร่างกายมีประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลงเรื่อยๆ จึงต้องหมั่นเติมแคมเซียมให้ร่างกายอย่างเพียงพอ

นอกจากนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ก็ควรรับประทานแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัมด้วย เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการนำแคลเซียมไปใช้ในการสร้างน้ำนมมากขึ้นด้วย

 

วันนี้คุณได้รับ… แคลเซียมเพียงพอแล้วหรือยัง ?

มาเช็คกันก่อนว่าวัยของคุณ ต้องการ แคลเซียม มากแค่ไหน ?? เพราะคนแต่ละช่วงวัยมีความต้องการแคลเซียมในปริมาณที่ไม่เท่ากัน

  • อายุตั้งแต่ 1 ถึง 30 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลกรัม เพราะร่างกายยังสามารถดูดซึมแคลเซียมและเก็บสะสมไว้ได้ดีอยู่
  • อายุ 30 ปีขึ้นไป ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม ร่างกายในวัยนี้หยุดเก็บแคลเซียมแล้ว ดังนั้น เราต้องเติมแคลเซียมให้กับร่างกายอยู่ตลอดห้ามขาด
  • อายุ 50 ปี (วัยทอง) ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • อายุ 50 ปีขึ้นไปและคุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องการแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัม

 

หลายๆคนอาจจะรู้จัก “แคลเซียม” ในฐานะของส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟันและจำเป็นต่อการคงสภาพปกติของกระดูกและฟัน แต่นอกจากจะเป็นสารที่จำเป็นต่อกระดูกและฟันแล้ว แคลเซียมยังมีประโยชน์อย่างมากต่อระบบอื่นๆในร่างกาย เช่น

  • มีส่วนช่วยในการแข็งตัวตามปกติของเลือด
  • มีส่วนช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากเมตาบอลิซึมตามปกติ
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของกล้ามเนื้อ
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของสารสื่อประสาท
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของเอนไซม์ในระบบอ่อนอาหาร

 

สารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียม

การรับประทานแคลเซียมนั้นจะดูดซึมได้ดีมากขึ้น หากรับประทานร่วมกับ “โบรอน” (Boron)

 

สารที่ลดการดูดซึมแคลเซียม

แอลกอฮอลล์ จะขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม ลดการกระตุ้นวิตามินดีที่ตับ และเร่งการขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะ

กาแฟ เพราะเครื่องดื่มที่มีสารกาเฟอีนจะขับแคลเซียมออกจากกระแสเลือด โดยกาแฟเพียง 1 แก้ว จะมีผลต่อการสูญเสียแคลเซียมถึง 2-3 มิลลิกรัม

น้ำอัดลม มีกรดฟอสฟอริกและกรดคาร์บอนิกที่ทำให้เกิดฟอง ทำให้เลือดเป็นกรด และส่งผลให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมในที่สุด

อาหารรสเค็มจัด เพราะจะทำให้ร่างกายเริ่มกำจัดเกลือออกทางปัสสาวะ ซึ่งจะเป็นการขับแคลเซียมออกไปจากร่างกายด้วย

ธัญพืชที่มีสารไฟเตตสูง จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม จึงไม่ควรรับประทานแคลเซียมพร้อมกับอาหารที่มีสารไฟเตตสูง

อาหารมีฟอสฟอรัสสูง เช่น ตับ เพราะเมื่อร่างกายต้องการจะรักาาสมดุลของฟอสฟอรัส ก็จะทำการขับแคลเซียมออก

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


ทำไมถึงมีอาการ "ตาล้า" เพราะแสงสีฟ้าจากหน้าจอ ?

 

ทำไมตาล้า เพราะ "แสงสีฟ้า" จากหน้าจอ ??

 

แสงสีฟ้า คืออะไร ?

แสงสีฟ้าคือแสงที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ถือเป็นหนึ่งในสามของแสงขาวจากแสงยูวี สามารถมองเห็นได้และมีพลังงานสูง (high-energy visible)
โดยแสงทั้งหมดมี 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง และแสงสีฟ้าหรือน้ำเงิน ซึ่งแต่ละสีมีความยาวคลื่นและพลังงานแตกต่างกัน ซึ่งแสงที่เรามองเห็นได้จะอยู่ที่ช่วงความยาวคลื่นประมาณ 400-700 nm และแสงสีฟ้าอยู่ที่ช่วงประมาณ 380-480 nm จึงเป็นแสงที่เรามองเห็นได้นั่นเอง

 

ทำไมแสงสีฟ้า ทำให้ตาล้า ?

จริงๆแล้วแสงสีฟ้ามีผลต่อฮอร์โมนที่ช่วยทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง ซึ่งฟังดูดี แต่หากเราได้มองแสงสีฟ้าผิดเวลา เช่น เวลาใกล้เข้านอน จะเป็นการรบกวนการนอนของร่างกาย และการมองแสงสีฟ้าเป็นเวลานานๆ อาจมีผลทำให้จอประสาทตาเสื่อมได้ ซึ่งแสงสีฟ้ามักมาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กันอยู่ทุกวัน เช่น สมาร์ทโฟน จอคอมพิวเตอร์ จอโทรทัศน์ ดังนั้น ไม่ควรใช้สายตาในการจ้องมองอุปกรณ์เหล่านี้นานจนเกินไป เพราะจะเป็นผลเสียต่อสายตาในระยะยาวได้

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


ถ้าอยาก "สมองดี" ให้ DHA เป็นตัวช่วย !!

 

คงได้ยินกันบ่อยๆว่า DHA มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง จึงมีผสมอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มสำหรับเด็กๆมากมาย วันนี้เราจะมาดูกันว่าจริงๆแล้ว DHA คืออะไร และมประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง ?

DHA (Docosahexaenoic Acid) เป็นกรดไขมันที่เป็นส่วนประกอบของสมองและดวงตา ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง การเรียนรู้ ความจำ DHA จึงจำเป็นต่อการเจริญเติบตาด้านสมองและดวงตาของเด็กๆ

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


Astaxanthin

รู้หรือไม่ Astaxanthin ช่วยดูแลดวงตาได้

 

Astaxanthin

 

ถ้าพูดถึงสารต้านอนุมูลอิสระที่กำลังมาแรงที่สุดในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้น "แอสตาแซนธิน" (Astaxanthin) ซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้ดีมาก แต่นอกจากนั้น ยังสามารถบำรุงสายตาได้ดีมากอีกด้วย

แอสตาแซนธิน คืออะไร ?

แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เป็นสารสีส้มแดงในกลุ่มแคโรทีนอยด์ แต่มีข้อแตกต่างจากสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์อื่นๆ คือ แอสตาแซนธินจะไม่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้

แอสตาแซนธินพบได้มากในสาหร่ายขนาดเล็ก เช่น Haematococcus pluvialis ยีสต์ ปลาแซลมอนที่มาจากทะเลเท่านั้น (แซลมอนเลี้ยง จะไม่มีแอสตาแซนธิน เพราะปลาสร้างแอสตาแซนธินเองไม่ได้ ต้องได้รับจากการกินสาหร่ายเข้าไป)

 

แอสตาแซนธิน มีประโยชน์อะไรบ้าง ?

✔ แอสตาแซนธินมีฟทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระได้ดีมาก

✔ บำรุงระบบประสาท ลดโอกาสการเกิดโรคสมองเสื่อม

✔ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนโลหิต

✔ ช่วยชะลอวับ ป้องกันและลดการเกิดริ้วรอย

✔ บำรุงสายตา ลดอาการตาล้า

✔ ช่วยเสริมประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


วิตามินเอฟ (Linoleic acid) คืออะไร ?

วิตามินเอฟ (Linoleic acid)

 

วันนี้พามารู้จักกับ "วิตามินเอฟ" ชื่อนี้อาจจะยังไม่คุ้นหูเท่าไหร่ เพราะส่วนมากจะรู้จักกันในนาม "Linoleic acid" มีหน้าที่เผาผลาญไขมันอิ่มตัว จึงลดน้ำหนักและลดไขมันชนิดไม่ดีในร่างกาย ป้องกันไขมันเกาะติดหลอดเลือด ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น ช่วยในการเปลี่ยนเบต้าคาโรทีนเป็นวิตามินเอ

 

แหล่งอาหารที่มีวิตามินเอฟ (Linoleic acid)

วิตามินเอฟ เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร ซึ่งแหล่งอาหารที่มีวิตามินเอฟมาก คือ น้ำมันข้าวโพด น้ำมันฝ้าย ถั่วลิสง ผลอะโวคาโด น้ำมันงา

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


อย่ามองข้าม... อาการของ "โรคไต"

 

📌 ไต มีหน้าที่ขับถ่ายของเสียที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารประเภทโปรตีน ควบคุมปริมาณน้ำและเกลือแร่ที่เกินความจำเป็นโดยขับออกทางปัสสาวะ และควบคุมการทำงานของฮอร์โมน

 

📌 อาการของโรคไต การอักเสบที่หลอดเลือดฝอยในไตจะเกิดขึ้นทีละน้อย อาการเมื่อเป็นเริ่มเป็นโรคไตจึงไม่ชัดเจน แต่หลังจากนั้นจะเริ่มมีอาการ เช่น

☑️ มีอาการบวมที่มือ

☑️ อ่อนเพลีย อ่อนแรง

☑️ ปวดศีระษะ ปวดเอว

☑️ คลื่นไส้อาเจียน

☑️ ปัสสาวะบ่อย

☑️ กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ

☑️ มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านความรู้สึก เช่น ซึมเศร้า ความจำเสื่อม

☑️ ส่วนโรคไตระยะรุนแรงมีอาการขาดโปรตีนมาก ทำให้ตัวบวม

 

เพื่อสุขภาพที่ดีห่างไกลโรคไต ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีเกลือต่ำ ลดอาหารเค็ม ผงชูรส รวมถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูปที่มักมีโซเดียมสูงด้วยนะคะ

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


ตอบแบบสอบถาม รับฟรี!! Gummy 2 ซอง

 

 

 

เพียง คลิ้กที่รูป เพื่อตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับ Biopharm Gummy

แล้วพิมพ์ชื่อ-ที่อยู่ในการจัดส่งไว้ในส่วนสุดท้ายของแบบฟอร์ม

 

รับฟรี!! Gummy 2 ซอง

 

ช่วยเราพัฒนา Gummy ให้ถูกใจคุณมากที่สุด