เช็คด่วน! วันนี้คุณได้รับ โคเอนไซม์คิวเทน เพียงพอหรือยัง ?

เช็คด่วน! วันนี้คุณได้รับ โคเอนไซม์คิวเทน เพียงพอแล้วหรือยัง ?

ต้องกินอะไร ? เท่าไหร่ ?

ถึงจะได้รับ "โคเอนไซม์คิวเทน" เพียงพอใน 1 วัน

 

โคเอนไซม์คิวเทน (CoQ10) ชื่อที่หลายๆคนคุ้นหูกันดี เพราะช่วยในการต่อต้านริ้วรอย แต่รู้หรือไม่ว่าโคเอนไซม์คิวเทน อาจมีความสำคัญต่อร่างกายกว่าที่คุณคิด!!

โคเอนไซม์คิวเทน ไม่ใช่แค่บำรุงผิวให้สวยอ่อนเยาว์ ต่อต้านริ้วรอยก่อนวัย แต่โคเอนไซม์คิวเทนยังเป็นสารสำคัญต่อทั้งร่างกาย เพราะโคเอนไซม์คิวเทนคือสารอาหารต้านอนุมูลอิสระที่เป็น "แหล่งพลังงานของเซลล์" ทุกเซลล์ในร่างกาย จึงมีประโยชน์ต่อการทำงานของอวัยวะทุกๆส่วนในร่างกาย โดยเฉพาะอวัยวะที่ต้องการใช้พลังงานเยอะ อย่างหัวใจ ที่ต้องพลังในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงยังทุกส่วนของร่างกาย จึงต้องการคิวเท็นอย่างขาดไม่ได้ สรุปง่ายๆคือ ถ้าหากร่างกายขาด คิวเท็น นั่นหมายความว่า ร่างกายกำลังขาดแหล่งพลังงานที่สำคัญของเซลล์ ทำให้เซลล์ในร่างกายหยุดทำงาน ส่งผลต่ออวัยวะทุกส่วนในร่างกายได้รับผลกระทบนั่นเอง (คลิกเพื่ออ่าน >> ทำไมร่างกายขาดโคคิวเท็นไม่ได้)

ประโยชน์ของ โคเอนไซม์คิวเทน

  • ช่วยเพิ่มพลังงานให้เซลล์ในร่างกาย
  • เสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบหัวใจ
  • เสริมสร้างการทงานของระบบภูมิคุ้มกัน
  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ ต่อต้านการเกิดริ้วรอย
  • รักษาโรคเหงือก

เมื่ออายุมากขึ้น ระดับของ โคเอนไซม์คิวเทน จะลดลงไปเรื่อยๆ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการเกิดโรคต่างๆ เช่น

  • เสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและระบบหัวใจ
  • เสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์กินสัน
  • เสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์

เมื่อรู้แล้วว่า คิวเท็น สำคัญขนาดนี้ เรามาสำรวจกันว่าวันๆหนึ่ง เรารับประทานอาหารที่ทำให้ร่างกายได้รับปริมาณคิวเท็นเพียงพอแล้วหรือยัง ??

 

สารอาหาร

เนื้อแดง 3.4 กิโลกรัม

ต้องรับประทานเนื้อแดงถึงวันละ 3.4 กิโลกรัม ถึงจะได้รับคิวเท็น เพียงพอในหนึ่งวัน ซึ่งอาจจะฟังดูเป็นปริมาณที่เยอะมากๆ ดังนั้น ความจริงแล้วเราควรรับประทานแต่พอประมาณ พร้อมกับอาหารประเภทอื่นๆที่อุดมด้วยคิวเท็นด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เหมาะสมนะคะ

 

โคเอนไซม์คิวเทน

เนื้อไก่ 5.7 กิโลกรัม

 

 

ผักโขม

ผักโขม 50 กิโลกรัม

 

โคเอนไซม์คิวเทน

ปลาซาร์ดีน 120 กระป๋อง

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


ขาดวิตามินซี ทำให้ร่างกายมีอาการแบบนี้นี่เอง

ถ้ามีอาการแบบนี้... คุณอาจ ขาดวิตามินซี โดยไม่รู้ตัว !!

" จะรู้ได้อย่างไรว่า...

ร่างกาย ขาดวิตามินซี "

 

วิตามินซี หรือกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) พบได้ในผลไม้รสเปรี้ยวทุกชนิด มีมากที่สุดในผลมะขามป้อม โดยมะขามป้อม 100 กรัมมี วิตามินซี ประมาณ 1,700 มิลลิกรัม รองลงมาคืออะซโรลาเชอร์รี่ โดยอะซโรลาเชอร์รี่ 100 กรัมจะให้วิตามินซีประมาณ 1,600 มิลลิกรัม และยังพบได้ในผักใบเขียว มันฝรั่ง มะเขือเทศ โดยวิตามินซีที่ดีที่สุดคือวิตามินซีที่มาจากผลไม้ เพราะจะมีสารซีตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ (Citrus bioflavonoids) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งและช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของวิตามินซีได้ดี (คลิ้กเพื่ออ่านเพิ่มเติม วิตามินซีจากธรรมชาติ VS วิตามินซีสังเคราะห์ ) ซึ่งร่างกายของแต่ละคน มีความต้องการวิตามินซีที่แตกต่างกัน เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่และผู้สูงอายุมีความต้องการวิตามินซีที่มากกว่า และการที่ร่างกายขาดวิตามินซี ส่งผลให้ร่างกายมีอาการต่างๆได้มากมายกว่าที่คิด

อาการขาดวิตามินซี อาจก่อให้เกิดความผิดปกติในร่างกายได้ทั้งหลายอย่าง เพราะวิตามินซีเป็นวิตามินพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ส่งผลตั้งแต่ด้านผิวพรรณไปจนถึงเหงือกและฟัน โดยที่หลายคนอาจยังไม่รู้และมองข้ามความสำคัญของอาการเหล่านั้นไป วันนี้เรามาดูกันว่าอาการเบื้องต้นที่เป็นสัญญานว่าร่างกายของคุณกำลังขาดวิตามินซี มีอะไรบ้าง

ข้อควรระวังของวิตามินซี ก็คือ วิตามินซีมีคุณสมบัติเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ และเป็นวิตามินที่สลายตัวเร็วเมื่อตั้งทิ้งไว้ในอากาศ โดนแสง และความร้อน ทำให้พืชผักที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารต่างๆมักสูญเสียวิตามินซีไปได้ง่ายๆในระหว่างขั้นตอนการปรุงอาหาร  เช่น การหั่นผักแล้วล้างก็อาจะทำให้วิตามินซีละลายไปกับน้ำแล้ว หรือการนำไปต้มด้วยความร้อนก็สามารถทำลายวิตามินซีได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายของเราไม่สามารถผลิตและไม่สะมารถสะสมวิตามินซีไว้ได้นาน เพราะวิตามินซีละลายในน้ำและจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้ร่างกาของเรามีโอากาสที่จะขาดวิตามินซีได้ง่าย จึงมีการแนะนำให้รับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวันเพื่อป้องกันการ ขาดวิตามินซี นั่นเอง

 

 

ผิวแห้งกร้าน

ผิวแห้งกร้าน เพราะ ขาดวิตามินซี

วิตามินซี กับ ผิวพรรณ เป็นของคู่กัน คนส่วนมากรู้จักวิตามินซีในฐานนะของวิตามินบำรุงผิวพรรณ ช่วยให้ผิวกระจ่างใส นั่นเป็นเพราะว่าวิตามินซีมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างของชั้นผิวหนัง เมื่อชั้นผิวมีคอลลาเจนที่สมบูรณ์ ก็จะส่งผลให้ผิวพรรณมีความเต่งตึงเปล่งปลั่ง เป็นที่มาของผิวสวยเนียนนุ่ม และช่วยให้แผลต่างๆสมานได้เร็วขึ้น นอกจากนั้น วิตามินซียังเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระให้กับร่างกาย สามารถช่วยชะลอความเหี่ยวย่นที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ผิวหนังได้ดีอีกด้วย จึงเรียกได้ว่าวิตามินซีเป็นวิตามินคู่ผิวสวยที่ไม่ควรเลยจริงๆ

 

ขาดวิตามินซี

เลือดออก ขณะแปรงฟัน

นอกตากวิตามินซีจะส่งผลต่อผิวพรรณแล้ว วิตามินซียังเป็นตัวช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่เป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เช่น เหงือกและฟัน ดังนั้นหากร่างกาย ขาดวิตามินซี อาจส่งผลให้เหงือกและฟันไม่แข็งแรง เมื่อถูกการกระตุ้น เช่น การแปรงฟันแรงๆก็อาจะทำให้มีเลือดออกตามไรฟันได้ และการขาดวิตามินซีอาจทำให้มีเลือดออกตามไรฟัน  ส้นเลือดฝอยเปราะ หรือมีอาการเหงือกบวมได้

 

เป็นหวัด

เป็นหวัดง่าย เพราะขาดวิตามินซี

วิตามินซี มีความจำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยสร้างเม็ดเลือดขาว และป้องกันการเป็นหวัดได้อย่างดี นอกจากจะป้องกันแล้ว วิตามินซียังสามารถช่วยลดเวลาการเจ็บป่วยจากหวัดได้อีกด้วย ดังนั้น ควรรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย รวมถึงลดโอกาสการเป็นหวัด หรือเพิ่มปริมาณการรับประทานวิตามินซีในช่วงที่เป็นหวัด ก็สามารถช่วยให้หายเร็วขึ้นได้ด้วยนะคะ

เพื่อบรรเทาอาการหวัด รับประทานวิตามินซี 1,000 มิลลิกรัม วันละ 2 เวลา พบว่าจะช่วยลดระดับฮิสตามีนในเลือดลงถึงร้อยละ 40 ซึ่งฮิสตามีนเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการน้ำมูกน้ำตาไหลนั่นเอง

 

ขาดวิตามินซี

แผลหายช้า

บางคนอาจสงสัยว่า "แผลหายช้าเกี่ยวอะไรกับการขาดวิตามินซี ?" คำอธิบายง่ายๆก็คือ วิตามินซี เป็นสารสำคัญในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของผิวหนัง ถ้าผิวหนังมีปริมาณคอลลาเจนที่สมบูรณ์ก็จะทำให้ผิวมีความเต่งตึง และฟื้นฟูได้ดี แต่ถ้าผิวขาดคอลลาเจนก็จะส่งผลให้แผลหายช้าไปด้วยนั่นเอง

อาจมีคำถามต่อมาว่า งั้นเรารับประทานคอลลาเจนเข้าไปเลยไม่ได้หรอ ซึ่งการรับประทานคอลลาเจนนั้นสามารถทำได้ แต่การรับประทานคอลลลาเจนก็มักจะต้องรับประทานคู่กับวิตามินซีอยู่ดีเพราะวิตามินซีเป็นสารสำคัญที่ช่วยในการดูดซึมและช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สรุปง่ายๆก็คือ วิตามินซีมีความสำคัญต่อผิวหนังอย่างมาก ดังนั้น การได้รับวิตามินซีในปริมาณที่เพียงพอ จะมีส่วนช่วยให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนได้ตามปกติ และจะส่งผลให้ผิวฟื้นฟูได้เร็ว และช่วยให้แผลหายได้เร็วนั่นเอง

 

ประโยชน์ของวิตามินซี

  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย
  • ช่วยในการรักษาแผลสด แผลไหม้
  • ช่วยให้แผลผ่าตัดหายเร็วขึ้น
  • ช่วยรักษาอาการเลือดออกตามไรฟัน
  • ช่วยในการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
  • ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและธาตุเหล็ก
  • ต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง
  • ต่อต้านการเกิดโรคเกาต์
  • ลดความดันโลหิตสูง ลดคลอเลสเตอรอลชนิดเลว ลดไขมันในเลือด เพิ่มคลิเลสเตอรอลชนิดดี เพิ่มความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดขนาดเล็ก ป้องกันภาวะหลอดเลือดแข็งตัว โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ช่วยในการเปลี่ยนคอเลสเตอรอลไปเป็นน้ำดี ทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง จึงลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
  • เสริมสร้างระบบภูมิคุมกัน กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และต้านการหลั่งสารภูมิแพ้ (Histamine)
  • เพิ่มประสิทธิภาพของยาที่ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • ช่วยลดความดันเลือด
  • ลดการเกิดเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ

ศาสตราจารย์ ดร.ไลนัส พอลลิ่ง ผู้ศึกษาเรื่องวิตามินซี และได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ครั้ง แนะนำให้รับประทานวิตามินซีเพื่อช่วยเสริมสร้างถูมิคุ้มกัน บรรเทาความรุนแรงของโรคหวัด รวมทั้งลดระยะเวลาการป่วยจากโรคหวัด และยังมีส่วนช่วยในการลดการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกายอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าวิตามินซีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของอวัยวะในร่างกายมากกว่าที่คิด ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน เพราะวิตามินซีเป็นวิตามินที่สลายไปได้ง่ายและร่างกายของเราไม่สามารถผลิตวิตามินซีขึ้นมาเองได้ วิตามินซีที่รับประทานเข้าไปก็จะละลายในน้ำ ส่วนเกินก็จะถูกขับออกทางปัสสาวะเป็นประจำทุกวัน จึงไม่ต้องห่วงเรื่องการสะสมในร่างกาย ทำให้เราสามารถรับประทานวิตามินซีได้อย่างต่อเนื่องเป็นกระจำทุกวัน

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


เข่าเสื่อม คุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นหรือยัง ??

ผู้ที่มีความเสี่ยง เป็นโรค "เข่าเสื่อม"

หลายคนอาจเข้าใจว่า "เข่าเสื่อม" เป็นปัญหาสุขภาพที่ควรระวังเมื่อมีอายุมาก แต่ความจริงแล้ว โรคเข่าเสื่อมไม่ได้พบเฉพาะในผู้ที่สูงอายุเท่านั้น แต่ปัจจัยการใช้ชีวิตบางอย่างก็สามารถทำให้เกิดโรคเข่าเสื่อมในคนอายุน้อยๆได้เหมือนกัน เช่น การมีน้ำหนักตัวมากเกินไป การออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกมากๆ หรือการเป็นโรคเกี่ยวกับข้อเข่าอักเสบ หากคุณมีปัจจัยเหล่านี้อยู่ ก็ควรระวังปัญหาสุขภาพข้อเข่าด้วยเช่นกัน เพราะปัญหาโรคข้อเสื่อมสามารถป้องกันได้ และการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อม ก็เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติตั้งแต่เนิ่นๆโดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการก่อน ดังนั้น ในบทความนี้จะมีปัจจัยและพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมมาฝากกันค่ะ

 

อายุมากขึ้น

ผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการผลิตคอลลาเจนและน้ำหล่อลื่นบริเวณข้อต่อในร่างกายก็เริ่มลดลง ทำให้บริเวณข้อเข่าขาดน้ำหล่อลื่นที่จะช่วยลดแรงกระแทกระหว่างกระดูก เมื่อกระดูกเกิดการเสียดสีกันโดยตรงมากๆ จะเป็นสาเหตของข้อเข่าเสื่อมและทำให้เกิดอาการเจ็บปวดในที่สุด

 

น้ำหนักตัวมาก

ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก (BMI > 23)

ค่า BMI คือ ดัชนีที่ใช้ชี้วัดความสมดุลของน้ำหนักตัว
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
สูตรคำนวณค่า BMI
น้ำหนักตัว[Kg] / (ส่วนสูง[m] ยกกำลังสอง)
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
ถ้าคุณมีค่า BMI มากเกิน 23 ขึ้นไป แสดงว่ามีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐาน
การมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน จะทำให้เกิดบริเวณขาต้องรับน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ส่งผลให้เกิดแรงกดทับบริเวณข้อเข่ามากกว่าปกติ โดยเฉพาะผู้ที่มีปริมาณไขมันมาก และมีมวลกล้ามเนื้อน้อยจะยิ่งทำให้เกิดภาระบริเวณกระดูกมากยิ่งขึ้น เพราะโดยปกติแล้วกล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะสามารถช่วยส่งเสริมการรองรับน้ำหนักของกระดูกได้เมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหว แต่หากร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อน้อย แต่มีน้ำหนักมากและเป็นน้ำหนักที่เกิดจากไขมันเป็นส่วนใหญ่ จะทำให้กระดูกต้องรับภาระในการรับน้ำหนักตัว โดยเฉพาะกระดูกบริเวณเข่า 
ทำให้เกิดการเสียดสีของกระดูกบริเวณข้อเข่ามากกว่าปกติ จึงอาจทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมและมีอาการปวดข้อเข่าได้ ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเข่าเสื่อม ควรรักษาน้ำหนักตัวให้มีความสมดุล และออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นประจำ เสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเพื่อช่วยในการเคลื่อนไหวร่างกาย และลดแรงเกินทับจากน้ำหนักตัวที่มากเกินไป อย่างไรก็ตาม การเลือกวิธิออกกำลังกายที่เหมาะสมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากๆ ติดตามได้ในหัวข้อต่อไปนะคะ

 

ออกกำลังกายหนัก

ผู้ที่ออกกำลังกายที่มีการกระแทกมาก เสี่ยง เข่าเสื่อม

แน่นอนว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ และเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติเพื่อสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม แต่เลือกวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมก็มีความสำคัยไม่แ้กัน เพราะการออกกำลังกายบางประเภททอาจทำให้เกิดแรงกระแทกมากเกินไป เช่น การวิ่ง การยกน้ำหนัก อาจทำให้เกิดแรงกดทับบริเวณข้อต่อมากกว่าปกติ โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินมาตรฐาน ควรเลือกออกกำลังกายเบาๆก่อน ไม่ควรเริ่มด้วยการวิ่งเร็วๆ เพราะอาจทำให้เกิดแรงกดทับบริเวณข้อเข่ามากเกินไปจนอาจทำให้เกิดอากการปวดบริเวณข้อเข่าหากทำเป็นประจำ ดังนั้น ผู้ที่ต้องการออกกำลังกายประเภทนี้ ควรใช้อุปกรณ์ที่ช่วย Support บริเวณข้อเข่า และออกกำลังกายแต่พอดี ไม่หักโหมมากจนเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรค เข่าเสื่อม ส่วนผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อต่ออักเสบ หรือ ข้อเสื่อมอยู่แล้ว สามารถเลือกวิธีการออกกำลังกายทางน้ำได้ เพราะน้ำจะช่วยพยุงร่างกายและลดแรงกระแทกได้ดี แต่ยังคงช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ดีเช่นกัน การออกกำลังกายทางน้ำ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการออกกำลังกายแต่กลัวปัยหาเรื่องแรงกระแทก

นอกจากนี้พฤติกรรมการนั่งพับเพียบ การนั่งคุกเข่าเป็นเวลานานๆต่อเนื่องเป็นประจำ ก็ทำให้เกิดแรงกดทับได้มากเช่นกัน หากทำเป็นประจำก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเข่าเสื่อมได้เช่นกัน

 

เข่าเสื่อม

ผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์ เกาต์

ผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์ เกาต์ มักมีอาการปวดบริเวณข้อเข่า เนื่องจากการอักเสบบริเวณข้อ ซึ่งโรครูมาตอยด์และโรคเกาต์มีความแตกต่างกันคร่าวๆ ดังนี้

โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) เกิดขึ้นจากความผิดปกติของระบบภูมิต้านทานอย่างหนึ่ง ที่ไปทำลายและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อและกระดูกรอบข้อ ส่งผลให้เกิดอาการปวดได้ทุกจุดของร่างกาย ทั้งข้อนิ้วมือ ข้อไหล่ ข้อนิ้วเท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อไหล่ ข้อศอก

โรคเกาต์ (Gout) เกิดจากการที่ร่างกายสะสมกรดยูริก (Uric Acid) มากเกินไป และไม่สามารถขับกรดยูริกส่วนเกินออกได้ จึงตกผลึกตามข้อและอวัยวะต่าง ๆ ส่วนมากพบว่ามีอาการปวดในบริเวณส่วนล่างของร่างกาย โดยเฉพาะข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า นิ้วเท้า ข้อเท้า และข้อเข่า

ผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบ มักพบกับอาการปวดบริเวณข้อได้ง่ายอยู่แล้ว เมื่อบริเวณข้อมีการอักเสบเป็นประจำหรือเป็นเรื้อรังนานๆ ก็อาจะส่งผลให้เกิดโรคเข่าเสื่อมได้เช่นกัน ดังนั้น ตวรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาให้หาย เพื่อลดความเสี่ยงในการปวดเรื้อรัง

 

เข่าเสื่อม

สารสกัดที่ช่วยบำรุงข้อ ลดความเสี่ยง เข่าเสื่อม และลดอาการปวดข้อ

UC-II คือ คอลลาเจน Type II เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีส่วนช่วยในการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน บำรุงข้อต่อ เพิ่มน้ำหล่อลื่นบริเวณข้อต่อ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของกระดูกบริเวณข้อต่อได้
 สารสกัดจากขมิ้นชัน มีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการเจ็บปวดบริเวณข้อเข่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


แคลเซียม ต้องการแค่ไหนถึงเพียงพอ ?

แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่มีอยู่ในร่างกายมากกว่าแร่ธาตุอื่นๆ ซึ่งแคลเซียมจะทำงานร่วมกับฟอสฟอรัส เพื่อให้กระดูกและฟันแข็งแรง และแคลเซียมจะทำงานร่วมกับแมกนีเซียมเพื่อสุขภาพของหัวใจและเส้นเลือด แคลเซียมในร่างกายเกือบทั้งหมดจะสะสมอยู่ในกระดูกและฟันร้อยละ 20 ของแคลเซียมในกระดูกของผู้ใหญ่ จะถูกย่อยสลายและสร้างใหม่ทุกปี และการดูดซึมแคลเซียมจะต้องอาศัยวิตามินดีเป็นตัวช่วยในการดูดซึม

ร่างกายจะสะสม แคลเซียม ตั้งแต่ในช่วงวัยเด็ก และจะสะสมแคลเซียมได้มากที่สุดในช่วงวัยรุ่น ผู้หญิงจะมีแคลเซียมมากถึง 90% ในช่วงอายุ 18 ปี ในขณะที่ผู้ชายจะมีแคลเซียมถึง 90% ในช่วงอายุประมาณ 20 ปี โดยทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะมีการสะสมแคลเซียมสูงที่สุดในช่วงวัย 30 ปี แต่เป็นที่น่าเสียดายที่หลังจากอายุ 30 เป็นต้นไป ร่างกายจะไม่มีการสะสมแคลเซียมแล้ว นั่นหมายความว่า หากอาหารที่รับประทานเข้าไปมีปริมาณแคลเซียมไม่เพียงพอก็จะส่งผลให้กระดูกเริ่มผุ ยิ่งไปกว่านั้น ในวัยหลังหมดประจำเดือน 5-7 ปี ผู้หญิงจะมีการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูกประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งอาจสูงถึง 20% ของมวลกระดูกทั้งหมด

การขาดแคลเซียม ไม่เพียงแต่จะทำให้กระดูกพรุน แต่จะส่งผลให้เลือดไหลไม่หยุด ทำให้กล้ามเนื้อวัยต่อการกระตุ้น อาจทำให้เกิดอาการชักเกร็ง หัวใจผิดปกติ เป็นตระคิว ไตทำงานผิดปกติ และทำให้การดูดซึมแร่ธาตุต่างๆผิดปกติ

 

แคลเซียม

แคลเซียม สำหรับอายุ 1-30 ปี

ถือเป็นวัยที่โชคดีเพราะร่างกายยังสามารถสะสมแคลเซียมได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงอายุ 30 ปี โดยเฉพาะเด็กๆที่รับประทานแคลเซียมเข้าไป เช่น จากนมหรืออาหาร ร่างกายก็จะนำแคลเซียมนั้นไปเก็บไว้ก่อน และเมื่อร่างกายต้องการใช้แคลเซียมเมื่อไรก็จะสามารถนำออกมาใช้ได้ และค่อยสะสมแคลเซียมเข้าไปใหม่โดยการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเข้าไปใหม่ ในช่วงอายุ 1-30 ปี ร่างกายต้องการแคลเซียม 800-1,000 มิลลิกรัม

 

วัยทำงาน

แคลเซียม สำหรับอายุ 30 ปีขึ้นไป

หลังจากอายุ 30 ปีขึ้นไป เป็นที่น่าเสียดายที่ร่างกายจะไม่สามารถเก็บสะสมแคลเซียมในร่างกายได้อีกต่อไป นั่นหมายความว่าร่างกายควรจะได้รับแคลเซีนมในทุกๆวันอย่างเพียงพอ โดยต้องการวันละ 1,000 มิลลิกรัม

 

สุขภาพ

แคลเซียมสำหรับอายุประมาณ 50 ปี

เมื่ออายุประมาณ 50 ปี หรือที่เรียกกันว่าเข้าสู่ช่วงวัยทอง ร่างกายจะต้องการแคลเซียมในปริมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัม ผู้ที่อยู่ในวัยนี้ควรหมั่นตรวจมวลกระดูกเป็นประจำ  และยังเป็นช่วงที่ต้องระวังในการทำกิจกรรมต่างๆที่อาจมีการกระแทกรุนแรง เพราะหากที่ผ่านมาร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ อาจทำให้กระดูกไม่แข็งแรงและเกิดการเปราะหักได้ง่าย

 

แคลเซียม

แคลเซียมสำหรับอายุ 50 ปีขึ้นไป และคุณแม่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

เมื่ออายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ควรรับประทานแคลเซียมให้ได้วันละ 1,200 มิลลิกรัม เพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูกมากขึ้น และที่สำคัญคือเป็นการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน

กระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่กระดูกมีความแข็งแรงลดลง ส่งผลให้กระดูกแตกหักได้ง่ายกว่าปกติ แม้ได้รับแรงกระแทกเล็กๆน้อยๆก็อาจเกิดการแตกหักที่กระดูกได้ จึงเป็นโรคที่สร้างความเจ็บปวดได้มากและอาจมีการกดทับเส้นประสาทได้ ซึ่งจะยิ่งทำให้มีอาการเจ็บมากขึ้นไปอีก ดังนั้น ทุกเพสทุกวัยควรดูแลกระดูกด้วยการรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายอยู่เสมอ โดยเฉพาะวัย 50 ปีเป็นต้นไปที่ต้องการปริมาณแคลเซียมมากกว่าคนในวัยอื่นๆ และร่างกายมีประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลงเรื่อยๆ จึงต้องหมั่นเติมแคมเซียมให้ร่างกายอย่างเพียงพอ

นอกจากนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ก็ควรรับประทานแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัมด้วย เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการนำแคลเซียมไปใช้ในการสร้างน้ำนมมากขึ้นด้วย

 

แคลเซียม

 

หลายๆคนอาจจะรู้จัก "แคลเซียม" ในฐานะของส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟันและจำเป็นต่อการคงสภาพปกติของกระดูกและฟัน แต่นอกจากจะเป็นสารที่จำเป็นต่อกระดูกและฟันแล้ว แคลเซียมยังมีประโยชน์อย่างมากต่อระบบอื่นๆในร่างกาย เช่น

  • มีส่วนช่วยในการแข็งตัวตามปกติของเลือด
  • มีส่วนช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากเมตาบอลิซึมตามปกติ
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของกล้ามเนื้อ
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของสารสื่อประสาท
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของเอนไซม์ในระบบย่อยอาหาร
  • มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • มีส่วนช่วยให้จังหวะการเต้นของหัวใจเป็นปกติ
  • ช่วยในการเผาผลาญธาตุเหล็กของร่างกาย
  • ช่วยในการควบคุมน้ำหนัก
  • บรรเทาอาการนอนไม่หลับ

 

แหล่งธรรมชาติที่ดีที่สุด

คือ นมและผลิตภัรฑ์จากนมทุกชนิด ชีส ถั่วเหลือง เต้าหู้ ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ถั่วลิสง วอลนัท เมล็ดทานตะวัน ถั่วแห้ง ผักเคล กะหล่ำใบเขียว

 

สารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียม

การรับประทานแคลเซียมนั้นจะดูดซึมได้ดีมากขึ้น หากรับประทานร่วมกับ "โบรอน" (Boron)

 

สารที่ลดการดูดซึมแคลเซียม

แอลกอฮอลล์ จะขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม ลดการกระตุ้นวิตามินดีที่ตับ และเร่งการขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะ

กาแฟ เพราะเครื่องดื่มที่มีสารกาเฟอีนจะขับแคลเซียมออกจากกระแสเลือด โดยกาแฟเพียง 1 แก้ว จะมีผลต่อการสูญเสียแคลเซียมถึง 2-3 มิลลิกรัม

น้ำอัดลม มีกรดฟอสฟอริกและกรดคาร์บอนิกที่ทำให้เกิดฟอง ทำให้เลือดเป็นกรด และส่งผลให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมในที่สุด

อาหารรสเค็มจัด เพราะจะทำให้ร่างกายเริ่มกำจัดเกลือออกทางปัสสาวะ ซึ่งจะเป็นการขับแคลเซียมออกไปจากร่างกายด้วย

ธัญพืชที่มีสารไฟเตตสูง จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม จึงไม่ควรรับประทานแคลเซียมพร้อมกับอาหารที่มีสารไฟเตตสูง

อาหารมีฟอสฟอรัสสูง เช่น ตับ เพราะเมื่อร่างกายต้องการจะรักาาสมดุลของฟอสฟอรัส ก็จะทำการขับแคลเซียมออก

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไมคนไทย... ถึงเสี่ยงกระดูกพรุน มากกว่าชาติใดในโลก

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


CoQ10 กับ 4 ความเสี่ยงเมื่อร่างกายขาด

โคคิวเท็น สำคัญต่อหัวใจขนาดไหน ?

ทำไมร่างกายขาดโคคิวเท็นไม่ได้

 

โคคิวเทน (CoQ10) คืออะไร?

หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ "CoQ10" อยู่บ่อยๆ แต่ยังสงสัยว่ามาจากอะไร ซึ่งตัว Q มาจากสารชื่อควิโนน ส่วน 10 มาจากจำนวนของสารไอโซพรีนิลที่มาเกาะกับควิโนน และเป็นตัวช่วยการทำงานของเอนไซม์จึงเรียกว่า โคเอนไซม์

คุณสมบัติของโคเอนไซม์คิวเท็น คือ ละลายได้ดีในไขมัน มีหน้าที่ในการสร้างพลังงานให้แก่เซลล์ พบว่า 95% ของพลังงานที่ร่างกายมนุษญ์สร้างขึ้นต้องใช้โคเอนไซม์คิวเทน ร่างกายสามารถสร้างโคเอนไซม์คิวเทนขึ้นเองได้โดยอาศัยกรดอะมิโนฟีนิลอะลานีนหรือไทโรซีนตัวใดตัวหนึ่งจากอาหารจำพวกโปรตีน และวิตามินบี 6 อาหารที่เป็นแหล่งของโคเอนไซม์คิวเทน เช่น ปลา ไก่ เนื้อ น้ำมันถั่วเหลือง ไข่ ผัก

โคเอนไซม์คิวเทน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง สามารถช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ที่กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งปกติจะต้องใช้พลังงานอย่างมากเพราะเป็นส่วนที่ช่วยสูบฉีดระบบไหลเวียนโลหิตไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย โคเอนไวม์คิวเทนช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้แก่เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ลดอนุมูลอิสระ และยังมีบทบาทในการช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ป้องกันริ้วรอย และชะลอการแก่ก่อนวัย รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย โคคิวเท็น มีความสำคัญมากต่อกระบวนการส้รางพลังงาน ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายของเรา ดังนั้น หากร่างกายขาดโคคิวเท็น ร่างกายก็จะหยุดทำงานทันที

เมื่อเราอายุมากขึ้น ระดับของโคคิวเท็นจะลดลง ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการเกิดโรคหลายชนิด โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับความชรา นอกจากนี้ การรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ความเครียด และการติดเชื้อ อาจส่งผลให้ร่างกายมีปริมาณโคคิวเท็นน้อยลงอีกด้วย

(คลิ๊กเพื่ออ่าน >> อาหารที่อุดมด้วยโคคิวเท็น)

รู้หรือไม่... การปรุงอาหารด้วยความร้อนทำลาย CoQ10 14-32%

การปรุงอาหารให้สุกผ่านความร้อนนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคและลดความเสี่ยงที่จะนำเชื้อต่างๆเข้าสู่ร่างกาย แต่รู้หรือไม่ว่าการปรุงอาหารโดยใช้ความร้อน นอกจากจะทำลายเชื้อโรคแล้ว ยังทำลายสารโคเอนไซม์คิวเทนให้ลดน้อยลงไปถึง 14-32% เลยทีเดียว ดังนั้น การรับประทานอาหารที่ผ่านการปรุงสุกด้วยความร้อนเป็นเวลานานๆอาจทำให้โคเอนไซม์คิวเทนที่อยู่ในอาหารสลายไปหมด เช่น การต้มหรือทอดนานๆ

 

"4 ความเสี่ยงเมื่อร่างกายขาด CoQ10"

 

ระบบหัวใจ

1. เสี่ยงต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับ "หลอดเลือดและระบบหัวใจ"

หัวใจเป็นอวัยวะที่ต้องใช้พลังงานอย่างมาก และโคคิวเท็นก็เป็นสารที่ช่วยสร้างพลังงานให้กับเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ ดังนั้น เมื่อร่างกายขาดโคคิวเทนแน่นอนว่าจะส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบหัวใจที่ลดลง ทำให้กระบวนการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆน้อยลงและอาจก่อให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ในที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าโคคิวเทนมีส่วนลดการก่อตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด และช่วยให้ผนังหลอดเลือดยืดหยุ่นได้ดี จึงมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดได้

 

ยาสเตติน

นอกจากนี้ ยาในกลุ่มสเตตินที่ผู้คนนับล้านรับประทานเพื่อลดระดับคอเลสเตอรอลซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของโรคหัวใจ ทำให้ระดับโคคิวเท็นในร่างกายลดลง ซึ่งหมายความว่า มีผู้คนนับล้านที่รับประทานยากลุ่มสเตตินเพื่อลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ แต่ยานี้อาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจด้วยเช่นกัน ดังนั้น สำหรับผ฿้ที่รับประทานยาในกลุ่มสเตติน ควรรับประทานโคคิวเท็นเสริมด้วย

 

เซลล์ในร่างกาย

2. เสี่ยงต่อ "เซลล์ในร่างกาย หยุดทำงานทันที"

โคคิวเท็น เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่พบได้ในทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิต และมีความสำคัญมากต่อกระบวนการสร้างพลังงานระดับเซลล์ หรือ เอทีพี (ATP) ให้กับทุก ๆ เซลล์ในร่างกาย ดังนั้น หากร่างกายขาดโคคิวเทนก็จะส่งผลให้เซลล์นั้น ๆ ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ โคคิวเท็นยังมีคุณสมบัติหลายอย่างคล้ายกับวิตามินอี ช่วยเพิ่มพลังงาน เสริมการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ เช่น ระบบหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกัน

 

พาร์กินสัน

3. เสี่ยงต่อการเกิด "โรคพาร์กินสัน"

โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ โดยเฉพพาะเซลล์ประสาทบริเวณสมอง ทำให้เซลล์สมองของการควบคุมประสาทการเคลื่อนไหวเสื่อมลง ซึ่งโคคิวเทนจะไปช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระที่จะไปทำลายเซลล์สมอง ดังนั้นจึงช่วยลดการเสื่อมของเซลล์และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคพาร์กินสัน

การศึกษาจากสถาบันโรคทางประสาทและโรคหลอดเลือดสมองแห่งชาติ (National Institute of neurological Disorders and Stroke) ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สรุปว่า โคคิวเท็น ช่วยชะลออาการผิดปกติและการดำเนินโรคในโรคพาร์กินสันได้ แม้จะยังต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันต่อไป แต่ก็ถือเป็นการค้นพบครั้งใหญ่

 

CoQ10

4. เสี่ยงต่อการเกิด "โรคอัลไซเมอร์"

เซลล์สมองต้องการพลังงานมาก และแน่นอนว่าสารที่ช่วยในการสร้างพลังงานให้กับเซลล์สมองได้ดีก็คือโคคิวเทนนั่นเอง นอกจากนี้โคคิวเทนยังช่วยต้านอนุมูลอิสระรอบๆผนังเซลล์ ไม่ให้เข้าไปทำลายดีเอ็นเออีกด้วย ดังนั้นการที่ร่างกายขาดโคคิวเทนจะทำให้เซลล์สูญเสียตัวช่วยสร้างพลังงาน ส่งผลให้สมองล้าและเสียหาย ก่อให้เกิดอาการของโรคอัลไซเมอร์ในที่สุด

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


วิตามิน VS ยา ต่างกันอย่างไร? จำเป็นแค่ไหน?

วิตามิน และ ยา จำเป็นแค่ไหน ทำไมต้องเสริม ?

 

วิตามิน

วิตามิน คืออะไร ?

วิตามิน คือ สารที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราอยู่แล้ว และเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายที่ขาดไม่ได้ ถ้าร่างกายขาดวิตามินจะมีอาการผิดปกติขึ้นกับร่างกายแสดงออกมาให้เห็นทันที เช่น มีเลือดออกตามไรฟัน เป็นอาการของการขาดวิตามินซีในร่างกาย หรือมีอาการเล็บเปราะหักง่าย เกิดจากขาดไบโอติน ดังนั้น เมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติต่างๆเกิดขึ้น อาจใช้วิธีการตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุของการขาดวิตามินได้ เพื่อทำการรับประทานวิตามินเสริมเข้าไป

ร่างกายของมนุษย์จำเป็นต้องมีสารต่างๆประกอบอยู่ในร่างกาย เช่น โปรตีน น้ำตาล วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ดังนั้น การได้รับวิตามินที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจึงเป็นที่จำเป็นมากๆ เพราะวิตามินสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูสุขภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับและไต ต่างกับการใช้ยาที่หากใช้ติดต่อกันเป็นประจำ อาจส่งผลเสียต่อตับและตาหรือร่างกายในส่วนอื่นๆได้

วิตามินสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ

  1. วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 7 บี 9 บี 12 และวิตามินซี โดยวิตามินชนิดนี้จะสามารถอยู่ในร่างกายได้ 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการดูดซึมไปใช้งานก็จะถูกขับออกทางไต โดยการปัสสาวะนั่นเอง ดังนั้น วิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ จะมีโอกาสสะสมในร่างกายน้อยมาก จึงไม่ค่อยมีผลข้างเคียง
  2. วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ซึ่งจะละลายได้ในไขมันเพื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่สามารถขับออกทางปัสสาวะได้ หากได้รับวิตามินเหล่านี้มากเกินไป อาจเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ ผูที่รับประทานวิตามินชนิดนี้จึงควรมีช่วงที่หยุดรับประทานบ้าง เพื่อไม้ให้เกิดการสะสมในร่างกายมากจนเกินไป

วิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายบางชนิดตวรได้รับทุกวัน เช่น วิตามินซี (คลิ้กเพื่ออ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิตามินซี) และวิตามินบี ซึ่งเป็นวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ หลังจากดูดซึมไปใช้งานแล้ว จะถูกกำจัดออกทางปัสสาวะ ไม่สะสมในร่างกาย จึงสามารถรับประทานเป็นประจำทุกวันได้อย่างปลอดภัย

 

วิตามิน

วิตามิน เป็นอาหารเสริม ไม่ใช่อาหารหลัก

ถึงแม้ว่าการได้รับวิตามินอย่างเพียงพอและเหมาะสมจะสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกายได้ แต่การรับประทานวิตามินก็ไม่สามารถมอบสารอาหารอันหลากหลายได้เหมือนอาหารจานหลักจากอาหารมื้อต่างๆที่รับประทานเป็นประจำทุกวัน แต่วิตามินสามารถช่วยเสริมในส่วนที่ร่างกายขาดได้ หากเลือกรับประทานอย่างเหมาะสม

วิตามินจำเป็นหรือไม่?

หากย้อนกลับไปสัก 10-20 ปีก่อน ที่ผักผลไม้และแหล่งอาหารต่างๆยังอุดมสมบูรณ์ด้วยแหล่งที่มาจากธรรมชาติ ไม่มีการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ ไม่มีมลพิษและแหล่งน้ำยังไม่เน่าเสียเหมือนในปัจจุบัน ทำให้สารอาหารต่างๆในอาหารแตละชนิดนั้นมีความสมบูรณ์ การรับประทานครบ 5 หมู่ในทุกๆวันก็อาจจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่ในความเป็นจริงของสมัยนี้ที่มีการใช้สารเคมี และกรรมวิธีต่างๆในการปรุงอาหารนั้นส่งผลให้สารอาหารต่างๆในอาหารนั้นลดน้อยลง ทำให้การรับประทานอาหารในแต่ละวันอาจไม่เียงพออีกต่อไป ดังนั้น การรับประทานวิตามินเสริมจึงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก

ถึงแม้ว่าวิตามินจะไม่สามารถทดแทนอาหารจานหลักได้ แต่วิตามินและแร่ธาตุเสริม 1 เม็ด มักจะอัดแน่นด้วยปริมาณแร่ธาตุและสารอาหารที่คนปกติอาจไม่สามารถรับได้จากการรับประทานอาหารเพียง 1 มื้อหรือ 1 วันเพื่อให้ได้สารอาหารเหล่านั้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เช่น ต้องกินฟักทอง 1 ผลเพื่อให้ได้เบตาแคโรทีน 2 มิลลิกรัม เท่ากับการรับประทานเบตาแคโรทีน 1 เม็ด ซึ่งคนปกติอาจไม่สามารถรับประทานฟักทองได้ถึง 1 ผล

วิตามินเป็นเกราะป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ

สามารถอธิบายง่ายๆได้ว่า สารอนุมูลอิสระ (Free Radicals) คือ ออกซิเจนรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีโครงสร้างไม่เสถียร ว่องไว ทำให้สามารถสร้างพันธะกับสารอื่นๆได้อย่างรวดเร็ว แต่จะเป็นการทำให้สารเหล่านั้นเกิดการเสื่อมสภาพ หรือที่เรียกว่า "ออกซิเดชั่น" และเมื่อร่างกายเกิดออกซิเดชั่นขึ้นมากๆก็จะส่งผลให้ร่างกายเกิดความเสื่อม ทำลายเม็ดเลือด ทำลายอวัยวะต่างๆ และเป็นสาเหตุของริ้วรอยแห่งวัยต่างๆนั่นเอง ดังนั้น สารอนุมูลอิสระเปรียบเสมือนยาพิษซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสภาวะที่ร่างกายของเราไม่ชอบ เช่น นอนดึก นอนไม่พอ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือเจอกับมลภาวะเยอะๆ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ถึงแม้ว่าอนุมูลอิสระไม่ทำให้เกิดโรคในทันที แต่ก็เป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพในระยะยาว

วิตามินและเกลือแร่ เป็นเกราะป้องกันอนุมูลอิสระที่ดีและจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก การเสริมวิตามินและเกลือแร่ให้กับร่างกายอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญและขาดไม่ได้

 

ยา

ยา คืออะไร?

ยา คือสิ่งที่ร่างกายไม่มี ยาส่วนใหญ่ผลิตจากสารเคมี เช่น ยาพาราเซตามอล ร่างกายเราไม่สามารถผลิตยาเองได้ ดังนั้น ยาจึงไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในภาวะร่างกายปกติ ในทางกลับกัน ยามีไว้ใช้รักษาอาการผิดปกติของร่างกายที่มีอาการรุนแรง เช่น อาการปวดหัว ต้องได้รับยาพาราเซตามอลที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ซึ่งยามีการออกฤทธิ์ที่เร็ว สามารถระงับอาการต่างๆได้ แตกต่างจากการรับประทานอาหารเสริมที่จะเข้าไปช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกาย

 

ยา

หลักการใช้ยา

เมื่อรับประทานยาครบตามที่แพทย์สั่ง หรือใช้ยารักษาจนหายแล้ว ต้องหยุดใช้ยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพราะยาบางชนิดไม่สามารถรับประทานต่อกัยเป็นระยะเวลานาน เพราะยาเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่ในร่างกายเราตามธรรมชาติ หากหายแล้วยังรับประทานยาต่อไปเรื่อยๆอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เพราะยาส่วนใหญ่ผลิตจากสารเคมี ซึ่งมีโอกาสที่จะสะสมในร่างกายได้ค่อนข้างมากหากใช้เป็นประจำ อาจส่งผลเสียต่ออวัยวะในร่างกาย เช่น ตับ ไต สมองได้

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


คอนแทคเลนส์ กับ 4 ข้อควรรู้ก่อนใส่ เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดี

อย่ามองข้ามการดูแล "คอนแทคเลนส์"

เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดี

 

"คอนแทคเลนส์" (Contact Lens) มีความสำคัญแทบจะเป็นปัจจัยที่ 5 ของบางคนเลยทีเดียว โดยเฉพาะผู้ที่มีสายตาสั้น ถ้าไม่ใส่แว่น ก็คงต้องใส่คอนแทคเลนส์กันทุกวัน แต่รู้หรือไม่ว่าคอนแทคเลนส์ที่เราใส่กันอยู่ทุกวันมีวิธีการดูแลและข้อควรระวังอะไรบ้าง ??

ประเภทของคอนแทคเลนส์ แบ่งตามวัสดุที่ใช้

  • คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง ผลิตด้วย PMMA ซึ่งเป็นคอนแทคเลนส์รุ่นแรกๆของโลก คอนแทคเลนส์ชนิดนี้มีข้อเสียที่ไม่ยอมให้อ๊อกซิเจนผ่าน ปัจจุบันจึงเลิกใช้ไปแล้ว เพราะในปัจจุบันมีการคิดค้นวัสดุที่ใช้ผลิตคอนแทคเลนส์ชนิดแข็งที่ยอมให้อ๊อกซิเจนผ่านได้ดี ซึ่งส่งผลให้ใช้งานได้ดีกว่า
  • คอนแทคเลนส์ชนิดแข็งที่ยอมให้อ๊อกซิเจนผ่านได้ดี (Rigid Gas Permeable Contact Lens, RGP) แน่นอนว่าพัฒนาต่อมาจากคอนเทคเลนส์ชนิดแข็งในยุคแรกๆ แต่คอนแทคเลนส์ชนิดนี้ก็ยังมีข้อเสียคือผู้ใส่รู้สึกระคายเคืองตามากกว่าการใส่คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มในช่วงแรก แต่มีคุณสมบัติบางอย่างที่ดีกว่าคอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม เช่น ยอมให้อ๊อกซิเจนผ่านได้ดี มีความคมชัดในการมองเห็นดีกว่า ทำให้ตาแห้งน้อยกว่า และสามารถแก้ไขปัญหากระจกตาบิดเบี้ยวได้ดีกว่า ซึ่งมีอายุการใช้งานที่นานกว่าและประหยัดกว่าในระยะยาว
  • คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มไฮโดรเจล เป็นวัสดุที่ใช้ผลิตคอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
  • คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มวัสดุซิลิโคนไฮโดรเจล เป็นวัสดุใหม่ล่าสุดสำหรับคอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม มีคุณสมบัติที่ดีคือยอมให้อ๊อกซิเจนผ่านสูงกว่า 97% ส่งผลให้ดีต่อสุขภาพตามากกว่า

ประเภทของคอนแทคเลนส์ แบ่งตามลักษณะการใช้งาน

  • แบบใส่เฉพาะตอนตื่น และถอดก่อนนอน ผู้ใส่จะต้องถอดเลนส์ก่อนนอนเสมอ ซึ่งเป็นคอนแทคเลนส์ชนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
  • แบบใส่ต่อเนื่องนาน 6 วันโดยไม่ต้องถอด  การใส่เลนส์นอนสามารถทำได้กับเลนส์บางรุ่นเท่านั้นและทำให้มีความเสี่ยงต่อดวงตาติดเชื้อสูงขึ้นกว่าการถอดเลนส์ก่อนนอนอย่างมาก
  • แบบใส่ต่อเนื่องนาน 30 วันโดยไม่ต้องถอด ข้อเสียคือมีความเสี่ยงต่อดวงตาติดเชื้อสูงขึ้นกว่าการถอดเลนส์ก่อนนอนอย่างมาก

 

ด้วยความที่คนส่วนใหญ่มักจะเลือกใส่ คอนแทคเลนส์ แบบใส่เฉพาะตอนตื่น และถอดก่อนนอน เพราะฉะนั้น บทความนี้มี 4 ข้อควรรู้เกี่ยวกับตอนแทคเลนส์ชนิดนี้มากฝากกันค่ะ

ความสะอาด

1. ความสะอาด สำคัญที่สุด

ด้วยควมที่คอนแทคเลนส์ต้องสัมผัสกับดวงตาโดยตรง ความสะอาดในทุกๆขั้นตอน ตั้งแต่การเริ่มเปิดใช้งานจนถึงการล้างทำความสะอาดเมื่อใส่เสร็จนั้นสำคัญอย่างมาก เมื่อซื้อคอนแทคเลนส์มาครั้งแรก คอนแทคเลนส์จะถูกแช่มาในน้ำยาคนละชนิดกับน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ปกติ ดังนั้น หลังจากที่นำคอนแทคเลนส์ออกมาจากบรรจุภัณฑ์ครั้งแรก ต้องนำคอนแทคเลนส์มาล้างทำความสะอาดก่อน และแช่ในน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ทิ้งไว้อย่างน้อย 8 ชั่วโมง ก่อนนำมาใช้งานครั้งแรก ส่วนการใช้งานในครั้งต่อๆไปก็จำเป็นต้องล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ทุกครั้งก่อนใช้งานทุกครั้งด้วย

  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งด้วยสบู่ที่อ่อนโยน
  • เช็ดมือให้แห้งสนิทก่อนใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ เพื่อไม่ให้มีน้ำเปล่าไปสัมผัสกับเลนส์
  • ทำความสะอาดตลับใส่คอนแทคเลนส์ทุกวันและรอให้แห้งก่อนนำไปใช้ใส่เลนส์
  • เปลี่ยนตลับเลนส์ใหม่ทุกๆ 3 เดือนเป็นอย่างน้อย

 

วิธีสังเกต

2. วิธีสังเกต คอนแทคเลนส์ ก่อนใส่

การใส่คอนแทคเลนส์ จะต้องใส่ให้ถูกด้านเพื่อให้ความโค้งของคอนแทคเลนส์รับกับดวงตา แต่การจะใส่ให้ถูกด้านนั้น สำหรับคอนแทคเลนส์สีอาจสังเกตได้จากลายของคอนแทคเลนส์ แต่สำหรับของคอนแทคเลนส์ใส จะสังเกตจากสีของคอนเทคเลนส์ไม่ได้ แต่ก็ยังมีวิธีในการสังเกตจากรูปร่างลักษณะของเลนส์แทนได้

ก่อนใส่คอนแทคเลนส์ทุกครั้ง ควรสังเกตว่าคอนแทคเลนส์อยู่ในด้านที่ถูกต้องตามภาพหรือไม่ แค่นี้ก็ทำให้ใส่คอนแทคเลนส์ได้อย่างถูกต้อง ไม่ระคายเคืองดวงตา

อีกข้อสำคัญก่อนจะสวมใส่คอนแทคเลนส์ ควรตรวจสภาพความพร้อมของดวงตาก่อนว่าดวงตาของคุณอยู่ในสภาพปกติ พร้อมที่จะใส่คอนแทคเลนส์หรือไม่ เช่น หากมีอาการตาแดง ตาแห้งจนรู้สึกแสบตา ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์และปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาดวงตาให้เป็นปกติก่อน

 

อายุการใช้งาน คอนแทคเลนส์

3. อายุการใช้งานที่ถูกต้องของ คอนแทคเลนส์

ในกรณีที่ใช้คอนแทคเลนส์ที่มีอายุการใช้งานสำหรับ 1 เดือน ถึงแม้หลังจากเปิดใช้งานไม่ได้ใส่ทุกวัน แต่ให้เริ่มนับอายุการใช้งานครบรอบ 1 เดือน หลังจากวันแรกที่นำคอนแทคเลนส์ออกจากบรรจุภัณฑ์ หลังจากครบรอบ 1 เดือนแล้ว ควรเปลี่ยนคอนแทคเลนส์คู่ใหม่ทันที

ส่วนคอนแทคเลนส์รายวัน เป็นคอนแทคเลนส์แบบใช้แล้วทิ้ง โดยมีอายุการใช้งานที่เหมาะสมอยู่ที่ครั้งละไม่เกิน 8 ชั่วโมง ดังนั้น ผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์แบบรายวันหรือรายเดือนก็ตาม ควรใส่คอนแทคเลนส์ไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดี และไม่เป็นการรบกวนดวงตามากจนเกินไป

หากผู้ใส่คอนแทคเลนส์มีปัญหาตาแห้ง สามารถใช้น้ำตาเทียมหยอดตาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้ดวงตาและคอนแทคเลนส์ได้ และไม่ควรสวมใส่คอนแทคเลนส์ทั้งๆที่รู้สึกว่าตาแห้งมาก เพราะอาจทำให้เกิดการระคายเคืองได้ เช่น ผู้ที่รับประทานยากลุ่มวิตามินเอ จะมีผลข้างเคียงทำให้ผิวหนัง รวมถึงดวงตาแห้งมากกว่าปกติ จึงควรงดการสวมใส่คอนแทคเลนส์

 

คอนแทคเลนส์

4. คอนแทคเลนส์ ไม่ถูกกับ น้ำเปล่า

ถึงแม้ว่าเราจะสามารถใช้น้ำเปล่าชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากสิ่งต่างๆได้แทบทุกชนิด แต่ไม่ใช่สำหรับคอนแทคเลนส์นะคะ แน่นอนว่าทั้งก่อนและหลังการใส่คอนแทคเลนส์ทุกครั้ง และต้องล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ก่อนทุกครั้ง โดยจำเป็นต้องใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์โดยเฉพาะ ไม่ควรใช้อย่างอื่นแทน และไม่ควรให้คอนแทคเลนส์สัมผัสกับน้ำเปล่า เพราะน้ำเปล่าอาจมีสิ่งสกปรกปะปนและอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมกับการสัมผัสดวงตา ดังนั้น หลังการล้างมือรือล้างตลับคอนแทคเลนส์ก็ควรรอหรือเช็ดให้แห้งก่อนที่จะนำมือไปสัมผัสกับคอนแทคเลนส์

 

บำรุงสายตา

"ใช้สายตามาก บำรุงไม่ยากด้วย 4 พลังธรรมชาติ"

  • Astaxanthin (สารสกัดจากสาหร่ายสีแดง) ฟื้นฟูภาวะเสื่อมของจอตา กระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดฝอยในจอตา
  • Lutein (สารสกัดจากลูทีน) ช่วยกรองแสงสีฟ้า ปกป้องดวงตาจากแสงและอนุมูลอิสระ
  • Bilberry (สารสกัดจากบิลเบอร์รี่) ลดอาการเมื่อยล้าของดวงตาและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นในที่มืด
  • Vitamin E (วิตามินอี) คืนความชุ่มชื้นให้ดวงตา

มีสารสกัดจากธรรมชาติหลากหลายชนิดที่สามารถช่วยบำรุงสายตาได้ดี และยังช่วยลดอาการตาแห้งได้อีกด้วย เมื่อดวงตามีความชุ่มชื้นที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ใส่คอนแทคเลนส์ได้ดี ไม่มีอาการระคายเคือง

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคตาที่สัมพันธ์กับอายุ (Age-related eye diseases study) ของสถาบันจักษุแห่งชาติสหรัฐอเมริกา พบว่าการรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี, วิตามินอี, เบต้าแคโรทีน, ลูทีน และซีแซนทีน ในปริมาณสูงเพียงพอ สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

คลิ้กเพื่อดูผลิตภัณฑ์บำรุงสายตา

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm

 


บร็อคโคลี่ และคุณสมบัติดีๆที่ไม่ควรมองข้าม

เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยมักร้องยี๊!! เมื่อต้องรับประทานผักใบเขียวต่างๆ และผักสีเขียวยอดนิยมอีกหนึ่งอย่างก็คือ "บร็อคโคลี่" (Broccoli) ซึ่งเป็นผักในตระกูลกะหล่ำหรือคะน้าที่นิยมนำดอกอ่อนและก้านดอกมารับประทาน แต่รู้หรือไม่ว่า... การรับประทานบร็อคโคลี่แบบไหนจะได้ประโยชน์มากที่สุด และเราจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากการรับประทานผักชนิดนี้

บล็อคโคลี่ (Broccoli) อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายหลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินเค กรดโฟลิก โพแทสเซียม แคลเซียม กากใยอาหาร และยังเป็นผักที่มีโปรตีนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับผักชนิดอื่นๆ โดยบร็อคโคลี่ 100 กรัมให้พลังงานประมาณ 34 กิโลแคลอรี

 

บร็อคโคลี่

ทานดิบๆจะได้ประโยชน์มากที่สุด

หากต้องการได้รับสารอาหารและประโยชน์มากที่สุดจากบร็อคโคลี่ สามารถทานดิบๆได้เลย แต่อย่าลืมว่าการรับประทานผักหรือผลไม้ทุกชนิดต้องล้างให้สะอาดก่อนนะคะ ส่วนใครที่ไม่ไหวจะทนกับการรับประทานผักดิบๆ สามารถนำไปผ่านการปรุงได้ แต่ต้องไม่ผ่านกรรมวิธีปรุงอาหารที่มีระยะเวลานานเกินไป

 

บร็อคโคลี่

ต้นอ่อนของ บร็อคโคลี่ ช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้

ต้นอ่อนของบร็อคโคลี่ เป็นส่วนหนึ่งที่หลายๆคนน่าจะชอบรับประทานกันอยู่ ไม่เพียงแต่ความอร่อยที่ได้รับ แต่ยังอุดมด้วยคุณประโยชน์มากมายที่คุณอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน โดยต้นอ่อนของบร็อคโคลี่สามารถช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

มีการนำพืชหลายชนิดมาทำการวิจัยเพื่อค้นหาสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการต่อต้านโรคมะเร็ง ซึ่งแน่นอนว่าบร็อคโคลี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะจากการศึกษาพบว่าใบและลำต้นของ บร็อคโคลี่ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น สารประกอบในกลุ่มฟีนอลิก ซึ่งอาจช่วยลดการอักเสบและความเสียหายของเซลล์ต่างๆที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ นอกจากนี้ ในบร็อคโคลี่ ยังมีสารอินโดล-3-คาร์บินอล ซึ่งนักวิจัยคาดว่าอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย

 

วิตามินซี

บร็อคโคลี่ มีวิตามินซีและแคลเซียมสูงมาก

ด้วยวิตามินซีที่สูงมาก สามารถช่วยต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มภูมิคุ้มกัน บำรุงผิวพรรณ ช่วยบำรุงและรักษาสายตา และยังสามารถป้องกันการเกิดต้อกระจกได้อีก้ดวย เรียกได้ว่า บล็อคโคลี่เป็นผักที่มีประโยชน์มากมาย และไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ

คลิ้กเพื่ออ่าน >> วิตามินซีธรรมชาติ VS วิตามินซีสังเคราะห์

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


กระดูกพรุน ทำไมคนไทยมีความเสี่ยงมากกว่าชาติใดในโลก ?

รู้หรือไม่? อายุยิ่งมาก...ความหนาแน่นของมวลกระดูกยิ่งลด! ส่งผลให้เกิดโรค กระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่กระดูกบางลง หักง่าย เมื่อได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะกระดูกสะโพก กระดูกต้นขา หรือหลังโค้งงอ เนื่องจากกระดูกสันหลังยุบตัวเข้าหากัน ซึ่งพบมากในสตรีวัยหมดประจำเดือนและสูงอายุ เพราะขาดฮอร์โมนในการสร้างกระดูก

3 เหตุผลที่คนไทยอาจมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมากกว่าชาติอื่นๆ

กระดูกพรุน

กรรมพันธุ์ กระดูกพรุน ที่มากับผิวขาวของสาวเอเชีย

ถึงแม้ว่าประเภทผิว และจำนวนเม็ดสีของสาวเอเชียจะสามารถเอื้อต่อการดูดซึมวิตามินดีมากกว่าเชื้อชาติที่มีผิวคล้ำตามธรรมชาติ แต่จากการสำรวจพบว่าชาวเอเชียและคอเคเชียนมักมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าชาวแอฟริกัน อเมริกัน โดยกรรมพันธุ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

วิตามินดี

หนีแดดเพราะกลัวดำ พฤติกรรมหลบวิตามินดี

แสงแดดเป็นเหมือนศัตรูตัวร้ายของสาวๆที่อยากมีผิวขาว ก็จะพยายพามหลบแดดกันให้มากที่สุด เพราะกลัวรังสี UVA/UVB จะเผาผิวสวยให้เสียไป แต่จริงๆแล้วแสงแดดนั้นมีประโยชน์ดีๆที่ส่งผลถึงกระดูกเชียวนะ! ในแสงแดดยามเช้ายังมีวิตามินดีที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต รวมถึงเสริมสร้างกระดูกและฟันอีกด้วย ดังนั้น หากร่างกายขาดวิตามินดีก็จะส่งผลกระทบต่อกระบวนการของกระดูกและฟันในร่างกายไปด้วย

นอกจากนี้วิตามินดียังมีหน้าที่สำคัญในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immune System) การที่สาวๆหลบแดดก็เหมือนการหลบวิตามินดีไปด้วยนั่นเอง แทนที่จะหลีกเลี่ยงแดดตลอดเวลา ลองออกมาสัมผัสแสงแดดอ่อนๆยามเช้า เลือกช่วงเวลาที่แดดอ่อนๆพอนะคะ

 

แคลเซียม

อาหารโซเดียมสูงแคลเซียมต่ำ ทำแคลเซียมสลาย

อีกพฤติกรรมที่มีผลกระทบต่อระบบร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ "พฤติกรรมการรับประทาน" นั่นเอง ลองสังเกตพฤติกรรมการประทานอาหารของตัวคุณเองดูว่าชอบรับประทานอาหารแบบไหน ซึ่งอาหารจานโปรดของชาวไทยส่วนมากจะเป็นอาหารที่มีรสค่อนข้างจัด หนักเครื่องปรุง แม้จะมีผักหรือเนื้อสัตว์ที่ให้แคลเซียมอยู่บ้าง แต่ก็มีในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน สารอาหารที่มากับอาหารรสจัดมักจะเป็นโซเดียมปริมาณสูงซะมากกว่า ซึ่งนอกจากโซเดียมจะเป็นสาเหตุของโรคความดัน, ไตวาย, อัมพฤกษ์ อัมพาตแล้ว โซเดียมนี้จะกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกจากร่างกายทางเหงื่อและปัสสาวะ ทำให้นอกจากไม่ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอแล้ว ยังต้องสูญเสียแคลเซียมออกไปอีกด้วย หากสามารถหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด และทานนมจากถั่วเหลือง หรือแอลมอนด์เพิ่มเติมจากมื้ออาหาร ก็จะสามารถลดการสูญเสียแคลเซียมได้นะคะ และทางที่ดีนั้น ทุกเพศทุกวัยควรเลือกรับประทานอาหารที่มีโซเดียมไม่มาก และควรเป็นอาหารที่มีประโยชน์ เหมาะสมกับวัย เพื่อร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และแน่นอนว่าย่อมส่งผลไปถึงกระบวนการของกระดูกและฟันอีกด้วย

ในทางกลับกันหากคุณต้องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยลดโอกาสการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ คุณต้องรับประทานอาหารที่มี "แคลเซียม" การจะเสริมแคลเซียมให้กับร่างกายต้องรู้ก่อนว่าเราจะพบแคลเซียมได้จากอาหารประเภทไหนบ้าง ซึ่งเราสามารถพบแคลเซียมได้ในน้ำนม น้ำส้ม ปลา บรอกโคลี ถั่วเปลือกแข็ง งา สาหร่ายทะเล แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่มากพอถึงจะได้รับแคลเซียมที่เพียงพอในแต่ละวัน หรือง่ายกว่านั้นคือการเลือกรับประทานผลิตภัรฑ์เสริมอาหารที่มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบหลัก ก็สามารถช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมในปริมาณที่มากพอ ช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

ประมาณ 99% ของแคลเซียม ( คลิ้กเพื่ออ่านบทความเกี่ยวกับแคลเซียม ) ในร่างกายจะถูกนำไปใช้ในกระบวนการสร้างกระดูก ฟัน เล็บ และผม ทำให้กระดูกและฟันมีความหนาแน่นแข็งแกร่ง ส่วนแคลเซียมอีก 1% จะไหลเวียนอยู่ในเลือด ดังนั้น แคลเซียมจึงมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก และเป็นสารสำคัญในการช่วยลดโอกาสการเกิดโรคกระดูกพรุน

นอกจากนี้แคลเซียมในเลือดยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายๆด้าน เช่น

  • มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของมวลกล้ามเนื้อ
  • มีผลต่อสารสื่อประสาท
  • ป้องกันการไหลของเลือดเมื่อเกิดบาดแผล
  • มีผลต่อการเต้นของหัวใจ
  • ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้

ร่างกายจะเริ่มสะสมแคลเซียมในกระดูกตั้งแต่วัยเด็ก และจะสะสมมากที่สุดในช่วงวัยรุ่น ผู้หญิงจะมีแคลเซียมสูงถึง 90% เมื่ออายุ 18 ปี และผู้ชายในอายุ 20 ปี โดยทั้งสองเพศจะมีระดับแคลเซียมในร่างกายสูงสุดเมื่ออายุ 30 ปี หลังจากนี้จะไม่มีการสะสมแคลเซียมแล้ว หากร่างกายได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่มากพอกระดูกจะเริ่มผุ หลังจากผู้หญิงหมดประจำเดือนแล้ว 5-7 ปี ผู้หญิงจะมีการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูกประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งอาจสูงถึง 20% ของมวลกระดูกทั้งหมด

 

กระดูกพรุน

อย่าปล่อยให้ภัยเงียบจาก กระดูกพรุน เกิดขึ้นกับตัวคุณแล้วค่อยรักษา

ความหนาแน่นของมวลกระดูกนั้นจะลดน้อยลงไปตามกาลอายุ เมื่ออายุมากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และปัจจัยทางด้านฮอร์โมนต่างๆมักจะทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อยลงไปเรื่อยๆ ความต้องการของแคลเซียมเพิ่มขึ้นตามวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ดังนั้น การเสริมแคลเซียม ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ อย่าปล่อยให้รู้ตัวเมื่อสายเกินแก้ หมั่นเสริมแคลเซียมให้กับร่างกายในทุกๆวัน ด้วยการรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามโภชนาการ ออกไปสัมผัสแสงแดดอ่อนๆบ้าง หรือเลือกวิธีที่ง่ายกว่านั้น คือการรับประทานแคลเซียมเป็นประจำก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนได้นะคะ ทีนี้เรามาดูกันว่าร่างกายในแต่ละวัยมีความต้องการแคลเซียมแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

  • เด็ก (1-10 ปี) ควรได้รับแคลเซียมวันละ 800 มิลลิกรัม
  • วัยรุ่น (11-25 ปี) ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • วัยผู้ใหญ่ (25 ปีขึ้นไป) ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • ผู้ประสบอุบัติเหตุกระดูกหัก ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,500 มิลลิกรัม

ผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุระหว่าง 19-50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม เมื่ออายุมากกว่า 50 ปี ต้องการ 1,200 มิลลิกรัม

ดังนั้น คนในแต่ละช่วงวัยควรเลือกการรรับประทานเพื่อเสริมแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมกับช่วงวัยของตนเองด้วย จึงจะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนได้

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


ผมบาง หรือไม่? แค่มีไม้บรรทัดก็วัดได้เลย!

ผมบาง หรือไม่? แค่มีไม้บรรทัดก็วัดได้เลย!

 

ผมบาง คงเป็นปัญหาหนักใจของทั้งผู้ชายและผู้หญิง ไม่ว่าจะผมทรงไหนๆความมั่นใจก็น้อยลงไปตามเส้นผมที่น้อยลงไปทุกวัน คุณอาจรู้สึกว่าในหนึ่งวันคุณมีปริมาณผมร่วงเยอะมาก แต่จริงๆแล้วการมีผมร่วงบ้างนั้นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเส้นผมและหนังศีรษะต้องมีการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนัง และเส้นผมที่เสื่อมสภาพแล้วก็ต้องผลัดเปลี่ยนด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นหากคุณมีผมร่วงบ้างยังนับว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าผมร่วงในปริมาณที่เยอะมากๆ อาจจะเป็นการฟ้องถึงการผิดปกติของร่างกายแล้วล่ะ และนั่นยังไม่น่ากังวลเท่ากับการที่ผมร่วงไปแล้วไม่ขึ้นมาอีก!! ถ้าเป็นอย่างนั้นคงไม่ดีแน่ๆ

แล้วคุณสงสัยหรือไม่ว่าผมที่ร่วงอยู่ทุกวันนี้มีปริมาณเยอะเกินไปจนทำให้คุณกลายเป็นคนผมบาง หรือมีความผิดปกติจนควรต้องกังวลใจกันแล้วหรือยัง ? บทความนี้เรามีวิธีเช็คอย่างง่ายๆว่าคุณเข้าข่ายผมบาง แล้วหรือยัง โดยใช้แค่อุปกรณ์หาง่าย ใกล้ตัวอย่างไม้บรรทัดหรือสายวัดมาฝากกันนะคะ

 

ถ้าพร้อมแล้ว... มาเริ่มกันเลย !

 

ผมบาง

แสกกว้างขนาดนี้ เข้าข่าย ผมบาง หรือยังนะ?

เริ่มด้วยปัญหาหนักใจของสาวๆ คือเวลาแสกผมแล้วเห็นได้ชัดว่าผมบาง จะทำให้เห็นหนังศีรษะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เพียงแค่คุณลองสังเกตดูว่าเมื่อแสกผมแล้วความบางของเส้นผมทำให้เห็นหนังศีรษะค่อนข้างชัดเจนจนมีความกว้างถึง 1 เซนติเมตรแล้วหรือยัง

ถ้าความบางของเส้นผมกระจายกว้างจนเริ่มเกินระยะ 1 เซนติเมตรแสดงว่าคุณกำลังเจอกับปัญหาเข้าแล้วล่ะ

เบื้องต้นง่ายๆ แน่นอนว่าคุณอาจต้องบำรุงดูแลเพื่อลดการหลุดร่วงของเส้นผมให้มากขึ้น อย่าลืม! การดูแลเพื่อลดปัญหาผมร่วงผมบาง ไม่ใช่แค่การดูแลเส้นผมที่สาวๆมักให้ความสำคัญกันเป็นหลัก แต่ต้องดูแลไปถึงบริเวณ "หนังศีรษะ" ด้วย เพราะหนังศีรษะเป็นส่วนสำคัญที่ยึดเส้นผมของเราไว้ เมื่อหนังศีรษะเกิดความสมดุล รูขุมขนเป็นปกติก็จะทำให้ยึดเส้นผมเอาไว้ได้ดีจนถึงเวลาอันควร แต่หากหนังศีรษะมันเกินไป มีการผลิตน้ำมันออกมามากจนเกินไป ทำให้รูขุมขนกว้าง โอกาสที่จะทำให้เส้มผมหลุดร่วงออกมาก่กอนถึงเวลาอันควรก็มีมากตามไปด้วย ทำให้เกิดการผมร่วง และผมบางในที่สุด แต่หากหนังศีรษะแห้งจนเกินไปจนเกิดอาการลอกเป็นรังแคก็อาจเป็นสาเหตุของผมที่หลุดร่วงจนผมบางได้เช่นกัน ดังนั้น การรักษาสภาพความสมดุลของหนังศีรษะก็สำคัญไม่แพ้การบำรุงเส้นผมเลยนะคะ

ที่ช่วยสาวๆได้ในระยะสั้นๆ คือการเปลี่ยนวิธีการแสกผมบาง เช่น ถ้าปกติแสกกลาง อาจลองเปลี่ยนมาแสกซ้ายหรือขวาดูบ้างก็ได้นะคะ

ส่วนคุณผู้ชายที่มักมีปัญหาผมบางในส่วนของหน้าผาก โดยแต่ละคนจะมีรูปทรงของผมบริเวณไม่เหมือนกัน อาจต้องสังเกตก่อนว่ารูปทรงผมของคุณนั้นเป็นแบบไหน ซึ่งสามารถแบ่งออกง่ายๆได้เป็น 2 ลักษณะตัว คือ

  1. ผมบางในรูปแบบตัว O
  2. ผมบางในรูปแบบตัว M

 

ผมน้อย

ผมบาง ในรูปแบบตัว O

คุณผู้ชายที่มีทรงผมในรูปแบบของตัว O คือ มีไรผมบริเวณหน้าผากเป็นส่วนโค้งคล้ายรูปครึ่งวงกลม สำหรับผู้ชายที่มีผมบริเวณด้านหน้าโค้งเป็นรูปตัว O นั้น หากมีระยะห่างจากบริเวณหัวคิ้วไปถึงไรผมด้านบนเกินกว่า 6 เซนติเมตร แสดงว่าปัญหาผมบางเริ่มมาเยือนคุณแล้วนั่นเอง

 

ผมบาง

ผมบาง ในรูปแบบตัว M

คุณผู้ชายบางคนอาจมีทรงผมด้านหน้าเป็นรูปตัว M สามารถวัดระยะห่างระหว่างบริเวณหัวคิ้วกับส่วนที่ลึกที่สุด หากมีระห่างมากกว่า 8 เซนติเมตร ก็ต้องหาวิธีดูแลปัญหาผมบางกันแล้วนะคะ

วิธีเบื้องต้นที่จะช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผมก็คือ การพิถีพิถันขึ้นอีกนิดกับการดูแลเส้นผมในทุกๆวัน

  • เลือกใช้แชมพูสระผมที่อ่อนโยนต่อเส้นผมและหนังศีรษะ และเหมาะกับสภาพเส้นผม
  • ใช้ครีมนวดผมเพื่อเป็นการปิดเกล็ดผม ช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี
  • สระผมให้ถูกวิธี โดยการนวดที่ผมและหนังศีรษะอย่างเบามือ หลีกเลี่ยงการสระที่รุนแรงเพราะจะยิ่งทำให้ผมขาดร่วงได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงการสระผมด้วยน้ำอุ่น
  • หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนกับเส้นผมบ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่รุนแรงต่อเส้นผมและหนังศีระษะ
  • ควรพักระยะห่างในการย้อมผม หรือการดัดผมด้วยสารเคมีพอสมควร
  • ไม่หวีผมหรือเช็ดผมอย่างรุนแรงในขณะที่ผมเปียก
  • หากใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม ต้องล้างออกให้สะอาดทุกครั้งเพื่อไม่ให้เกิดการอุดตันที่หนังศีรษะ
  • ไม่นอนทับเส้นผมในขณะที่ผมยังเปียก หลีกเลี่ยงโอกาสเสี่ยงในการเกิดเชื้อราบนหนังศีรษะ

 

ทีนี้เรามาดูต้นเหตุของปัญหาผมบางที่เกิดจากปัจจัยภายในกันบ้าง คุณเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมปัญหาผมบางมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

คำตอบคือ เพราะต้นตอของปัญหาผมบางมาจากฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อ "Dihydrotestosterone หรือ DHT" นั่นเอง ซึ่งจริงๆแล้วฮอร์โมนนี้พบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง เพราะฉะนั้นทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างมีโอกาสที่จะพบปัญญาผมบางได้หากมี DHT อยู่มากเกินที่ผิวหนัง ฮอร์โมน DHT จะมีการกระตุ้นให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังใหญ่ขึ้น ผิวหนังรวมถึงบริเวณหนังศีรษะก็จะผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ส่งผลให้รูขุมขนกว้างขึ้น ประสิทธิภาพในการยึดเส้นผมอาจลดลง ทำให้เส้นผมหลุดร่วงได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง และเมื่อมีฝุ่นหรือสิ่งสกปรกมาจับกับน้ำมัน ก็อาจเกิดการอุดตันเป็นสิวอักเสบขึ้นมาได้อีกด้วย

ฮอร์โมน DHT ยังจับกับเซลล์สร้างเส้นผม และออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างเส้นผมปกติ ทำให้เส้นผมใหม่ที่ขึ้นมาทดแทนเส้นผมเดิมที่ร่วงไป มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนทำให้เกิดภาวะผมบาง และศีรษะล้านตามมาในที่สุด

 

ผมร่วง

 

"ผมบาง ไม่ต้องเครียด แค่บำรุงให้ถูกจุดด้วย Restiv"

Restiv ถูกพัฒนามาเพื่อช่วยลดปัญหาผมบางโดยเฉพาะ โดยการพยายามแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของผมบาง นั่นก็คือ การมีปริมาณฮอร์โมน DHT มากเกินไปทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ดังนั้น Restiv จึงมาพร้อมสารออกฤทธิ์หลักสกัดจากธรรมชาติ คือ "PROCAPIL-N" ซึ่งประกอบด้วย

  1. Oleanolic acid ออกฤทธิ์ในการลดปริมาณฮอร์โมน DHT
  2. Apigenin ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการหล่อเลี้ยงเส้นผม
  3. Biotinyl-GHK เป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบการสร้างเส้นผมใหม่

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ทำให้ Restiv สามารถตอบโจทย์ปัญหาผมบางได้อย่างปลอดภัย และยังสามารถใช้ได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง เพราะมาในรูปแบบโฟมที่ใช้ง่าย ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

นอกจากฮอร์โมนแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่อาจทำให้เกิดปัญหาผมร่วง ผมบางได้ เช่น

  • การใช้สารเคมีที่รุนแรงต่อเส้นผมและหนังศีรษะ
  • ผมร่วงและหนังศีรษะล้านจากกรรมพันธุ์
  • ความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
  • การตั้งครรภ์และผมร่วงหลังคลอด
  • ภาวะความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ
  • การใช้ยาบางประเภทที่มีความเข้มข้นสูง เช่น วิตามินเอที่ใช้ในการรักษาสิวตามที่แพทย์สั่ง
  • การลดน้ำหนัก จนทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร
  • อายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การทำงานของเซลล์ต่างๆในร่างกายเสื่อมลง

จะเห็นได้ว่าภาวะการเกิดผมบางนั้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้น นอกจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับปัญหาแล้ว ยังควรรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามโภชนาการและรักษาสุขภาพร่างกาย รวมถึงจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยนะคะ

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm

 

 


ผิวขาวใส แบบสุขภาพดีจากภายใน ต้องกินอะไร ?

ผิวขาวใส สุขภาพดี ต้องกินอะไร ?

 

ถ้าแดดประเทศไทยจะร้อนขนาดนี้ แน่นอนว่าสิ่งที่สาวๆต้องเผชิญทุกวัน คือ รังสียูวี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!! ซึ่งรังสียูวีเหล่านี้เป็นศัตรูตัวร้ายของการมี ผิวขาวใส เนื่องจาก UVA ส่งผลให้เกิดริ้วรอยได้ ส่วน UVB ก็ทำให้ผิวเกิดอาการไหม้ได้ โดยรังสียูวีจะไปกระตุ้นกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินใต้ผิว ทำให้สีผิวเข้มขึ้นในที่สุด นอกจากแสงแดดแล้ว ยังมีอีกหลายๆปัจจัยที่เป็นสาเหตุของผิวเสีย เช่น ควัน มลพิษ การขาดสารอาหาร และความเครียด ยิ่งปัจจุบันมี PM 2.5 เพิ่มมาอีก เป็นอันตรายต่อทั้งสุขภาพร่างกาย และสุขภาพผิวของเราในระยะยาว ทั้งเป็นสิว ผิวหมองคล้ำ เพราะมลภาวะเหล่านี้จะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย

ดังนั้นถ้าต้องการดูแลผิว สู้แดด สู้ฝุ่น สู้มลภาวะ สาวๆก็ต้องดูแลหลายๆด้านไปพร้อมกันเพื่อปกป้องผิวให้ครบทุกทาง นอกจากการใส่เสื้อผ้าปกคลุม และการทาครีมกันแดดแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สามารถช่วยฟื้นฟูผิวของเราได้ดีคือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ทีนี้เรามาดูกินว่าสารอาหารจากอะไรบ้างที่มีประโยชน์ในการบำรุงผิว ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และช่วยฟื้นฟูให้ ผิวขาวใส ขึ้นได้ แถมยังช่วยให้สุขภาพร่างกายดีขึ้นได้อีก จะมีอะไรกันบ้าง

ทุกคนคงรู้จักผลไม้ตระกูล "เบอร์รี่" กันดีอยู่แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้ว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่นั้นมีหลายชนิดมากๆ ซึ่งเบอร์รี่เป็นกลุ่มผลไม้ที่เปรียบเสมือนตัวช่วยมหัศจรรย์ของผิว เพราะมีสารอาหารสำคัญกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์หรือแอนโธไซยานิดินส์ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง

 

ผิวขาวใส

บำรุงพร้อมฟื้นฟู ผิวขาวใส ต้องบลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ และเอลเดอร์เบอร์รี่

บลูเบอร์รี่ (Blueberry)

ผลไม้ลูกจิ๋วสีน้ำเงินอมม่วง ที่มาพร้อมคุณประโยชน์ที่ไม่จิ๋ว!! บลูเบอร์รี่เป็นอีกหนึ่งผลไม้หนึ่งในตระกูลเบอร์รี่ที่รู้จักกันมาก ด้วยรสเปรี้ยวนิดๆทำให้ทานสดก็อร่อย หรือจะนำไปทำเมนูไหนก็น่าลิ้มลอง แต่นอกจากความอร่อยแล้ว บลูเบอร์รี่ยังมีประโยชน์อีกมาก

  • อุดมด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ : บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมาก มากที่สุดในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่เลยด้วยซ้ำ การบริโภคผลไม้ชนิดนี้เป็นประจำจึงช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระต่างๆ ที่จะมาทำลายผิวให้เกิดริ้วรอย แถมยังช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออกไป พร้อมเผยผิวใหม่ที่สดใสกว่าเดิมออกมา
  • ช่วยบำรุงระบบไหลเวียนโลหิตและบำรุงผิวพรรณ : บลูเบอร์รี่มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ประกอบอยู่ เป็นสารจำพวกฟลาโวนอยด์ที่มีสีแดงอมม่วง สารนี้มีประโยชน์ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ช่วยทำให้การไหลเวียนของเลือดในระดับที่เล็กมากขึ้น และช่วยในการทำงานของกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของเซลล์เรตินา อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินซีจึงช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้สดใส เปล่งปลั่ง และแก้มแดงมีเลือดฝาด ดูผิวสวยแบบสุขภาพดีอีกด้วย
  • ช่วยชะลอเซลล์มะเร็ง : การบริโภคบลูเบอร์รี่เป็นประจำ สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก จากการทดลองให้ผงบลูเบอร์รี่กับหนูที่เป็นมะเร็งเต้านม ผลการทดลองออกมาว่า ปริมาณเนื้องอกลดลงถึง 40% เลยทีเดียว
  • ช่วยบำรุงสมอง : บำรุงระบบประสาทให้สมองทำงานได้อย่างเต็มที่
  • ช่วยย่อยอาหารและระบบขับถ่ายดี : เพราะเป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงมาก จึงมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ราสเบอร์รี่ (Rasberry)

ผลไม้รสเปรี้ยวสีแดงที่หลายๆคนชื่นชอบ นอกจากสีสันที่สวยงามบนจานโปรดแล้ว ผลไม้ชนิดนี้ยังมีประโยชน์ดีๆอีกมาก

  • ไขมันและแคลอรีต่ำ : อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย
  • เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายและช่วยป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ
  • ต่อต้านมะเร็ง : พราะอุดมไปด้วยกรดเอลลาจิก (Ellagic acid) ซึ่งในทางการแพทย์ได้ยอมรับว่ามันมีฤทธิ์แรงที่สุดในการช่วยป้องกันมะเร็ง
  • ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อม
  • อุดมด้วยวิตามินซี วิตามินเอ วิตามินอี : ช่วยบำรุงผิวพรรณ ชะลอการเกิดริ้วรอย

เอลเดอร์เบอร์รี่ (Elderberry)

ชื่อนี้อาจไม่ค่อยคุ้นหูกันนัก เอลเดอร์เบอร์รี่เป็นผลเบอร์รี่ที่ได้จากไม้พุ่มขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ผลมีสีม่วง-ดำ เห็นลูกเล็กๆแบบนี้แต่มีคุณค่าทางอาหารที่มากไม่แพ้เบอร์รี่ชนิดอื่นๆเลยทีเดียว

  • ต่อต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่ทรงพลัง : ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์และอวัยวะต่างๆในร่างกาย
  • มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส : ช่วยป้องกันและบรรเทาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด
  • กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย 
  • บำรุงสายตา

จะเห็นได้ว่าเบอร์รี่ทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวมานั้นมีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก จึงสามารถช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ รวมทั้งเซลล์ผิวหนังด้วย ส่งผลให้สามารถช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมามีสุขภาพดีได้จากภายในนั่นเอง

 

ผิวขาวใส

เติมคอลลาเจนให้ชั้นผิวเต่งตึงด้วยแบล็คเบอร์รี่ และโกจิเบอร์รี่

คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในชั้นผิว ถ้ามีกระบวนการผลิตคอลลาเจนที่ดี เช่น ในวัยเด็ก ก็จะทำให้ผิวสวยเต่งตึง สามารถสมานแผลได้เร็ว จึงจะสังเกตุได้ว่าเด็กๆมีผิวที่สวยและสามารถรักษาแผลต่างๆได้เร็วกว่าผู้สูงอายุ ทั้งแบล็คเบอร์รี่และโกจิเบอร์รี่อุดมไปด้วยสารอาหารที่สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพของกระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนในร่างกายได้ จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่จะช่วยเสริมให้สาวๆมีผิวสวยเต่งตึง

 

วิตามินซี

ผิวเนียนนุ่ม ด้วยวิตามินซี จากสตรอว์เบอร์รี่ และแครนเบอร์รี่

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า "วิตามินซี" มีส่วนช่วยให้ผิวกระจ่างใสได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคนส่วนมากจะรู้ว่าวิตามินซีนั้นสามารถพบได้ในผลไม้ประเภทส้ม แต่จริงๆแล้วผลไม้รสเปรี้ยวหลายๆชนิดก็อุดมด้วยวิตามินซีเช่นกัน อย่างสตรอว์เบอร์รี่และแครนเบอร์รี่ก็มีปริมาณวิตามินซีที่สูง ซึ่งวิตามินซีนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนได้เช่นกัน จึงมีส่วนช่วยให้ผิวเนียนนุ่มได้

 

เบอร์รี่

ช่วยผลัดเซลล์ผิว ด้วยบิลเบอร์รี่ และแบล็คเคอร์แรนท์

อีกหนึ่งข้อสำคัญในการมีผิวที่ขาวใส คือกระบวนการผลัดเซลล์ผิวที่เป็นปกติ จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออก พร้อมที่จะเผยผิวใหม่ที่ขาวใสออกมา แต่หากกระบวนการผลัดเซลล์ผิวนั้นมีปัญหาจะทำให้เกิดการทับถมของเซลล์ผิวที่ตายแล้วอยู่บนผิวหนัง ทำให้สาวๆรู้สึกได้ถึงผิวที่ผมองคล้ำและไม่เรียบเนียนนั่นเอง ส่วนผลไม้รสเปรี้ยวอย่างบิลล์เบอร์รี่และแบล็คเคอร์แรนท์นั้นมีคุณสมบัติในการช่วยเสริมประสิทธิภาพของกระบวนการผลัดเซลล์ผิวให้เป็นปกติ จึงมีส่วนช่วยคืนผิวที่ขาวใสเรียบเนียนให้กับสาวๆได้นั่งเอง

 

ผิวขาวใส

ทานยังไงให้ ผิวขาวใส ครบง่ายๆในเม็ดเดียว "9 Berries" รวมสารสกัดจากเบอร์รี่ 9 ชนิด พร้อมวิตามินซี สารสกัดจากเปลือกสน และสารสกัดจากมะเขือเทศ

นอกจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่ช่วยบำรุงฟื้นฟูผิวได้ดีแล้ว ยังมีสารสกัดจากธรรมชาติอื่นๆ เช่น "อะเซโรล่า เชอร์รี่" ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพกลไกการฟื้นฟูผิวได้ดีขึ้นอีกด้วย

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


ถนอมสายตา ด้วย 5 เทคนิคดีๆที่สายโซเชียลห้ามพลาด!!

สมัยนี้ใครๆก็เป็นสายโซเชียลกันทั้งนั้น!! คุณเคยสำรวจพฤติกรรมตัวเองบ้างมั้ยว่า วันๆคุณใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ แท็ปเล็ตกันกี่ชั่วโมง บางคนอาจใช้แค่วันละ 1-2 ชั่วโมง แต่บางคนอาจตอบว่าใช้กันทั้งวัน ซึ่งแน่นอนว่าอวัยวะที่รับบทหนักที่สุดในระหว่างที่คุณเล่นโซเชียลหรือทำงานหน้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคต่างๆคงเป็น "ดวงตา" แต่ในทางกลับกัน คุณได้ดูแลดวงตา ถนอมสายตา ของคุณมากน้อยแค่ไหน ?

บทความนี้เลยมี 5 เทคนิคดีๆมาแบ่งปัน ให้ทุกคน ถนอมสายตา กันง่ายๆ ทำได้ทุกวัน เพื่อให้ดวงตาคู่สำคัญอยู่กับคุณไปอีกนานๆ

 

ถนอมสายตา

1. ติดฟิล์มกรองแสง Blue light Cut เพื่อช่วยตัดแสงสีฟ้าที่หน้าจอก่อนถึงดวงตา

เมื่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พัฒนาไปเรื่อยๆ อุปกรณ์เสริมอย่างฟิล์มกันรอยสำหรับสมาร์ทโฟน แท็ปเล็ต และคอมพิวเตอร์ก็พัฒนาไปด้วยเช่นกัน สมัยนี้มีฟิล์มติดหน้าจอมีดีมากกว่ากัยรอยขีดข่วนแล้ว เพราะฟิล์มบางประเภทสามารถช่วยกรองแสงสีฟ้าได้ด้วย เป็นการช่วยตัดแสงสือฟ้าหรือลดการสะท้อนเข้าดวงตานั่นเอง หลายคนอาจสงสัยว่าแสงที่เห็นออกมาจากอุปกรณ์ต่างๆก็เป็นสีขาวปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายในแสงสีขาวนั้นจะประกอบด้วยโทนสีหลายสี รวมทั้งแสงสีฟ้า สีน้ำเงิน สีม่วง ซึ่งแสงกลุ่มนี้เป็นอันตรายต่อดวงตา เพราะกลุ่มแสงสีฟ้าสามารถทะลุทะลวงได้ถึงจอประสาทตา มีพลังทำลายกระจกตาหรือจอประสาทตาได้มากกว่าแวงสีอื่น ถึงแม้ว่าโดยธรรมชาติดวงตาของมนุษย์จะสามารถกรองแสงสีฟ้าได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อเราใช้สายตาจ้องที่หน้าจอนานๆก็มีควาเสี่ยงสูงที่จะเกิดอันตรายต่อดวงตาในระยะยาว

ผลเสียจากแสงสีฟ้า (Blue Light)

  • ส่งผลให้เกิดอาการตาแห้ง เพราะเมื่อจ้องมองแสงสีฟ้านานๆ ทำให้ดวงตาต้องทำงานหนัก
  • มีอาการตาแห้ง เพราะปุกรณ์ต่างๆมักมีขนาดเล็ก ทำให้ต้องจ้องมองมากกว่าปกติ
  • ทำให้จอประสาทตาเสื่อม เพราะแสงสีฟ้าสามารถทะลุทะลวงเข้าไปได้ถึงจอประสาทตา และทำลายเซลล์รับแสงในจอประสาทตาได้

รู้อย่างนี้แล้ว การหาตัวช่วยในการลดปริมาณแสงสีฟ้านั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สายตาจองมองอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์วันละหลายๆชั่วโมง

 

ถนอมสายตา

2. ตั้งค่าโหมด Blue Light ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วย ถนอมสายตา

นอกจากการติดฟิล์มกรองแสงที่ตัวเครื่องกันแล้ว อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยนี้ยังมีฟังก์ชั่นดีๆ ที่มักใช้ชื่อว่า "Blue Light Mode" (อาจใช้ชื่อแตกต่างกันไปแล้วแต่อุปกรณ์) โดยมีจุดประสงค์ช่วยปรับหน้าจอของอุปกรณ์ให้มีการสะท้อนของแสงสีฟ้าน้อยลง เพียงแค่ตั้งค่าอุปกรณ์ของเราให้เป็นโหลด Blue Light ก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นตามไปดูเทคนิคข้อต่อไปกันต่อเลยค่ะ

 

ถนอมสายตา

3. แว่นกรองแสงช่วย ถนอมสายตา

แว่นกรองแสงกลายเป็นตัวช่วยสำคัญของสายจ้องจอ ไม่ว่าจะเป็นชาวออฟฟิศหรือนักเรียนที่ต้องใช้สายตาจ้องจอคอทพิวเตอร์เป็นประจำ หรือสายโซเชียลติดสมาร์ทโฟนก็ควรตระหนักกันให้มากขึ้น ตามร้านแว่นมีเลนส์ให้เลือกมากมากหลายประเภท และเลนส์ที่กำลังเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆคือ เลนส์กรองแสง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยกรองแสงสีฟ้าได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนสายตาสั้นที่ใส่แว่นอยู่แล้วหรือแค่อยากได้แว่นเอาไว้ใส่ขณะใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็สมควรแก่การเป็นเจ้าของแว่นกรองแสงมากๆ เพราะเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่สามารถลดความเสี่ยงจากแสงสีฟ้าได้เช่นกัน

 

ตรวจสุขภาพดวงตา

4. ตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ

นอกจากการป้องกันสายตาจากการคุกคามของแสงสีฟ้าแล้ว อย่าลืมไปตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เผื่อว่าถ้าดวงตากำลังเผชิญกับปัญหาอะไร จะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจากแพทย์ และรักษาได้ทันท่วงทีนะคะ

ความสำคัญของการตรวจสุขภาพดวงตา

  • ผู้มีภาวะสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ อบ่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่องจากผู้ที่มีสายตาผิดปกติ มีความเสี่ยงในการเกิดโรคทางตาบางชนิดสูงกว่าผู้ท่มีสายตาปกติ ดังนั้น การเข้ารับการตรวจเป็นประจำถือเป็นการเฝ้าระวังโรคทางตาที่อาจเกิดขึ้นได้
  • ผู้ที่มีสายตาปกติ ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเช่นกัน เพราะด้วยอายุที่มากขึ้น ย่อมมีความเสี่ยงในการเกิดโรคทางตามากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น ควรเข้ารับการตรวจเพื่อเป็นการเฝ้าระวังโรคทางตาที่อาจเกิดได้ เช่น โรคต้อหิน หรือ โรคจอประสาทตาเสื่อม

 

ถนอมสายตา

5. ดูแลสายตาด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ

นอกจากการดูแลถนอมสายตาจากภายนอกแล้ว เรายังสามารถช่วยถนอมสายตาจากภายในได้โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารประเภทที่ช่วยบำรุงสายตาได้ดี หรือเลือกใช้สารสกัดจากธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงดวงตาช่วยดูก็เป็นอีกทางเลือกดีๆนะคะ

โดยสารสกัดจากธรรมชาติที่สามารถช่วยดูแลสุขภาพดวงตาได้นั้นมีหลากหลายชนิด แต่ที่นิยมกันมากมีสารสกัดจากธรรมชาติ 4 ชนิด คือ

  • ลูทีน (Lutein) เป็นสารสกัดกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่พบในดอกดาวเรือง คะน้า ผักกาดและพืชอีกหลายชนิด เราจะพบสารนี้ได้มากในบริเวณจุดรับภาพและจอประสาทตา
  • แอสตาแซนธีน (Astaxanthin) เป็นสารสกัดจากสาหร่ายสีแดง ฮีมาโตคอกคัส พลูเวียลิส มีคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ และมีส่วนช่วยในการลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา
  • บิลเบอร์รี่ (Bilberry extract) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้เส้นเลือดฝอยไม่เปราะหรือแตกง่าย ช่วยในการมองเห็นในที่มืด ป้องกันอาการตาบอดตอนกลางคืน ป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาขุ่นมัว
  • วิตามินอี (Vitamin E) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่รู้จักกันดี และยังสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บำรุงสายตา

นอกจากนี้เรายังมี 6 วิธีปฏิบัติที่จะช่วย ถนอมสายตา

1. นั่งห่างจากจอคอมพิวเตอร์ในระยะที่เหมาะสมประมาณ 1 ฟุต 10 ซม.
2. อ่านหรือเขียนหนังสือโดยมีแสงสว่างเพียงพอ
3. พักสายตาบ้าง ไม่ควรใช้สายตาติดต่อกันนาน
4. หลีกเลี่ยงการมองของที่มีสีขาว หรือวัตถุที่สะท้อนแสงมากๆกลางแดด
5. ควรสวมแว่นกันแดด หรือสวมหมวกทุกครั้งเมื่ออกแดดจ้า
6. รับประทานอาหารหรืออาหารเสริมที่มีประโยชน์ต่อสายตา

ได้รู้วิธีการ ถนอมสายตา กันไปแล้ว ถึงเวลาเริ่มดูแลสุขภาพดวงตากันอย่างจริงจังแล้วนะคะ

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


5 วิตามิน เพิ่มความสดใสให้ชาวออฟฟิศ

5 วิตามิน เพื่อชาวออฟฟิศ

 ทำงานมาทั้งวัน

ดูแลตัวเองด้วยกันหน่อยมั้ย ?? 

 

เพราะเราเข้าใจดีว่าการทำงานทั้งวันอาจทำให้คุณเหนื่อยล้า วันนี้เรามี 5 วิตามิน ดีๆมาแนะนำเพื่อเพิ่มความสดใสให้ชาวออฟฟิศ มีสุขภาพที่ดีไปพร้อมกัน ด้วย 5 วิตามินที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์แต่ละแบบ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ บำรุงกระดูก บำรุงสายตา บำรุงผิว อย่าลืมว่า... "ใช้งานมาก ก็ยิ่งต้องดูแลมาก" นะคะ

 

น้ำมันปลา

1. คิดงานผ่านฉลุย เมื่อสมองดีด้วย "น้ำมันปลา"

น้ำมันปลา หรือ Fish Oil อุดมไปด้วยกรดโอเมก้า-3 (Omega-3 fatty acids) ซึ่งเป็น "ไขมันดีที่ต่อร่างกาย" ซึ่งแตกต่างไปจากไขมันในเนื้อสัตว์อื่นๆ โดยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่สำคัญที่สุดที่อยู่ในน้ำมันปลา คือกรดอีโคซะเพนตะอีโนอิก (Eicosapentaenoic acid: EPA) หรือกรดไขมันอีพีเอ และกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (Docosahexaenoic acid: DHA) หรือกรดไขมันดีเอชเอ ร่างกายไม่สามารถสร้างกรดโอเมก้า-3 ขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไปเท่านั้น

เราสามารถพบกรดไขมันโอเมก้า-3ได้ในเนื้อปลาชนิดต่างๆ โดยมีปริมาณต่างกันดังนี้ (เทียบจากเนื้อปลาปริมาณเท่ากัน 150 กรัม)

  • ปลาซาร์ดีนบรรจุกระป๋อง: 1,500 มิลลิกรัม
  • ปลาแซลมอนกระป๋อง: 500-1,000 มิลลิกรัม
  • หอยแมลงภู่: 500-1,000 มิลลิกรัม
  • แซลมอนแอตแลนติกหรือออสเตรเลีย: มากกว่า 500 มิลลิกรัม
  • ปลาแมกเตอเรล: มากกว่า 500 มิลลิกรัม
  • ปลาซาร์ดีนสด: มากกว่า 500 มิลลิกรัม
  • ปลาทูน่ากระป๋อง: 300-500 มิลลิกรัม
  • ปลากะพง: 300-400 มิลลิกรัม
  • ปลาทูน่า: 300-400 มิลลิกรัม
  • ปลากระพงขาว: 200-300 มิลลิกรัม
  • ปลาตาเดียว: 200-300 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของน้ำมันปลา

  • มีส่วนช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบสมอง
  • ช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ มีส่วนช่วยลดอาการภาวะเกี่ยวกับหัวใจและเลือด ลดระดับคอเลสเตอรอล และความดันโลหิต
  • ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และการอุดตันของหลอดเลือดแดง
  • มีส่วนช่วยในการลดปัญหาเกี่ยวกับไตมากมาย เช่น โรคไต ไตล้มเหลว และภาวะแทรกซ้อนที่ไตที่เกี่ยวกับเบาหวาน ตับแข็ง
  • บรรเทาแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากเชื้อเอชโพโลไร

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร น้ำมันปลาชนิดไร้กลิ่นคาว

CoQ10 ยี่ห้อไหนดี

2. สุขภาพดีไม่มีห่วง เมื่อหัวใจแข็งแรง ด้วย "โคคิวเท็นผสมน้ำมันงาขี้ม้อน"

โคคิวเท็น (CoQ10) เป็นสารอาหารธรรมชาติที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเพื่อเป็นตัวร่วมในการสร้างพลังงานภายในไมโตครอนเดรีย หรือพูดง่าบๆก็คือ "เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานให้เซลล์ต่างๆในร่างกาย" พบมากในเซลล์หรืออวัยวะที่ใช้พลังงานมาก เช่น หัวใจ ไต ปอด ตับ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายสามารถสร้างได้เองตามธรรมชาติ แต่ต้องอาศัยสารอาหารหลายชนิด เช่น ไทโรซีน ฟีนิลอะลานีน และวิตามินกว่า 7 ชนิดในการสร้างมันขึ้นมา

ซึ่งโคคิวเท็นนั้นมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ ยูบิควิโนน โคคิวเท็น (Ubiquinone CoQ10) และ ยูบิควินอล โคคิวเท็น (Ubiquinol CoQ10)

  • ยูบิควิโนน โคคิวเท็น (Ubiquinone CoQ10) คือ รูปแบบที่ยังไม่พร้อมใช้งาน (Inactive form) เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว ต้องรอการเปลี่ยนแปลงฟอร์มก่อนถึงจะนำไปใช้ได้
  • ยูบิควินอล โคคิวเท็น (Ubiquinol CoQ10) คือ รูปแบบที่พร้อมใช้งาน จัดเป็นรูปแบบหลักของ CoQ10 ที่ร่างกายต้องกาย โดยส่วนมากจะพบในคนที่มีอายุน้อยและสุขภาพดี ถ้าเป็นการรับประทานเข้าไป ก็จะสามารถดูดซึมนำไปใช้ได้ทันที

โดยปกติแล้ว โคคิวเท็น จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่นอกจากเรื่องอายุแล้วยังมีปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดลงของโคคิวเท็น ได้แก่

  • กระบวนการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้น
  • ภาวะความเครียด
  • การรับประทานอาหารที่ไม่เพียงพอ
  • ความสามารถในการดูดซึมของร่างกายลดลง
  • โรคบางชนิด เช่น เบาหวาน มะเร็ง และโรคหัวใจ
  • การรับประทานยาในกลุ่มสแตติน (Statin)

จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลทำให้โคคิวเท็นในร่างกายลดลง รวมไปถึงการเกิดความเครียดด้วย ดังนั้น สำหรับชาวออฟฟิศที่มักมีภาวะเครียด ควรต้องเสริม วิตามิน ให้เพียงพอต่อร่างกายไว้

ประโยชน์ของโคคิวเท็น

  • ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
  • เพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ ช่วยให้เซลล์ต่างๆทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ปกป้องเซลล์ของร่างกายจากอนุมูลอิสระ จึงมีส่วนช่วยในการชะลอวัย
  • ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ผิว ส่งผลให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งกระจ่างใส
  • บรรเทาอาการอักเสบของเหงือก ต่อต้านแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดปัญหาของโรคเหงือก
  • ลดผลกระทบที่มาจากการรับประทานยาในกลุ่มสแตติน (Statin)

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โคคิวเท็นผสมน้ำมันงาขี้ม้อน

 

แคลเซียม

3. กิจกรรมไหนก็พร้อม เมื่อกระดูกแข็งแรง ด้วย "แคลเซียมผสมโบรอน และ วิตามิน ดี3"

แน่นอนว่ากระดูกเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวทำกิจกรรมอยู่ตลอดเวลา สำหรับชาวออฟฟิศที่ทำกิจกรรมหรือแม้แต่นั่งทำงานอยู่กับที่นานๆก็ควรดูแลกระดูกไว้ตั้งแต่วันนี้ เพราะภัยเงียบจาก "โรคกระดูกพรุน" อาจแสดงอาการเมื่อายุเริ่มมากขึ้น

โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่โครงสร้างของกระดูกมีความผิดปกติ ซึ่งส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการแตกหักของกระดูก

ปัจจัยที่ส่งผลให้กระดูกบาง ได้แก่

  • ฮอร์โมน : เอสโตรเจนมีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม
  • อาหาร : ขาดการอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินสูง
  • เพศ : เพศหญิงมีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าเพศชาย
  • ขนาดรูปร่าง : มีผลต่อการสึกกร่อนของกระดูก
  • พันธุกรรม : ประวัติครอบครัว ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดโรค
  • อายุ : อายุยิ่งมาก กระดูกยิ่งบาง
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต : ดื่มกาแฟ เหล้า สูบบุหรี่ ออกกำลังกายน้อย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสเสี่ยงแบบนี้ อย่าลืมหันมาใส่ใจโดยการหา วิตามิน เสริม เพื่อดูแลกระดูกอย่างแคลเซียม โบรอน และวิตามินดี

ประโยชน์ของแคลเซียม

  • เป็นส่วนประกอบหลักของโครงสร้างกระดูกและฟัน
  • มีความจำเป็นต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อ
  • มีความจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท เยื่อหุ้มเซลล์ และการนำสารอาหารผ่านผนังหลอดเลือด
  • มีความสำคัญต่อกระบวนการของอวัยวะต่างๆ
  • เป็นตัวสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับปฏิกิริยาของเอนไซม์หลายๆชนิด

 

วิตามินบำรุงสายตา

4. จ้องคอมนานก็ไม่หวั่น เมื่อสายตาดี ด้วย "ลูทีน ผสมแอสตาแซนธีน และ วิตามิน อี"

ชาวออฟฟิศสมัยนี้คงหลีกเลี่ยงการใช้สายตาตลอดทั้งวันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ หรือใช้คอมพิวเตอร์นานๆ หรือแม้แต่ช่วงเวลาพักผ่อนที่มักจะใช้สมาร์ทโฟนกันอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าพฤติกรรมพวกนี้ส่งผลเสียต่อดวงตาแน่นอน เพราะเป็นการใช้สายตาหนัก ยิ่งเจอแสงสีฟ้าที่มาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยิ่งทำให้ตาล้าได้ง่าย พวกเราจึงควรมี วิตามิน เสริม เข้ามาเป็นตัวช่วยดูแลสุขภาพดวงตากันสักหน่อย

โดยวิตามินที่สามารถช่วยดูแลสุขภาพดวงตาได้นั้นมีหลากหลายชนิด แต่ที่นิยมกันมากมีสารสกัดจากธรรมชาติ 4 ชนิด คือ

  • ลูทีน (Lutein) เป็นสารสกัดกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่พบในดอกดาวเรือง คะน้า ผักกาดและพืชอีกหลายชนิด เราจะพบสารนี้ได้มากในบริเวณจุดรับภาพและจอประสาทตา
  • แอสตาแซนธีน (Astaxanthin) เป็นสารสกัดจากสาหร่ายสีแดง ฮีมาโตคอกคัส พลูเวียลิส มีคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ และมีส่วนช่วยในการลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา
  • บิลเบอร์รี่ (Bilberry extract) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้เส้นเลือดฝอยไม่เปราะหรือแตกง่าย ช่วยในการมองเห็นในที่มืด ป้องกันอาการตาบอดตอนกลางคืน ป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาขุ่นมัว
  • วิตามินอี (Vitamin E) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่รู้จักกันดี และยังสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บำรุงสายตา

 

วิตามิน

5. ใส่ชุดไหนก็มั่นใจ เมื่อผิวดี ด้วย "คอลลาเจน"

เป็นที่รู้จักกันมานานสำหรับ "คอลลาเจน" ที่ขึ้นชื่อเรื่องบำรุงผิวสวย แต่ความจริงแล้วคอลลาเจนยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในส่วนอื่นๆอีกมากนะคะ

คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งพบได้ทั่วร่างกาย โดย 70% พบที่ผิวหนัง คอลลาเจนทำหน้าที่ในการประสานเนื้อเยื่อของผิวหนังเข้าด้วยกัน โดยจะอยู่ในรูปของไฟเบอร์ นอกจากผิวหนังแล้ว คอลลาเจนยังเป็นส่วนประกอบของกระดูก ฟัน เส้นเอ็น กระดูกอ่อนอีกด้วย

ประโยชน์ของคอลลาเจน

  • เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง
  • ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชิ้นมากขึ้น
  • มีส่วนช่วยในการลดเลือนริ้วรอย
  • คืนความอ่อนเยาว์ให้ผิว
  • เป็นองค์ประกอบของกระดูกอ่อน
  • มีส่วนช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คอลลาเจน

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


ไวรัสโคโรนา กับ 6 วิธีป้องกันที่คุณควรรู้

 

“ไวรัสโคโรนา” สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ ซึ่งส่งผลให้เกิด "โรคปอดอักเสบ" ได้  โดยมีช่องทางการแพร่เชื้อ คือ ละอองฝอยจากน้ำมูกน้ำลายเป็นช่องทางหลัก และสามารถผ่านเยื่อบุตาได้ รวมถึงการสัมผัสใบหน้าและปากก็สามารถเพิ่มโอกาสการติดเชื้อได้เช่นกัน

แน่นอนว่าช่วงนี้ทุกคนต่างพยายามป้องกันตนเองและผู้อื่นให้ห่างไกลจาก ไวรัสโคโรนา นี้ โดยควรป้องกันทั้งตนเอง โดยการดูแลสุขอนามัยให้ดีเป็นพิเศษในช่วงนี้ และเมื่อรู้สึกว่าไม่สบาย ก็อย่าลืมป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นด้วยนะคะ

บทความนี้มี 6 วิธีป้องกันตัวคุณและคนรอบข้างให้ห่างไกลจาก ไวรัสโคโรนา มาฝากกันค่ะ

 

ล้างมือให้สะอาด

1. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ป้องกัน ไวรัสโคโรนา

การล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการป้องกันการสัมผัสกับเชื้อไวรัส เพราะมือเป็นอวัยวะที่สัมผัสกับสิ่งต่างๆมากที่สุด และเชื้อสามารถติดต่อกันได้ผ่านทางการสัมผัส เช่น ถ้ามีผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีเชื้อที่มาจากน้ำมูกน้ำลายเปื้อนที่มือแล้วไปจับสิ่งของ เมื่อมีคนมาจับสิ่งของชิ้นนั้นๆต่อ ก็มีโอกาสสูงที่เชื้อนั้นจะติดไปกับมือของผู้ที่ได้สัมผัสสิ่งของนั้นต่อ ดังนั้น การล้างมืออย่างถูกวิธีจะช่วยทำลายเชื้อไวรัส เพื่อลดความเสี่ยงได้มาก

การล้างมืออย่างถูกต้อง ควรล้างด้วยสบู่อย่างน้อย 20 วินาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือในกรณีล้างด้วยแอลกอฮอล์เจลล้างมือ แล้วรอให้เจลแห้ง โดยต้องใช้เจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อย่างน้อย 70%

ข้อสังเกต ทุกครั้งก่อนซื้อเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ อย่าลืมตรวจดูด้วยว่ามีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ไม่น้อยกว่า 70% เพราะเป็นปริมาณที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนมากผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์เจลล้างมือควรมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ที่ 70-75% เพราะเป็นปริมาณที่เหมาะสมในการฆ่าเชื้อ และไม่ทำให้แอลกอฮอล์นั้นระเหยไวเกินไปอีกด้วย

แม้ว่าจะทำความสะอาดมือแล้ว ก็ควรหลีกเลี่ยงการนำมือมาสัมผัสใบหน้า ขยี้ตา แคะจมูก และสัมผัสปาก เพื่อช่วยลดโอกาสการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านทางตา จมูกปาก

การทำความสะอาดสิ่งของต่างๆรอบตัวที่หยิบจับบ่อยๆ เช่น ลูกบิด ที่จับประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟท์ วัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำยาฆ่าเชื้อก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแม้ว่ามือเราจะสะอาด แต่ถ้าสิ่งของที่เราหยิบจับมีเชื้อโรคปะปนอยู่ก็อาจทำให้ติดมากับมือหรือร่างกายได้ ดังนั้น อาจนำแอลกอฮอล์ชนิดน้ำที่มีความเข้มข้นตั้งแต่ 70% ขึ้นไปมาฉีดพ่นและเช็ดบริเวณสิ่งของที่ต้องหยิบจับอยู่บ่อยๆ เพื่อลดโอกาสการสะสมของเชื้อโรคและเชื้อไวรัสได้อีกทางหนึ่ง

 

ปิดปาก ปิดจมูก

2. ปิดปาก ปิดจมูกเวลาที่ไอหรือจาม ด้วยกระดาษทิชชู่

เนื่องจาก ไวรัสโคโรนา ติดต่อกันได้โดยผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย ดังนั้นการที่ผู้ติดเชื้อไอ จาม เป็นสาเหตุให้เชื้อแพร่กระจายได้ และผู้ที่สัมผัสน้ำลายของผู้ที่ติดเชื้อมีโอกาสรับเชื้อและแพร่กรจายไปยังบุคคลอื่นๆอีก

เพราะฉะนั้นเมื่อมีอาการไอ จาม ควรใช้ทิชชู่ที่สะอาดปิดปาก เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อโรคไปยังผู้อื่น และในกรณีที่เป็นแค่หวัดทั่วไป การใช้ทิชชู่ปิดปากแทนการใช้มือป้องปากก็จะช่วยป้องการการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย เพราะอาจะมีเชื้อไวรัสติดอยู่ที่มือเราโดยไม่รู้ตัว รวมถึงเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าผู้ป่วยแต่ละคนนั้นมีเชื้อแฝงอยู่หรือไม่ ทุกคนจึงควรระมัดระวังการใช้มือสัมผัสผู้ที่ป่วยและหลีกเลี่ยงการนำมือมาสัมผัสหน้าตนเอง

ในกรณีไม่มีกระดาษทิชชู่ที่สะอาด สามารถไอ จาม ในคอเสื้อหรือแขนพับได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้มือป้องปากและจมูก หรือถ้าใช้มือป้องปากและจมูก ต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง

 

รับประทานอาหารปรุงสุกและใช้ช้อนกลาง

3. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกและใช้ช้อนกลางเมื่อทานร่วมกัน

การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกผ่านความร้อน จะช่วยทำลายเชื้อโรคต่างๆที่ปะปนมากับอาหารหรือเนื้อสัตว์ได้ในระดับหนึ่ง นอกจากจะเป็นการป้องกันการรับเชื้อไวรัสอีกทางหนึ่งแล้ว ยังเป็นการรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย ลดโอกาสการเกิดอาการต่างๆ เช่น ท้องร่วง

และควรใช้ช้อนกลางทุกครั้งที่รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น รวมถึงการรับประทานอาหารคนเดียว การใช้ช้อนกลางตักกับข้าวใส่จานจะช่วยลดการปนเปื้อนของน้ำลายลงในอาหาร นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อไวรัสจากคนสู่คนแล้ว ยังช่วยลดระยะเวลาในการเก็บรักษาอาหารให้นานยิ่งขึ้นอีกด้วย

และที่สำคัญอย่าลืมล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้งนะคะ

 

ไวรัสโคโรนา

4. สวมใส่หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐาน 

ในกรณีที่คุณไม่มีอาหารเป็นไข้ เป็นหวัด หรืออาการของการติดเชื้อใดๆ อาจสวมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการรับเชื้อจากผู้อื่น เช่น เมื่อมีผู้ป่วยไอ จามใส่ หน้ากากอนามัยอาจยังช่วยป้องการน้ำมูกน้ำลายเหล่านั้นได้บ้าง เพราะไวรัสชนิดนี้แพร่เชื้อผ่านทางน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยได้ 

ส่วนในกรณีที่คุณรู้สึกไม่สบาย เช่น มีไข้ เป็นหวัด ไอ จาม เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ควรใส่หน้ากากอนามัยไว้เสมอ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไข้หวัดธรรมดา หรือเชื้อไวรัสโคโรนาก็ตาม คงไม่ดีแน่หากเชื้อนั้นได้แพร่ไปยังบุคคลรอบข้าง และควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดนะคะ

ไม่ใช่แค่หน้ากากอะไรก็ได้ แต่ควรเป็นหน้ากากอนามัยที่ได้มาตราฐาน โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สบาย ควรใช้หน้ากากทางการแพทย์หรือหน้ากาก N95 เพื่อป้องกันเชื้อแพร่ไปยังผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนหน้ากากผ้านั้นมีส่วนช่วยป้องกันได้น้อย เนื่องจากหน้ากากผ้ามีความแตกต่างจากหน้ากากอนามัยตรงที่ หน้ากากผ้าจะไม่มีสารที่ช่วยป้องกันการซึมผ่านของสารคัดหลั่งเหมือนหน้ากากอนามัยที่ทางการแพทย์ใช้กัน

ส่วนลักษณะการสวมหน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง คือ

  • หันหน้ากากด้านสีเขียวเข้มออก เอาสีขาวเข้าหาหน้าตัวเอง
  • จะมีด้านหนึ่งที่มีโลหะเส้นเล็กๆ อยู่ภายใน ให้นำตำแหน่งนั้นไว้ที่สันจมูก
  • คล้องเชือกไว้กับหู ปรับตำแหน่งให้พอดี
  • ดึงหน้ากากส่วนล่างให้ลงมาปิดถึงบริเวณคาง
  • กดตรงส่วนของโลหะบนสันจมูก ให้โค้งรับสันจมูกพอดี เพื่อให้หน้ากากแนบสนิทกับใบหน้าให้ได้มากที่สุด
  • ควรเปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน ไม่ควรใช้ซ้ำ และไม่ควรใช้หน้ากากอนามัยร่วมกับผู้อื่น

 

หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย

5. หลีกเลี่ยงการใกล้ชิด ผู้ที่มีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ หรือมีอาการคล้ายไข้หวัด ซึ่งมีความเสี่ยงติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา

ก่อนอื่นมาดูกันก่อนว่า ผู้ที่ติดเชื้ออาจมีอาการอย่างไรได้บ้าง

  • มีไข้
  • ไอ
  • เจ็บคอ
  • มีน้ำมูก
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • หายใจหอบเหนื่อย
  • ปวดศีรษะ
  • ท้องเสีย
  • อ่อนเพลีย
  • เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว

ดังนั้น ควรสังเกตอาการของตนเองและคนรอบข้างอยู่เสมอ และเมื่อพบผู้ที่มีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจก็ควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าว หากตัวคุณเองรู้สึกมีอาการดังกล่าว ควรหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน สวมใส่หน้ากากอนามัยไว้ตลอดเวลา และควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดต่อไปค่ะ

ในช่วงนี้ควรหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่ผู้คนหนาแน่น เช่น โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า ศูนย์อาหาร สถานีขนส่ง เพื่อเลี่ยงสัมผัสรับเชื้อจากบุคคลอื่นๆ รวมถึงควรงดเดินทางไปยังประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากประเทศเหล่านั้นมีจำนวนผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก  หากมีความจำเป็นต้องออกไปที่แหล่งชุมชน ก็ควรป้องกันตนเองด้วยการล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ

นอกจากนี้แล้ว ถ้าต้องเข้าห้องน้ำสาธารณะ ควรปิดฝาชักโครกทุกครั้งที่กดล้าง เพื่อลดโอกาสการฟุ้งกระจายของไวรัส ซึ่งถูกขับออกทางอุจาระได้

 

รับประทานวิตามินซี

6. รับประทานวิตามินซี เป็นประจำทุกวัน

เนื่องจากวิตามินซีมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดีก็มักจะต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้มากขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้วิตามินซียังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกหลายอย่าง เช่น

  • ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง จึงช่วยลดความเสี่ยงในการอักเสบของหลอดเลือดได้
  • มีส่วนช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการชะลอวัย
  • มีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน และเนื้อเยื่อของเอ็นกระดูกอ่อน จึงมีผลต่อการบำรุงผิวพรรณให้สดใส

การรับประทานวิตามินซีนั้น สามารถรับประทานได้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน เพราะวิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ จึงสามารถขับออกได้ทางปัสสาวะ โดยไม่ต้องกลัวการสะสมในร่างกายที่มากเกินไป ทำให้มีความปลอดภัยสูง สามารถรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย

ดูข้อมูล >>  ความแตกต่างระหว่างวิตามินซีธรรมชาติและวิตามินซีสังเคราะห์

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm