สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายด้วย 6 วิธีการดูแลตัวเอง พร้อมสู้และผ่านโควิด-19 ไปด้วยกัน

ภูมิคุ้มกันในร่างกายเปรียบเสมือนปราการด่านแรก สำหรับต้านโรคภัยไข้เจ็บที่จะเข้ามาเยี่ยมเยือน หากเราไม่ดูแลสุขภาพของตนเอง รับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ไม่ออกกำลังกาย มีความเครียด พักผ่อนน้อย โรคภัยก็ถามหาได้ง่าย ๆ ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อให้เรามีร่างกายที่แข็งแรง สามารถต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ลามไปทั่วโลก และยังคงไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงได้ง่าย

สาเหตุที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ
หลายคนอาจสงสัยว่า เพราะเหตุใดร่างกายของคนเราจึงมีภูมิคุ้มกันที่ไม่เท่ากัน บางคนป่วยง่าย บางคนนาน ๆ ถึงจะป่วยสักที การที่ภูมิคุ้มกันร่างกายของคนเราอ่อนแอมีด้วยกันหลายปัจจัย เช่น มาจากกรรมพันธุ์ หากพ่อแม่มีร่างกายแข็งแรงไม่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม ลูกที่เกิดมาก็จะมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีตามไปด้วย เป็นต้น
นอกจากนี้ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนที่มีร่างกายแข็งแรงกลายเป็นอ่อนแอได้ เช่น การรับประทานอาหารไม่ครบห้าหมู่ ไม่ทานผักผลไม้ พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือร่างกายสะสมความเครียด

6 วิธีป้องกันดูแลตนเองให้ห่างไกลโรค
เราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดีขึ้นได้ ด้วยการดูแลสุขภาพ เช่น การทานอาหารที่มีประโยชน์หรือการออกกำลังกาย โดยมีคำแนะนำจาก ทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ เกี่ยวกับ 6 วิธีดูแลร่างกายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค ดังนี้
1. ลดความเครียด อารมณ์เครียดจะส่งผลเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย ทำให้ภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ ลดลงจึงเกิดการติดเชื้อได้ง่าย จึงไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเครียด
2. นอนหลับให้เพียงพอ การนอนไม่พอนั้นมีผลต่อการสร้างเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน เช่น แอนติบอดี โดยการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโก ในผู้ที่นอนหลับคืนละ 7 ชม. เป็นเวลา 4 วัน แล้วให้วัคซีนไข้หวัด พบว่าคนกลุ่มนี้จะสามารถสร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน ต่อเชื้อไข้หวัดได้มากกว่าผู้ที่นอนหลับคืนละ 4 ชม. ถึง 50%
3. ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะน้ำจะช่วยเพิ่มสารคัดหลั่งและความชุ่มชื้นของเยื่อบุผิวในท่อทางเดินหายใจส่วนบน ที่จะช่วยป้องกัน และดักจับฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย
4. ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเป็นประจำ นอกจากช่วยให้กล้ามเนื้อร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยขับของเสียผ่านทางเหงื่อ และเพิ่มปริมาณการไหลเวียนเลือด ช่วยกระตุ้นให้ระบบการไหลเวียนเลือดดีขึ้น แล้วทำให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรงสามารถจัดการกับเชื้อโรค อีกทั้งร่างกายจะหลั่งสารเอนดอร์ฟินออกมาหลังการออกกำลังกายเพื่อช่วยทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด และความวิตกกังวล ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคภัยได้ โดยเราควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที 3 - 4 วันต่อสัปดาห์
5. รับประทานอาหารต้านโรค นอกเหนือจากการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควรเสริมด้วยอาหารที่ช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกัน เช่น
- เบต้าแคโรทีน ซึ่งโดยมากจะอยู่ในผักและผลไม้
- วิตามินซี วิตามินอี, วิตามินบี อาทิ ผักใบเขียวจัดหรือผักผลไม้สีเหลืองส้ม
- แร่ธาตุ เช่น ซิลีเนียม หรือสังกะสี ที่พบในเนื้อสัตว์ อาหารทะเล นม หรือถั่ว เป็นต้น
6. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ควรล้างมือก่อนการปรุงอาหาร และก่อนรับประทานอาหาร รวมไปถึง ล้างมือหลังจากหยิบจับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ธนบัตร และสิ่งของสาธารณะที่มีคนใช้บริการจำนวนมาก เพื่อป้องกันการได้รับเชื้อโรคต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย

ทั้งหมดนี้ควรปฏิบัติควบคู่กันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้น สำหรับผู้ที่ทานผักและผลไม้ยากหรือทานได้ไม่เต็มที่นัก การทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมภูมิคุ้มกัน อาทิ วิตามินรวมและแร่ธาตุต่างๆ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งปัจจุบันมี ผลิตภัณฑ์มัลติวิตามิน ให้เลือกหลากหลาย เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ทำให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรง

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับไบโอฟาร์มทาง Line Official: http://@biopharm
ติดตามเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับสุขภาพได้ที่: www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm


ร่วมมือแพทย์ รพ.สมุทรสาคร ให้ความรู้ปัญหากระดูก

บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด โดยนายชวิศ เพชรรัตน์ โครงการ 45 ปี ไบโอฟาร์มเพื่อชุมชน ปีที่ 6 พร้อมด้วย อาจารย์นายแพทย์เทพรักษา เหมพรหมราช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อ โรงพยาบาลสมุทรสาคร จัดกิจกรรมให้ความรู้เรื่องปัญหากระดูกและข้อที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ พร้อมเติมเวชภัณฑ์ให้แก่ ศูนย์บริการสาธารณสุขและชุมชนในเขตเทศบาลนครสมุทรปราการ โดยมีนายอิทธิชัย ชูเรณู ปลัดเทศบาลนครสมุทรปราการ ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีเทศบาลนครสมุทรปราการ พร้อมตัวแทนจากศูนย์บริการสาธารณสุขและชุมชนในเขตเทศบาลนครสมุทรปราการ เป็นผู้รับมอบ เมื่อเร็วๆ นี้




มาทำความรู้จักยาคุมแต่ละประเภทกัน!

ปัจจุบันมีวิธีคุมกำเนิดที่ได้ผลหลากหลายรูปแบบด้วยกัน หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมจากสาวๆมากที่สุดนั่นก็คือ การคุมกำเนิดโดยการกินยาเม็ดคุมกำเนิดนั่นเอง แต่รู้รึเปล่าว่า ยาคุมไม่ได้มีแค่แบบเดียว แถมยังมีหลายประเภทอีกด้วย ถ้าพร้อมแล้ว เรามาทำความเข้าใจยาคุมแต่ละประเภทกันเลยดีกว่าค่ะ

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า การกินยาเม็ดคุมกำเนิดถือเป็นการคุมกำเนิดแบบชั่วคราว เช่นเดียวกับการใช้ห่วงอนามัย หรือถุงยางอนามัย แต่แตกต่างกันที่วิธีการทำงาน โดยยาเม็ดคุมกำเนิดจะส่งผลให้

1. ไข่ไม่ตก
2. ท่อนำไข่เคลื่อนไหวผิดปกติ ส่งผลให้ไข่ที่ถูกอสุจิผสมแล้วไม่สามารถเดินทาง
มาฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูกได้
3. เยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะต่อการฝังตัวของตัวอ่อน
4. มูกที่ปากมดลูกข้น เหนียว จนทำให้อสุจิไม่สามารถผ่านเข้ามาได้

ยาเม็ดคุมกำเนิดถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน

เป็นยาเม็ดคุมกำเนิดที่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่นหลังการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน เกิดการรั่วของถุงยางอนามัย หรือห่วงอนามัยหลุด เป็นต้น ยาคุมฉุกเฉินจะมาในรูปแบบแผง 2 เม็ด โดยควรกินให้เร็วที่สุด และไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ แต่ต้องบอกก่อนว่า ประสิทธิภาพของยาคุมแบบฉุกเฉินจะสู้ยาคุมรายเดือนชนิดฮอร์โมนรวมไม่ได้นะคะ เนื่องจาก ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่รีบกินยา เพราะฉะนั้นควรจะใช้แค่เวลาฉุกเฉินจริงๆค่ะ ยาคุมฉุกเฉินมีวิธีกิน 2 แบบคือ

1. แบ่งกิน 2 ช่วง โดยเม็ดแรกทานเร็วที่สุดหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ส่วนอีกเม็ดกินอีกที 12 ชั่วโมงถัดไป
2. กินพร้อมกัน 2 เม็ด เร็วที่สุดหลังจากมีเพศสัมพันธ์

แต่เราขอแนะนำว่า กินพร้อมกันไปเลย 2 เม็ดดีกว่าค่ะ เพราะประสิทธิภาพเท่ากัน แต่สามารถป้องกันการลืมกินยาอีกเม็ด แถมยังสะดวกกว่าด้วยค่ะ นอกจากนั้น ถ้าเกิดอาเจียนภายใน 2 ชั่วโมงหลังกินยา ต้องกินซ้ำนะคะ การกินยาเม็ดแบบฉุกเฉินอาจส่งผลให้ปวดท้อง, มีเลือดออกกะปริบกะปรอย หรือประจำเดือนมาคลาดเคลื่อน จึงควรทานเฉพาะฉุกเฉินจริงๆเท่านั้นนะคะ ทางที่ดีถ้ารู้ตัวว่าต้องการคุมกำเนิดเป็นระยะยาว หรือยังไม่พร้อมมีบุตรในช่วงนี้ แนะนำเป็นยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรายเดือนจะดีกว่าค่ะ

2. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรายเดือน

ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบรายเดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องคุมกำเนิดอยู่เป็นประจำ หรือต้องการคุมรอบเดือนให้มาปกติ รวมถึงช่วยเรื่องผิวพรรณ และลดสิว ถูกแบ่งย่อยออกเป็น 3 สูตรคือ

1. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

เป็นชนิดที่นิยมมากที่สุด ตัวยาจะประกอบด้วยฮอร์โมน 2 ตัว คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงทำงาน ร่วมกันป้องกันการตกไข่ นอกจากนั้นยังช่วยลดฮอร์โมนเพศชายซึ่งจะช่วยลดสิวได้อีกด้วย

2. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนต่ำ

เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของสาวๆที่อยากหลีกเลี่ยงอาการแพ้ หรือเพิ่งเริ่มกินเป็นแผงแรกๆ หรือต้องการปรับฮอร์โมนให้สมดุล โดยจะป้องกันอาการแพ้ อาเจียน เวียนศีรษะ ฝ้า ไม่ส่งผลต่อน้ำหนัก และไม่บวมน้ำ

3. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนโปรเจสโตรเจนเดี่ยว

เหมาะสำหรับสาวๆที่แพ้ฮอร์โมนเอสโตรเจน รวมถึงคุณแม่ที่ต้องให้นมบุตร เนื่องจากไม่มีผลต่อปริมาณ และคุณภาพของน้ำนม แต่ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดอาจจะไม่ เท่ากับแบบฮอร์โมนรวม
ยาคุมแบบรายเดือนมีทั้งแบบ 21 เม็ด และแบบ 28 เม็ด ซึ่งทั้ง 2 ชนิดควรกินให้ตรงเวลาทุกวัน โดยมีวิธีกินแตกต่างกันไปดังนี้

- แบบ 21 เม็ด
มีลักษณะเป็นสีเดียวกัน ขนาดและปริมาณยาเท่ากัน โดยให้เริ่มกินตั้งแต่วันที่ 1-5 ของการมีประจำเดือน โดยให้วันที่เริ่มกิน ตรงกับวันที่ระบุอยู่หลังแผง แล้วไล่ไปตามลูกศร เช่น ประจำเดือนมาวันพุธ ก็เริ่มตั้งแต่เม็ดที่ด้านหลังเขียนว่า พ. หรือ Wed จากนั้นหยุดกิน 7 วัน แล้วค่อยเริ่มแผงใหม่ เมื่อถึงกำหนด 7 วัน ไม่ว่าประจำเดือนจะหมด หรือไม่ก็ตามก็ให้เริ่มกินแผงใหม่ได้เลยค่ะ

- แบบ 28 เม็ด

ในแผงยาจะมี 2 สี โดยจะเป็นตัวยาที่เป็นฮอร์โมน 21 เม็ด ส่วนอีก 7 เม็ด เป็นเม็ดแป้ง ด้านหลังแผงจะมีตัวเลขกำกับอยู่ เริ่มกินได้ตั้งแต่วันที่ 1-5 ของรอบเดือน โดยให้เริ่ม กินเม็ดที่เขียนว่า 1 แล้วไล่ไปตามเลขไปเรื่อยๆจนครบ พอหมดแผงก็เริ่มกินแผงใหม่ได้เลยในวันถัดไป

เห็นมั้ยคะว่า ถ้าเราเข้าใจยาคุมแต่ละประเภท และทานให้ตรงกับจุดประสงค์ของเรา การคุมกำเนิดก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย สาวๆคนไหนที่เริ่มทานยาคุมแล้วรู้สึกว่ามีอาการแพ้ หรือพบผลข้างเคียงต่างๆ ลองปรึกษาคุณหมอ หรือเภสัชกร เพื่อปรับชนิดของยาคุม หรือหาแนวทางแก้ไขไปด้วยกันนะคะ


วิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย

ยังคงอยู่ในช่วงหน้าฝน ซึ่งคงต้องเฝ้าระวังสำหรับโรคภัยต่าง ๆ ที่มากับหน้าฝน โดยเฉพาะ โรคไข้เลือดออก ไม่เพียงแต่ประชาชนทั่วไปที่อาศัยในเมืองเท่านั้น สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ป่า หรือ บริเวณเขตชายแดน นับเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน โดยนอกจากต้องระมัดระวังโรคไข้เลือดออกแล้ว ยังต้องระวังโรคไข้มาลาเรียอีกด้วย

เผยสถิติครึ่งปีแรกพบผู้ป่วยไข้เลือดออก-มาลาเรียเพิ่มขึ้น
มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออกและโรคไข้มาลาเรีย ซึ่งขณะนี้การกลับมาระบาดของทั้ง 2 โรคมีแนวโน้มที่สูงขึ้น จากรายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออกล่าสุด ของกระทรวงสาธารณสุข (วันที่ 31 กรกฎาคม 2562) พบว่าตั้งแต่ต้นปีมีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกแล้ว 59,167 ราย เสียชีวิต 67 ราย จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกมากกว่าปี 2561 ในช่วงเวลาเดียวกัน 1.6 เท่า โดยกลุ่มที่ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกสูงสุดคือกลุ่มอายุ 5-14 ปี รองลงมาคือ 15-34 ปี ขณะที่ผู้ป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรียนั้น จากข้อมูลล่าสุด (วันที่ 2 สิงหาคม 2562) พบแล้ว 3,477 ราย โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 22-44 ปี รองลงมาคือ 5-14 ปี

สาเหตุการระบาดของโรค
จากตัวเลขดังกล่าวทำให้ทุกคนต้องระมัดระวังและดูแลสุขภาพตนเองให้มากขึ้น ซึ่งสาเหตุของการระบาดของโรคมีอยู่หลายปัจจัย ทั้งปริมาณยุงลายพาหะของโรคมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากอากาศที่ร้อนและร้อนเร็วขึ้น ทำให้วงจรชีวิตของยุงถูกเร่งให้เข้าสู่ช่วงตัวเต็มวัยจาก 7 วัน เป็น 5 วัน รวมถึงมีผู้ป่วยติดเชื้อในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเมื่อผู้ป่วยถูกยุงลายกัดและยุงไปกัดคนอื่นต่อก็จะมีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค ยิ่งเป็นช่วงฤดูฝนทำให้แหล่งเพาะพันธุ์ยุงมีเพิ่มมากขึ้น จึงมีแนวโน้มว่าจะมีปริมาณผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกและโรคไข้มาลาเรียเพิ่มขึ้นอีกในช่วงครึ่งปีหลัง

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคไข้เลือดออก
กลุ่มที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน ไขมัน หัวใจขาดเลือด ไทรอยด์ หอบหืด โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีน้ำหนักตัวมาก จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรครุนแรงได้มาก นอกจากนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน หากจำนวนเชื้อไวรัสในเลือดของคุณแม่สูง ก็สามารถส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้

คนทำงานใกล้ป่า-พื้นที่ชายแดน กลุ่มเสี่ยงสูง
สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงซึ่งต้องเฝ้าระวังในการเกิดโรค คือ ประชาชนที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่า รวมไปถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าซึ่งต้องออกปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อุทยานและบริเวณเขตชายแดน ต้องคอยระวังและหลีกเลี่ยงสาเหตุของการโรคภัยเหล่านี้ โดยทุกคนควรสังเกตอาการเจ็บป่วยของตนเอง ซึ่งผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออกจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นหรือจุดแดงขึ้นคล้ายผื่นของโรคหัด หน้าแดง บางรายอาจมีภาวะเลือดออก ในรายที่มีอาการรุนแรงมากหลังมีไข้มาหลายวันอาจเกิดภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลวหรือภาวะช็อกขึ้นได้ ส่วนโรคไข้มาลาเรียนั้นจะมีอาการทั่วไปคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีอาการไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เหงื่อออก และ เบื่ออาหาร
มีคำแนะนำดี ๆ จากทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากสงสัยว่าป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย รวมไปถึงวิธีการป้องกัน ดังนี้
เบื้องต้น หากมีอาการเจ็บป่วยหรือไม่สบาย หรือสงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออกหรือโรคไข้มาลาเรีย แนะนำว่า ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาตามอาการของโรคจะปลอดภัยที่สุด ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง หรือรับประทานแค่ยาพาราฯ เพราะไข้จะไม่ลด นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงยาในกลุ่ม NSAIDsเพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เนื่องจากเป็นยาที่มีผลข้างเคียง คือ ทำให้ระบบเลือดไม่คงที่และทำให้เลือดออกง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวหากรักษาไม่ถูกวิธีอาจเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย
มีคำแนะนำและวิธีการป้องกันควรหลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด ได้แก่ นอนในมุ้ง ใส่เสื้อผ้ามิดชิด ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น บริเวณที่มีน้ำขัง ฉีดพ่นหมอกควันไล่ยุง และหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่การระบาดของโรค
สำหรับโรคภัยที่มากับหน้าฝนยังมีอีกหลายโรคที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งที่ร้ายแรงและไม่ร้ายแรง อาทิ โรคปวดข้อยุงลาย หรือ โรคชิคุนกุนยา โรคไข้ซิกา โรคไข้รากสาดใหญ่ (Scrub Typhus) หรือ ไข้เห็บ ไข้ฉี่หนู ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ภัยจากสัตว์และพืชมีพิษต่าง ๆ อีกด้วย


“กรดไหลย้อน” โรคฮิตของชีวิตคนเมือง

“กรดไหลย้อน” เป็นโรคยอดฮิตตามติดชีวิตคนเมืองไปแล้วในปัจจุบัน ด้วยสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ รวมไปถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง จึงเป็น สาเหตุให้กระเพาะทำงานหนัก หลั่งน้ำกรดมาย่อยมากกว่าเดิม กรดที่เกินก็อยู่กัดกระเพาะ กลายเป็นอาการกรดไหลย้อน ที่ทำให้เราเกิดอาการแสบร้อนได้
หากจะอธิบายให้ละเอียดขึ้น โรคกรดไหลย้อน คือ โรคที่เกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะ ทำให้อาหารขึ้นไปอยู่ในหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เกิดขึ้นได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน หรือแม้แต่ตอนที่ไม่ได้รับประทานอาหาร

อาการของกรดไหลย้อน
รู้สึกแสบร้อนบริเวณกระเพาะไล่มาถึงลำคอ เนื่องจากกรดไหลย้อนขึ้นจากกระเพาะสู่หลอดอาหาร

พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้กรดไหลย้อน
การทานอาหารตอนดึก ทานแล้วนอนเลย ทานไม่เป็นเวลา ทานเยอะหรือเร็วเกินไป และการไม่ทานผักผลไม้ ล้วนทำให้กระเพาะหลั่งกรดออกมามากกว่าปกติ และหลั่งไม่เป็นเวลา ส่งผลให้หูรูดกระเพาะเสื่อม ควบคุมกรดไม่ได้อีกต่อไป

อาหารที่ควรเลี่ยงเมื่อเป็นกรดไหลย้อน
อาหารทอด อาหารมัน อาหารรสจัด ทั้งเผ็ด เค็ม เปรี้ยว อาหารหมักดอง ผลไม้รสเปรี้ยวจัด เช่นสับปะรด ส้ม มะนาว อาหารที่ทำมาจากถั่ว เนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน (ชา กาแฟ) น้ำอัดลมที่มีทั้งแก๊สและกาเฟอีน เครื่องดื่มชูกำลัง

อาหารบรรเทากรดไหลย้อน
เครื่องดื่มร้อน เช่น ชาสมุนไพร ชาขิง ชามินต์ ช็อคโกแลตร้อน น้ำเต้าหู้ หรือน้ำมะนาวอุ่น ช่วยขับลม ทำให้สดชื่น ผ่อนคลาย และสบายท้อง เน้นรับประทานทานอาหารย่อยง่ายและมีกากใยสูง เช่น มะละกอ กล้วยหอม หรือแอปเปิ้ล เพื่อช่วยกระตุ้นระบบการย่อยอาหารให้กลับมาเป็นปกติ และไม่ควรทานอาหารในปริมาณมาก กระเพาะอาหารจะได้ไม่ทำงานหนัก
หลายคนเข้าใจว่าเมื่อกรดไหลย้อนกำเริบ การรับประทานนมจะช่วยเคลือบกระเพาะ แต่แท้จริงแล้ว นมอาจไปเพิ่มปัญหาให้กระเพาะโดยไม่รู้ตัว เพราะลำไส้ของบางคน ไม่มีเอนไซม์ที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตสที่อยู่ในนม จึงมักเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จนถึงท้องเสีย แทรกขึ้นมาจากอาการกรดเกินที่เป็นอยู่ ดังนั้น ควรเลือกนมที่ไม่มีแลคโตสที่หาได้ตามท้องตลาด เพื่อหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าว ให้กระเพาะไม่ทำงานหนักกว่าเดิม สามารถเคลือบกระเพาะได้ และอยู่ท้อง

เคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลตัวเองเมื่อกรดไหลย้อนมาเยือน
เมื่อมีอาการ ควรลุกขึ้นนั่งหลังตรงสักพัก เพื่อควบคุมอาการที่กำเริบ ให้กรดที่หลั่งออกมาอยู่ในบริเวณที่เหมาะสม ไม่กัดหลอดอาหาร ปรับหมอนหนุนให้สูงขึ้นเล็กน้อยก่อนนอนต่อ เพื่อให้ศีรษะอยู่สูงกว่าลำตัว ป้องการเกิดอาการซ้ำ
เมื่ออยู่ในช่วงที่ทำงานหนัก หรือเร่งรีบ เจียดเวลาไปรับประทานข้าวไม่ได้ ควรมีขนมชิ้นเล็กๆ ติดกระเป๋าไว้ เพื่อรองท้องให้น้ำย่อยไม่กัดกระเพาะ ทางที่ดีควรเป็นขนมปังเพราะโซเดียมต่ำ ไม่ผ่านการทอด ไม่อย่างนั้นแล้ว กระเพาะจะต้องทำงานหนักและหลั่งกรดออกมาย่อยมากกว่าเดิม หรือจะพกกล้วยน้ำว้าไว้ใกล้ๆ ตัว เพราะกล้วยน้ำว้าสามารถแก้ปัญหากรดเกินเฉพาะหน้าได้ แต่มีเคล็ดลับคือ ต้องเลือกลูกที่กำลังเขียว-ห่าม เพราะกล้วยห่ามจะกระตุ้นให้ผนังกระเพาะสร้างเยื่อเมือกเคลือบกระเพาะและแผลในกระเพาะอาหาร แต่ไม่ทำลายระบบธรรมชาติของร่างกาย
อีกวิธีที่ดีคือมียาลดกรด-เคลือบกระเพาะไว้ใกล้ตัว ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการแสบท้อง จุกเสียด ปวดกระเพาะจากกรดเกินได้ทันท่วงที โดยหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เพียงเท่านี้ ก็สามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้แล้ว


โรคข้อเสื่อม

“ข้อเสื่อม” โรคยอดฮิตของผู้สูงวัย
เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ รู้เท่าทัน รีบป้องกันก่อนอาการลุกลาม

โรคข้อเสื่อม นับเป็นหนึ่งในปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญ อัตราของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีภาวะข้อเสื่อม หากไม่ได้รับการรักษาหรือปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม อาการของโรคจะดำเนินไปเรื่อย ๆ อาจทำให้เจ็บปวด ข้อเข่าผิดรูป เดินได้ไม่ปกติ ส่งผลให้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ไม่สะดวก เกิดความทุกข์ทรมานทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
หากอธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ข้อเสื่อม เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมสภาพ หรือ เกิดการสึกกร่อนบางลงของกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งมักจะเกิดกับข้อที่ต้องรองรับน้ำหนักค่อนข้างมาก เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ฯลฯ โดยกระดูกอ่อนผิวข้อนี้จะถูกทำลายลงอย่างช้า ๆ จนมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่โครงสร้างของข้อเข่า เกิดน้ำสะสมในข้อเข่าเพิ่มมากขึ้นจนทำให้ข้อบวม พบกระดูกงอกผิดปกติที่ขอบหรือที่มุมข้อ พบกล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อเข่าหย่อนยาน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของข้อที่กล่าวมาข้างต้น จะส่งผลให้การเคลื่อนไหวของข้อเป็นไปอย่างจำกัด โดยเริ่มแรกผู้ป่วยจะรำคาญกับอาการปวด หรือไม่สบายตรงข้อที่เสื่อมในขณะที่ใช้งาน เช่น ขณะยืนหรือเดิน และอาการปวดนี้จะดีขึ้นเมื่อได้พักการใช้งาน รวมทั้งยังอาจพบอาการฝืดตึงที่ข้อเป็นช่วงสั้น ๆ ในช่วงเช้า หรือ ภายหลังที่อยู่ในอิริยาบถท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ เช่น หลังจากนั่งขับรถนาน ๆ นั่งยองนาน ๆ ฯลฯ

ช่วงอายุที่มักเกิดภาวะข้อเสื่อม
มักพบได้บ่อยในช่วงวัยกลางคน (40 ปีขึ้นไป) และจะพบโรคนี้มากขึ้น เมื่ออายุเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในวัยสูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป เนื่องจากมีปัจจัยบางอย่าง เช่น อาชีพที่ทำงานหนัก ความอ้วน ฯลฯ ส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมความสมดุลของเซลล์กระดูกอ่อนได้ ทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง จนเกิดภาวะข้อเสื่อมในที่สุด ส่วนในวัยหนุ่มสาว เซลล์กระดูกอ่อนยังแข็งแรงและทนทานต่อแรงตึงแรงกดได้ดีกว่าผู้สูงอายุ

สาเหตุการเกิดข้อเสื่อม
ความเสื่อมของข้อที่ไม่ทราบสาเหตุ เป็นการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนตามวัย
พบข้อเสื่อมได้ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่อาจมีผู้สูงอายุบางรายที่ไม่เกิดภาวะข้อเสื่อม ส่วนใหญ่พบในเพศหญิง มากกว่าเพศชาย 2 – 3 เท่า ซึ่งอาจเกี่ยวกับฮอร์โมน รวมไปถึงผู้มีน้ำหนักตัวเกิน (อ้วน) ผู้ที่ทำกิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามาก เช่น การนั่งคุกเข่า นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ ฯลฯ นอกจากนี้ยังเกิดจากความบกพร่องของข้อ เช่น ข้อเข่าหลวม กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง
รวมทั้งเกิดจากกรรมพันธุ์

ความเสื่อมของข้อที่ทราบสาเหตุ
เป็นผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุจนมีการบาดเจ็บที่ข้อ เส้นเอ็น มีการใช้งานที่ข้อมากเกินไป เช่น อาชีพแม่บ้าน การเล่นกีฬา ฯลฯ นอกจากนี้ข้อเสื่อมอาจเป็นร่วมกับโรคข้ออักเสบอื่น ๆ ได้ เช่น โรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ เก๊าท์ ข้ออักเสบติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น อ้วน ฯลฯ

การเกิดข้อเสื่อมในอาชีพต่างๆ
ข้อที่เสื่อม มักเป็นได้ทุกข้อ ไม่ว่าจะเป็น ข้อเข่า ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อนิ้วมือ ข้อตะโพก ซึ่งในการเกิดนั้นจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของการใช้งาน ได้แก่ ผู้หญิง (แม่บ้าน) มีความเสี่ยงที่ข้อเข่า ข้อนิ้วมือ ผู้ชายมีความเสี่ยงที่ข้อตะโพก นักกีฬาเบสบอลมีความเสี่ยงที่ข้อไหล่ ข้อศอก นักวิ่งนักบาสเก็ตบอลมีความเสี่ยงที่ข้อเข่า นักยกน้ำหนักมีความเสี่ยงที่ข้อเข่า เป็นต้น

อาการที่บ่งบอกว่าเป็นโรคข้อเสื่อม
ระยะแรก
อาการจะเริ่มปวดเข่าเวลามีการเคลื่อนไหว เช่น เวลาเดิน โดยเฉพาะขึ้นลงบันได หรือนั่งพับเข่า ฯและอาการปวดจะดีขึ้นเมื่อได้พักการใช้ข้อ พบอาการฝืดตึง หรือขัดที่ข้อเป็นช่วงสั้น ๆ ในตอนเช้า หรือภายหลังที่อยู่ในอิริยาบถท่าใดท่าหนึ่งนาน ๆ เช่น หลังจากนั่งขับรถนาน ๆ นั่งพับเพียบ หรือคุกเข่านาน ๆ ฯลฯ พบเสียงดังกรอบแกรบภายในข้อขณะเคลื่อนไหวข้อเข่า ซึ่งเกิดจากการเสียดสีของเยื่อบุภายในข้อ หรือเอ็นที่หนาตัวขึ้น หรือเกิดจากความขรุขระของกระดูกอ่อนผิวข้อที่ถูกทำลายไป มักพบอาการข้อเสื่อมในข้อเข่าข้างที่ถนัดหรือข้างที่ใช้งานบ่อยก่อน ถ้าผู้ป่วยไม่ดูแลป้องกันต่อมาอีกไม่นาน ข้อเข่าอีกข้างก็จะเริ่มเสื่อมตามมา
ระยะรุนแรง
อาการปวดข้อจะรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะเวลาเดินหรือขยับข้อ บางครั้งอาจพบปวดช่วงกลางคืน อาจคลำพบกระดูกงอกบริเวณข้างข้อ หรือที่ขอบมุมข้อ เมื่อเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเต็มที่ จะพบมีอาการปวดหรือเสียวที่กระดูกสะบ้า ถ้ามีอาการอักเสบที่ข้อจะทำให้ข้อบวมและร้อน แพทย์จะตรวจพบน้ำคั่งอยู่ในช่องว่างระหว่างข้อ ถ้าข้อเสื่อมมานาน จะทำให้การเหยียดข้อเข่า หรืองอข้อเข่าได้ไม่ค่อยสุดนอกจากนี้อาจพบกล้ามเนื้อรอบข้อลีบลงหรืออ่อนแรง ข้อเข่าโก่ง ข้อเข่าหลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป จะทำให้การเดินและการใช้ชีวิตประจำวันลำบากมากขึ้น หากผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่รพ. แพทย์จะฉายรังสี x – ray ภาพจากฟิล์ม x – ray จะเห็นช่องว่างระหว่างข้อจะแคบลง

แนวทางการรักษาโรคข้อเสื่อม
แม้ว่าข้อเสื่อมจะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ก็ตาม แต่ก็มีวิธีการรักษาหลากหลายวิธี ซึ่งเป้าหมายในการรักษาก็คือ พยายามลดอาการปวดอักเสบของข้อให้ทุเลาเร็วที่สุด รวมไปถึงการดูแลป้องกันข้อที่เริ่มเสื่อมไม่ให้เสื่อมมากไปกว่านี้ เพื่อให้กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยให้น้อยที่สุด
การรักษาด้วยยา มีหลายรูปแบบทั้งชนิดทาภายนอก ฉีดเข้าข้อ รับประทาน ยาบางตัวสามารถปรึกษากับเภสัชกรในร้านยาได้ แต่บางตัวจะต้องจ่ายตามแผนการรักษาของแพทย์ ซึ่งเป้าหมายรักษาคือช่วยบรรเทาอาการปวดอักเสบ บวมที่ข้อให้หายเร็วที่สุด เพื่อให้ผู้ป่วยไม่ทุกข์ทรมานกับการปวด ช่วยควบคุมไม่ให้เป็นมากไปกว่านี้
การรักษาโดยไม่ใช้ยา เน้นการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ข้อให้ถูกหลัก การควบคุมน้ำหนัก การบริหารกล้ามเนื้อ ออกกำลังกาย การใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยพยุง เพื่อช่วยประคับประคองด้วยการลดแรงกดที่ข้อเท้า ร่วมกับการทำให้กล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรงขึ้น จะเป็นผลทำให้ร่างกายค่อย ๆ ซ่อมแซมส่วนของข้อที่เสื่อมไปได้ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ และสภาพแวดล้อมในที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อเสื่อมมากขึ้น ได้แก่ การปรับเปลี่ยนวิธีนั่ง นอน ยืน เดิน
การรักษาโดยการผ่าตัด ใช้ในกรณีผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมรุนแรง

วิธีดูแลร่างกายและข้อรู้เท่าทันป้องกันก่อนอาการลุกลาม
มีวิธีดูแลร่างกายและข้อเพื่อช่วยให้ห่างไกลจากโรคข้อเสื่อม โดยคำแนะนำจาก ทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนี้

  • การควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์
  • ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ไม่ทำอะไรที่ผิดท่า เช่น นั่งยอง ๆ นั่งกับพื้น พับเพียบ ขึ้นลงบันไดบ่อยๆ นั่งหลังงอ ก้มคอทำงานนาน ฯลฯ
  • เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณเอ็นข้อต่อ ดังนั้นการที่จะเริ่มฝึกบริหารกล้ามเนื้อใด ๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน และควรเลือกการออกกำลังกายที่ไม่มีผลเสียต่อข้อ เช่น ว่ายน้ำ การเดินในน้ำ เดิน ปั่นจักรยาน ฯลฯ
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมป้องกันข้อเสื่อม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

แม้ว่าอาการของโรคข้อเสื่อม จะมีสาเหตุมาจากวัยที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการใช้งานบริเวณข้อที่หนักเกินไป ซึ่งหากเกิดภาวะข้อเสื่อมแล้ว ก็ยากที่จะรักษาให้หายขาดหรือกลับคืนสู่สภาพปกติได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะข้อเสื่อมได้เลยทีเดียว ดังนั้นเราจึงควรรักษาข้อให้อยู่ในสภาพดีและแข็งแรง เพื่อเป็นหลักประกันว่าในวันข้างหน้าเราจะยังคงมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปนาน ๆ


วิธีง่ายๆ เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดแคลเซียม

แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากร่างกายมีปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอ จะทำให้กระบวนการต่าง ๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น แคลเซียมจึงเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายไม่ควรขาด แต่เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างแคลเซียมได้เอง จึงจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมจากสารอาหารภายนอก เพื่อทดแทนแคลเซียมที่ร่างกายนำไปใช้ หรือ ที่ร่างกายขับทิ้งไป

ประโยชน์ของแคลเซียม
หากพูดถึงประโยชน์ของแคลเซียม สิ่งแรกที่หลายคนทราบกันดี นั่นคือ ทำให้กระดูกและฟันมีความแข็งแรง โดยมีหน้าที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของกระดูกและฟัน และช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน
นอกจากนี้ แคลเซียม ยังเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยให้การแข็งตัวของเลือดเป็นไปตามปกติ ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยไปกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท ทำให้การส่งสัญญาณกระแสประสาทได้เร็วและสมบูรณ์ขึ้น ทั้งยังรักษาระบบภูมิคุ้มกันและควบคุมความสมดุลของความเป็นกรดและด่างภายในร่างกาย ควบคุมการยืดตัวและหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ในร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ รวมไปถึงกล้ามเนื้อหัวใจ โดยช่วยให้หัวใจทำงานและเต้นเป็นปกติ

แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม
เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์แคลเซียมเองได้ จึงต้องได้รับแคลเซียมจากสารอาหารภายนอก แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมสูง ได้แก่ นมสด, นมเปรี้ยว, เนยแข็ง, ไข่, โยเกิร์ต, ปลาตัวเล็กที่เคี้ยวได้ทั้งตัว, กุ้งแห้ง, เต้าหู้, ผักใบเขียว, ถั่วต่าง ๆ และ เมล็ดงา เป็นต้น

จะเกิดอะไรขึ้นหากร่างกายขาดแคลเซียม
หากร่างกายขาดแคลเซียม จะทำให้เกิด โรคกระดูกพรุน, ปวดตามข้อ, ชัก, กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก, ตะคริว, ชา, หัวใจหยุดเต้น, เลือดแข็งตัวช้า ฯลฯ

สาเหตุและพฤติกรรมที่ทำให้ร่างกายขาดแคลเซียม
สาเหตุที่ทำให้ร่างกายขาดแคลเซียม ส่วนหนึ่งมาจากความผิดปกติของร่างกาย ได้แก่ ภาวะลำไส้อักเสบ ส่งผลให้การดูดซึมแคลเซียมเสียไป ลำไส้มีความเป็นด่างสูงเกินไป ภาวะขาดวิตามินดี เกิดโรคที่ตับและไต ทำให้การดูดซึมของแคลเซียมลดลง การตัดต่อมพาราไทรอยด์ออก การเข้าสู่วัยสูงอายุ,วัยทอง รวมไปถึงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ การดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป

ขนาดของแคลเซียมที่ร่างกายควรได้รับต่อวันแบ่งตามช่วงอายุ
ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ขนาดของแคลเซียมที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน โดยแบ่งตามช่วงอายุ ดังนี้


อายุ 0 – 6 เดือน ควรได้รับแคลเซียม 210 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 7 เดือน – 1 ปี ควรได้รับแคลเซียม 270 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 1 – 3 ปี ควรได้รับแคลเซียม 500 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 4 – 8 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 9 – 18 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1,000 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 19 – 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 51 ปีขึ้นไป ควรได้รับแคลเซียม 1,000 (มิลลิกรัม/วัน)
หญิงตั้งครรภ์ อายุ 19 – 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 (มิลลิกรัม/วัน) หญิงให้นมบุตร อายุ 19 – 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 (มิลลิกรัม/วัน)


หากร่างกายได้รับแคลเซียมมากเกินความจำเป็น
สำหรับปริมาณของแคลเซียมที่ร่างกายได้รับ ไม่ควรเกิน 2,000 (มิลลิกรัม/วัน) ซึ่งผลของการที่ร่างกายได้รับแคลเซียมเกิน จะทำให้ท้องผูก, แคลเซียมในปัสสาวะสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วในไต, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, มีอาการซึมและไม่รู้สึกตัว ฯลฯ

วิธีดูแลตัวเองอย่างง่ายๆ เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดแคลเซียม
ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน

วิธีปฏิบัติเพื่อดูแลร่างกายให้ไม่ขาดแคลเซียม เป็นการช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูกให้ช้าลง ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน มีเคล็ดลับง่ายๆ ดังนี้
รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ดื่มนมเพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียม หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนักตัว เช่น การเดิน, การวิ่ง, เต้นแอโรบิค, กระโดดเชือก, รำมวยจีน, เต้นรำ ฯลฯ ช่วยให้มีมวลกระดูกเพิ่มมากขึ้น รักษาน้ำหนักของร่างกายอย่าให้ต่ำกว่าเกณฑ์ โดยอย่าให้รูปร่างผอมเกินไป เนื่องจากคนรูปร่างผอมจะมีมวลกระดูกน้อย ซึ่งจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่าย นอกจากนี้ในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นวันละ 10 – 15 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน ควรพาร่างกายไปรับแสงแดดอ่อน ๆ เพื่อให้ร่างกายได้สังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นการสร้างกระดูก


หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน เช่น ไม่ควรกินอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะจะไปกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากเกินปกติ ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้ง ชา, กาแฟ, ช็อคโกแลต ในปริมาณมาก เพราะ แอลกอฮอล์และคาเฟอีนจะไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมทางลำไส้เล็ก
งดสูบบุหรี่ งดอาหารรสเค็มจัด หรืออาหารที่มีโซเดียมสูง รวมไปถึงระวังการใช้ยาบางชนิดที่มีสเตียรอยด์  ซึ่งส่งผลเสียต่อกระดูก และช่วยเร่งการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย
ปัจจัยสุดท้ายที่มีผลต่อมวลกระดูก คือ ความเครียด ผู้ที่มีความเครียดมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม
ทางเลือกของผู้ที่ต้องการเติมแคลเซียมให้กับร่างกาย

ในภาวะปัจจุบัน บางคนอาจไม่สามารถรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงได้มากพอ และเข้าหลักเกณฑ์เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน อาจพิจารณาเลือกผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม เพื่อเสริมสร้างมวลกระดูก ซึ่งปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา โดยควรปรึกษากับเภสัชกรในร้านขายยาก่อนเพื่อความปลอดภัย และได้ประสิทธิผล


ขอบคุณสาระน่ารู้ จากทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง


PM 2.5 ที่ทำให้การหายใจ อันตรายกว่าที่คิด

ปัญหามลพิษทางอากาศ​มักพบในเมืองใหญ่ที่มีการจราจรหนาแน่น และมีประชากรอาศัยอยู่อย่างแออัด ซึ่งสารมลพิษทางอากาศมี 6 ชนิด ได้แก่ ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์, ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์, ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์, ก๊าซโอโซน, PM 10 และ PM 2.5 ที่ช่วงนี้เราอาจจะได้ยินคำว่า PM 2.5 กันอยู่บ่อยๆ

ซึ่ง PM 2.5 ก็คือฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ฟุ้งกระจายเป็นบริเวณกว้าง และสามารถอยู่ในอากาศได้นาน เมื่อเข้าสู่ทางเดินหายใจแล้ว อาจก่อให้เกิดโรคหรือความผิดปกติของร่ายกายได้ เพราะอนุภาคของ PM 2.5 เล็ก จึงสามารถเข้าไปสู่เนื้อเยื่อปอดและทางเดินหายใจส่วนล่าง และกำจัดออกจากร่างกายได้ยากขึ้น และเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งอีกด้วย

โดย PM 2.5 มีสาเหตุจากการเผาในที่โล่ง อุตสาหกรรมการผลิต ควันจากท่อไอเสียของรถยนต์ แต่สาเหตุหลักที่ทำให้เกิด PM 2.5 ในบรรยากาศคือการเผาไหม้โดยไม่สมบูรณ์ ซึ่งความหนาแน่นของฝุ่น PM 2.5 ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความแออัดของแหล่งกำเนิดฝุ่น อุณหภูมิและความชื้นของบรรยากาศก็มีผลด้วยเช่นกัน
เมื่อ PM 2.5 เข้าสู่ร่างกายแล้ว อนุภาคขนาดเล็กเหล่านี้จะสะสมอยู่ในปอด และแพร่กระจายไปยังอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยระบบไหลเวียนโลหิต ที่เมื่อเข้าสู่เซลล์แล้วจะปล่อยสารพิษที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพหลายประการ PM 2.5 จึงทำให้อวัยวะอื่นๆ เกิดความผิดปกติ และเกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น โรคหอบหืด ทางเดินหายใจอุดกั้น และการติดเชื้อในระบบหายใจ กำเริบรุนแรงขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้ยังส่งผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้การทำงานของระบบเยื่อบุหลอดเลือดผิดปกติ เซลล์เยื่อบุหลอดเลือดถูกทำลาย ทำให้แรงดันในหลอดเลือดเพิ่มขึ้น การไหลเวียนของเลือดถูกรบกวน การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ซึ่งนำไปสู่โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดแดงแข็ง และเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด อีกทั้งยังทำให้การทำงานของสมองผิดปกติอีกด้วย

ในส่วนของผู้ที่ตั้งครรภ์การสัมผัสกับฝุ่น PM 2.5 ก็ทำให้มีผลต่อทารกที่อยู่ในครรภ์ เช่น การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักทารกแรกคลอดต่ำกว่าปกติ และการเสียชีวิตของทารกแรกคลอด และยังส่งผลต่อเนื่องจนทารกเติบโตขึ้น เพราะอาจจะมีโอกาสพบโรคภูมิแพ้ต่างๆ เช่น โรคหืด โรคผิวหนังภูมิแพ้ โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ไวต่อการติดเชื้อในระบบหายใจมากขึ้น และระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ

จะเห็นได้ว่าฝุ่น PM 2.5 มีอันตรายต่อสุขภาพกับผู้ที่สัมผัสทุกช่วงวัย จึงควรติดตามสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 อย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงหรือลดการสัมผัสฝุ่น PM 2.5 โดยการลดกิจกรรมกลางแจ้งโดยเฉพาะในบริเวณที่มีการจราจรหนาแน่น พื้นที่ใกล้อุตสาหกรรม และสวมหน้ากากอนามัยชนิดที่สามารถป้องกันอนุภาคขนาดเล็ก 0.3 ไมโครเมตรขึ้นไปอย่างน้อยร้อยละ 95 เช่น หน้ากาก N95

อ้างอิงจาก “บทบาทของเภสัชกรชุมชนต่อสถานการณ์ฝุ่น PM2.5" โดย ภก. กิติยศ ยศสมบัติ อาจารย์พิเศษคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยวารสารสมาคมเภสัชกรรมชุมชน


ขอซื้อยาล้างตาครับ

เป็นประโยคที่พบได้บ่อยในร้านขายยา ซึ่งเราต้องคิดว่า "ลูกค้าต้องมีปัญหาที่ดวงตาแน่นอน"
"เอ๊ะไม่ทราบว่ามีอาการอะไรที่ดวงตาเหรอครับ" (ถามโดยเภสัชกร)

ซึ่งมักจะได้คำตอบที่หลากหลาย

เช่น คันเคืองตา , น้ำตาไหล, แสบตา, ตาแดง, ฝุ่นเข้าตา ,ไม่รู้มีอะไรเข้าไปในตา, ตาแห้ง เอาไปล้างตาให้ดวงตาสะอาด (แฟนมีอาชีพขับวินมอเตอร์ไซค์) , ตากุ้งยิง , ต้อเนื้อ , มีขี้ตาเขรอะ ฯลฯ โอ้โห!ยาล้างตามีสรรพคุณมากมาย ตามที่ผู้ซื้อเข้าใจเหรอครับก่อนอื่น อยากให้พวกเรามาดูว่า น้ำยาล้างตามีส่วนประกอบอะไรบ้าง ?

ส่วนประกอบของน้ำยาล้างตาประกอบด้วย

น้ำบริสุทธิ์, สารควบคุมความเป็นกรดด่าง, สารควบคุมสภาพตึงตัว, วัตถุกันเสีย & อาจมีสารประกอบอื่น ๆ เช่น โซเดียมคลอไรด์ (Sodium.chloride) ,กรดบอริค (Boric acid) , เบนซาลโคเนียมคลอไรด์ (Benzalkonium chloride) (วัตถุกันเสีย) , คลอเฮกซิดีน (Chlorhexidine) เป็นต้น สารประกอบของยาล้างตา อาจแตกต่างกันบ้างขึ้นอยู่กับแต่ละผลิตภัณฑ์

สรุปดูจากส่วนประกอบของยาล้างตาแล้ว

ยาล้างตาจึงเป็นแค่สารละลายที่ปลอดเชื้อ มีสรรพคุณไว้ใช้สำหรับชำระล้างฝุ่น , ผง รวมทั้งสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ให้ออกจากดวงตาเท่านั้น ซึ่งเมื่อฝุ่นผงได้ออกจากดวงตาแล้ว อาการระคายเคืองตาจะค่อย ๆ ลดลง แต่ยาล้างตาก็ไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการคันระคายเคืองตาโดยตรงดังนั้นผลิตภัณฑ์ยาล้างตาจึงเหมาะที่จะใช้ในกรณีฝุ่นผงเข้าตา หรือในกรณีที่รู้สึกเหมือนมีอะไรติดค้างในดวงตาเท่านั้น โดยจุดประสงค์ใช้เพื่อชำระล้างเศษฝุ่นผงให้ออกจากดวงตาอย่างเดียว จึงไม่ควรนำยาล้างตามาใช้ในกรณีอื่นที่นอกเหนือจากฝุ่นผงเข้าตาเช่น คันเคืองตาหรือแสบตาที่ไม่ได้เกิดจากฝุ่นผงเข้าตา , ตากุ้งยิง ,ตาแห้ง ,ต้อเนื้อหรือเอาไปล้างดวงตาให้สะอาดโดยไม่มีอาการผิดปกติอะไร หรือแม้กระทั่งมีฝุ่นผงเข้าตามาหลายวัน แต่ตอนนี้มีแต่อาการตาแดง , คันเคืองตา,แสบตาน้ำตาไหลหรือมีขี้ตามากผิดปกติ กรณีนี้ไม่ควรใช้น้ำยาล้างตาแล้วควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ภาวะฝุ่นเข้าตาอันตรายมั้ย

ภาวะฝุ่นเข้าตาเป็นภาวะที่มีสิ่งแปลกปลอมเช่น ฝุ่นผง, ผงปูน , ทราย , ผงเครื่องสำอาง หรือ แม้กระทั่งขนตา บังเอิญถูกพัดปลิวหรือกระเด็นเข้าไปติดในบริเวณเยื่อบุตา ซึ่งโดยปกติขนตาของเราจะมีหน้าที่เป็นด่านแรกในการป้องกันเศษฝุ่นผงหรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ไม่ให้เข้าสู่ดวงตาอยู่แล้ว แต่ในบางโอกาศเศษฝุ่นผงก็อาจบังเอิญปลิวหรือหล่นเข้าไปในดวงตาได้เช่นกันได้แก่ อาชีพงานที่เสี่ยง เช่น อาชีพก่อสร้าง , คนที่ต้องทำงานใต้ท้องรถ ,วินมอร์เตอร์ไซด์รวมทั้งผู้โดยสารที่ไม่ได้สวมหมวกนิรภัยหรือแว่นตา , ผู้ที่อยู่ในบริเวณที่มีลมพัดแรง , ในกรณีแต่งหน้า ฯลฯ ในกรณีที่มีเศษฝุ่นเข้าสู่ดวงตา ร่างกายของเราจะมีกลไกในการกำจัดสิ่งแปลกปลอม ด้วยการผลิตน้ำตาออกมา เพื่อชำระล้างเศษฝุ่นผงดังกล่าวให้ออก ในกรณีที่ร่างกายไม่สามารถกำจัดเศษฝุ่นผงนั้นให้ออกมาได้ เศษฝุ่นผงหรือสิ่งแปลกปลอมนั้นอาจจะติดค้างอยู่ในบริเวณเยื่อบุตา ร่างกายของเราจะป้องกันตนเองโดยปล่อยสารแพ้ , สารอักเสบออกมา จนกระตุ้นทำให้รู้สึกคันเคืองตา , ตาแดง , มีน้ำตาไหล&รู้สึกเหมือนกับมีอะไรติดค้างอยู่ในดวงตา ในกรณีเศษฝุ่นผงไปติดอยู่ใต้เปลือกตาบน อาจทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดในขณะกระพริบตาได้ กรณีนี้ไม่ควรไปขยี้ที่ดวงตา เพราะจะมีโอกาสทำให้ดวงตายิ่งอักเสบ & แดงมากยิ่งขึ้น หรือถ้ารุนแรงกว่านั้น จะทำให้เกิดแผลที่กระจกตาได้สรุปแล้ว ภาวะเศษฝุ่นผงเข้าตา อาจไม่ทำให้เกิดอันตรายใด ๆ (ถ้าไม่ไปขยี้ตารุนแรง) เพียงแต่ทำให้รู้สึกระคายเคืองตาในระยะสั้น ๆ เท่านั้นเอง

ในกรณีเศษฝุ่นผงเข้าตา หรือรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรยังติดค้างอยู่ในดวงตา อาจลองกำจัดเศษฝุ่นผงด้วยวิธีต่อไปนี้

- ในกรณีฝุ่นผงเข้าตา ต่อมน้ำตาจะถูกกระตุ้นให้สร้างน้ำตาออกมามากกว่าปกติ ให้ใช้วิธีกระพริบตาบ่อย ๆ เพื่อให้น้ำตาที่ถูกกระตุ้นออกมาช่วยชะล้างขับเศษฝุ่นผงให้ออกจากตาเร็วขึ้น แต่ห้ามไปขยี้ที่ตาเด็ดขาด เพราะอาจทำให้ผิวกระจกตาถลอกเป็นแผลได้
- ในกรณีใช้วิธีกระพริบตาแล้วยังไม่ได้ผล อาจล้างตาด้วยน้ำยาล้างตา ในกรณีล้างตาจนเศษฝุ่นออกจากตาแล้ว ถ้าตายังแดงมากหรือยังรู้สึกคันเคืองตามาก ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร&ควรพักผ่อนสายตาควบคู่กันไปด้วย กรณีนี้ไม่ควรไปสนใจที่ดวงตามากเกินไป เช่น เอากระดาษทิชชูไปเช็ดบ่อย ๆ หรือเอามือไปสัมผัสบ่อย ๆ เพราะจะมีโอกาสทำให้ติดเชื้อที่ดวงตาได้ง่าย
- หากทำตามวิธีข้างต้นแล้วไม่ได้ผล (เศษฝุ่นผงยังคงติดค้างอยู่) ควรปิดตาข้างที่มีฝุ่นเข้าตาด้วยผ้าปิดตาหรือผ้าพันแผลที่ปลอดเชื้อแล้วรีบไปพบแพทย์ทันที

ขั้นตอนการใช้ยาล้างตา

1. ก่อนใช้น้ำยาล้างตาให้ดูวันหมดอายุที่ข้างขวดก่อน
2. ล้างมือให้สะอาด & ล้างถ้วยล้างตาด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำยาล้างตา ก่อนที่จะนำมาใช้
3. เปิดขวดน้ำยาล้างตา เทน้ำยาฯลงในถ้วยล้างตาตามปริมาณขอบเส้นที่กำหนดในถ้วย
4. ก้มหน้าลงให้ดวงตาแนบสนิทกับถ้วย & ดันถ้วยเบา ๆให้สนิทกับเบ้าตา
5. เงยหน้าขึ้นในขณะที่ถ้วยยังครอบตาอยู่ เพื่อให้น้ำยาฯไปสัมผัสกับดวงตาโดยตรง จากนั้นให้ลืมตาแล้วกรอกตาไปมา ≈ 15 วินาที เพื่อช่วยให้น้ำยาฯชะล้างเศษฝุ่นให้ออกจากดวงตาเร็วขึ้น
6. ก้มหน้าลง นำถ้วยออกจากดวงตาแล้วเทน้ำยาฯที่ใช้แล้วทิ้งไป ถ้าล้างตาซ้ำ ควรเปลี่ยนน้ำยาฯใหม่ (ไม่ควรนำน้ำยาฯที่ใช้แล้วมาใช้ซ้ำอีก)
7. ล้างถ้วยน้ำยาล้างตาที่ใช้แล้วให้สะอาด & เช็ดให้แห้งทุกครั้ง และเก็บในที่สะอาด จากนั้นปิดฝาขวดน้ำยาล้างตาให้สนิท

หมายเหตุ :

- ในกรณีใส่คอนแทคเลนส์ ควรถอดคอนแทคเลนส์ออกมา ก่อนใช้น้ำยาล้างตา
- เก็บขวดน้ำยาล้างตาให้พ้นมือเด็ก โดยเก็บในอุณหภูมิห้องให้ห่างจากความร้อน , แสงแดด , ความชื้น

สรุปวัตถุประสงค์ในการใช้น้ำยาล้างตา

เราจะใช้น้ำยาล้างตาก็ต่อเมื่อมีเศษฝุ่นผงเข้าตา หรือมีอะไรติดค้างอยู่ในดวงตาเท่านั้น ไม่ควรใช้ในกรณีนอกเหนือจากนี้

ข้อควรระวังการใช้น้ำยาล้างตา

- ไม่ควรใช้น้ำยาล้างตาร่วมกับผู้อื่น
- ไม่ควรใช้น้ำยาล้างตาไปใช้แทนน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์
- ไม่ควรใช้น้ำยาล้างตามาล้างดวงตาเป็นประจำโดยไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ หรือเพื่อทำความสะอาดดวงตา เนื่องจากในภาวะปกติร่างกายจะผลิตน้ำตา (ซึ่งประกอบด้วยน้ำ , ไขมัน
มูซิน & สารยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค) ออกมาช่วยหล่อเลี้ยง & เคลือบดวงตาให้ดวงตาชุ่มชื้นอยู่เสมอเป็นการป้องกันอาการตาแห้งไปในตัว การล้างตาบ่อย ๆโดยไม่มีความจำเป็นจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติเพราะจะไปชะล้างเอาน้ำตาที่ดีออกไป ทำให้ดวงตาขาดความชุ่มชื้นจนมีโอกาสทำให้เกิดโรคตาแห้ง & เพิ่มโอกาสการติดเชื้อที่ตาได้ง่าย

อายุการใช้งาน

ถ้าเปิดขวดน้ำยาล้างตาแล้ว ควรใช้ภายใน 3 เดือน

ถึงตอนนี้ ผู้ที่จะซื้อน้ำยาล้างตามาใช้เองคงจะทราบดีว่า น้ำยาล้างตามีวัตถุประสงค์ใช้เพื่ออะไร ดังนั้น เราจึงไม่จำเป็นที่จะไปซื้อน้ำยาล้างตามาล้างเพื่อทำความสะอาดดวงตาทั้งที่ไม่มีความผิดปกติใด ๆ ที่ดวงตาเลย


สูงวัยอย่างแข็งแรง ต้องเริ่มเติมมวลกระดูก

“โรคกระดูกพรุน” ภัยเงียบที่นำไปสู่ทุพพลภาพและเสียชีวิตในผู้สูงอายุ ไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ

เพราะเมื่อก้าวเข้าสู่วัยสูงอายุ ร่างกายก็ทำงานไม่เหมือนเดิม เดินเหินก็ลำบาก สิ่งที่เราทำได้ก็คือการเตรียมความพร้อมให้อวัยวะที่สำคัญในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีคุณภาพ ซึ่งก็คือ กระดูก และ ฟัน

เมื่ออายุ 40-50 ปีขึ้นไป อัตราการสลายกระดูกจะเริ่มมากกว่าการสร้างเซลล์กระดูก หมายความว่า มวลกระดูกจะค่อย ๆ ลดจำนวนลง โครงสร้างภายในของกระดูกจะถูกทำลายจนเกิดเป็นรูพรุนลักษณะคล้ายกับฟองน้ำ เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนขึ้น โดยอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ปวดเอว ปวดหลัง ปวดข้อมือ หลังโก่ง ไหล่งุ้ม เตี้ยลง เป็นต้น โดยกระดูกบริเวณที่พบว่ามีโอกาสหักได้บ่อย ได้แก่ กระดูกหลัง กระดูกสะโพก กระดูกข้อมือ

เป็นผู้หญิง ยิ่งเสี่ยงมาก เพราะร่างกายจะสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็วหลังหมดประจำเดือน ยิ่งหากพลาดพลั้งสะดุดล้ม หรือลื่น ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายในวัยที่ร่างกายสั่งไม่ได้ดั่งใจ หากมีกระดูกที่แข็งแรงแล้ว ก็ไม่ต้องเสี่ยงกับการเป็นผู้ป่วยติดเตียงเพราะสะโพกหัก (Hip Fracture) ที่ 20% ของผู้ป่วย จะลงเอยด้วยการเสียชีวิต จากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ทั้งแผลกดทับ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรือติดเชื้อในกระแสเลือด

เพราะภัยเงียบอย่างโรคกระดูกพรุนไม่มีสัญญาณเตือน เมื่ออายุครบ 65 ปี หรือเมื่อหมดประจำเดือนในกลุ่มผู้หญิง ต้องหมั่นเช็กมวลกระดูก รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่กลุ่มเสี่ยงโรคกระดูกพรุนอย่างเต็มรูปแบบ ก่อนที่จะเป็น 1 ในคนที่สร้างสถิติผู้ป่วยกระดูกพรุนให้เพิ่มสูงขึ้น

วัยอย่างคุณ ต้องการแคลเซียมเท่าไร
วัยเด็ก 3-10 ปี ต้องการแคลเซียม 800 มิลลิกรัม/วัน
วัยรุ่น 11-24 ปี ต้องการแคลเซียม 800-1,000 มิลลิกรัม/วัน
วัยผู้ใหญ่ 25-50 ต้องการแคลเซียม 800-1,000 มิลลิกรัม/วัน
วัยสูงอายุ 50 ปีขึ้นไป ต้องการแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม/วัน
หญิงตั้งครรภ์และผู้ให้นมบุตร ควรได้รับแคลเซียม 1,300-1,500 มิลลิกรัม/วัน

ขุมทรัพย์แคลเซียมในอาหาร
-ผักบรอกโคลี
-กะหล่ำดอก
-กุ้ยช่าย
-กระเทียม
-ดอกขจร
-ถั่วฝักยาว

ผลไม้
-กล้วย
-ส้ม
-กีวี่
-เอพริคอต
-ฝรั่ง

อาหารอื่นๆ
-เมล็ดพืช เช่น เมล็ดเจีย
-โยเกิร์ต
-เต้าหูขาว
-ปลาซาร์ดีน หรือปลาแซลมอน

เมนูอาหารทางเลือกเพื่อเสริมแคลเซียม
-แกงจืดเต้าหู้หมูสับ
-ยำถั่วพู
-น้ำพริกกะปิ ปลาทู
-ลาบเต้าหู้
-คะน้าผัดน้ำมันหอย

ดีที่สมัยนี้มีทางเลือกรับสารอาหารได้ตรงความต้องการ อย่างอาหารเสริม ชนิดเสริมแคลเซียม เพื่อให้คุณได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอที่จะซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และบำรุงกระดูกไปพร้อมๆ กัน

ยังมีสารอาหารอื่นๆ ที่วัยสูงอายุควรได้รับ เพื่อห่างไกลจากโรคประจำตัวอย่าง ความดัน อัลไซเมอร์ และไขข้อ เพราะนอกจากแคลเซียมแล้ว วัยสูงอายุยังต้องการโอเมก้า-3 โพแทสเซียม แมกนีเซียม เพื่อป้องกันโรคยอดฮิตวัยเกษียณ ซึ่งสารอาหารพวกนี้หาได้จากอาหารเสริมประเภทน้ำมันสกัดจากอาหารทะเล เช่น น้ำมันคริลล์ และ น้ำมันปลา เป็นต้น


4 สารอาหารที่ดวงตาต้องการ

4 สารอาหาร ต่อต้านภัยร้ายคุกคามดวงตา
เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ดวงตา เราจำเป็นต้องได้รับสารอาหารมากกว่าเพียงแค่ วิตามินเอ ไบโอฟาร์มจึงขอรวบรวมสารอาหารอีก 4 ชนิดที่มีความสำคัญต่อการบำรุงดวงตา มาให้ได้อ่านกัน

แอสต้าแซนธิน
ชื่อนี้อาจฟังไม่คุ้นหูกันเท่าไรนัก แต่สารอาหารชนิดนี้สามารถพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ โดยจะพบได้มากในสาหร่ายสีแดง และอาหารที่มีสีส้ม แดง หรือเหลือง อย่างเช่น แครอท ฟักทอง รวมถึงสัตว์ทะเลอย่าง ปลาแซลมอน และเปลือกกุ้ง เปลือกปู

แอสต้าแซนธิน คือสารอาหารที่จำเป็นอย่างย่ิงสำหรับผู้ที่ต้องใช้สายตามาก ทำงานกับคอมพิวเตอร์ จ้องจอทั้งวัน พ่วงตามมาด้วยอาการตาล้า โดยแอสต้าแซนธินจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดฝอยที่จอตา และช่วยลดอาการเมื่อยล้า ที่เกิดจากการจ้องจอเป็นเวลานาน

อีกหนึ่งสรรพคุณโดดเดนของแอสต้าแซนธินที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลย คือการเป็น Super Antioxidant คือสามารถป้องกันเซลล์อนุมูลอิสระได้ทั้งในส่วนที่เป็นน้ำ และไขมัน ซึ่งทำหน้าที่เดียวกับวิตามินซี หากแต่มีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินซี ถึง 6,000 เท่า นอกจากปกป้องรักษาดวงตาแล้ว แอนต้าแซนทีนยังช่วยกระตุ้นความจำ เพิ่มภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อของร่างกาย และยังช่วยเรื่องผิวพรรณอีกด้วย

วิตามินอี

วิตามินอี
ช่วยป้องกันและชะลอการเกิดต้อกระจก ลดอัตราการเกิดจอประสาทตาเสื่อมลง 25% และเพิ่มความชุ่มชื่นให้ดวงตาเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย รวมไปถึงในดวงตาอีกด้วย ประโยชน์โดยตรงของวิตามินอี ที่มีต่อดวงตา คือช่วยป้องกัน และชะลอการเกิดต้อกระจก รวมทั้งเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ดวงตา หากใครที่เริ่มเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมในช่วงต้น วิตามินอียังสามารถช่วยลดอัตราการเกิดจอประสาทตาเสื่อมลง 25% ได้อีกด้วย เราสามารถพบวิตามินอีได้ในถั่วอัลมอนด์ บร็อกโคลี ผักโขม เป็นต้น

บิลเบอร์รี่สกัด
บิลเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งการบำรุงรักษาดวงตา และการมองเห็น พร้อมไปด้วยสารอาหารอีกนับไม่ถ้วน

บิลเบอร์รี่มีสรรพคุณ ช่วยป้องกันและรักษาอาการตาบอดกลางคืน ใครที่ต้องใช้สายตานานๆ จนเกิดอาการตาแห้ง เมื่อยล้า บิลเบอร์รี่ก็สามารถช่วยลดอาการดังกล่าวได้เช่นกัน ที่สำคัญคือบิลเบอร์รี่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในจอตา ทำให้สามารถป้องกันอาการเสื่อมของดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการต้อ ทั้งต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อ รวมถึงอาการตาเสื่อมในผู้งอายุอีกด้วย บิลเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ปลูกขึ้นในแถบยุโรป และอเมริกาเท่านั้น แต่ด้วยสรรพคุณที่มีความโดดเด่น อีกทั้งยังปลอดภัย และไม่มีผลข้างเคียง จึงมักจะถูกนำมาสกัดเป็นอาหารเสริม กลายเป็นอีกหนึ่งหนของการดูแลสุขภาพดวงตาของผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการถนอมดวงตา ที่ประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย

ลูทีน
ในดวงตาของเรามีโมเลกุลขนาดเล็กที่เรียกว่า “ลูทีน” อยู่เป็นจำนวนมากในบริเวณจุดของดวงตาที่แสงสว่างและรูปภาพจะมาตกพอดี โดยจะฉาบอยู่บนผิวของเรตินา เรียกได้ว่าจุดนี้ เป็นจุดสำคัญในการรับภาพเลยทีเดียว

หน้าที่สำคัญของลูทีน คือการกรองแสงสีฟ้า ที่มีอยู่ทั่วไปรอบตัวเรา ทั้งในแสงอาทิตย์ แสงจากหลอดไฟ หรือแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้ยากต่อการหลีกเลี่ยง ที่สำคัญคือเป็นอันตรายต่อจอประสาทตาเป็นอย่างยิ่ง

จำนวนอายุที่เพิ่มขึ้นก็ยิ่งส่งผลให้จอประสาทตา และเรตินาเสื่อม นำไปสู่โรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD) ลูทีนมีคุณสมบัติในการป้องกันการเกิดโรคดังกล่าว อีกทั้งยังช่วยลดอนุมูลอิสระที่ทำลายดวงตา

ถึงแม้ว่าดวงตาของเราจะมีลูทีนเคลือบที่เรตินาอยู่แล้ว แต่ร่างกายก็ไม่สามารถสังเคราะห์ลูทีนขึ้นมาเพิ่มเองได้ใหม่ การรับประทานอาหารที่มีลูทีน จึงเป็นส่ิงที่เราสามารถทำได้เพื่อรับสารอาหารชนิดนี้เข้าสู่ร่างกาย โดยสามารถหาได้จากผักผลไม้ที่มีสีเหลือง และสีเขียวเข้ม

วิถีชีวิตในยุคนี้ทำให้เราหลีกเลี่ยงปัจจัยทำร้ายดวงตาไม่ได้เลย แสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตามีให้พบเห็นอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ แสงจากหลอดไฟ แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแสงจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ยังไม่รวมถึงปัจจัยเรื่องอายุที่จะคอยทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของดวงตาลดลง สิ่งที่เราทำได้เพื่อให้ดวงตาแข็งแรงอยู่กับเราไปอีกยาวนาน คือการเพิ่มภูมิคุ้มกัน และการบำรุงให้แก่ดวงตาของเรา ผ่านการเลือกรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์ ให้สารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในรูปแบบของอาหารที่เราคุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงเกิดทางเลือกให้เราได้เลือกรับสารอาหารที่มีประโยชน์ได้อย่างง่ายดาย และประหยัดเวลาได้มากกว่าที่เคย นั่นก็คือ “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร”


Zinc สิ่งที่ขาดไม่ได้ สารอาหารที่ร่างกายต้องการ

เคยสงสัยกันบ้างไหม ว่าใน 1 วัน ร่างกายของเราได้รับสารอาหารตรงตามที่ต้องการหรือเปล่า? แต่ละช่วงวัยก็มีความต้องการสารอาหารที่แตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าจะอายุเท่าไร จะน้อย หรือจะมาก เราก็ควรจะดูแลสุขภาพให้ดี หนึ่งในสารอาหารสำคัญสำหรับคนทุกเพศทุกวัยก็คือ ซิงก์ (ธาตุสังกะสี)

ซิงก์เป็นสารอาหารที่ไม่ได้ให้พลังงาน แต่มีหน้าที่สำคัญในการกำกับควบคุมกระบวนการทำงานของร่างกาย ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เราจะสามารถพบซิงก์ได้ในเกือบจะทุกเซลล์ของร่างกาย เพราะซิงก์มีบทบาทสำคัญในการทำงานร่วมกับเอนไซม์ต่างๆ มากกว่า 300 ชนิด ดังนั้นแล้ว ซิงก์ จึงมีความสำคัญต่ออวัยวะทุกส่วนของร่างกาย

ร่างกายของเราไม่สามารถสังเคราะห์สารอาหารชนิดนี้ขึ้นมาด้วยตัวเองได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทาน แต่อะไรที่มากไป หรือน้อยไปก็มักไม่ดีนัก ถึงแม้ว่าซิงก์จะมีความสำคัญต่ออวัยวะทุกส่วน เราก็ควรจะเลือกรับในปริมาณที่เหมาะสม และสอดคล้องกับช่วงวัยของเรา เพื่อที่จะให้ร่างกายเกิดความสมดุล

ปริมาณซิงก์ที่เหมาะสมกับร่างกายในแต่ละช่วงวัย

อายุน้อยกว่า 1 ปี               3 – 5        มิลลิกรัม/วัน
อายุ 1 –10 ปี                   10          มิลลิกรัม/วัน
อายุ 11 ปีขึ้นไป                 15          มิลลิกรัม/วัน
สตรีในระยะตั้งครรภ์        20 – 25     มิลลิกรัม/วัน
สตรีในระยะให้นมบุตร     25 – 30     มิลลิกรัม/วัน

“ซิงก์” แร่ธาตุสารพัดประโยชน์
ซิงก์ไม่ได้แค่ป้องกันโรคใดโรคหนึ่ง หรือเป็นประโยชน์ต่อเพียงแค่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ประโยชน์ของซิงก์นั้นมีหลากหลาย ต่อคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น เด็ก ผู้ใหญ่ ผู้หญิง หรือผู้ชาย นอกเหนือจากการช่วยป้องกันโรค ยังช่วยเสริมในเรื่องของความงามอีกด้วย

ประโยชน์ในเด็ก
-กระตุ้นการเจริญเติบโต ในช่วงทารก จนถึงช่วงวัยรุ่น

ประโยชน์ในเพศชาย
-รักษา และป้องกันการเป็นหมัน
-ป้องกันต่อมลูกหมากโต ยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก

ประโยชน์ในเพศหญิง
-ป้องกันมะเร็งเต้านม
-ช่วยป้องกันปัญหาระดูผิดปกติ บรรเทาอาการปวดเกร็งอย่างผิดปกติของมดลูกก่อนมีประจำเดือน

ประโยชน์ต่อคนทุกเพศทุกวัย
-เสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้ร่างกาย: ลดระยะเวลาการเจ็บป่วย และบรรเทาอาการหวัด ทั้งยังช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
-กระตุ้นการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิว
-มีความจำเป็นต่อการสร้าง DNA
-ช่วยบรรเทาอาการอักเสบของเนื้อเยื่อผิวหนัง ที่เกิดจากผิวไหม้แดด แผลพุพอง และโรคเหงือกบางชนิด
-รักษาสิว
-บำรุงสุขภาพเส้นผม ลดทุกปัญหาของเส้นผม รวมถึงผมหงอกก่อนวัยอันควร
-ปกป้องระบบประสาท

อาหารชนิดใด ที่ให้ซิงก์กับร่างกาย?
ซิงก์มีประโยชน์มากมาย แต่อาหารชนิดไหนที่จะเป็นแหล่งสารอาหารที่เรียกว่า “ซิงก์” กันล่ะ
- อาหารกลุ่มที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ตับ นม เนย ปู กุ้ง ไข่
หอยนางรม
พืชผัก เช่น ข้าวกล้อง เมล็ดทานตะวัน เมล็ดพืช วุ้นเส้นไม่ฟอกขาว งา มันฝรั่ง ผักใบเขียวต่างๆ
ผลไม้ เช่น มะม่วง สับปะรด แอปเปิ้ล

จะเกิดอะไรหากร่างกายไม่ได้รับซิงก์ในปริมาณที่เหมาะสม?
ดังที่ได้กล่าวไปในข้างต้นว่าซิงก์เป็นสารอาหารที่ร่างกายควรได้รับในปริมาณที่พอเหมาะพอดี แล้วถ้าหากร่างกายได้รับซิงก์ในปริมาณที่มากไป หรือน้อยไปล่ะ จะส่งผลกระทบอย่างไร?
กรณีที่ได้รับซิงก์มากเกินไป
-มากเกินกว่า 100 มิลลิกรัมต่อวัน: ส่งผลต่อระดับคลอเรสเตอรอลที่จะเพิ่มขึ้นในระยะยาว ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด
-มากเกินกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน: เกิดอาการท้องเสีย คลื่นไส้อาเจียน เวียนศีรษะ เกร็งบริเวณกล้ามเนื้อท้อง และเกิดอาการผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร
-มากเกินกว่า 1.5 เท่าของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน: หากเกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานาน สังกะสีจะเข้าไปลดการดูดซึมทองแดงและธาตุเหล็ก ส่งผลให้เกิดภาวะโลหิตจาง

กรณีที่ได้รับซิงก์น้อยเกินไป
ร่างกายจะแสดงออกมาด้วยอาการทางผิวหนัง นั่นคือ
-ขนตามร่างกายร่วง ผิวหนังเป็นรอยเขียวฟกช้ำได้ง่าย
-แผลเรื้อรังไม่ยอมหายสักที มีการอักเสบระคายเคืองที่ผิวหนัง
-ผิวแห้งลอกไม่มีความชุ่มชื้น ผิวหยาบกร้าน โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นข้อพับ
-ประสาทการรับรสเริ่มด้อยประสิทธิภาพ
-แผลหายช้า
-สำหรับหญิงที่ให้นมบุตร การขาดธาตุสังกะสีจะส่งผลไปถึงการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของลูกน้อย
รู้กันอย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมเลือกทานสิ่งดีๆ อาหารที่มีประโยชน์ และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อสุขภาพที่ดี การรับสิ่งดีๆ เพื่อร่างกายของเราเอง ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถแน่นอนค่ะ


อะเซโรล่า เชอร์รี่ แหล่งวิตามินซีที่ร่างกายขาดไม่ได้

อะเซโรล่า เชอร์รี่ คือ...
ผลไม้เมืองร้อนที่ทั่วโลกให้การยอมรับว่าเป็นผลไม้ที่มีปริมาณ กรดแอสคอร์บิก หรือวิตามินซีสูงที่สุดชนิดหนึ่ง และมีไฟโตนิวเทรียนท์ (Phytonutrients) ที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณกระจ่างสดใส ให้ผิวขาวใส อมชมพู และช่วยส่งเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกันของร่างกาย บำรุงร่างกายโดยรวม ป้องกันหวัด หรือรับประทานเพื่อบำรุงร่างกาย ป้องกันหวัด

อะเซโรล่า เชอร์รี่ มีความโดดเด่นในเรื่องของวิตามินซีธรรมชาติ ที่มีปริมาณมาก โดยให้ปริมาณวิตามินซีสูงกว่าส้ม 30-80 เท่า และมีสารอาหารอื่น ๆ ประกอบด้วย เช่น ไบโอฟลาโวนอยด์, วิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ, รวมถึงสารต้านอนุมูลอิสระ ปลูกมากแถบแคริบเบียน, อเมริกากลาง และลุ่มแม่น้ำอะเมซอน และบราซิล

วิตามินซีจากธรรมชาติ ต่างจากวิตามินซีสังเคราะห์อย่างไร
1. วิตามินซีธรรมชาติดูดซึมได้ดีกว่าสังเคราะห์
2. วิตามินซีธรรมชาติให้สารอาหารอื่นนอกเหนือวิตามินซี
3. วิตามินซีธรรมชาติไม่ทำลายสารเคลือบฟัน
4. วิตามินซีธรรมชาติไม่ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร

นึกถึงวิตามินซีธรรมชาติ...นึกถึง อะเซโรล่า เชอร์รี่
อะเซโรลา เชอร์รีสด 1 ผล (100 กรัม) จะมีวิตามินซี ประมาณ 1.5 กรัม ถึงประมาณ 3.5 กรัม
น้ำอะเซโรลา เชอร์รีคั้นสด 180 มิลลิลิตร มีปริมาณวิตามินซีเทียบเท่ากับน้ำส้มคั้นสด 14 ลิตร
วิตามินซีจากผลอะเซโรลา เชอร์รี สามารถดูดซึมผ่านลำไส้เล็กได้เร็วกว่าวิตามินซี สังเคราะห์ถึง 1.63 เท่า เนื่องมาจากไฟโตนิวเทรียนท์ในผลอะเซโรลา เชอร์รี เช่น
ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และแอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ที่ช่วยเพิ่ม
การดูดซึมวิตามินซี

ความแตกต่างของวิตามินซีในอะเซโรล่า เชอร์รี่
จากการศึกษาพบว่า สารสกัดจากผลอะเซโรล่า เชอร์รีทั้งในรูปสกัดจากผลสดและน้ำคั้นมีค่า Oxygen Radical Absorbance Capacity (ORAC) หรือเกณฑ์วัดประสิทธิภาพของสารต้านอนุมูลอิสระ
สูงมากกว่าสตรอเบอร์รีและผักโขม ซึ่งทำให้ต้านอนุมูลอิสระได้ดีกว่า

อะเซโรล่า เชอร์รี่ ยังช่วยชะลอการย่อยคาร์โบไฮเดรต และการดูดซึมน้ำตาลกลูโคส ซึ่งดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน และอาจถูกพัฒนาไปเป็นสารสกัดโพลีฟีนอลจากผลอะเซโรลา เชอร์รี่ เพื่อนำมาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับมนุษย์ในอนาคต

อะเซโรล่า เชอร์รี่ เป็นผลไม้ที่ให้ประโยชน์แก่สุขภาพในปริมาณสูง ใช้เป็นวัตถุดิบในอาหารมาเป็นเวลานาน จึงมีความปลอดภัยสูง แม้รับประทานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่เป็นอันตรายต่อเม็ดเลือดแดง, เม็ดเลือดขาว หรืออวัยวะต่าง ๆ

ด้วยความเข้มข้นของวิตามินซี ที่มากกว่าผลส้ม 30-80 เท่า ความปลอดภัยจากวิตามินซีธรรมชาติ และประโยชน์ที่แตกต่าง มากกว่าแค่วิตามินซี ทำให้วิตามินซีธรรมชาติจากอะเซโรล่า เชอร์รี่ เป็นทางเลือกใหม่มาแรง ในการดูแลผิวให้แข็งแรง ชุ่มชื้น เนียนใส พร้อมเสริมภูมิต้านทานให้ร่างกาย ป้องกันหวัด และต้านอนุมูลอิสระ


วิตามินซีธรรมชาติ VS วิตามินซีสังเคราะห์

เป็นที่ยอมรับและทราบกันในวงกว้างว่า “วิตามิน C” เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะนอกจากจะเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้เราแล้ว ยังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย ดังนี้

- เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
- ช่วยส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- ส่งเสริมการทำงานของสารแอนติบอดี้ในร่างกาย เพื่อตรวจจับและทำลายเชื้อโรคต่างๆ
- ปกป้องอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่ทำร้ายเซลล์หรือก่อให้เกิดโรค
- ช่วยให้อาการของหวัดหายเร็วขึ้นหรือบรรเทาลง
- สร้างเส้นใยคอลลาเจนที่ผิวหนังชั้นใน (Dermis) ของร่างกายมีเซลล์ที่เรียกว่า Fibroblast อยู่ เซลล์นี้จะทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวยืดหยุ่น กระชับขึ้น
- จะช่วยกระตุ้น Fibroblast ให้เพิ่มปริมาณการสร้างคอลลาเจน
- ปกป้องอนุมูลอิสระจากรังสี UV จากแสงแดด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ที่เร่งการผลิตอนุมูลอิสระในร่างกาย รวมทั้งกระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิวดำให้เร็วขึ้น ทำให้ผิวเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า วิตามินซีจะเป็นสารอาหารในลำดับต้น ๆ ที่เข้าปกป้องผิว และทำลายอนุมูลอิสระที่ถูกกระตุ้นโดย รังสี UV

ซึ่งวิตามินซีในท้องตลาด มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือวิตามินซีธรรมชาติ และวิตามินซีสังเคราะห์ การที่จะได้รับประโยชน์จากวิตามินซีอย่างเต็มที่ ควรรับประทานวิตามินซีธรรมชาติ ซึ่งมีข้อแตกต่างจากวิตามินซีสังเคราะห์ดังนี้

1. วิตามินซีธรรมชาติดูดซึมได้ดีกว่าวิตามินซีสังเคราะห์
2. วิตามินซีธรรมชาติให้สารอาหารอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย ไม่ใช่แค่วิตามินซี
3. วิตามินซีธรรมชาติ จะไม่ทำลายสารเคลือบฟัน ไม่กัดฟัน ไม่ทำให้ฟันผุง่าย
4. วิตามินซีธรรมชาติ ไม่ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร
5. วิตามินซีธรรมชาติมีประสิทธิภาพสูงในการสร้างโปรตีนคอลลาเจน เพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอย เพิ่มภูมิคุ้มกันลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือดต้านทานอาการภูมิแพ้ อักเสบ ติดเชื้อ บรรเทาความดันโลหิตสูงและต้อกระจกได้

บุคคลใดบ้างที่ควรได้รับวิตามินซีมากกว่าคนทั่วไป?
- ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือผู้ที่สัมผัสควันจากบุหรี่เป็นประจำ
- ผู้ที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ
- ผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ได้รับสารอาหารน้อยกว่าปกติ
- ผู้ที่เป็นโรคร้ายแรงหรือเรื้อรังเช่น มะเร็ง หรือเอดส์

ทั้งนี้ การทานอาหารเสริม ควรทานคู่ไปกับสารอาหารอื่น ๆ ด้วย เช่น ไบโอฟลาโวนอยด์, วิตามินและแร่ธาตุอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ


“Procapil-N” สารลับที่ต่างประเทศให้การยอมรับ เพื่อช่วยให้ผมหนา

ในทุกวันนี้มีหลายๆ คนต้องทนกับอาการผมบาง ผมร่วง จากโรคผมบาง และมักมองหาทางแก้ปัญหา ที่ล้วนไม่ตรงจุด, ค่าใช้จ่ายสูง, หรือแก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราว แถมยังเสียเวลา และความมั่นใจไปมากขึ้นทุกวัน

รู้มั้ยว่าสาเหตุของโรคผมบางกว่า 80% มาจากฮอร์โมน และกรรมพันธุ์ แต่น้อยคนที่จะรู้ว่านักวิจัยได้ยอมรับแล้วว่า โรคผมบาง เป็นอาการที่สามารถรักษาให้หายได้

ในประเทศฝรั่งเศส ได้มีการคิดค้นตัวยาเพื่อรักษาโรคผมบางโดยเฉพาะ ที่ชื่อว่า Procapil-N และได้รับการยอมรับทางการแพทย์ในประเทศต่างๆ หลายประเทศ โดยตัวยา Procapil-N นี้ ประกอบไปด้วยสารสำคัญ 3 ชนิด ที่ทำหน้าที่หลากหลายเพื่อผมหนา ได้แก่

สารสำคัญใน Procapil-N
1. กรดโอลิเอโนลิก (Oleanolic Acid)
2. ไบโอทินิล จีเอชเค (Biotinyl-GHK)
3. อะพิจินิน (Apigenin)

ทำไมต้อง Procapil-N?
1. Procapil-N คิดค้นในประเทศฝรั่งเศส ได้รับการยอมรับโดยผู้เชี่ยวชาญ จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยและได้ผลจริง
2. Procapil-N ได้มาจากสารสกัดจากธรรมชาติ ไม่ใช่สารเคมีจึงไม่ระคายเคืองหนังศีรษะ เหมาะกับคนทุกสภาพผิวหนัง
3. กรดโอลิเอโนลิก ที่อยู่ใน Procapil-N มีหน้าที่ลด ​Dehydrotestosterone (DHT) และน้ำมันส่วนเกินบนหนังศีรษะ ที่เกิดจากฮอร์โมนเพศชาย ซึ่งเป็นตัวสารตั้งต้นที่จะให้เกิด DHT ที่จะทำให้ผมหลุดร่วงง่าย และงอกใหม่ยาก
4. ไบโอทินิล จีเอชเค จะช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือด เมื่อเลือดไหลเวียนดี สารอาหารก็ไปเลี้ยงเส้นผมได้ดีขึ้น
5. ส่วนอะพิจินิน เป็นโปรตีนที่เป็นช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม และเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ในการสร้างเส้นผมใหม่

เพราะฉะนั้น หากคุณกำลังมองหาทางเลือกใหม่ๆ ในการดูแลเส้นผมและหนังศีรษะ รวมทั้งอยากให้เส้นผมอยู่กับคุณไปนานๆ Procapil-N ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ฉลาด และตรงจุด เพราะสามารถแก้ปัญหาเกี่ยวกับเส้นผมได้ครอบคลุม และช่วยให้ผมแข็งแรง ร่วงน้อยลง งอกใหม่มากขึ้น หมดปัญญา

รู้ได้อย่างไรว่าผลิตภัณฑ์ตัวไหนมี Procapil-N บ้าง?
1. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ Procapil-N เป็นตัวยาหลัก มักจะเขียนไว้หน้ากล่องอยู่แล้ว เช่น “With Patent French PROCAPIL-N Innovation”
2. สังเกตดูที่ส่วนผสมที่ฉลากของผลิตภัณฑ์นั้นๆ มองหา Procapil-N หรือ ดูว่ามีสารสำคัญทั้ง 3 ชนิดใน Procapil-N ครบหรือไม่ ได้แก่ กรดโอลิเอโนลิก (Oleanolic Acid), ไบโอทินิล จีเอชเค (Biotinyl-GHK), อะพิจินิน (Apigenin)
3. ควรซื้อจากแหล่งที่ได้มาตรฐานเชื่อถือได้ หรือถามเภสัชกรเพื่อความมั่นใจก่อนซื้อ