รวมเคล็ดลับดูแลแผลผ่าคลอดและวิธีลดรอยแผลเป็น

โดยปกติแล้วแผลผ่าตัดคลอดลูกจะยาวเพื่อนำเด็กออกจากท้องได้อย่างปลอดภัย ซึ่งลักษณะแผลผ่าคลอดที่ยาวก็จะใช้เวลารักษานาน และถึงแม้ว่าแผลจะสมานตัวแล้วก็มีโอกาสเป็นรอยแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ได้ แต่คุณแม่สามารถดูแลให้แผลผ่าตัดหายไว และรักษาแผลแต่เนิ่น ๆ เพื่อลดโอกาสเกิดแผลเป็นที่เห็นชัด ในบทความนี้จะมาพูดถึงแผลผ่าตัดและวิธีดูแลตนเองให้หมดกังวลเรื่องแผลเป็นแม้ผ่านการผ่าตัดคลอดลูก
สารบัญบทความ
- เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแผลผ่าคลอด
- แผลผ่าคลอด มีลักษณะแบบไหนบ้าง
- แผลผ่าคลอดใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะหายเป็นปกติ
- หลังการผ่าคลอด มีความเสี่ยงเกิดแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ไหม
- 10 เคล็ดลับวิธีการดูแลแผลผ่าคลอดให้สมานตัวไว ปลอดภัยต่อร่างกาย
- ภาวะแทรกซ้อนที่มีโอกาสเกิดจากแผลผ่าคลอด
- สรุป ดูแลแผลผ่าคลอดไม่ให้มีรอยแผลเป็นเห็นชัด
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแผลผ่าคลอด
เมื่อพูดถึงการผ่าตัดคลอดลูก หลายคนอาจเข้าใจว่าไม่ควรขยับร่างกายเลยเพราะถ้าขยับตัวอาจทำให้แผลผ่าคลอดปริออก แต่ที่จริงแล้วหลังผ่าตัดคลอดลูกควรเริ่มขยับร่างกายเพื่อให้ลำไส้ทำงาน ลดการเกิดพังผืดบริเวณหน้าท้อง และลดการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
- วันที่ 1 หลังผ่าคลอด
ในวันแรกหลังผ่านการเปิดแผลผ่าคลอดให้เริ่มขยับร่างกายเบา ๆ เช่น พลิกตัว ลุกขึ้นนั่ง เดินเล่น แต่ถ้าหากมีอาการมึนศีรษะให้นอนราบและขยับตัวเล็กน้อยบนเตียงแทน
- วันที่ 2 เป็นต้นไปหลังจากผ่าคลอด
หลังจากผ่าคลอด 2 วันเป็นต้นไป อาจรู้สึกปวดหรือเจ็บแผลผ่าคลอดเป็นปกติ ซึ่งในระหว่างนั้นหากรู้สึกอยากไอ ให้ใช้หมอนกดแผลผ่าคลอดก่อนไอ เพื่อบรรเทาอาการปวดแผลผ่าคลอดข้างใน
แผลผ่าคลอด มีลักษณะแบบไหนบ้าง
โดยทั่วไปแล้วแผลผ่าคลอดจะยาวประมาณ 10-15 เซนติเมตร (4-6 นิ้ว) โดยแผลจากการผ่าคลอดแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตามลักษณะของแผล ดังนี้
แผลผ่าตัดตามแนวตั้ง
แผลผ่าคลอดแนวตั้งมีลักษณะเป็นแผลผ่าตัดแนวตั้งยาวจากสะดือจนถึงหัวหน่าว มักนำมาใช้ผ่าตัดฉุกเฉินเพราะสามารถผ่าได้เร็วกว่าแบบแนวบิกินี แต่ก็จะทำให้รู้สึกเจ็บแผลมากกว่า และรอยแผลผ่าคลอดจะใช้เวลาฟื้นตัวช้ากว่า
แผลผ่าตัดตามแนวบิกินี
แผลผ่าคลอดแนวนอนหรือแนวบิกินีเป็นแผลผ่าตัดแนวนอนราบเสมอกับข้างบนของหัวหน่าว จึงช่วยเก็บซ่อนรอยแผลผ่าตัดได้ดี เจ็บน้อย และใช้เวลาฟื้นตัวไว ทำให้ในปัจจุบันนิยมผ่าคลอดด้วยวิธีนี้ แต่ก็จะใช้เวลาผ่าตัดนานกว่าการผ่าตัดแนวตั้ง
แผลผ่าคลอดใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะหายเป็นปกติ
แผลผ่าตัดกี่วันหาย? โดยปกติแล้วเมื่อเย็บรอยแผลผ่าคลอด แผลจะปิดสนิทในระยะเวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์ โดยแผลผ่าคลอดชั้นนอกจะสมานตัวประมาณ 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นแพทย์จะนัดเพื่อตัดไหมออก ในส่วนของแผลผ่าคลอดชั้นในจะเริ่มสมานตัวจนแผลสนิทในระยะเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ แล้วเหลือรอยแผลเป็นที่จำเป็นต้องใช้เวลารักษา ทั้งนี้แผลผ่าตัดอาจสมานตัวช้าลงหากดูแลร่างกายอย่างไม่เหมาะสม
หลังการผ่าคลอด มีความเสี่ยงเกิดแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ไหม
หลังผ่าตัดอาจมีโอกาสเป็นรอยแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์แผลผ่าคลอดได้ ถ้าทำพฤติกรรมที่ไปกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมผิวจนสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนมากกว่าปกติ เช่น แกะ เกาแผล ยกของหนัก ออกกำลังกายหนัก ดังนั้นจึงควรเลี่ยงการทำพฤติกรรมดังกล่าว หมั่นใช้ยาทาแผลเป็นหรือซิลิโคนเจลที่มีสรรพคุณช่วยฟื้นฟูเซลล์รอบบริเวณแผลเป็น และช่วยลดรอยดำ รอยแดง ไม่ให้มีรอยแผลเป็นนูนหรีอคีลอยด์เห็นชัด
10 เคล็ดลับวิธีการดูแลแผลผ่าคลอดให้สมานตัวไว ปลอดภัยต่อร่างกาย

สำหรับคุณแม่ที่เลือกคลอดลูกด้วยการผ่าตัด แต่กลัวว่าหน้าท้องจะมีรอยแผลเป็นจากแผลผ่าคลอด ในที่นี้ก็จะมีวิธีดูแลแผลผ่าคลอดให้ฟื้นตัวได้ไวมาแนะนำ ดังนี้
1. หลีกเลี่ยงไม่ให้แผลสัมผัสน้ำ
หลังผ่าตัดคลอดลูกจะต้องระวังไม่ให้แผลผ่าคลอดสัมผัสกับน้ำอย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพราะความชื้นจะทำให้แผลผ่าคลอดติดเชื้อหรืออักเสบ ดังนั้นในกรณีที่ไม่ได้ใช้พลาสเตอร์กันน้ำปิดแผล ให้ทำความสะอาดร่างกายด้วยการเช็ดตัวแทน ถึงแม้ว่าจะใช้พลาสเตอร์แบบกันน้ำได้ก็ไม่ควรแช่น้ำนาน เพราะอาจทำให้น้ำซึมเข้าพลาสเตอร์ได้
2. หลีกเลี่ยงการยกของหนัก
การยกของหนักหรือการทำกิจกรรมที่จำเป็นต้องใช้แรงหรือเกร็งตัวเยอะ จะทำให้แผลผ่าคลอดปริออก และแผลสมานก็จะสมานตัวช้าลง ดังนั้นหลังจากผ่าคลอดลูกจึงไม่ควรยกของหนักอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อไม่ให้แผลผ่าคลอดเป็นคีลอยด์หรือรอยนูนจากกระบวนการซ่อมแซมผิวของร่างกาย
3. ดูแลแผลผ่าคลอดให้แห้งเสมอ
การดูแลแผลผ่าคลอดให้แห้งอยู่เสมอจะช่วยให้แผลผ่าคลอดลูกสมานตัวได้ดี ปกติแพทย์จะติดพลาสเตอร์กันน้ำให้ในช่วงที่ยังไม่ได้ตัดไหมแผลผ่าคลอด จึงไม่ต้องระวังเรื่องแผลโดนน้ำ ยกเว้นกรณีน้ำซึมเข้าพลาสเตอร์ให้เปลี่ยนพลาสเตอร์เพื่อไม่ให้แผลผ่าคลอดอักเสบ และหลังจากที่ตัดไหมช่วงแรกควรทำความสะอาดและเช็ดแผลให้แห้งเสมอ
4. หมั่นขยับร่างกาย
หลังผ่าตัดควรขยับร่างกายบ่อย ๆ เช่น พลิกตัว ลุกขึ้นนั่ง ยืน หรือเดิน เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวไว ไม่มีอาการท้องอืด ไม่ให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน และไม่ให้เกิดพังผืดเกาะตัวภายในช่องท้อง ทั้งนี้ไม่ควรโหมออกกำลังกายหรือขยับตัวแรงเกินไป เพราะอาจทำให้แผลผ่าคลอดฉีกออกได้
5. ทานอาหารที่เป็นประโยชน์
อาหารเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยบำรุงรักษาแผลผ่าคลอดให้ประสานตัวได้เร็ว ทำให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงเต็มที่ได้ไว ดังนั้นจึงควรทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ โดยเน้นทานโปรตีนเพื่อให้แผลสมานตัวเร็ว แต่จะต้องกินในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากเกินไปเพื่อไม่ให้ไตเสื่อม และดื่มน้ำให้เพียงพอ นอกจากนี้แล้วควรงดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน
6. ใช้ผ้ารัดท้อง
อาการปวดแผลผ่าตัดคลอดเป็นอาการปกติที่มักพบหลังคลอดลูก ซึ่งสามารถบรรเทาอาการปวดด้วยการใช้ผ้ารัดท้อง เพราะผ้ารัดท้องจะช่วยพยุงกล้ามเนื้อในขณะเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ให้แผลรั้งตึงและหย่อนคล้อยลง นอกจากนี้แล้วผ้ารัดท้องมีส่วนช่วยกระชับสัดส่วนให้กลับมาปกติได้ดังเดิมด้วย
7. ใช้ยาทาแผลเป็นหรือซิลิโคนเจล
เมื่อแผลผ่าคลอดสมานตัวจนแห้งแล้ว ควรทายาแผลเป็นหรือทาซิลิโคนเจลเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ทำให้รอยแผลเป็นนุ่มขึ้นและมีความยืดหยุ่น ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งยาทาแผลเป็นหรือซิลิโคนเจลมีสรรพคุณช่วยปรับสีรอยแผลเป็นให้จางลง ช่วยลดรอยแผลนูนหรือลดการเกิดคีลอยด์ ส่งผลให้รอยแผลเป็นมีสีที่เรียบเนียนและมีเนื้อเรียบเนียนสม่ำเสมอกับผิวได้
8. งดแกะ เกา รอยแผล
สะเก็ดแผลมักจะขึ้นเมื่อแผลผ่าคลอดเริ่มสมานตัว ซึ่งในระหว่างนั้นอาจจะรู้สึกคันแผลขึ้นมา ถ้าหากมีอาการคัน พยายามไม่แกะ เกา บริเวณแผล เพราะอาจทำให้เกิดอาการติดเชื้อ ส่งผลให้แผลสมานตัวช้าลง และอาจไปกระตุ้นให้ผิวผลิตคอลลาเจนเพื่อซ่อมแซมเพิ่มขึ้นจนเกิดรอยแผลคล้ำหรือมีคีลอยด์
9. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
หนึ่งในวิธีดูแลแผลหลังผ่าคลอดที่หลายคนอาจไม่ได้นึกถึงแต่กลับเป็นผลดีต่อร่างกายมาก คือ การนอนหลับพักผ่อน โดยการนอนหลับพักผ่อนเพียงพอจะช่วยให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายฟื้นตัวได้ไว ซึ่งจะส่งผลทำให้ร่างกายแข็งแรงและรอยผ่าคลอดสมานตัวได้เร็วขึ้น
10. ใส่เสื้อผ้าหลวม สบายตัว
เสื้อผ้าเนื้อหนา ระบายอากาศไม่ดี อาจจะทำให้แผลผ่าตัดมีความชื้นสะสม ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว และยังส่งผลต่อการสมานตัวของแผล ทำให้แผลฟื้นตัวช้าลง ดังนั้นจึงควรสวมใส่เสื้อผ้าหลวม ๆ น้ำหนักเบา ระบายอากาศง่าย เพื่อให้ร่างกายคงประสิทธิภาพในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อดังเดิม
ภาวะแทรกซ้อนที่มีโอกาสเกิดจากแผลผ่าคลอด
อาการอักเสบ ติดเชื้อ
แผลผ่าท้องเพื่อคลอดลูกมีขนาดใหญ่ จึงมีโอกาสที่แผลผ่าคลอดบวมแดง อักเสบหรือติดเชื้อง่าย โดยอาการอักเสบ ติดเชื้อ สามารถสังเกตได้จากอาการปวด แผลบวมมากผิดปกติ มีน้ำหนอง แผลมีกลิ่นเหม็น หรือรู้สึกว่ารอยเย็บแผลผ่าคลอดแยกออกจากกัน หากมีอาการดังกล่าวให้รีบเข้าพบแพทย์เพื่อรับการรักษาทันที
อาการคันแผลผ่าคลอด
อาการคันแผลผ่าคลอดเป็นอาการปกติที่พบหลังจากผ่าตัดคลอดลูก โดยอาจเกิดขึ้นจากการโกนขนบริเวณหัวหน่าว หรือเกิดขึ้นระหว่างที่แผลกำลังสมานตัว ถ้าหากรู้สึกคันห้ามเกาแผลเด็ดขาด เพราะเสี่ยงต่อการอักเสบหรือติดเชื้อ เพื่อบรรเทาอาการคัน ในช่วงแรกให้ประคบเย็นบริเวณที่คันด้วยผ้าขนหนูสะอาดห่อน้ำแข็ง และเมื่อแผลภายนอกสมานตัวแล้วสามารถทายาเพื่อลดอาการคันได้
อาการแผลเป็นพังผืด
สำหรับผู้ที่ผ่าตัดคลอดลูก ร่างกายก็จะเกิดกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ทำให้เมื่อผ่าคลอดแผลเกิดพังผืดสูงถ้าผ่าคลอดลูกหลายครั้ง ถ้าปล่อยไว้พังผืดจะเป็นตัวดึงอวัยวะบริเวณใกล้เคียง ทำให้รู้สึกปวด และอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะใกล้เคียง และอาจทำให้เป็นพังผืดในอุ้งเชิงกรานได้ ดังนั้นหากมีอาการปวดท้องน้อยหรือพบว่ามีพังผืดควรเข้าพบแพทย์เพื่อเลือกวิธีรักษาตามความเหมาะสมต่อไป
สรุป ดูแลแผลผ่าคลอดไม่ให้มีรอยแผลเป็นเห็นชัด
หลังผ่าตัดคลอดลูกจะมีรอยแผลผ่าคลอดซึ่งอาจกลายเป็นแผลเป็นนูนหรือเป็นคีลอยด์ที่น่ากวนใจได้หากดูแลแผลไม่ถูกวิธี ดังนั้นจึงควรดูแลไม่ให้แผลโดนน้ำหรือฉีกขาดเพื่อให้แผลสมานตัวได้เร็ว และถ้าหมั่นทายาทาแผลเป็นหรือทาซิลิโคนเจลวันละ 2 ครั้งหลังแผลแห้งเป็นประจำก็จะช่วยป้องกันแผลจากน้ำและฝุ่นละออง และช่วยทำให้รอยแผลเป็นจางลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อ้างอิง
Dubin, A. (2023, August 25). C-Section Scar Care: Your Guide to Helping It Heal. Parents.https://www.parents.com/pregnancy/giving-birth/cesarean/c-section-scar-care/
Watson, S. (2023, April 17). 6 Tips for a Fast C-Section Recovery. healthline. https://www.healthline.com/health/pregnancy/c-section-tips-for-fast-recovery#rest



