Nutrient

ไอโอดีน (Iodine) จำเป็นต่อร่างกายอย่างไร ?

 

ไอโอดีน (Iodine)

เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย แม้ว่าร่างกายจะต้องการไอโอดีนในปริมาณเพียงเล็กน้อยแต่ก็มีความจำเป็นมากจนขาดไม่ได้ โดยเมื่อไอโอดีนเข้าสู่ร่างกายแล้วขะจับกับกรดอะมิโนไทโรซีน (Tyrosine) แล้วสร้างเป็นฮอร์โมนที่มีชื่อว่า "ไทรอกซิน" (Thyroxine) หรือไทรอยด์ฮอร์โมนที่ฟอลิเคิลเซลล์ในต่อมไทรอยด์ที่อยู่บริเวณคอ

 

ประโยชน์ของไอโอดีน

✔ จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางสมอง ความจำ และการทำงานของร่างกาย

✔ ช่วยควบคุมการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ซึ่งมีผลต่อการใช้พลังงาน และอุณหภูมิในร่างกาย

✔ ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส

✔ ช่วยเสริมการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองของทารกในครรภ์

✔ ลดโอกาสการเกิดโรคคอพอก

 

แหล่งของไอโอดีน

✔ อาหารทะเลทุกชนิด (พบมากที่สุดในสาหร่ายทะเล)

✔ พืชที่ขึ้นบนดินที่มีไอโอดีนสูง เช่น ชา

✔ นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการเพิ่มสารไอโอดีนลงในไข่ไก่ เกลือ น้ำปลา และเครื่องปรุงรสที่ใช้เกลือเป็นส่วนประกอบอีกด้วย

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 


ผัก ผลไม้ 5 สี ดีต่อสุขภาพยังไงบ้าง ??

 

ผัก ผลไม้ 5 สี

ดีต่อสุขภาพยังไง ??

 

สีแดง

สารที่พบในอาหารสีแดงหรือสีชมพู

  • ไลโคปีน (Lycopene) เป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ให้สีแดงแก่มะเขือเทศ แตงโม ส้มโอแดง มะละกอ ดอกกระเจี๊ยบ สตรอเบอร์รี่ เชอร์รี่ เมล็ดทับทิม  หัวบีท ผลแก้วมังกร รวมถึงเนื้อสัตว์บางชนิด เช่น ปลาแซลมอน กุ้ง ปู
  • บีทาเลน (Betalain) คือ สารสีแดงและสีม่วงในหัวบีท ผลแก้วมังกร มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ

 

สีเหลืองและสีส้ม

สารที่พบในอาหารสีเหลืองและสีส้ม

  • เบต้าแคโรทีน (Beta carotene) เป็นเม็ดสีเหลือง สีแสดที่พบในพืชหลายชนิด เช่น แครอท มะละกอ มะกอก ลูกพลับ เป็นสารที่มีศักยภาพสูงในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการมองเห็นและยังช่วยให้ผิวพรรณสดใสอีกด้วย
  • ฟลาโวนอยด์ พบในเปลือกส้มและเยื่อส้ม หรือที่เรียกว่า "Citrus bioflavonoid" ออกฤทธิ์เสริมความแข็งแรงของหลอดเลือดฝอย
  • มอริน (Morin) เป็นฟลาโวนอยด์ที่พบในขนุน มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ต้ายไวรัสเริม (HSV-2) และลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง
  • เอนไซม์โปรตีนโบรมีเลน (Bromelain) พบในสับปะรด เป็นเอนไซม์ย่อยโปรตีนที่ได้จากเนื้อและแกนของผลสับปะรด มีฤทธิ์ต้านการรวมตัวกันของเกล็ดเลือด ต้านการอักเสบ
  • ลูทีน (Lutein) เป็นสารสีเหลืองที่ให้สีสันแก่พืช และยังมีประโยชน์ในการช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของ Macula ในดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งทีทำให้คนแก่ชราตาบอด

 

สีเขียว

สารที่พบในอาหารสีเขียว

  • คลอโรฟีลล์ เป็นสารที่ทำให้พืชมีสีเขียว ยิ่งมีสีเขียวเข้มมากแสดงว่ามีปริมาณคลอโรฟิลล์มาก เช่น ตำลึง คะน้า บร็อกโคลี่ ชะพลู ใบบัวบก ชะอม ผักบุ้ง ผักโขม ผลอะโวคาโด ขึ้นถ่าย แตงกวา ซึ่งเมื่อสารคลอโรฟิลล์ถูกย่อยในร่างกายแล้ว จะสามารถช่วยลดโอการสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้
  • ลูทีน (Lutein) เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ พบในผักใบเขียใเข้ม เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ผักโขม ผลอะโวคาโด ซึ่งมีประโยชน์ต่อดวงตา สามารถช่วยกรองแสงสำน้ำเงินที่มีพลังงานสูงได้
  • อินโดล-3-คาร์บินอล (I3C) พบในบร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ มีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้ และช่วยกำจัดสารพิษในร่างกายได้ดี
  • ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) เป็นสารไทโอไซยาเนต พบในพืชวงศ์กะหล่ำปลีและพบมากในบร็อกโคลี่ มีฤืทธิ์กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ ขับสารพิษจากตับ

 

สีม่วงและสีน้ำเงิน

สารที่พบในอาหารสีม่วงและสีน้ำเงิน

  • แอนโทไซยานิน สีม่วงจากพืชตระกูลเบอร์รี่ สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพในการมองเห็น และลดปัญหาที่เกิดจากระบบหมุนเวียนโลหิตได้

 

สีขาว

สารที่พบในอาหารสีขาว

  • อัลลิซิน (Allicin) เป็นสารให้กลิ่นในกระเทียม ซึ่งกระเทียมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ ฆ่าเชื้อรา ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ต้านการแข็งตัวของเลือด
  • เควอร์ซิทิน (Quercetin) เป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ พบมากในหอมหัวใหญ่ ผลแอปเปิ้ล ต้นกระทเียม ผลฝรั่ง และชาขาว มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการแข็งตัวและอุดตันของหลอดเลือด
  • ไอโซฟลาโวน (Isoflavone) พบในถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง มีฤทธิ์เป็นเอสโตรเจนอย่างอ่อน หรือที่เรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจน
  • แซนโทน (Xanthone) พบในเนื้อสีขาวแะเปลือกมังคุด มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดอาการปวดข้อเข่า ต้านจุลชีพหลายชนิด เช่น เชื้อวัณโรค และรักษาระบบภูมิตุ้มกันให้อยู่ในสภาพที่ดี
  • เพกทิน เป็นเส้นใยละลายน้ำได้ พบในแอปเปิ้ล ฝรั่ง แก้วมังกร มีความสามารถในการจับกับน้ำตาลและปล่อยโมเลกุลน้ำตาลสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดค่อนข้างคงที่ จึงลดความอยากอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 


รู้จักกับ "วิตามินดี" แล้วจะรู้ว่ามีดีกว่าที่คิด !!

 

วิตามินดี (Vitamin D)

วิตามินดี (Vitamin D)

มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับ Metabolism ของแคลเซียม และฟอสฟอรัล
โดยการดูดซึมเข้ามาสะสมในร่างกาย

🦴 เสริมสร้างกระดูก กระดูกอ่อน ฟัน และเล็บ ดังนั้น การรับประทานวิตามินดีร่วมกับแคลเซียมเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


ถ้าอยาก "สมองดี" ให้ DHA เป็นตัวช่วย !!

 

คงได้ยินกันบ่อยๆว่า DHA มีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง จึงมีผสมอยู่ในอาหารและเครื่องดื่มสำหรับเด็กๆมากมาย วันนี้เราจะมาดูกันว่าจริงๆแล้ว DHA คืออะไร และมประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง ?

DHA (Docosahexaenoic Acid) เป็นกรดไขมันที่เป็นส่วนประกอบของสมองและดวงตา ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง การเรียนรู้ ความจำ DHA จึงจำเป็นต่อการเจริญเติบตาด้านสมองและดวงตาของเด็กๆ

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


Astaxanthin

รู้หรือไม่ Astaxanthin ช่วยดูแลดวงตาได้

 

Astaxanthin

 

ถ้าพูดถึงสารต้านอนุมูลอิสระที่กำลังมาแรงที่สุดในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้น "แอสตาแซนธิน" (Astaxanthin) ซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้ดีมาก แต่นอกจากนั้น ยังสามารถบำรุงสายตาได้ดีมากอีกด้วย

แอสตาแซนธิน คืออะไร ?

แอสตาแซนธิน (Astaxanthin) เป็นสารสีส้มแดงในกลุ่มแคโรทีนอยด์ แต่มีข้อแตกต่างจากสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์อื่นๆ คือ แอสตาแซนธินจะไม่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้

แอสตาแซนธินพบได้มากในสาหร่ายขนาดเล็ก เช่น Haematococcus pluvialis ยีสต์ ปลาแซลมอนที่มาจากทะเลเท่านั้น (แซลมอนเลี้ยง จะไม่มีแอสตาแซนธิน เพราะปลาสร้างแอสตาแซนธินเองไม่ได้ ต้องได้รับจากการกินสาหร่ายเข้าไป)

 

แอสตาแซนธิน มีประโยชน์อะไรบ้าง ?

✔ แอสตาแซนธินมีฟทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระได้ดีมาก

✔ บำรุงระบบประสาท ลดโอกาสการเกิดโรคสมองเสื่อม

✔ เพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนโลหิต

✔ ช่วยชะลอวับ ป้องกันและลดการเกิดริ้วรอย

✔ บำรุงสายตา ลดอาการตาล้า

✔ ช่วยเสริมประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


วิตามินเอฟ (Linoleic acid) คืออะไร ?

วิตามินเอฟ (Linoleic acid)

 

วันนี้พามารู้จักกับ "วิตามินเอฟ" ชื่อนี้อาจจะยังไม่คุ้นหูเท่าไหร่ เพราะส่วนมากจะรู้จักกันในนาม "Linoleic acid" มีหน้าที่เผาผลาญไขมันอิ่มตัว จึงลดน้ำหนักและลดไขมันชนิดไม่ดีในร่างกาย ป้องกันไขมันเกาะติดหลอดเลือด ส่งผลให้การไหลเวียนเลือดดีขึ้น ช่วยในการเปลี่ยนเบต้าคาโรทีนเป็นวิตามินเอ

 

แหล่งอาหารที่มีวิตามินเอฟ (Linoleic acid)

วิตามินเอฟ เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหาร ซึ่งแหล่งอาหารที่มีวิตามินเอฟมาก คือ น้ำมันข้าวโพด น้ำมันฝ้าย ถั่วลิสง ผลอะโวคาโด น้ำมันงา

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


วิตามิน บี การ์ดพิทักษ์เซลล์ประสาทและสมอง

 

รู้จัก "วิตามินบี" ให้มากขึ้น

 

วิตามินบี 1

วิตามินบี 1 (Vitamin B1)

วิตามินบี 1 หรือไทอามีน (Thiamine) เป็นวิตามินบีที่มีความโดดเด่นในการช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท ซึ่งช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ นอกจากนั้น ยังสามารถช่วยเผาผลาญอาหารเพื่อนำไปใช้ใช้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย ช่วยให้อยากอาหาร และยังจำเป็นต่อสมอง กล้ามเนื้อหัวใจ

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

ร่างกายต้องการวิตามินบี 1 วันละ 1.5 มิลลิกรัม (หากรับประทานมากเกินไปจะถูกขับออกทางปัสสาวะ เพราะวิตามินบี 1 ละลายในน้ำ)

อาการเมื่อขาดวิตามินบี 1

ทำให้เป็นโรคเหน็บชา หรืออาจพบอาการช้า กล้ามเนื้อแขนขาไม่มีแรง ส่งผลไปถึงร่างกายอ่อนเพลีย หลงลืมง่าย ไปจนถึงกล้ามเนื้อตาอ่อนล้า หากเป็นมากอาจมีอาการใจสั่น หัวใจโตและเต้นเร็ว มีอาการหอบ เหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร ร่างกายหยุดการเจริญเติบโตได้

ในเด็กที่ขาดวิตามินบี 1 (Infantile beri-beri) จะร้องเสียงแหลมเพราะหงุดหงิด ขาดน้ำตาล มีอาการหอบ หรืออ้าปากร้องแต่ไม่มีเสียงเพราะกล่องเสียงเป็นอัมพาต และเสียชีวิตภายใน 2 ชั่วโมง

ในวัยผู้ใหญ่ หากขาดวิตามินบี 1 เรียกว่า เหน็บชาแห้ง จะมีอาการชา กล้ามเนื้อลีบ และอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า เหน็บชาเปียก จะมีอาการชาและบวม เมื่อกดเนื้อแล้วเนื้อจะบุ๋ม ไม่เด้งคืนตัว เมื่อยิดมือแล้วแขนสั่น และอีกกลุ่มหนึ่งได้รับผลกระทบทางสมอง เรียกว่า เวอร์นิคโคซาคอฟ (Wernicke-Korsakoff syndrome) สมองเสียประสิทธิภาพ และมีการพบว่าผู้ป่วยอัลไซเมอร์จะมีวิตามินบี 1 ต่ำ

 

วิตามินบี

วิตามินบี 2 (Vitamin B2)

วิตามินบี 2 หรือไรโบฟลาวิน (Riboflavin) ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย การสร้างเส้นผม ผิวหนัง เล็บ ช่วยให้ผิวสุขภาพดี ช่วยในการผลิตเม็ดเลือดแดง ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ และสามารถช่วยลดความรุนแรงของไมเกรนได้

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

ร่างกายต้องการวิตามินบี 2

เด็กททารก 0.3-0.4 มิลลิกรัมต่อวัน

เด็ก 0.6-0.9 มิลลิกรัมต่อวัน

ผู้ชาย 1.3 มิลลิกรัมต่อวัน

ผู้หญิง 1.1 มิลลิกรัมต่อวัน

สตรีมีครรภ์ 1.4 มิลลิกรัมต่อวัน

สตรีให้นมบุตร 1 มิลลิกรัมต่อวัน

อาการเมื่อขาดวิตามินบี 2

การขาดวิตามินบี ทำให้เกิดแผลที่มุมปากทั้งสองข้าง ที่เรียกว่า ปากนกกระจอก (Angular stomatitis) ผิวหนังแห้งและแตก ลิ้นอักเสบ เจ็บลิ้น แผลร้อนใน ผิวไวต่อแสง ตาแพ้แสงแดด กลัวแสง ผิวรอบจมูก คิ้ว และหูลอก คาแดงคัน มีผื่น น้ำตาไหล ตัวเหลือง ขาบวม ระบบการทำงานของระบบประสาทผิดปกติ รู้สึกอ่อนเพลีย

 

วิตามินบี 3

วิตามินบี 3 (Vitamin B3)

วิตามินบี 3 หรือไนอะซิน (Niacin) เชื่อว่าปัจจุบันหลายๆคนคงเคยได้ยินคุณสมบัติของวิตามินบี 3 กันมากขึ้น โดยเฉพาะในวงการสกินแคร์ ที่มักมีวิตามินบี 3 เป็นส่วนผสมในสกินแคร์ต่างๆ แต่จริงๆแล้ว วิตามินบี 3 ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในส่วนอื่นๆอีกมากมาย เพราะวิตามินบี 3 ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน ลดคอเลสเตอรอล ควบคุมน้ำตาลในเลือด ขยายหลอดเลือดเล็กๆ ช่วยในการไหลเวียนของเลือด กำจัดสารก่อการแพ้ฮีสตามีนที่ทำให้เกิดอาการคัน บรรเทาอาการข้ออักเสบ บรรเทาอาการซึมเศร้า ช่วยให้ระบบย่อยอาหาร ระบบประสาท และผิวหนังมีความสมบูรณ์และมีสุขภาพดี

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

ร่างกายต้องการวิตามินบี 3 วันละ 19 มิลลิกรัม

อาการเมื่อขาดวิตามินบี 3

อาการเมื่อร่างกายขาดวิตามินบี 3 ไม่นาน จะทำให้ท้องเสีย มีผื่น แต่ถ้าขาดรุนแรงและขาดเป็นเวลานานจะเปนโรคผิวที่โดนแสงแล้วเป็นผื่นดำ เรียกว่า เพลลากรา และมีอาการเบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้อาเจียน หลับยาก ความจำไม่ดี

 

วิตามินบี

วิตามินบี 5 (Vitamin B5)

วิตามินบี 5 ช่วยในการเผาผลาญไขมัน คาร์โบไฮเดรต เสริมการหลั่งฮอร์โมนต้านการแพ้ บำรุงผิวพรรณและเส้นผม และต่อต้านความเครียด

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

ร่างกายต้องการวิตามินบี 5 วันละ 4-7 มิลลิกรัม

อาการเมื่อขาดวิตามินบี 5

ร่างกายจะมีอาการล้า เหน็บชา ซึมเศร้า เบื่ออาหาร อาเจียน และนอนไม่หลับ

 

วิตามินบี

วิตามินบี 6 (Vitamin B6)

วิตามินบี 6 ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างเนื้อเยื่อและการเจริญเติบโตเผาผลาญไขมัน และคาร์โบไฮเดรตและเป็นพลังงาน ช่วยในการทำงานของระบบย่อยอาหาร ช่วยบำรุงผิวหนัง เป็นสารที่จำเป็นในการทำงานของระบบประสาท ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง (ฮีโมโลบิน) บรรเทาอาการเจ็บหน้าอกและปวดมดลูกก่อนมีประจำเดือน ลดการคลื่นไส้ อาเจียนในสรีมีครรภ์

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

ร่างกายต้องการวิตามินบี 6 วันละ 2 มิลลิกรัม

อาการเมื่อขาดวิตามินบี 6

หากร่างกายขาดวิตามินบี 6 อาจทำให้ผิวหนังอักเสบ คันตามผิวหนัง เกิดผื่น เกิดสิว ปากแห้งแตก ลิ้นอักเสบ เล็บเป็นคลื่น ผมร่วง กระดูกผุ ข้อเสื่อม ปวดตามมือตามเท้า ประสาทเสื่อม ลมชัก นอนไม่หลับ หงุดหงิด ซึมเศร้า อ่อนเพลีย เจ็บหน้าอก บวมก่อนมีประจำเดือน

 

ไบโอติน

วิตามินบี 7 หรือไบโอติน (Biotin)

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ "ไบโอติน" ในการเป็นตัวช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรง แต่จริงๆแล้วไบโอตินยังจำเป็นต่อกระบวนการเผาผลาญไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานให้ร่างกาย จึงสามารถช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ไบโอตินยังช่วยในการผลิตกรดไขมันเพื่อสุขภาพผิว เส้นผม ป้องกันผมหงอกก่อนวัย จึงช่วยในการรักษาสุขภาพของผิวหนัง ผม ระบบประสาท และไขกระดูกและยังช่วยในการผลิตฮอร์โมนเพศในช่วงวัยรุ่น และยังมีส่วนช่วยในการผลิตกรดอะมิโน จังจำเป็นต่อการเจริญเติบโต

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

ร่างกายต้องการไบโอตินวันละ 30-100 ไมโครกรัม

อาการเมื่อขาดไบโอติน

ทำให้ผิวหนังแห้ง ผิวหนังแตก เกิดสะเก็ดรอบจมูก ผมร่วง ผมเปราะ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ซึมเศร้า

 

วิตามินบี

วิตามินบี 12 (Vitamin B12)

วิตามินบี 12 หรือไซยาโนโคบาลามิน ช่วยในการสร้างโปรตีน ช่วยสร้างกรดอะมิโนเมทไธโอนีน ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง ลดการซึมเศร้า ต้านอาการเหน็บชา ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ

ปริมาณที่แนะนำต่อวัน

ร่างกายต้องการวิตามินบี 12 วันละ 1-2 ไมโครกรัม

อาการเมื่อขาดวิตามินบี 12

โลหิตจาง เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่ อ่อนเพลีย เจ็บลิ้น เจ็บปาก การเจริญเติบโตในเด็กไม่เป็นไปตามปกติ ขาดสมาธิ เครียด กล้ามเนื้อเจ็บตึง อัมพาต

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


ไขมันดี VS ไขมันเลว เลือกกินยังไงให้สุขภาพดี ?

 

 

เรื่องที่คุณอาจยังไม่รู้ เกี่ยวกับ

"ไขมัน"

 

เชื่อว่าหลายๆคน แค่ได้ยินคำว่า "ไขมัน" ก็อยากจะหลีกเลี่ยงไปให้ไกลๆ แต่จริงๆแล้วไขมันมีอะไรมากกว่าแค่ทำให้ "อ้วน" เพราะจริงๆแล้วไขมันมีหน้าที่ต่างๆมากมายที่ช่วยในกลไกการทำงานของร่างกาย แน่นอนว่ามีทั้งประโยชน์และโทษ เพราะฉะนั้น วันนี้เราจะมาทำความเข้าใจ "ไขมัน" กันใหม่ !!

คอเลสเตอรอล (Cholesterol) คืออะไร ??

คอเลสเตอรอล คือ อนุภาคไขมันซึ่งผลิตขึ้นที่ตับและนำส่งไปที่เซลล์ต่างๆ เป็นสาตั้งต้นในการสร้างฮอร์โมนเพศ และสร้างสารสเตอรอลที่อยู่ใต้ชั้นผิวหนังเพื่อเปลี่ยนเป็นวิตามินดีเมื่อผิวสัมผัสกับแสงแดด และยังทำหน้าที่เป็นส่วนประกอบหนึ่งของผนังเซลล์

ใน 1 วัน ควรได้รับคอเลสเตอรอลเท่าไหร่ ?

ในหนึ่งวันเราควรได้รับคอเลสเตอรอลไม่เกิน 200-300 มิลลิกรัม เพราะถึงแม้ว่าคอเลสเตอรอลจะมีประโยชน์ต่อการทำงานของกลไกในร่างกายบางส่วน แต่การได้รับคอเลสเตอรอลในปริมาณที่มากเกินไปจะส่งผลเสียต่อร่างกายและควรระมัดระวังอย่างมาก ซึ่งการที่ร่างกายจะได้รับคอเลสเตอรอลเข้าไปนั้นก็มาจากการรับประทานอาหารต่างๆนั่นเอง ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องรู้ว่าอาหารอะไรให้ไขมันชนิดไหนกันบ้าง โดยคอเลสเตอรอลที่ควรรู้จักแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

  1. ชนิดไขมันดี (High Density Lipoprotien) หรือ HDL
  2. ชนิดไขมันเลว (Low Density Lipoprotein) หรือ LDL

 

ไขมัน

ไขมันดี (High Density Lipoprotien) หรือ HDL 

เป็นไขมันที่เปรียบเสมือนพาหนะบรรทุกไลโปโปรตีน (Lipoprotein) ที่มีความหนาแน่นสูง โดยจะขนส่งไขมันในเลือดทั่วร่างกายไปทำลายที่ตับ ไขมัน HDL จึงเป็นไขมันชนิดที่ดีต่อร่างกาย ดังนั้น เมื่อร่างกายมีปริมาณไขมัน HDL สูง ก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพ ซึ่งโดยปกติแลวระดับไขมัน HDL ในผู้ชายจะมากกว่า 60 มิลลิกรัม/เดซิลิตร (หากน้อยกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตรถือว่าอยู่ในภาวะเสี่ยง)  และผู้หญิงควรมีมากกว่า 60 มิลลิกรัม/เดซิลิตร (หากน้อยกว่า 50 มิลลิกรัม/เดซิลิตรถือว่าอยู่ในภาวะเสี่ยง)

 

ไขมันดี

อาหารแหล่งไขมันดี (HDL)

✔ น้ำมันมะกอก

✔ ถั่วและพืชมีฝัก

✔ โฮลเกรน (ธัญพืชไม่ขัดสี) ข้าวกล้อง

✔ ผลไม้ไฟเบอร์สูง เช่น พรุน แอปเปิล ลูกแพร์

✔ ปลาแซลมอน ปลาแมกเคอเรล ปลาซาร์ดีน ปลาเทราต์สายรุ้ง ปลาทูน่าชนิดอัลบอคอร์

✔ เมล็ดแฟลกซ์

✔ บราซิลนัต (ถั่วบราซิล) อัลมอนด์ พิสตาซิโอ ถั่วลิสง

✔ เมล็ดเจีย

✔ อะโวคาโด

✔ ถั่วเหลืองและผลิตภัรฑ์จากถั่วเหลือง

ไขมันเลว

ไขมันเลว (Low Density Lipoprotein) หรือ LDL

เป็นไขมันที่ติดกับหลอดเลือด ส่งผลให้เกิดภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน หลอดเลือดหัวใจแข็งตัได้ และถ้าไปสะสมที่สมองอาจทำให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ถ้าไปสะสมที่หลอดเลือดฝอย จะก่อให้เกิดโรคต่างๆได้มากมายถ้าไปสะสมที่ผนังหลอดเลือดบริเวณอุ้งเชิงกรานจะทำให้เกิดภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้

 

ไขมัน

อาหารแหล่งไขมันเลว (LDL)

✖ ของทอด

✖ เนื้อสัตว์

✖ นม

✖ ชีส เนย

✖ กะทิ

✖ เบคอน

ไขมัน

สรุปว่า... กินไขมันได้มั้ย ?

จริงๆแล้วไม่ใช่ทุกอย่างจะเป็นตัวร้ายเสมอไป ไขมันมีประโยชน์ในการช่วยดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุ และช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย แต่ไขมันชนิดเลว (LDL) ในปริมาณที่มากเกินไปก็เป็นสาเหตุของคอเลสเตอรอลสูง ซึ่งเป็นที่มาของโรคเรื้อรังอันตราย เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด

สรุปคือ... เราควรกินอาหารที่มีไขมันในปริมาณที่เหมาะสม โดยเลือกกินอาหารที่ให้ไชมันชนิดดี (HDL) เช่น อะโวคาโด น้ำมันมะกอก เพื่อเพิ่มปริมาณไขมันดีในร่างกาย และหลีกเลี่ยงอาหารที่ให้ไขมันชนิดเลว เช่น ของทอดต่างๆ เพื่อลดโอกาสการเกินภาวะคอเลสเตอรอลสูง

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


สารอาหาร

4 สารอาหาร จำเป็นสำหรับวัยกำลังโต

สารอาหาร

 

สารอาหารสำคัญ สำหรับ

"เด็กกำลังโต"

 

วิตามินซี

วิตามินซี (Vitamin C)

เป็นวิตามินที่คงรู้จักกันดีที่สุดแล้ว สำหรับวิตามินซี ไม่ว่าช่วงไหน วัยไหน ก็ต้องเสริมวิตามินซีอย่าได้ขาด!! เพราะวิตามินซี ช่วยป้องกันหวัด และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับเด็กๆ

วิตามินซีมีคุณสมบัติเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ และเป็นวิตามินที่สลายตัวเร็วเมื่อตั้งทิ้งไว้ในอากาศ โดนแสง และความร้อน ทำให้พืชผักที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารต่างๆมักสูญเสียวิตามินซีไปได้ง่ายๆในระหว่างขั้นตอนการปรุงอาหาร  เช่น การหั่นผักแล้วล้างก็อาจะทำให้วิตามินซีละลายไปกับน้ำแล้ว หรือการนำไปต้มด้วยความร้อนก็สามารถทำลายวิตามินซีได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายของเราไม่สามารถผลิตและไม่สะมารถสะสมวิตามินซีไว้ได้นาน เพราะวิตามินซีละลายในน้ำและจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้ร่างกาของเรามีโอากาสที่จะขาดวิตามินซีได้ง่าย จึงมีการแนะนำให้รับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวันเพื่อป้องกันการ ขาดวิตามินซี นั่นเอง

 

แคลเซียม

แคลเซียม (Calcium)

แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่พบมากที่สุดในร่างกาย คือ 2% โดย 99% ของแคลเซียมจะพบในกระดูก ฟัน เล็บ และพบ ส่วนอีก 1% พบที่กล้ามเนื้อ จะเห็นได้ว่า แคลเซียมเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยในการเติบโตของเด็กๆ เพราะช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง

หลายๆคนอาจจะรู้จัก “แคลเซียม” ในฐานะของส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟันและจำเป็นต่อการคงสภาพปกติของกระดูกและฟัน แต่นอกจากจะเป็นสารที่จำเป็นต่อกระดูกและฟันแล้ว แคลเซียมยังมีประโยชน์อย่างมากต่อระบบอื่นๆในร่างกาย เช่น

  • มีส่วนช่วยในการแข็งตัวตามปกติของเลือด
  • มีส่วนช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากเมตาบอลิซึมตามปกติ
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของกล้ามเนื้อ
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของสารสื่อประสาท
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของเอนไซม์ในระบบอ่อนอาหาร

 

โอเมก้า3

น้ำมันปลา (Fish Oil)

น้ำมันปลา จัดอยู่ในสารอาหารประเภทไขมัน ซึ่งเป็นแหล่งของกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย คือ กรดไขมันโอเมก้า-3 (Omega-3) ซึ่งโอเมก้า-3 ที่พบในน้ำมันปลามี 2 ชนิด คือ EPA และ DHA

EPA (Eicosapentaenoic Acid) มีคุณสมบัติในการลดไขมัน ไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL Cholesterol) ในเลือด ป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือดซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคหลอดเลือดสมองตีบตันและหัวใจขาดเลือด จึงลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

DHA (Docosahexaenoic Acid) เป็นกรดไขมันที่เป็นส่วนประกอบของสมองและดวงตา ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการทางสมอง การเรียนรู้ ความจำ DHA จึงจำเป็นต่อการเจริญเติบตาด้านสมองและดวงตาของเด็กๆ

 

วิตามินรวม

วิตามินรวม (Multivitamins)

เป็นการนำวิตามินที่จำเป็นต่อการดูแลร่างกายขั้นพื้นฐานมารวมกัน เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดสารเหล่านั้น เช่น วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินดี

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


บำรุงสุขภาพ ด้วยสารอาหารที่เหมาะกับคุณ

 

สารอาหารตัวไหน เกี่ยวข้องกับร่างกายยังไง 

มาดูกัน!!

 

ถูมิคุ้มกัน

ระบบภูมิคุ้มกัน

วิตามินซี

วิตามินซี (Vitamin C) แบ่งออกเป็น 2 ชนิดที่รู้จักกันดีคือ วิตามินซีจากธรรมชาติ และวิตามินซีสังเคราะห์ ซึ่งสามารถช่วยบำรุงสุขภาพ และเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ทั้ง 2 ชนิด

ซิงค์ (Zinc)

หลายคนอาจรู้จักกับซิงค์ในฐานะตัวช่วยลดความมันบนใบหน้าหรือลดการเกิดสิว แต่ความจริงแล้วซิงค์มีประโยชน์มากกว่านั้น เพราะซิงค์ สามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของ T-Cell ซึ่งเป็นเม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคในร่างกายได้

 

บำรุงร่างกาย

บำรุงร่างกาย โดยรวม

วิตามินรวม (Multivitamins)

เป็นการนำวิตามินที่จำเป็นต่อการดูแลร่างกายขั้นพื้นฐานมารวมกัน เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดสารเหล่านั้น เช่น วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินดี

 

เกลือแร่ (Minerals)

เป็นสารที่จำเป็นต่อร่างกายเช่นกัน เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม โครเมียม ซีลีเนียม

 

BCAAs (Branched Chain Amino Acids)

คือ กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้จากการรับประทานอาหารเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย ลิวซีน (Leucine), ไอโซลิวซีน (Isoleucine) และวาลีน (Valine)

 

แคลเซียม (Calcium)

เป็นแร่ธาตุที่พบมากที่สุดในร่างกาย ช่วยดูแลร่างกายแบบองค์รวม ทั้งกระดูก สมอง เสริมภูมิคุ้มกัน และลดระดับไขมันในเลือด

 

สารสกัดจากใบแปะก๊วย (Ginko)

มีส่วนช่วยให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และเสริมประสิทธิภาพในการดูดซึมแคลเซียม

 

สมอง

บำรุงสมอง

น้ำมันปลา (Fish Oil)

มีสาร DHA ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการจดจำและเสริมสร้างสมาธิ

 

วิตามินบี (Vitamin B)

ช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทและสมอง จึงมีส่วนช่วยในการคลายเครียดได้

 

ตา

บำรุงดวงตา

สารสกัดจากลูทีน (Lutein)

เป็นสารอาหารปกป้องดวงตา ช่วยปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้าได้

 

สารสกัดจากบิลเบอร์รี่ (Bilberry)

เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น และชะลอความเสื่อมของดวงตาได้

 

แอสตาแซนธิน (Astaxanthin)

เป็นสารสีส้มแดงในกลุ่มแคโรทีนอยด์ แต่ต่างจากแคโรทีนอยด์อื่นๆคือ แอสตาแซนธินไม่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง ช่วยลดอาการตาล้าได้

 

บำรุงหัวใจ

บำรุงหัวใจ & หลอดเลือด

โคคิวเท็น (CoQ10)

เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของเซลล์ในร่างกาย พบว่า 95% ของพลังงานที่ร่างกายมนุษย์สร้างขึ้ต้องใช้โคคิวเท็น โดยเฉพาะหัวใจ ซึ่งเป็นอวัยวะที่ต้องใช้พลังงานในการสูบฉีดเลือดไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย โคคิวเท็นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง จึงช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้แก่เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ จึงช่วยบำรุงระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงผิวพรรณและต่อต้านริ้วรอยอีกด้วย

 

น้ำมันปลา (Fish Oil)

ช่วยลดระดับไขมันในเลือด สาเหตุหลักของโรคหัวใจและหลอดเลือด

 

บำรุงผม

บำรุงผม & เล็บ

ซิงค์ (Zinc)

เป็นองค์ประกอบหลักของกระบวนการสร้างเส้นผมและเล็บที่แข็งแรง

 

ไบโอติน (Biotin)

คือวิตามินชนิดหนึ่งในตระกูลวิตามินบี (Vitamin B7) ช่วยบำรุงผมและเล็บให้แข็งแรง

 

บำรุงผิว

บำรุงผิว

คอลลาเจน (Collagen)

เป็นส่วนประกอบสำคัญของผิวหนัง ช่วยปกป้องริ้วรอยก่อนวัย และเพิ่มความชุ่มชิ้นให้ผิว

 

กลูต้าไธโอน (Glutathione)

กลูต้าไธโอน เป็นสารประเภทโปรตีนขนาดเล็ก มีหน้าที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระในเลือด จึงส่งเสริมการทำงานของสารต่อต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ เช่น วิตามินซี ทำให้วิตามินซีมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีส่วนช่วยในการยับยั้งการผลิตเม็ดสีเมลานิน ช่วยให้ผิวขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติ

 

สารสกัดจากเบอร์รี่ (Berry extract)

เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ สามารถช่วยลดเลือนรอยฝ้า จุดด่างดำ และรอยหมองคล้ำต่างๆได้

 

อะเซโรร่าเชอร์รี่ (Acerola Cherry)

เป็นวิตามินซีจากธรรมชาติ ช่วยเสริมสร้างกระบวนการผลิตคอลลาเจน และต่อต้านอนุมูลสระ เพื่อผิวพรรณที่สดใส

 

บำรุงกระดูก

บำรุงกระดูก & ข้อต่อ

แคลเซียม (Calcium)

มีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกระดูกและฟัน

 

โบรอน (Boron)

ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการดูดซึมแคลเซียม

 

คอลลาเจน ชนิดที่ 2 (Collagen Type II)

คอลลาเจนเป็นสารที่พบในสัตว์ เนื่อเยื่อเกี่ยวพัน เส้นเอ็น ผิวหนัง ข้อต่อ และกระดูกอ่อน โดยคอลลาเจนมี 28 ชนิด แต่ชนิดที่สำคัญในการสร้างเว้นใยและพบมากมี 5 ชนิดคือ

  1. Collagen I (ชนิดที่ 1) เป็นคอลลาเจนที่พบมากที่สุด 90% ของทั้งหมด พบที่ผิวหนัง เอ็น กระดูก ผนังหลอดเลือด
  2. Collagen II (ชนิดที่ 2) พบที่กระดูกอ่อน วุ้นในตา
  3. Collagen III (ชนิดที่ 3) พบที่ผนังเส้นเลือด เนื้อเยื่อที่สร้างใหม่ ผิวหนัง มดลูก ลำไส้
  4. Collagen V (ชนิดที่ 4) พบที่ผม รก ผิวเซลล์
  5. Collagen XI (ชนิดที่ 5) พบที่กระดูกอ่อน วุ้นในตา

โดยคอลลาเจนที่เป็นส่วนประกอบที่สำคัญบริเวณข้อต่อ คือ คอลลาเจนชนิดที่ 2 (Collagen II) ซึ่งพบมากในกระดูกอ่อน มีหน้าที่ช่วยลดการเสียดสีและกระแทกระหว่างกระดูก ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมกระดูกอ่อน

 

สารสกัดจากขมิ้น (Turmeric Extract)

สารสำคัญในขมิ้นเป็นสารสีเหลืองชื่อว่าเคอร์คูมิน (Curcumin) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันความเสื่อมของเซลล์ และยังสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดข้อต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

กลูโคซามิน (Glucosamine)

ช่วยเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงระหว่างข้อ และฟื้นฟูกระดูกอ่อน

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


แคลเซียม

กว่าจะเติม แคลเซียม เต็ม 1,200 มิลลิกรัม ต้องกินอะไรบ้าง ??

แคลเซียม

วันนี้คุณได้รับ... แคลเซียม

เพียงพอแล้วหรือยัง ?

 

ก่อนอื่นต้องมาเช็คกันก่อนว่าวัยของคุณ ต้องการ แคลเซียม มากแค่ไหน ?? เพราะคนแต่ละช่วงวัยมีความต้องการแคลเซียมในปริมาณที่ไม่เท่ากัน

  • อายุตั้งแต่ 1 ถึง 30 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลกรัม เพราะร่างกายยังสามารถดูดซึมแคลเซียมและเก็บสะสมไว้ได้ดีอยู่
  • อายุ 30 ปีขึ้นไป ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม ร่างกายในวัยนี้หยุดเก็บแคลเซียมแล้ว ดังนั้น เราต้องเติมแคลเซียมให้กับร่างกายอยู่ตลอดห้ามขาด
  • อายุ 50 ปี (วัยทอง) ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • อายุ 50 ปีขึ้นไปและคุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องการแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัม

โดยอาหารที่จะแนะนำต่อไปนี้ จะทำให้คุณได้รับแคลเซียม 1,200 มิลลิกรัม

 

แคลเซียมในนม

ต้องดื่มนม 6.6 แก้ว เพื่อ แคลเซียม ที่เพียงพอ

สิ่งที่เป็นแหล่งแคลเซียมที่คนส่วนใหญ่รู้จักมากที่สุด น่าจะเป็น นม ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่นมวัวเป็นแหล่งแคลเซียมที่ดีต่อร่างกาย ทำให้คนไทยได้รับการรณรงค์ให้ดื่มนมกันมานาน แต่รู้หรือไม่ว่า คุณอาจต้องดื่มนมถึงวันละ 6.6 แก้ว เพื่อแลกกับปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอต่อหนึ่งวัน ในทางกลับกัน นมอาจไม่ได้มีแต่ข้อดีเสมอไป เพราะนมอาจไม่ได้เหมาะกับร่างกายของทุกๆคน เพราะพบว่าบางคนไม่สามารถดื่มนมที่มาจากสัตว์ได้ โดยจะมีอาการแยกออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. แบบที่ไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็กโทส (Lactose) ในนมได้

เพราะว่าร่างกายของคนๆนั้นไม่มีเอนไซม์แล็กเทส (Lactase Deficiency) ที่ใช้สำหรับย่อยน้ำตาลแล็กโทส ดังนั้น เมื่อคนที่ร่างกายไม่มีน้ำย่อยที่สามารถย่อยน้ำตาลแล็กโทสดื่มนมเข้าไป ก็จะไม่เกิดการย่อย และแน่นอนว่าเมื่อย่อยไม่ได้ ก็จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพตามมา โดยจะเกดอาการต่อระบบทางเดินอาหารหลังดื่มนม ภายใน 2 ชั่วโมงหลังดื่มนมหรือแม้แต่การกินผลิตภัรฑ์ที่มีส่วนผสมเกี่ยวกับนมก็อาจทำให้เกิดอาการได้เช่นกัน เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องเสีย ปวดท้อง หรือรู้สึกไม้สบายท้อง แก๊สในช่องท้องมาก ผายลมบ่อย ซึ่งอาการจะแสดงออกมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับปริมาณของน้ำตาลแล็กโทสที่กินเข้าไป

สิ่งที่น่าตกใจคือ มีการพบว่า ประชากรบนโลกมากถึง 70% มีภาวะพร่องเอนไซม์แล็กเทสในวัยผู้ใหญ่ หมายความว่า มีผู้ใหญ่จำนวนมากที่มีอาการแพ้นม โดยเฉพาะคนเอเชีย มีอัตราการย่อยนมวัวไม่ได้สูงถึง 90% หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กินนมแล้วเกิดอาการท้องเสียทุกที แสดงว่า ร่างกายของคุณไม่สามารถย่อยน้ำตาลในนมได้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่ดีต่อระบบย่อยอาหารและลำไส้ของคุณแน่นอน แต่ปัจจุบันยังโชคดีที่มีผู้ผลิตนมมากมาย เริ่มผลิตนมวัวสูตรปราศจากน้ำตาลแล็กโทสออกมาเพื่อเป็นทางเลือกให้กับคนที่แพ้นมในดื่มนมวัวกันแล้ว แต่หากใครไม่ชอบดื่มนมวัว ก็ยังสามารถได้แคลเซียมจากการรับประทานอาหารอื่นๆอีกหลายชนิด

2. แบบแพ้โปรตีนในนม (Cow's Milk Allergy)

โดยจะเกิดจากภูมิคุ้มกันรางกายที่ตอบสนองต่อโปรตีนบางชนิดที่พบในนมบ่อยๆ เช่น แพ้โปรตีนเคซีน (Casein) ในนม ซึ่งเป็นโปรตีนที่พบมากในนมวัว โดยมีสัดส่วนสูงมากถึง 80% มักจับตัวเป็นก้อนและย่อยยาก และยังมีการพบโปรตีนประเภทอื่นๆในนม เช่น แพ้แอลฟา-แล็กตัลบูมิน และแพ้บีตา-แล็กโทโกลบูลิน ซึ่งจะทำให้เกิดสารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ในร่างกายอย่างฮีลตามีน (Histamine) ทำให้เกิดอาการแพ้ทั้งระบบผิวหนัง เช่น อาการลมพิษ วิงเวียนศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ

 

แคลเซียม

ไข่ 66.6 ฟอง

ไข่ไก่ เป็นอีกอาหารอีกอย่างที่เรียกได้ว่าต้องอยู่คู่ครัว รับประทานกันตั้งแต่เด็กจนโต โดยเราอาจต้องรับประทานไข่ไก่ถึง 66.6 ฟอง ถึงจะได้รับแคลเซียมเพียงพอ

 

งาดำ

งาดำ 9 ช้อน

สำหรับคนที่ชอบรับประทานงาดำจะรู้ดีว่า งาดำมีประโยชน์หลายอย่าง รวมถึงมีแคลเซียมสูงอีกด้วย

 

แคลเซียม

ปลาเล็ก ปลาน้อย 14 ช้อน

อาหารว่างเล็กๆน้อยๆอย่างปลาเล็ก ปลาน้อย ก็มีแคลเซียมสูงไม่แพ้กัน เพราะปลาเล็กปลาน้อยมีข้อดีคือ สามารถรับประทานได้ทั้งตัว ทำให้เราได้รับแคลเซียมได้มากขึ้น

 

บร็อคโคลี

บร็อคโคลี 4.2 หัว

มาถึงผักกันบ้าง หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ผักต่างๆก็มีแคลเซียมเช่นกัน อย่างบร็อคโคลี 4.2 หัว ก็ให้ปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอต่อร่างกายได้เช่นกัน

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


ประโยชน์ของ ซิงค์ (Zinc) ที่คุณต้องการเล็กน้อย แต่ก็ขาดไม่ได้

 

ซิงค์ หรือ สังกะสี (Zinc)

ซิงค์ เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการ แต่ต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อย หากเราสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ ร่างกายของเรามักจะไม่ขาดแร่ธาตุสังกะสีนี้ แต่อาจมีปัจจัยบางอย่างที่ทำให้ร่างกายของเราได้รับซิงค์ไม่เพียงพอ เช่น ผู้ป่วยเป็นโรคลำไส้อักเสบ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หรือผู้ที่ทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่เป็นประจำก็อาจทำให้ร่างกายขาดซิงค์ได้ การใช้ชีวิตประจำวันบางอย่างก็อาจส่งผลให้ร่างกายขาดซิงค์ได้เช่นกัน เช่น ผู้ที่ดื่มเหล้าเป็นประจำ หรือผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก อาจรับประทานอาหารน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ ทำให้ขาดซิงก์ได้

ถึงแม้ร่างกายจะต้องการซิงค์ในปริมาณเพียงเล็กน้อย แต่ซิงค์ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ดังนั้น จึงเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายขาดไม่ได้เช่นกัน

(คลิ้กเพื่ออ่าน >> ข้อมูลเกี่ยวกับซิงค์เพิ่มเติม)

 

ซิงค์

ซิงค์ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้เราแข็งแรงอยู่เสมอ

ซิงค์ เป็นสารที่มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนและเอนไซม์ต่างๆ ซึ่งจำเป็นต่อโครงสร้างและการทำงานของเอนไซม์กว่า 300 ตัว เอนไซม์ที่มีสังกะสีประกอบ จึงมีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตและพัฒนาการในเด็กวัยกำลังเจริญเติบโต ฉะนั้น เด็กๆควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่อย่างเหมาะสม เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหาร แร่ธาตุอย่างเพียงพอ รวมถึงซิงค์ด้วย เพื่อพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่สมวัย

นอกจากนี้ ซิงค์ยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ป้องกันและลดการติดเชื้อทางเดินอาหารและทางเดินหายใจได้ ส่วนในกรณีเป็นหวัด ซิงค์ สามารถช่วยบรรเทาอาการหวัด ช่วยให้หวัดหายเร็วขึ้นได้อีกด้วย

ซิงค์ กับ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

ซิงค์ ช่วยในการทำงานของอินซูลิน และป้องกันการถูกทำลายจากอนุมูลอิสระซึ่งมีมากในผู้ป่วยโรคเบาหวาน

 

Zinc

ซิงค์ช่วยลดสิว เผยผิวสวย บำรุงผมและเล็บให้สุขภาพดี

แร่ธาตุซิงค์จำเป็นต่อการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนัง ผม เล็บ จึงมีส่วนช่วยในการสมานแผล รักาาแผลต่างๆให้หายเร็วมากยิ่งขึ้น สามารถช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และต้านการอักเสบได้ดี ดังนั้น ปัญหาผิวที่ทำให้ผิวเกิดการอักเสบ เช่น ปัญหาสิว รอยแผลเป็นจากการเป็นสิว ก็สามารถสมานให้หายได้ดีขึ้นด้วยการมีแร่ธาตุซิงค์ที่เพียงพอในร่างกาย

นอกจากนี้ซิงค์ยังช่วยลดความดันโลหิตสูง หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ กระตุ้นการส้รางเนื้อกระดูก ลดการสลายของกระดูกอีกด้วยม

 

ซิงค์

ซิงค์เพื่อนซี้คุณผู้ชาย หลากหลายคุณประโยชน์

ซิงค์ มีส่วนช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง เมื่อร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงแล้วก็ส่งผลให้สุขภาพโดยรวมมีความสมบูรณ์ ซึ่งซิงค์มีความจำเป็นต่อการทำงานของต่อมลูกหมากด้วย

 

ซิงค์

เมื่อร่างกายขาดซิงค์

การขากซิงค์ พบได้ทั้งในเด็กทั้งประเทศที่พฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ดังนั้น มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ร่างกายขาดซิงค์ และซิงค์ยังมีผลต่อการผลิตน้ำนมของแม่อีกด้วย ดังนั้น หากร่างกายของคุณแม่ขาดซิงค์ ก็อาจทำให้กระบวนการผลิตน้ำนมไม่สมบูรณ์

อาการเมื่อร่างกายขาดซิงค์เป็นเวลานาน

✖ ทำให้เด็กมีพฒนาการเจริญเติบโตของร่างกายที่ช้า ทำให้เด็กตัวเล็ก

✖ ผิวหนังมีการอักเสบเป็นผื่นแดง ระยะแรกจะเป็นรอบปากและลามไปที่แขนขา และพุพอง

✖ ทำให้การรับรู้รสชาติน้อยลง อาจมีอาการเบื่ออาหาร

✖ อาจทำให้ผมร่วง ผมแห้งแตกปลาย เล็บเปราะ เล็บเป็นจุดขาว และทำให้ผิวแห้ง

✖ มีอาการตาฟาง ตาบอดกลางคืนเหมือนการขาดวิตามินเอ

✖ แผลหายช้า

✖ ภูมิต้านทานลดต่ำลง

✖ เมื่อร่างกายมีแร่ธาตุซิงค์ต่ำ อาจส่งผลให้ความดันโลหิตสูง ซึ่งเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคเบาหวาน

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


ขาดวิตามินซี ทำให้มีอาการแบบนี้นี่เอง

ขาดวิตามินซี

" จะรู้ได้อย่างไรว่า...

ร่างกาย ขาดวิตามินซี "

 

วิตามินซีหรือกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) พบได้ในผลไม้รสเปรี้ยวทุกชนิด มีมากที่สุดในผลมะขามป้อม โดยมะขามป้อม 100 กรัมมีวิตามินซีประมาณ 1,700 มิลลิกรัม รองลงมาคืออะซโรลาเชอร์รี่ โดยอะซโรลาเชอร์รี่ 100 กรัมจะให้วิตามินซีประมาณ 1,600 มิลลิกรัม และยังพบได้ในผักใบเขียว มันฝรั่ง มะเขือเทศ โดยวิตามินซีที่ดีที่สุดคือวิตามินซีที่มาจากผลไม้ เพราะจะมีสารซีตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ (Citrus bioflavonoids) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งและช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของวิตามินซีได้ดี (คลิ้กเพื่ออ่านเพิ่มเติม วิตามินซีจากธรรมชาติ VS วิตามินซีสังเคราะห์ ) แต่ข้อควรระวังของวิตามินซีก็คือ วิตามินซีมีคุณสมบัติเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ และเป็นวิตามินที่สลายตัวเร็วเมื่อตั้งทิ้งไว้ในอากาศ โดนแสง และความร้อน ทำให้พืชผักที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารต่างๆมักสูญเสียวิตามินซีไปได้ง่ายๆในระหว่างขั้นตอนการปรุงอาหาร  เช่น การหั่นผักแล้วล้างก็อาจะทำให้วิตามินซีละลายไปกับน้ำแล้ว หรือการนำไปต้มด้วยความร้อนก็สามารถทำลายวิตามินซีได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายของเราไม่สามารถผลิตและไม่สะมารถสะสมวิตามินซีไว้ได้นาน เพราะวิตามินซีละลายในน้ำและจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้ร่างกาของเรามีโอากาสที่จะขาดวิตามินซีได้ง่าย จึงมีการแนะนำให้รับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวันเพื่อป้องกันการ ขาดวิตามินซี นั่นเอง

อาการขาดวิตามินซี อาจก่อให้เกิดความผิดปกติในร่างกายได้ทั้งหลายอย่าง เพราะวิตามินซีเป็นวิตามินพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ส่งผลตั้งแต่ด้านผิวพรรณไปจนถึงเหงือกและฟัน โดยที่หลายคนอาจยังไม่รู้และมองข้ามความสำคัญของอาการเหล่านั้นไป วันนี้เรามาดูกันว่าอาการเบื้องต้นที่เป็นสัญญานว่าร่างกายของคุณกำลังขาดวิตามินซี มีอะไรบ้าง

 

ผิวแห้งกร้าน

ผิวแห้งกร้าน เพราะ ขาดวิตามินซี

วิตามินซี กับ ผิวพรรณ เป็นของคู่กัน คนส่วนมากรู้จักวิตามินซีในฐานนะของวิตามินบำรุงผิวพรรณ ช่วยให้ผิวกระจ่างใส นั่นเป็นเพราะว่าวิตามินซีมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างของชั้นผิวหนัง เมื่อชั้นผิวมีคอลลาเจนที่สมบูรณ์ ก็จะส่งผลให้ผิวพรรณมีความเต่งตึงเปล่งปลั่ง เป็นที่มาของผิวสวยเนียนนุ่ม และช่วยให้แผลต่างๆสมานได้เร็วขึ้น นอกจากนั้น วิตามินซียังเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระให้กับร่างกาย สามารถช่วยชะลอความเหี่ยวย่นที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ผิวหนังได้ดีอีกด้วย จึงเรียกได้ว่าวิตามินซีเป็นวิตามินคู่ผิวสวยที่ไม่ควรเลยจริงๆ

ขาดวิตามินซี

เลือดออก ขณะแปรงฟัน

นอกตากวิตามินซีจะส่งผลต่อผิวพรรณแล้ว วิตามินซียังเป็นตัวช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่เป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เช่น เหงือกและฟัน ดังนั้นหากร่างกาย ขาดวิตามินซี อาจส่งผลให้เหงือกและฟันไม่แข็งแรง เมื่อถูกการกระตุ้น เช่น การแปรงฟันแรงๆก็อาจะทำให้มีเลือดออกตามไรฟันได้ และการขาดวิตามินซีอาจทำให้มีเลือดออกตามไรฟัน  ส้นเลือดฝอยเปราะ หรือมีอาการเหงือกบวมได้

 

เป็นหวัด

เป็นหวัดง่าย

วิตามินซี มีความจำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยสร้างเม็ดเลือดขาว และป้องกันการเป็นหวัดได้อย่างดี นอกจากจะป้องกันแล้ว วิตามินซียังสามารถช่วยลดเวลาการเจ็บป่วยจากหวัดได้อีกด้วย ดังนั้น ควรรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย รวมถึงลดโอกาสการเป็นหวัด หรือเพิ่มปริมาณการรับประทานวิตามินซีในช่วงที่เป็นหวัด ก็สามารถช่วยให้หายเร็วขึ้นได้ด้วยนะคะ

 

ขาดวิตามินซี

แผลหายช้า

บางคนอาจสงสัยว่า "แผลหายช้าเกี่ยวอะไรกับการขาดวิตามินซี ?" คำอธิบายง่ายๆก็คือ วิตามินซี เป็นสารสำคัญในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของผิวหนัง ถ้าผิวหนังมีปริมาณคอลลาเจนที่สมบูรณ์ก็จะทำให้ผิวมีความเต่งตึง และฟื้นฟูได้ดี แต่ถ้าผิวขาดคอลลาเจนก็จะส่งผลให้แผลหายช้าไปด้วยนั่นเอง

อาจมีคำถามต่อมาว่า งั้นเรารับประทานคอลลาเจนเข้าไปเลยไม่ได้หรอ ซึ่งการรับประทานคอลลาเจนนั้นสามารถทำได้ แต่การรับประทานคอลลลาเจนก็มักจะต้องรับประทานคู่กับวิตามินซีอยู่ดีเพราะวิตามินซีเป็นสารสำคัญที่ช่วยในการดูดซึมและช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สรุปง่ายๆก็คือ วิตามินซีมีความสำคัญต่อผิวหนังอย่างมาก ดังนั้น การได้รับวิตามินซีในปริมาณที่เพียงพอ จะมีส่วนช่วยให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนได้ตามปกติ และจะส่งผลให้ผิวฟื้นฟูได้เร็ว และช่วยให้แผลหายได้เร็วนั่นเอง

 

ประโยชน์ของวิตามินซี

  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย
  • ช่วยในการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
  • ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและธาตุเหล็ก
  • ต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง
  • ต่อต้านการเกิดโรคเกาต์
  • ลดความดันโลหิตสูง ลดคลอเลสเตอรอลชนิดเลว ลดไขมันในเลือด เพิ่มคลิเลสเตอรอลชนิดดี เพิ่มความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดขนาดเล็ก ป้องกันภาวะหลอดเลือดแข็งตัว โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ช่วยในการเปลี่ยนคอเลสเตอรอลไปเป็นน้ำดี ทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง จึงลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
  • เสริมสร้างระบบภูมิคุมกัน กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และต้านการหลั่งสารภูมิแพ้ (Histamine)

ศาสตราจารย์ ดร.ไลนัส พอลลิ่ง ผู้ศึกษาเรื่องวิตามินซี และได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ครั้ง แนะนำให้รับประทานวิตามินซีเพื่อช่วยเสริมสร้างถูมิคุ้มกัน บรรเทาความรุนแรงของโรคหวัด รวมทั้งลดระยะเวลาการป่วยจากโรคหวัด และยังมีส่วนช่วยในการลดการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกายอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าวิตามินซีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของอวัยวะในร่างกายมากกว่าที่คิด ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน เพราะวิตามินซีเป็นวิตามินที่สลายไปได้ง่ายและร่างกายของเราไม่สามารถผลิตวิตามินซีขึ้นมาเองได้ วิตามินซีที่รับประทานเข้าไปก็จะละลายในน้ำ ส่วนเกินก็จะถูกขับออกทางปัสสาวะเป็นประจำทุกวัน จึงไม่ต้องห่วงเรื่องการสะสมในร่างกาย ทำให้เราสามารถรับประทานวิตามินซีได้อย่างต่อเนื่องเป็นกระจำทุกวัน

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


แคลเซียม

แคลเซียม ต้องการแค่ไหนถึงเพียงพอ ?

แคลเซียม

 

ร่างกายจะสะสม แคลเซียม ตั้งแต่ในช่วงวัยเด็ก และจะสะสมแคลเซียมได้มากที่สุดในช่วงวัยรุ่น ผู้หญิงจะมีแคลเซียมมากถึง 90% ในช่วงอายุ 18 ปี ในขณะที่ผู้ชายจะมีแคลเซียมถึง 90% ในช่วงอายุประมาณ 20 ปี โดยทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะมีการสะสมแคลเซียมสูงที่สุดในช่วงวัย 30 ปี แต่เป็นที่น่าเสียดายที่หลังจากอายุ 30 เป็นต้นไป ร่างกายจะไม่มีการสะสมแคลเซียมแล้ว นั่นหมายความว่า หากอาหารที่รับประทานเข้าไปมีปริมาณแคลเซียมไม่เพียงพอก็จะส่งผลให้กระดูกเริ่มผุ ยิ่งไปกว่านั้น ในวัยหลังหมดประจำเดือน 5-7 ปี ผู้หญิงจะมีการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูกประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งอาจสูงถึง 20% ของมวลกระดูกทั้งหมด

การขาดแคลเซียม ไม่เพียงแต่จะทำให้กระดูกพรุน แต่จะส่งผลให้เลือดไหลไม่หยุด ทำให้กล้ามเนื้อวัยต่อการกระตุ้น อาจทำให้เกิดอาการชักเกร็ง หัวใจผิดปกติ เป็นตระคิว ไตทำงานผิดปกติ และทำให้การดูดซึมแร่ธาตุต่างๆผิดปกติ

 

แคลเซียม

แคลเซียม สำหรับอายุ 1-30 ปี

ถือเป็นวัยที่โชคดีเพราะร่างกายยังสามารถสะสมแคลเซียมได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงอายุ 30 ปี โดยเฉพาะเด็กๆที่รับประทานแคลเซียมเข้าไป เช่น จากนมหรืออาหาร ร่างกายก็จะนำแคลเซียมนั้นไปเก็บไว้ก่อน และเมื่อร่างกายต้องการใช้แคลเซียมเมื่อไรก็จะสามารถนำออกมาใช้ได้ และค่อยสะสมแคลเซียมเข้าไปใหม่โดยการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเข้าไปใหม่ ในช่วงอายุ 1-30 ปี ร่างกายต้องการแคลเซียม 800-1,000 มิลลิกรัม

 

วัยทำงาน

แคลเซียม สำหรับอายุ 30 ปีขึ้นไป

หลังจากอายุ 30 ปีขึ้นไป เป็นที่น่าเสียดายที่ร่างกายจะไม่สามารถเก็บสะสมแคลเซียมในร่างกายได้อีกต่อไป นั่นหมายความว่าร่างกายควรจะได้รับแคลเซีนมในทุกๆวันอย่างเพียงพอ โดยต้องการวันละ 1,000 มิลลิกรัม

 

สุขภาพ

แคลเซียมสำหรับอายุประมาณ 50 ปี

เมื่ออายุประมาณ 50 ปี หรือที่เรียกกันว่าเข้าสู่ช่วงวัยทอง ร่างกายจะต้องการแคลเซียมในปริมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัม ผู้ที่อยู่ในวัยนี้ควรหมั่นตรวจมวลกระดูกเป็นประจำ  และยังเป็นช่วงที่ต้องระวังในการทำกิจกรรมต่างๆที่อาจมีการกระแทกรุนแรง เพราะหากที่ผ่านมาร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ อาจทำให้กระดูกไม่แข็งแรงและเกิดการเปราะหักได้ง่าย

 

แคลเซียม

แคลเซียมสำหรับอายุ 50 ปีขึ้นไป และคุณแม่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

เมื่ออายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ควรรับประทานแคลเซียมให้ได้วันละ 1,200 มิลลิกรัม เพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูกมากขึ้น และที่สำคัญคือเป็นการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน

กระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่กระดูกมีความแข็งแรงลดลง ส่งผลให้กระดูกแตกหักได้ง่ายกว่าปกติ แม้ได้รับแรงกระแทกเล็กๆน้อยๆก็อาจเกิดการแตกหักที่กระดูกได้ จึงเป็นโรคที่สร้างความเจ็บปวดได้มากและอาจมีการกดทับเส้นประสาทได้ ซึ่งจะยิ่งทำให้มีอาการเจ็บมากขึ้นไปอีก ดังนั้น ทุกเพสทุกวัยควรดูแลกระดูกด้วยการรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายอยู่เสมอ โดยเฉพาะวัย 50 ปีเป็นต้นไปที่ต้องการปริมาณแคลเซียมมากกว่าคนในวัยอื่นๆ และร่างกายมีประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลงเรื่อยๆ จึงต้องหมั่นเติมแคมเซียมให้ร่างกายอย่างเพียงพอ

นอกจากนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ก็ควรรับประทานแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัมด้วย เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการนำแคลเซียมไปใช้ในการสร้างน้ำนมมากขึ้นด้วย

 

แคลเซียม

 

หลายๆคนอาจจะรู้จัก "แคลเซียม" ในฐานะของส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟันและจำเป็นต่อการคงสภาพปกติของกระดูกและฟัน แต่นอกจากจะเป็นสารที่จำเป็นต่อกระดูกและฟันแล้ว แคลเซียมยังมีประโยชน์อย่างมากต่อระบบอื่นๆในร่างกาย เช่น

  • มีส่วนช่วยในการแข็งตัวตามปกติของเลือด
  • มีส่วนช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากเมตาบอลิซึมตามปกติ
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของกล้ามเนื้อ
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของสารสื่อประสาท
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของเอนไซม์ในระบบอ่อนอาหาร

 

สารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียม

การรับประทานแคลเซียมนั้นจะดูดซึมได้ดีมากขึ้น หากรับประทานร่วมกับ "โบรอน" (Boron)

 

สารที่ลดการดูดซึมแคลเซียม

แอลกอฮอลล์ จะขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม ลดการกระตุ้นวิตามินดีที่ตับ และเร่งการขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะ

กาแฟ เพราะเครื่องดื่มที่มีสารกาเฟอีนจะขับแคลเซียมออกจากกระแสเลือด โดยกาแฟเพียง 1 แก้ว จะมีผลต่อการสูญเสียแคลเซียมถึง 2-3 มิลลิกรัม

น้ำอัดลม มีกรดฟอสฟอริกและกรดคาร์บอนิกที่ทำให้เกิดฟอง ทำให้เลือดเป็นกรด และส่งผลให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมในที่สุด

อาหารรสเค็มจัด เพราะจะทำให้ร่างกายเริ่มกำจัดเกลือออกทางปัสสาวะ ซึ่งจะเป็นการขับแคลเซียมออกไปจากร่างกายด้วย

ธัญพืชที่มีสารไฟเตตสูง จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม จึงไม่ควรรับประทานแคลเซียมพร้อมกับอาหารที่มีสารไฟเตตสูง

อาหารมีฟอสฟอรัสสูง เช่น ตับ เพราะเมื่อร่างกายต้องการจะรักาาสมดุลของฟอสฟอรัส ก็จะทำการขับแคลเซียมออก

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไมคนไทย... ถึงเสี่ยงกระดูกพรุน มากกว่าชาติใดในโลก

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


CoQ10

CoQ10 กับ 4 ความเสี่ยงเมื่อร่างกายขาด

CoQ10

 

โคคิวเทน (CoQ10) คืออะไร?

หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ "CoQ10" อยู่บ่อยๆ แต่ยังสงสัยว่ามาจากอะไร ตัว Q มาจากสารชื่อควิโนน ส่วน 10 มาจากจำนวนของสารไอโซพรีนิลที่มาเกาะกับควิโนน และเป็นตัวช่วยการทำงานของเอนไซม์จึงเรียกว่า โอเอนไซม์

คุณสมบัติของโคเอนไซม์คิวเท็น คือ ละลายได้ดีในไขมัน มีหน้าที่ในการสร้างพลังงานให้แก่เซลล์ พบว่า 95% ของพลังงานที่ร่างกายมนุษญ์สร้างขึ้นต้องใช้โคเอนไซม์คิวเทน ร่างกายสามารถสร้างโคเอนไซม์คิวเทนขึ้นเองได้โดยอาศัยกรดอะมิโนฟีนิลอะลานีนหรือไทโรซีนตัวใดตัวหนึ่งจากอาหารจำพวกโปรตีน และวิตามินบี 6 อาหารที่เป็นแหล่งของโคเอนไซม์คิวเทน เช่น ปลา ไก่ เนื้อ น้ำมันถั่วเหลือง ไข่ ผัก

โคเอนไซม์คิวเทน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง สามารถช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ที่กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งปกติจะต้องใช้พลังงานอย่างมากเพราะเป็นส่วนที่ช่วยสูบฉีดระบบไหลเวียนโลหิตไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย โคเอนไวม์คิวเทนช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้แก่เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ลดอนุมูลอิสระ และยังมีบทบาทในการช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ป้องกันริ้วรอย และชะลอการแก่ก่อนวัย รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

รู้หรือไม่... การปรุงอาหารด้วยความร้อนทำลาย CoQ10 14-32%

การปรุงอาหารให้สุกผ่านความร้อนนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคและลดความเสี่ยงที่จะนำเชื้อต่างๆเข้าสู่ร่างกาย แต่รู้หรือไม่ว่าการปรุงอาหารโดยใช้ความร้อน นอกจากจะทำลายเชื้อโรคแล้ว ยังทำลายสารโคเอนไซม์คิวเทนให้ลดน้อยลงไปถึง 14-32% เลยทีเดียว ดังนั้น การรับประทานอาหารที่ผ่านการปรุงสุกด้วยความร้อนเป็นเวลานานๆอาจทำให้โคเอนไซม์คิวเทนที่อยู่ในอาหารสลายไปหมด เช่น การต้มหรือทอดนานๆ

 

"4 ความเสี่ยงเมื่อร่างกายขาด CoQ10"

 

ระบบหัวใจ

1. เสี่ยงต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับ "หลอดเลือดและระบบหัวใจ"

เพราะหัวใจเป็นอวัยวะที่ต้องใช้พลังงานอย่างมาก และโคคิวเทนก็เป็นสารที่ช่วยสร้างพลังงานให้กับเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ ดังนั้น เมื่อร่างกายขาดโคคิวเทนแน่นอนว่าจะส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบหัวใจที่ลดลง ทำให้กระบวนการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆน้อยลงและอาจก่อให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ในที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าโคคิวเทนมีส่วนลดการก่อตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด และช่วยให้ผนังหลอดเลือดยืดหยุ่นได้ดี จึงมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดได้

 

เซลล์ในร่างกาย

2. เสี่ยงต่อ "เซลล์ในร่างกาย หยุดทำงานทันที"

โคคิวเทน จัดเป็นสารอาหารที่ร่างกายจำเป็นสำหรับการสร้างพลังงานระกับเซลล์ หรือ เอทีพี (ATP) ให้กับทุก ๆ เซลล์ในร่างกาย ดังนั้นหากร่างกายขาดโคคิวเทนก็จะส่งผลให้เซลล์นั้น ๆ ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

พาร์กินสัน

3. เสี่ยงต่อการเกิด "โรคพาร์กินสัน"

โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ โดยเฉพพาะเซลล์ประสาทบริเวณสมอง ทำให้เซลล์สมองของการควบคุมประสาทการเคลื่อนไหวเสื่อมลง ซึ่งโคคิวเทนจะไปช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระที่จะไปทำลายเซลล์สมอง ดังนั้นจึงช่วยลดการเสื่อมของเซลล์และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคพาร์กินสัน

 

CoQ10

4. เสี่ยงต่อการเกิด "โรคอัลไซเมอร์"

เซลล์สมองต้องการพลังงานมาก และแน่นอนว่าสารที่ช่วยในการสร้างพลังงานให้กับเซลล์สมองได้ดีก็คือโคคิวเทนนั่นเอง นอกจากนี้โคคิวเทนยังช่วยต้านอนุมูลอิสระรอบๆผนังเซลล์ ไม่ให้เข้าไปทำลายดีเอ็นเออีกด้วย ดังนั้นการที่ร่างกายขาดโคคิวเทนจะทำให้เซลล์สูญเสียตัวช่วยสร้างพลังงาน ส่งผลให้สมองล้าและเสียหาย ก่อให้เกิดอาการของโรคอัลไซเมอร์ในที่สุด

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE