Nutrient

วิตามิน

วิตามิน VS ยา ต่างกันอย่างไร? จำเป็นแค่ไหน?

วิตามิน

วิตามิน คืออะไร ?

วิตามิน คือ สารที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราอยู่แล้ว และเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายที่ขาดไม่ได้ ถ้าร่างกายขาดวิตามินจะมีอาการผิดปกติขึ้นกับร่างกายแสดงออกมาให้เห็นทันที เช่น มีเลือดออกตามไรฟัน เป็นอาการของการขาดวิตามินซีในร่างกาย หรือมีอาการเล็บเปราะหักง่าย เกิดจากขาดไบโอติน ดังนั้น เมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติต่างๆเกิดขึ้น อาจใช้วิธีการตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุของการขาดวิตามินได้ เพื่อทำการรับประทานวิตามินเสริมเข้าไป

ร่างกายของมนุษย์จำเป็นต้องมีสารต่างๆประกอบอยู่ในร่างกาย เช่น โปรตีน น้ำตาล วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ดังนั้น การได้รับวิตามินที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจึงเป็นที่จำเป็นมากๆ เพราะวิตามินสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูสุขภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับและไต ต่างกับการใช้ยาที่หากใช้ติดต่อกันเป็นประจำ อาจส่งผลเสียต่อตับและตาหรือร่างกายในส่วนอื่นๆได้

วิตามินสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ

  1. วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 7 บี 9 บี 12 และวิตามินซี โดยวิตามินชนิดนี้จะสามารถอยู่ในร่างกายได้ 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการดูดซึมไปใช้งานก็จะถูกขับออกทางไต โดยการปัสสาวะนั่นเอง ดังนั้น วิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ จะมีโอกาสสะสมในร่างกายน้อยมาก จึงไม่ค่อยมีผลข้างเคียง
  2. วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ซึ่งจะละลายได้ในไขมันเพื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่สามารถขับออกทางปัสสาวะได้ หากได้รับวิตามินเหล่านี้มากเกินไป อาจเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ ผูที่รับประทานวิตามินชนิดนี้จึงควรมีช่วงที่หยุดรับประทานบ้าง เพื่อไม้ให้เกิดการสะสมในร่างกายมากจนเกินไป

วิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายบางชนิดตวรได้รับทุกวัน เช่น วิตามินซี (คลิ้กเพื่ออ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิตามินซี) และวิตามินบี ซึ่งเป็นวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ หลังจากดูดซึมไปใช้งานแล้ว จะถูกกำจัดออกทางปัสสาวะ ไม่สะสมในร่างกาย จึงสามารถรับประทานเป็นประจำทุกวันได้อย่างปลอดภัย

 

วิตามิน

วิตามินเป็นอาหารเสริม ไม่ใช่อาหารหลัก

ถึงแม้ว่าการได้รับวิตามินอย่างเพียงพอและเหมาะสมจะสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกายได้ แต่การรับประทานวิตามินก็ไม่สามารถมอบสารอาหารอันหลากหลายได้เหมือนอาหารจานหลัก แต่วิตามินสามารถช่วยเสริมในส่วนที่ร่างกายขาดได้ หากเลือกรับประทานอย่างเหมาะสม

วิตามินจำเป็นหรือไม่?

หากย้อนกลับไปสัก 10-20 ปีก่อน ที่ผักผลไม้และแหล่งอาหารต่างๆยังอุดมสมบูรณ์ด้วยแหล่งที่มาจากธรรมชาติ ไม่มีการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ ไม่มีมลพิษและแหล่งน้ำยังไม่เน่าเสียเหมือนในปัจจุบัน ทำให้สารอาหารต่างๆในอาหารแตละชนิดนั้นมีความสมบูรณ์ การรับประทานครบ 5 หมู่ในทุกๆวันก็อาจจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่ในความเป็นจริงของสมัยนี้ที่มีการใช้สารเคมี และกรรมวิธีต่างๆในการปรุงอาหารนั้นส่งผลให้สารอาหารต่างๆในอาหารนั้นลดน้อยลง ทำให้การรับประทานอาหารในแต่ละวันอาจไม่เียงพออีกต่อไป ดังนั้น การรับประทานวิตามินเสริมจึงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก

ถึงแม้ว่าวิตามินจะไม่สามารถทดแทนอาหารจานหลักได้ แต่วิตามินและแร่ธาตุเสริม 1 เม็ด มักจะอัดแน่นด้วยปริมาณแร่ธาตุและสารอาหารที่คนปกติอาจไม่สามารถรับได้จากการรับประทานอาหารเพียง 1 มื้อหรือ 1 วันเพื่อให้ได้สารอาหารเหล่านั้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เช่น ต้องกินฟักทอง 1 ผลเพื่อให้ได้เบตาแคโรทีน 2 มิลลิกรัม เท่ากับการรับประทานเบตาแคโรทีน 1 เม็ด ซึ่งคนปกติอาจไม่สามารถรับประทานฟักทองได้ถึง 1 ผล

วิตามิน เป็นเกราะป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ

สามารถอธิบายง่ายๆได้ว่า สารอนุมูลอิสระ (Free Radicals) คือ ออกซิเจนรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีโครงสร้างไม่เสถียร ว่องไว ทำให้สามารถสร้างพันธะกับสารอื่นๆได้อย่างรวดเร็ว แต่จะเป็นการทำให้สารเหล่านั้นเกิดการเสื่อมสภาพ หรือที่เรียกว่า "ออกซิเดชั่น" และเมื่อร่างกายเกิดออกซิเดชั่นขึ้นมากๆก็จะส่งผลให้ร่างกายเกิดความเสื่อม ทำลายเม็ดเลือด ทำลายอวัยวะต่างๆ และเป็นสาเหตุของริ้วรอยแห่งวัยต่างๆนั่นเอง ดังนั้น สารอนุมูลอิสระเปรียบเสมือนยาพิษซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสภาวะที่ร่างกายของเราไม่ชอบ เช่น นอนดึก นอนไม่พอ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือเจอกับมลภาวะเยอะๆ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ถึงแม้ว่าอนุมูลอิสระไม่ทำให้เกิดโรคในทันที แต่ก็เป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพในระยะยาว

วิตามินและเกลือแร่ เป็นเกราะป้องกันอนุมูลอิสระที่ดีและจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก การเสริมวิตามินและเกลือแร่ให้กับร่างกายอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญและขาดไม่ได้

 

ยา

ยา คืออะไร?

ยา คือสิ่งที่ร่างกายไม่มี ยาส่วนใหญ่ผลิตจากสารเคมี เช่น ยาพาราเซตามอล ร่างกายเราไม่สามารถผลิตยาเองได้ ดังนั้น ยาจึงไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในภาวะร่างกายปกติ ในทางกลับกัน ยามีไว้ใช้รักษาอาการผิดปกติของร่างกายที่มีอาการรุนแรง เช่น อาการปวดหัว ต้องได้รับยาพาราเซตามอลที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ซึ่งยามีการออกฤทธิ์ที่เร็ว สามารถระงับอาการต่างๆได้ แตกต่างจากการรับประทานอาหารเสริมที่จะเข้าไปช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกาย

 

ยา

หลักการใช้ยา

เมื่อหายแล้ว ต้องหยุดใช้ยา เพราะยาเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่ในร่างกายเรา หากหายแล้วยังรับประทานยาต่อไปเรื่อยๆอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เพราะยาส่วนใหญ่ผลิตจากสาเคมี ซึ่งมีโอกาสสะสมในร่างกายค่อนข้างมากหากใช้เป็นประจำ อาจส่งผลเสียต่อตับและไตได้

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


วิตามิน

5 วิตามิน เพิ่มความสดใสให้ชาวออฟฟิศ

 ทำงานมาทั้งวัน

ดูแลตัวเองกันหน่อยมั้ย ?? 

 

เพราะเราเข้าใจดีว่าการทำงานทั้งวันอาจทำให้คุณเหนื่อยล้า วันนี้เรามี 5 สิ่งดีๆมาแนะนำเพื่อเพิ่มความสดใสให้ชาวออฟฟิศ มีสุขภาพที่ดีไปพร้อมกัน ด้วย 5 วิตามินที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์แต่ละแบบ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ บำรุงกระดูก บำรุงสายตา บำรุงผิว อย่าลืมว่า... "ใช้งานมาก ก็ยิ่งต้องดูแลมาก" นะคะ

 

น้ำมันปลา

1. คิดงานผ่านฉลุย เมื่อสมองดีด้วย "น้ำมันปลา"

น้ำมันปลา หรือ Fish Oil อุดมไปด้วยกรดโอเมก้า-3 (Omega-3 fatty acids) ซึ่งเป็น "ไขมันดีที่ต่อร่างกาย" ซึ่งแตกต่างไปจากไขมันในเนื้อสัตว์อื่นๆ โดยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่สำคัญที่สุดที่อยู่ในน้ำมันปลา คือกรดอีโคซะเพนตะอีโนอิก (Eicosapentaenoic acid: EPA) หรือกรดไขมันอีพีเอ และกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (Docosahexaenoic acid: DHA) หรือกรดไขมันดีเอชเอ ร่างกายไม่สามารถสร้างกรดโอเมก้า-3 ขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไปเท่านั้น

เราสามารถพบกรดไขมันโอเมก้า-3ได้ในเนื้อปลาชนิดต่างๆ โดยมีปริมาณต่างกันดังนี้ (เทียบจากเนื้อปลาปริมาณเท่ากัน 150 กรัม)

  • ปลาซาร์ดีนบรรจุกระป๋อง: 1,500 มิลลิกรัม
  • ปลาแซลมอนกระป๋อง: 500-1,000 มิลลิกรัม
  • หอยแมลงภู่: 500-1,000 มิลลิกรัม
  • แซลมอนแอตแลนติกหรือออสเตรเลีย: มากกว่า 500 มิลลิกรัม
  • ปลาแมกเตอเรล: มากกว่า 500 มิลลิกรัม
  • ปลาซาร์ดีนสด: มากกว่า 500 มิลลิกรัม
  • ปลาทูน่ากระป๋อง: 300-500 มิลลิกรัม
  • ปลากะพง: 300-400 มิลลิกรัม
  • ปลาทูน่า: 300-400 มิลลิกรัม
  • ปลากระพงขาว: 200-300 มิลลิกรัม
  • ปลาตาเดียว: 200-300 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของน้ำมันปลา

  • มีส่วนช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบสมอง
  • ช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ มีส่วนช่วยลดอาการภาวะเกี่ยวกับหัวใจและเลือด ลดระดับคอเลสเตอรอล และความดันโลหิต
  • ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และการอุดตันของหลอดเลือดแดง
  • มีส่วนช่วยในการลดปัญหาเกี่ยวกับไตมากมาย เช่น โรคไต ไตล้มเหลว และภาวะแทรกซ้อนที่ไตที่เกี่ยวกับเบาหวาน ตับแข็ง
  • บรรเทาแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากเชื้อเอชโพโลไร

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร น้ำมันปลาชนิดไร้กลิ่นคาว

CoQ10 ยี่ห้อไหนดี

2. สุขภาพดีไม่มีห่วง เมื่อหัวใจแข็งแรง ด้วย "โคคิวเท็นผสมน้ำมันงาขี้ม้อน"

โคคิวเท็น (CoQ10) เป็นสารอาหารธรรมชาติที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเพื่อเป็นตัวร่วมในการสร้างพลังงานภายในไมโตครอนเดรีย หรือพูดง่าบๆก็คือ "เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานให้เซลล์ต่างๆในร่างกาย" พบมากในเซลล์หรืออวัยวะที่ใช้พลังงานมาก เช่น หัวใจ ไต ปอด ตับ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายสามารถสร้างได้เองตามธรรมชาติ แต่ต้องอาศัยสารอาหารหลายชนิด เช่น ไทโรซีน ฟีนิลอะลานีน และวิตามินกว่า 7 ชนิดในการสร้างมันขึ้นมา

ซึ่งโคคิวเท็นนั้นมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ ยูบิควิโนน โคคิวเท็น (Ubiquinone CoQ10) และ ยูบิควินอล โคคิวเท็น (Ubiquinol CoQ10)

  • ยูบิควิโนน โคคิวเท็น (Ubiquinone CoQ10) คือ รูปแบบที่ยังไม่พร้อมใช้งาน (Inactive form) เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว ต้องรอการเปลี่ยนแปลงฟอร์มก่อนถึงจะนำไปใช้ได้
  • ยูบิควินอล โคคิวเท็น (Ubiquinol CoQ10) คือ รูปแบบที่พร้อมใช้งาน จัดเป็นรูปแบบหลักของ CoQ10 ที่ร่างกายต้องกาย โดยส่วนมากจะพบในคนที่มีอายุน้อยและสุขภาพดี ถ้าเป็นการรับประทานเข้าไป ก็จะสามารถดูดซึมนำไปใช้ได้ทันที

โดยปกติแล้ว โคคิวเท็น จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่นอกจากเรื่องอายุแล้วยังมีปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดลงของโคคิวเท็น ได้แก่

  • กระบวนการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้น
  • ภาวะความเครียด
  • การรับประทานอาหารที่ไม่เพียงพอ
  • ความสามารถในการดูดซึมของร่างกายลดลง
  • โรคบางชนิด เช่น เบาหวาน มะเร็ง และโรคหัวใจ
  • การรับประทานยาในกลุ่มสแตติน (Statin)

จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลทำให้โคคิวเท็นในร่างกายลดลง รวมไปถึงการเกิดความเครียดด้วย ดังนั้น สำหรับชาวออฟฟิศที่มักมีภาวะเครียด ควรต้องเสริม วิตามิน ให้เพียงพอต่อร่างกายไว้

ประโยชน์ของโคคิวเท็น

  • ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
  • เพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ ช่วยให้เซลล์ต่างๆทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ปกป้องเซลล์ของร่างกายจากอนุมูลอิสระ จึงมีส่วนช่วยในการชะลอวัย
  • ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ผิว ส่งผลให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งกระจ่างใส
  • บรรเทาอาการอักเสบของเหงือก ต่อต้านแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดปัญหาของโรคเหงือก
  • ลดผลกระทบที่มาจากการรับประทานยาในกลุ่มสแตติน (Statin)

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โคคิวเท็นผสมน้ำมันงาขี้ม้อน

 

แคลเซียม

3. กิจกรรมไหนก็พร้อม เมื่อกระดูกแข็งแรง ด้วย "แคลเซียมผสมโบรอน และ วิตามิน ดี3"

แน่นอนว่ากระดูกเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวทำกิจกรรมอยู่ตลอดเวลา สำหรับชาวออฟฟิศที่ทำกิจกรรมหรือแม้แต่นั่งทำงานอยู่กับที่นานๆก็ควรดูแลกระดูกไว้ตั้งแต่วันนี้ เพราะภัยเงียบจาก "โรคกระดูกพรุน" อาจแสดงอาการเมื่อายุเริ่มมากขึ้น

โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่โครงสร้างของกระดูกมีความผิดปกติ ซึ่งส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการแตกหักของกระดูก

ปัจจัยที่ส่งผลให้กระดูกบาง ได้แก่

  • ฮอร์โมน : เอสโตรเจนมีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม
  • อาหาร : ขาดการอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินสูง
  • เพศ : เพศหญิงมีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าเพศชาย
  • ขนาดรูปร่าง : มีผลต่อการสึกกร่อนของกระดูก
  • พันธุกรรม : ประวัติครอบครัว ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดโรค
  • อายุ : อายุยิ่งมาก กระดูกยิ่งบาง
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต : ดื่มกาแฟ เหล้า สูบบุหรี่ ออกกำลังกายน้อย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสเสี่ยงแบบนี้ อย่าลืมหันมาใส่ใจโดยการหา วิตามิน เสริม เพื่อดูแลกระดูกอย่างแคลเซียม โบรอน และวิตามินดี

ประโยชน์ของแคลเซียม

  • เป็นส่วนประกอบหลักของโครงสร้างกระดูกและฟัน
  • มีความจำเป็นต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อ
  • มีความจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท เยื่อหุ้มเซลล์ และการนำสารอาหารผ่านผนังหลอดเลือด
  • มีความสำคัญต่อกระบวนการของอวัยวะต่างๆ
  • เป็นตัวสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับปฏิกิริยาของเอนไซม์หลายๆชนิด

 

วิตามินบำรุงสายตา

4. จ้องคอมนานก็ไม่หวั่น เมื่อสายตาดี ด้วย "ลูทีน ผสมแอสตาแซนธีน และ วิตามิน อี"

ชาวออฟฟิศสมัยนี้คงหลีกเลี่ยงการใช้สายตาตลอดทั้งวันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ หรือใช้คอมพิวเตอร์นานๆ หรือแม้แต่ช่วงเวลาพักผ่อนที่มักจะใช้สมาร์ทโฟนกันอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าพฤติกรรมพวกนี้ส่งผลเสียต่อดวงตาแน่นอน เพราะเป็นการใช้สายตาหนัก ยิ่งเจอแสงสีฟ้าที่มาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยิ่งทำให้ตาล้าได้ง่าย พวกเราจึงควรมี วิตามิน เสริม เข้ามาเป็นตัวช่วยดูแลสุขภาพดวงตากันสักหน่อย

โดยวิตามินที่สามารถช่วยดูแลสุขภาพดวงตาได้นั้นมีหลากหลายชนิด แต่ที่นิยมกันมากมีสารสกัดจากธรรมชาติ 4 ชนิด คือ

  • ลูทีน (Lutein) เป็นสารสกัดกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่พบในดอกดาวเรือง คะน้า ผักกาดและพืชอีกหลายชนิด เราจะพบสารนี้ได้มากในบริเวณจุดรับภาพและจอประสาทตา
  • แอสตาแซนธีน (Astaxanthin) เป็นสารสกัดจากสาหร่ายสีแดง ฮีมาโตคอกคัส พลูเวียลิส มีคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ และมีส่วนช่วยในการลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา
  • บิลเบอร์รี่ (Bilberry extract) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้เส้นเลือดฝอยไม่เปราะหรือแตกง่าย ช่วยในการมองเห็นในที่มืด ป้องกันอาการตาบอดตอนกลางคืน ป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาขุ่นมัว
  • วิตามินอี (Vitamin E) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่รู้จักกันดี และยังสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บำรุงสายตา

 

วิตามิน

5. ใส่ชุดไหนก็มั่นใจ เมื่อผิวดี ด้วย "คอลลาเจน"

เป็นที่รู้จักกันมานานสำหรับ "คอลลาเจน" ที่ขึ้นชื่อเรื่องบำรุงผิวสวย แต่ความจริงแล้วคอลลาเจนยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในส่วนอื่นๆอีกมากนะคะ

คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งพบได้ทั่วร่างกาย โดย 70% พบที่ผิวหนัง คอลลาเจนทำหน้าที่ในการประสานเนื้อเยื่อของผิวหนังเข้าด้วยกัน โดยจะอยู่ในรูปของไฟเบอร์ นอกจากผิวหนังแล้ว คอลลาเจนยังเป็นส่วนประกอบของกระดูก ฟัน เส้นเอ็น กระดูกอ่อนอีกด้วย

ประโยชน์ของคอลลาเจน

  • เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง
  • ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชิ้นมากขึ้น
  • มีส่วนช่วยในการลดเลือนริ้วรอย
  • คืนความอ่อนเยาว์ให้ผิว
  • เป็นองค์ประกอบของกระดูกอ่อน
  • มีส่วนช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คอลลาเจน

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 

 


วิตามินซีธรรมชาติ VS วิตามินซีสังเคราะห์

เป็นที่ยอมรับและทราบกันในวงกว้างว่า “วิตามิน C” เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะนอกจากจะเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้เราแล้ว ยังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย ดังนี้

- เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
- ช่วยส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
- ส่งเสริมการทำงานของสารแอนติบอดี้ในร่างกาย เพื่อตรวจจับและทำลายเชื้อโรคต่างๆ
- ปกป้องอนุมูลอิสระ (Free Radicals) ที่ทำร้ายเซลล์หรือก่อให้เกิดโรค
- ช่วยให้อาการของหวัดหายเร็วขึ้นหรือบรรเทาลง
- สร้างเส้นใยคอลลาเจนที่ผิวหนังชั้นใน (Dermis) ของร่างกายมีเซลล์ที่เรียกว่า Fibroblast อยู่ เซลล์นี้จะทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวยืดหยุ่น กระชับขึ้น
- จะช่วยกระตุ้น Fibroblast ให้เพิ่มปริมาณการสร้างคอลลาเจน
- ปกป้องอนุมูลอิสระจากรังสี UV จากแสงแดด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญ ที่เร่งการผลิตอนุมูลอิสระในร่างกาย รวมทั้งกระตุ้นการสร้างเม็ดสีผิวดำให้เร็วขึ้น ทำให้ผิวเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า วิตามินซีจะเป็นสารอาหารในลำดับต้น ๆ ที่เข้าปกป้องผิว และทำลายอนุมูลอิสระที่ถูกกระตุ้นโดย รังสี UV

ซึ่งวิตามินซีในท้องตลาด มีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือวิตามินซีธรรมชาติ และวิตามินซีสังเคราะห์ การที่จะได้รับประโยชน์จากวิตามินซีอย่างเต็มที่ ควรรับประทานวิตามินซีธรรมชาติ ซึ่งมีข้อแตกต่างจากวิตามินซีสังเคราะห์ดังนี้

1. วิตามินซีธรรมชาติดูดซึมได้ดีกว่าวิตามินซีสังเคราะห์
2. วิตามินซีธรรมชาติให้สารอาหารอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย ไม่ใช่แค่วิตามินซี
3. วิตามินซีธรรมชาติ จะไม่ทำลายสารเคลือบฟัน ไม่กัดฟัน ไม่ทำให้ฟันผุง่าย
4. วิตามินซีธรรมชาติ ไม่ระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร
5. วิตามินซีธรรมชาติมีประสิทธิภาพสูงในการสร้างโปรตีนคอลลาเจน เพิ่มความแข็งแรงของเส้นเลือดฝอย เพิ่มภูมิคุ้มกันลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือดต้านทานอาการภูมิแพ้ อักเสบ ติดเชื้อ บรรเทาความดันโลหิตสูงและต้อกระจกได้

บุคคลใดบ้างที่ควรได้รับวิตามินซีมากกว่าคนทั่วไป?
- ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือผู้ที่สัมผัสควันจากบุหรี่เป็นประจำ
- ผู้ที่ต้องเดินทางบ่อย ๆ
- ผู้สูงอายุ นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ได้รับสารอาหารน้อยกว่าปกติ
- ผู้ที่เป็นโรคร้ายแรงหรือเรื้อรังเช่น มะเร็ง หรือเอดส์

ทั้งนี้ การทานอาหารเสริม ควรทานคู่ไปกับสารอาหารอื่น ๆ ด้วย เช่น ไบโอฟลาโวนอยด์, วิตามินและแร่ธาตุอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ


4 สารอาหารที่ดวงตาต้องการ

4 สารอาหาร ต่อต้านภัยร้ายคุกคามดวงตา

เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่ดวงตา เราจำเป็นต้องได้รับสารอาหารมากกว่าเพียงแค่ วิตามินเอ ไบโอฟาร์มจึงขอรวบรวมสารอาหารอีก 4 ชนิดที่มีความสำคัญต่อการบำรุงดวงตา มาให้ได้อ่านกัน

แอสต้าแซนธิน

ชื่อนี้อาจฟังไม่คุ้นหูกันเท่าไรนัก แต่สารอาหารชนิดนี้สามารถพบได้ทั่วไปในธรรมชาติ โดยจะพบได้มากในสาหร่ายสีแดง และอาหารที่มีสีส้ม แดง หรือเหลือง อย่างเช่น แครอท ฟักทอง รวมถึงสัตว์ทะเลอย่าง ปลาแซลมอน และเปลือกกุ้ง เปลือกปู

แอสต้าแซนธิน คือสารอาหารที่จำเป็นอย่างย่ิงสำหรับผู้ที่ต้องใช้สายตามาก ทำงานกับคอมพิวเตอร์ จ้องจอทั้งวัน พ่วงตามมาด้วยอาการตาล้า โดยแอสต้าแซนธินจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดฝอยที่จอตา และช่วยลดอาการเมื่อยล้า ที่เกิดจากการจ้องจอเป็นเวลานาน

อีกหนึ่งสรรพคุณโดดเดนของแอสต้าแซนธินที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลย คือการเป็น Super Antioxidant คือสามารถป้องกันเซลล์อนุมูลอิสระได้ทั้งในส่วนที่เป็นน้ำ และไขมัน ซึ่งทำหน้าที่เดียวกับวิตามินซี หากแต่มีประสิทธิภาพมากกว่าวิตามินซี ถึง 6,000 เท่า นอกจากปกป้องรักษาดวงตาแล้ว แอนต้าแซนทีนยังช่วยกระตุ้นความจำ เพิ่มภูมิคุ้มกัน เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อของร่างกาย และยังช่วยเรื่องผิวพรรณอีกด้วย

วิตามินอี

วิตามินอี ช่วยป้องกันและชะลอการเกิดต้อกระจก ลดอัตราการเกิดจอประสาทตาเสื่อมลง 25% และเพิ่มความชุ่มชื่นให้ดวงตาเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย รวมไปถึงในดวงตาอีกด้วย ประโยชน์โดยตรงของวิตามินอี ที่มีต่อดวงตา คือช่วยป้องกัน และชะลอการเกิดต้อกระจก รวมทั้งเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ดวงตา หากใครที่เริ่มเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมในช่วงต้น วิตามินอียังสามารถช่วยลดอัตราการเกิดจอประสาทตาเสื่อมลง 25% ได้อีกด้วย เราสามารถพบวิตามินอีได้ในถั่วอัลมอนด์ บร็อกโคลี ผักโขม เป็นต้น

บิลเบอร์รี่สกัด

บิลเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่ได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งการบำรุงรักษาดวงตา และการมองเห็น พร้อมไปด้วยสารอาหารอีกนับไม่ถ้วน

บิลเบอร์รี่มีสรรพคุณ ช่วยป้องกันและรักษาอาการตาบอดกลางคืน ใครที่ต้องใช้สายตานานๆ จนเกิดอาการตาแห้ง เมื่อยล้า บิลเบอร์รี่ก็สามารถช่วยลดอาการดังกล่าวได้เช่นกัน ที่สำคัญคือบิลเบอร์รี่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในจอตา ทำให้สามารถป้องกันอาการเสื่อมของดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดอาการต้อ ทั้งต้อกระจก ต้อหิน ต้อเนื้อ รวมถึงอาการตาเสื่อมในผู้งอายุอีกด้วย บิลเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่ปลูกขึ้นในแถบยุโรป และอเมริกาเท่านั้น แต่ด้วยสรรพคุณที่มีความโดดเด่น อีกทั้งยังปลอดภัย และไม่มีผลข้างเคียง จึงมักจะถูกนำมาสกัดเป็นอาหารเสริม กลายเป็นอีกหนึ่งหนของการดูแลสุขภาพดวงตาของผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการถนอมดวงตา ที่ประยุกต์ใช้กันอย่างแพร่หลาย

ลูทีน

ในดวงตาของเรามีโมเลกุลขนาดเล็กที่เรียกว่า “ลูทีน” อยู่เป็นจำนวนมากในบริเวณจุดของดวงตาที่แสงสว่างและรูปภาพจะมาตกพอดี โดยจะฉาบอยู่บนผิวของเรตินา เรียกได้ว่าจุดนี้ เป็นจุดสำคัญในการรับภาพเลยทีเดียว

หน้าที่สำคัญของลูทีน คือการกรองแสงสีฟ้า ที่มีอยู่ทั่วไปรอบตัวเรา ทั้งในแสงอาทิตย์ แสงจากหลอดไฟ หรือแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ ทำให้ยากต่อการหลีกเลี่ยง ที่สำคัญคือเป็นอันตรายต่อจอประสาทตาเป็นอย่างยิ่ง

จำนวนอายุที่เพิ่มขึ้นก็ยิ่งส่งผลให้จอประสาทตา และเรตินาเสื่อม นำไปสู่โรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD) ลูทีนมีคุณสมบัติในการป้องกันการเกิดโรคดังกล่าว อีกทั้งยังช่วยลดอนุมูลอิสระที่ทำลายดวงตา

ถึงแม้ว่าดวงตาของเราจะมีลูทีนเคลือบที่เรตินาอยู่แล้ว แต่ร่างกายก็ไม่สามารถสังเคราะห์ลูทีนขึ้นมาเพิ่มเองได้ใหม่ การรับประทานอาหารที่มีลูทีน จึงเป็นส่ิงที่เราสามารถทำได้เพื่อรับสารอาหารชนิดนี้เข้าสู่ร่างกาย โดยสามารถหาได้จากผักผลไม้ที่มีสีเหลือง และสีเขียวเข้ม

วิถีชีวิตในยุคนี้ทำให้เราหลีกเลี่ยงปัจจัยทำร้ายดวงตาไม่ได้เลย แสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตามีให้พบเห็นอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ แสงจากหลอดไฟ แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ หรือแสงจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ยังไม่รวมถึงปัจจัยเรื่องอายุที่จะคอยทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของดวงตาลดลง สิ่งที่เราทำได้เพื่อให้ดวงตาแข็งแรงอยู่กับเราไปอีกยาวนาน คือการเพิ่มภูมิคุ้มกัน และการบำรุงให้แก่ดวงตาของเรา ผ่านการเลือกรับประทานสิ่งที่มีประโยชน์ ให้สารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ ซึ่งไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในรูปแบบของอาหารที่เราคุ้นเคยอีกต่อไปแล้ว ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย จึงเกิดทางเลือกให้เราได้เลือกรับสารอาหารที่มีประโยชน์ได้อย่างง่ายดาย และประหยัดเวลาได้มากกว่าที่เคย นั่นก็คือ “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร”


สังกะสี

จำเป็นต่อการทำงานของเอนไซม์และควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกายให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีบทบาทสำคัญต่อการป้องกันและซ่อมแซมสายดีเอ็นเอ และช่วยควบคุมระดับฮอร์โมน อาหารที่มีแร่ธาตุสังกะสีมากได้แก่ หอยนางรม เนื้อสัตว์ อาหารทะเล จมูกถั่วเหลือง ตับ ไข่ บริวเวอร์ยีสต์

หน้าที่ของซิงค์

  • ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ ผมและเล็บ
  • ช่วงเร่งให้แผลหายเร็ว
  • เพิ่มสมรรถภาพทางเพศและการมีบุตร
  • ส่งเสริมสุขภาพต่อมลูกหมาก
  • จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการ
  • ช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการหวัด
  • ช่วยคงสภาพระบบภูมิคุ้มกัน
  • ประโยชน์จากซิงค์ (แร่ธาตุสังกะสี)

เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
ซิงค์เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จากการศึกษาพบว่าแร่ธาตุสังกะสีช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะเรื่องของการเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดที–เซลล์ (T-Cell) สำหรับการต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย บรรเทาอาการหวัด

จากการศึกษาพบว่า คนไข้ที่ได้รับยาอมที่มีแร่ธาตุสังกะสีเป็นส่วนผสม สามารถช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการหวัดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มคนไข้ที่ไม่ได้รับ

  1. รักษาสิว
    ซิงค์มีส่วนช่วยในการผลิตฮอร์โมนมากกว่า 200 ชนิดในร่างกายให้อยู่ในสภาวะสมดุล รวมถึงฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) ฮอร์โมนที่เป็นสาเหตุหลักของการเกิดสิว ซึ่งซิงค์จะเข้าไปมีบทบาทในเรื่องของการรักษาสมดุลของการผลิตฮอร์โมนชนิดนี้ รวมถึงการควบคุมการผลิตน้ำมันบริเวณต่อมน้ำมันใต้ผิวหนังให้เป็นปกติ นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่า ด้วยคุณสมบัติของการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและภูมิคุ้มกันของซิงค์จึงสามารถต่อต้านแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวได้อีกด้วย
  2. ผู้ที่ต้องการมีบุตรและสุขภาพต่อมลูกหมาก
    ซิงค์จำเป็นต่อกระบวนการสร้างฮอร์โมสเทสโทสเตอโรน ซึ่งจะไปมีผลต่ออารมณ์ทางเพศ การเพิ่มจำนวนและความแข็งแรงของสเปิร์ม ดังนั้นซิงค์จึงจัดว่าเป็นแร่ธาตุที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตร นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่มีอาการต่อมลูกหมากโต เมื่อได้รับแร่ธาตุซิงค์จะพบว่ามีขนาดของต่อมลูกหมากลดลง
  3. การสมานแผล
    ซิงค์เป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อการทำงานของเซลล์ในการทำหน้าที่สมานแผล ไม่ว่าจะเป็นแผลบริเวณผิวด้านนอก หรือแผลภายในเช่นที่ผิวหนังหรือที่กระเพาะอาหาร จากการทดลองพบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับแผลในกระเพาะอาหารเมื่อได้รับแร่ธาตุซิงค์เสริมแผลจะหายเร็วกว่ากลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้รับ
  4. อาการเมื่อขาด: ติดเชื้อได้ง่าย, แผลหายช้า, ผิวหนังอักเสบ เป็นสิว หรือเป็นโรคสะเก็ดเงิน, เล็บเป็นจุดขาว, เบื่ออาหาร, เล็บและผมยาวช้า
  5. ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 15-45 มิลลิกรัม
  6. ข้อควรระวัง: หากรับประทานสังกะสีทุกวันในขนาดมากกว่า 50 มิลลิกรัม เป็นระยะเวลานาน อาจจะรบกวนการดูดซึมของเกลือแร่บางชนิดได้แก่ เหล็กและทองแดง
สินค้าที่เกี่ยวข้อง


ซิลิเนียม

มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ทำงานร่วมกับวิตามินอี หากได้รับพร้อมกันจะมีประสิทธิภาพสูงในการขจัดอนุมูลอิสระ และยังจำเป็นสำหรับกระบวนการเมตาบอลิซึม ช่วยให้ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังพบในอสุจิ ซึ่งหากขาดอาจมีผลทำให้เพศชายเป็นหมันได้ แหล่งอาหารที่พบมากได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ เมล็ดทานตะวัน ขนมปังโฮลวีท ผลิตภัณฑ์จากนม ผักและผลไม้ ขนมปังโฮลวีท

หน้าที่ของซิลิเนียม

  • ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
  • เป็นองค์ประกอบของตัวอสุจิ
  • ช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น
  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน

อาการเมื่อขาด : ติดเชื้อได้ง่าย, ความดันโลหิตสูง, ผิวหนังเหี่ยวย่นและมีจุด, เป็นหมันในเพศชาย, ต้อกระจก, เป็นรังแค

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 70 ไมโครกรัม

ข้อควรระวัง

การใช้เกินปริมาณ 200 มิลลิกรัมต่อวันต้องอยู่ภายใต้ความดูแลจากแพทย์ นอกจากนี้หากรับประทานในปริมาณที่สูงมากอาจทำให้เกิดอันตรายได้ รวมทั้งลมหายใจอาจมีกลิ่นคล้ายกระเทียม

สินค้าที่เกี่ยวข้อง


แมงกานีส

ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง และมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ นอกจากนี้แมงกานีสยังจำเป็นสำหรับการกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์บางตัวโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอนไซม์ซุปเปอร์ ออกไซด์ ดิสมิวเทส (Super Oxide Dismutase (SOD)) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ช่วยในการทำลายอนุมูลอิสระ แหล่งอาหารที่พบมากได้แก่ ชา ขนมปังโฮลวีท อัลมอนด์ ถั่วเหลือง ข้าวกล้อง

หน้าที่ของแมกนีเซียม

  • จำเป็นต่อการทำงานของสมอง
  • เสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
  • ช่วยให้แผลหายเร็ว
  • จำเป็นสำหรับการมีบุตรในสตรี เกี่ยวข้องกับการผลิตฮอร์โมนเพศ

อาการเมื่อขาด : ความจำไม่ดี, ผิวหนังเป็นผื่น, กล้ามเนื้อกระตุก, ปวดข้อต่อ, เวียนศีระษะ

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 3.5 มิลลิกรัม

สินค้าที่เกี่ยวข้อง


แมกนีเซียม

จำเป็นต่อกระบวนการต่างๆ ในสิ่งมีชีวิต หากขาดเพียงเล็กน้อย อาจส่งผลต่อทุกส่วนในร่างกาย แมกนีเซียมจะถูกสะสมไว้ในเนื้อเยื่อของร่างกายทุกส่วน และมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและบำรุงรักษากระดูกและฟันให้แข็งแรง แหล่งอาหารที่พบแมกนีเซียมได้แก่ เมล็ดทานตะวัน รำข้าว ไข่ นม ถั่ว และธัญพืชชนิดต่าง ๆ

หน้าที่ของแมกนีเซียม

  • จำเป็นสำหรับกระบวนการเผาผลาญอาหารให้ได้พลังงาน
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • บรรเทาอาการปวดไมเกรน
  • ช่วยให้หลอดเลือดและหัวใจแข็งแรง
  • ป้องกันการหัวใจวายเฉียบพลัน
  • ป้องกันตะคริวและกล้ามเนื้อหดเกร็ง
  • ช่วยให้ฟันและกระดูกแข็งแรง
  • ลดภาวะซึมเศร้า

อาการเมื่อขาด
เครียดและหงุดหงิดง่าย, หัวใจเต้นผิดจังหวะ, ป้องกันตะคริว กล้ามเนื้อหดเกร็งหรือกระตุก, นอนไม่หลับ, อ่อนเพลีย, ซึมเศร้า

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 350 มิลลิกรัม

ข้อควรระวัง
เมื่อได้รับในปริมาณเกิน 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นอันตรายได้ หากมีปัญหาเกี่ยวกับไต


เหล็ก

เป็นแร่ธาตุอีกชนิดที่จำเป็นต่อกระบวนการสร้างฮีโมโกบิล ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เลือดมีสีแดง ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามีเพียงแค่ร้อยละ 8 ของธาตุเหล็กที่รับประทานเข้าไป ที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ได้ ในผู้หญิงจะมีความเสี่ยงสูงที่จะขาดแร่ธาตุเหล็ก เนื่องจากต้องสูญเสียเลือดเมื่อมีประจำเดือน แหล่งอาหารที่พบมากได้แก่ ตับ ไข่แดง หอยนางรม เนื้อหมูและเนื้อวัว ถั่วชนิดต่าง ๆ ผลไม้แห้ง และธัญพืช

หน้าที่ของเหล็ก

  • มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโต
  • เสริมพลกำลังและลดอาการอ่อนเพลีย
  • จำเป็นต่อระบบโลหิต ป้องกันภาวะโลหิตจาง
  • จำเป็นต่อกระบวนการเผาผลาญของวิตามินบี
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
  • มีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการ

อาการเมื่อขาด : สีผิวซีด, เล็บมีสีขาวและแตกหักง่าย, เหนื่อยง่าย, นอนไม่หลับ, เบื่ออาหาร, คันตามร่างกาย, เจ็บป่วยง่าย

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 15 มิลลิกรัม

ข้อควรระวัง
การได้รับธาตุเหล็กที่อยู่ในรูปแบบเฟอร์รัส ซัลเฟตในปริมาณที่สูง อาจมีอาการท้องผูกหรืออาหารไม่ย่อย นอกจากนี้การรับประทานธาตุเหล็กในปริมาณที่สูงและติดต่อกันเป็นเวลานานอาจเป็นอันตรายได้โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ส่วนในผู้ใหญ่อาจทำให้แก่เร็ว และเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

ข้อแนะนำเพิ่มเติม: สำหรับผู้ที่ประจำเดือนมามาก ผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ หรืออยู่ในช่วงของการควบคุมอาหาร อาจจะต้องรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเพิ่มมากขึ้น หรือรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง


ทองแดง

มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีความสำคัญต่อกระบวนการต่างๆ ภายในร่างกาย ซึ่งร่างกายต้องการทองแดงเพื่อใช้ในการเปลี่ยนธาตุเหล็กให้เป็นฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดง และมีความสำคัญต่อการนำพาออกซิเจนไปยังเซลล์ นอกจากนี้ยังจำเป็นต่อกระบวนการนำวิตามินซีไปใช้ในร่างกายด้วย ทองแดงสามารถพบได้ในอาหารหลายชนิดเช่น ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆเครื่องในสัตว์ กุ้ง อาหารทะเล ตับ ขนมปังโฮลวีท เห็ดและ ลูกพรุน เป็นต้น

หน้าที่ของโครเมียม

  • กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
  • ลดอาการข้ออักเสบ
  • ป้องกันโรคหัวใจและระบบเลือด
  • ป้องกันโรคโลหิตจาง
  • ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • จำเป็นต่อกระบวนการสร้างกระดูก

อาการเมื่อขาด : เหนื่อยง่าย, สีผิวเปลี่ยน, ภาวะเลือดจาง, ตัวซีด, รับรสไม่ได้, ข้ออักเสบ

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 2 มิลลิกรัม

ข้อควรระวัง:
หากได้รับทองแดงในปริมาณสูง อาจทำให้เกิดอาการปวดศีระษะ ผมร่วง นอนไม่หลับและซึมเศร้าได้ นอกจากนี้ยังพบว่าการได้รับทองแดงมากเกินไปอาจส่งผลให้ระดับของสังกะสีในร่างกายต่ำ


โครเมียม

เป็นสารอาหารที่ทำงานร่วมกับอินซูลินเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด ลดอาการหิวโหยและช่วยในการสลายไขมัน มีส่วนในการช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ (ในขบวนการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต) ในงานวิจัยพบว่า โครเมียม เป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF (Glucose Tolerance Factor) โดยทำงานร่วมกับ ไนอาซิน และ กรดอะมิโน อีกหลาย แหล่งอาหารที่พบมากได้แก่ เนื้อสัตว์ ไข่แดง บริวเวอร์ยีสต์ ตับ จมูกข้าวสาลี และอื่น ๆ

หน้าที่ของโครเมียม

  • ควบคุมระดับน้ำในเลือด ลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน
  • ช่วยในการเจริญเติบโต
  • ควบคุมน้ำหนัก
  • ควบคุมความดันโลหิต
  • ควบคุมโคเลสเตอรอล

โครเมียมและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและโรคเบาหวาน
ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลิน โครเมียมจะมีส่วนช่วยรักษาปริมาณน้ำตาลให้คงที่ (ในขบวนการย่อยสลายคาร์โบไฮเดรต) ซึ่งจากการศึกษาพบว่า อินซูลินที่หลั่งจากตับอ่อนจะมีความสัมพันธ์กับระดับน้ำตาล ในเลือด แต่ปัญหาคือ ร่างกายผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน โครเมียมเป็นส่วนประกอบของสารที่เรียกว่า GTF (Glucose tolerance factor) โดยทำงานร่วมกับ ไนอะซิน และ กรดอะมิโน อีกหลายชนิดจะไปช่วยกระตุ้นให้เซลล์ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้ระดับน้ำตาลเข้าสู่ระดับปกติ ดังนั้นการได้รับโครเมียม จึงมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรค เบาหวานชนิดที่ 2 ขนาดที่แนะนำคือ 200 ไมโครกรัมต่อวัน

อาการเมื่อขาด : ง่วงนอน, หิวบ่อย, เวียนศีรษะ, กระหายน้ำบ่อย, ตัวร้อนหรือเย็น แต่มีเหงื่อออก

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 130 ไมโครกรัมต่อวัน

สินค้าที่เกี่ยวข้อง


แคลเซียม

ร่างกายมีแคลเซียมมากกว่าเกลือแร่ชนิดอื่นๆ เพราะเป็นองค์ประกอบหลักของกระดูกและฟัน ซึ่งร้อยละ 20 ของแคลเซียมในกระดูกของผู้ใหญ่จะถูกย่อยสลายและสร้างใหม่ขึ้นทุกปี นอกจากนี้แคลเซียมยังทำงานร่วมกับทุกกระบวนการในร่างกาย ดังนั้นหากร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ ก็จะดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ส่งผลให้กระดูกบางและเปราะง่าย

แหล่งอาหารที่สำคัญของแคลเซียมได้แก่ ผลิตภัณฑ์จากนม ผักใบเขียว ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้ กะหล่ำปลี เมล็ดงา

หน้าที่ของแคลเซียม

  • รักษามวลกระดูก
  • รักษาจังหวะการเต้นของหัวใจ
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
  • ลดความเสี่ยงภาวะกระดูกพรุน
  • ส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาทให้เป็นปกติ

อาการเมื่อขาด : นอนไม่หลับ, ตะคริวและกล้ามเนื้อกระตุก, ข้ออักเสบหรือปวดตามข้อต่อ, ฟันผุ, ความดันโลหิตสูง, กระดูกบางและเปราะง่าย, กล้ามเนื้อกระตุก

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 800 มิลลิกรัมต่อวัน

ข้อควรระวัง : หากรับประทานมากเกินไปเช่น มากกว่า 2,500 มก. อาจก่อให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูงได้ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการท้องผูก และเพิ่มความเสี่ยงของนิ่วในไตอีกด้วย

ข้อควรจำ : สารอาหารหรืออาหารบางประเภทจะไปขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม เช่น อาหารที่มีกรดออกซาลิกสูง (ผักโขม ชะพลู) หรือ อาหารทรี่มีกรดไฟติก (พบในธัญพืช)

สินค้าที่เกี่ยวข้อง


บีซีเอเอ (BCAAs)

BCAA (Branched Chain Amino Acids) คืออะไร?

  • กรดอะมิโนจำเป็น (Essential Amino Acid) ที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้จากการรับประทานอาหารเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย
  • ลิวซีน (Leucine) : กระตุ้นการทำงานของสมอง เพิ่มระดับพลังงานให้แก่ เซลล์กล้ามเนื้อ
  • ไอโซลิวซีน (Isoleucine) : รักษาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ ผิวหนังและกระดูก
  • วาลีน (Valine) : เร่งการเผาผลาญพลังงานในกล้ามเนื้อและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • มีความสำคัญต่อร่างกายมากเนื่องจากเป็นกรดอะมิโนที่เป็นต้นกำเนิดกล้ามเนื้อทั้งหมดในร่างกาย อีกทั้งยังเป็น สารตั้งต้นในการสร้างกรดอะมิโนบางชนิดเช่น กลูตามีน
  • พบได้มากในอาหารจำพวก เนื้อสัตว์, นมและผลิตภัณฑ์จากนม, ไข่ไก่และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง

BCAAs และกลไกสำคัญสำหรับการสร้างกล้ามเนื้อ

  • การสังเคราะห์โปรตีน (Protein Anabolism)
    BCAA ช่วยกระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการสร้างโปรตีนมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือ กล้ามเนื้อมีขนาดและจำนวนเพิ่มขึ้น
  • ลดการสลายของโปรตีน (Protein Catabolism)
    BCAA จะไปต่อต้านกระบวนการสลายโปรตีนที่เกิดขึ้นขณะออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อมีความคงทนและแข็งแรงมากขึ้น
  • เพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย (Increased Endurance)
    เนื่องจากร่างกายสามารถนำ BCAA ที่ได้รับมาเผาผลาญเป็นพลังงานได้โดยตรงจึงทำให้ผู้บริโภครู้สึกแข็งแรงและตื่นตัว ส่งผลให้การฝึกซ้อมหรือการออกกำลังกายได้ในเวลาที่นานขึ้น
  • ฟื้นฟูและลดการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ (Increases Recovery Rate)
    เนื่องจาก BCAA เป็นสารที่ช่วยเพิ่มพลังงานและเป็นสารตั้งต้นของกรดอะมิโนตัวอื่นๆ โดยเฉพาะกลูตามีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่เป็นส่วนประกอบหลักของเซลล์กล้ามเนื้อ ทำให้ลดการอ่อนล้าจากการสูญเสียโปรตีนและช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อในส่วนที่บาดเจ็บจากการออกกำลังกายได้

BCAAs & ประโยชน์อื่นๆ

  • เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น โดยการเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาว
  • เพิ่มระดับกลูตาไธโอน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สังเคราะห์ได้เองในร่างกาย
สินค้าที่เกี่ยวข้อง


น้ำมันปลาและโอเมก้า 3 (Fish Oil and Omega 3 Fatty Acid)

โอเมก้า 3 จัดเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย (Essential Fatty Acid) ซึ่งหมายถึงร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างเองได้ตามธรรมชาติ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตามในการปรุงอาหารนั้น โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงโดยการทอดจะทำให้กรดไขมันโอเมก้า 3 สลายตัว จึงทำให้ร่างกายได้รับโอเมก้า 3 ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

แหล่งที่สำคัญของกรดไขมันโอเมก้า 3

น้ำมันปลา คือ น้ำมันที่สกัดได้จากส่วนที่เป็น เนื้อ หัว และหางของปลา ซึ่งส่วนที่ดีที่สุดควรจะเป็นส่วนของเนื้อปลาและควรได้มาจากปลาที่อาศัยอยู่ในทะเลน้ำเย็นลึกเช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาแมคคอเรล ปลาแฮร์ริง นอกจากนี้โอเมก้า 3 ยังสามารถพบได้ในเมล็ดพืชบางชนิด เช่น เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง วอลนัต

กรดไขมันโอเมก้า 3 สามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่คือ
กรดไอโคซาเพนตะอิโนอิก หรืออีพีเอ (EPA) และ กรดโดโคซาเฮกซะอีโนอิก หรือดีเอชเอ (DHA) ซึ่งสารทั้งสองชนิดจะให้ประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป
EPA: จะเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องของไตรกลีเซอไรด์สูงและปวดบวมอักเสบข้อ
DHA: จะให้ประโยชน์หลักในเรื่องของการดูแลสุขภาพสมอง โดยการส่งเสริมพัฒนาการและเซลล์สมองให้สมบูรณ์ รวมถึงสุขภาพดวงตาด้วย

หน้าที่สำคัญ

  • ปกป้องหัวใจและหลอดเลือด
  • รักษาระดับของไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลให้เป็นปกติ
  • สำคัญต่อการทำงานของสมองและระบบประสาท
  • ลดอาการอักเสบและปวดบวมของข้อ
  • บรรเทาอาการของโรคผิวหนังบางชนิดเช่น โรคสะเก็ดเงิน
  • อาการเมื่อขาด : ผิวแห้ง, ติดเชื้อได้ง่าย, ปัญหาด้านสมาธิและความจำ, ความดันโลหิตสูง, เกิดการอักเสบของข้อ ผิวหนัง สะเก็ดเงิน

ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่ : 1-2 กรัมต่อวัน

ข้อควรระวัง: ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ไม่แนะนำให้เสริมโอเมก้า 3

สินค้าที่เกี่ยวข้อง


สารสกัดจากทับทิม

ทับทิม จัดเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยคุณค่าของสารอาหารนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน เกลือแร่ และโดยเฉพาะสารกลุ่มโพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งเป็นสารอาหารที่สำคัญโดยมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ซึ่งปัจจุบันทับทิมได้รับความสนใจศึกษาวิจัยอย่างมาก เนื่องจากคุณสมบัติด้สนการต้านอนุมูลอิสระ จึงมีการศึกษาถึงผลประโยชน์นี้ต่อปัญหาสุขภาพต่างๆ และผลการวิจัยสนับสนุนว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย

หน้าที่ของสารสกัดจากทับทิม

  • ช่วยลดการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งตัว โดยการไปยับยั้งปฏิกิริยา Lipid peroxidation
  • ลดไขมันโคเลสเตอรอลในเลือด
  • ลดความเสี่ยงของมะเร็งชนิดต่าง ๆ
  • มีฤทธิ์ต้านอาการอักเสบ
  • ยับยั้งการสร้างเม็ดสี ทำให้สีผิวที่เข้มขึ้นจากการกระตุ้นโดยรังสี UV ขาวขึ้นได้
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิว ส่งเสริมการซ่อมแซม, สร้างเซลล์ใหม่ในชั้นหนังแท้
สินค้าที่เกี่ยวข้อง