Life Style

CoQ10

CoQ10 กับ 4 ความเสี่ยงเมื่อร่างกายขาด

โคคิวเทน (CoQ10) คืออะไร?

หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ "CoQ10" อยู่บ่อยๆ แต่ยังสงสัยว่ามาจากอะไร ตัว Q มาจากสารชื่อควิโนน ส่วน 10 มาจากจำนวนของสารไอโซพรีนิลที่มาเกาะกับควิโนน และเป็นตัวช่วยการทำงานของเอนไซม์จึงเรียกว่า โอเอนไซม์

คุณสมบัติของโคเอนไซม์คิวเท็น คือ ละลายได้ดีในไขมัน มีหน้าที่ในการสร้างพลังงานให้แก่เซลล์ พบว่า 95% ของพลังงานที่ร่างกายมนุษญ์สร้างขึ้นต้องใช้โคเอนไซม์คิวเทน ร่างกายสามารถสร้างโคเอนไซม์คิวเทนขึ้นเองได้โดยอาศัยกรดอะมิโนฟีนิลอะลานีนหรือไทโรซีนตัวใดตัวหนึ่งจากอาหารจำพวกโปรตีน และวิตามินบี 6 อาหารที่เป็นแหล่งของโคเอนไซม์คิวเทน เช่น ปลา ไก่ เนื้อ น้ำมันถั่วเหลือง ไข่ ผัก

โคเอนไซม์คิวเทน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง สามารถช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ที่กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งปกติจะต้องใช้พลังงานอย่างมากเพราะเป็นส่วนที่ช่วยสูบฉีดระบบไหลเวียนโลหิตไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย โคเอนไวม์คิวเทนช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้แก่เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ลดอนุมูลอิสระ และยังมีบทบาทในการช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ป้องกันริ้วรอย และชะลอการแก่ก่อนวัย รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

รู้หรือไม่... การปรุงอาหารด้วยความร้อนทำลาย CoQ10 14-32%

การปรุงอาหารให้สุกผ่านความร้อนนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคและลดความเสี่ยงที่จะนำเชื้อต่างๆเข้าสู่ร่างกาย แต่รู้หรือไม่ว่าการปรุงอาหารโดยใช้ความร้อน นอกจากจะทำลายเชื้อโรคแล้ว ยังทำลายสารโคเอนไซม์คิวเทนให้ลดน้อยลงไปถึง 14-32% เลยทีเดียว ดังนั้น การรับประทานอาหารที่ผ่านการปรุงสุกด้วยความร้อนเป็นเวลานานๆอาจทำให้โคเอนไซม์คิวเทนที่อยู่ในอาหารสลายไปหมด เช่น การต้มหรือทอดนานๆ

 

"4 ความเสี่ยงเมื่อร่างกายขาด CoQ10"

 

ระบบหัวใจ

1. เสี่ยงต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับ "หลอดเลือดและระบบหัวใจ"

เพราะหัวใจเป็นอวัยวะที่ต้องใช้พลังงานอย่างมาก และโคคิวเทนก็เป็นสารที่ช่วยสร้างพลังงานให้กับเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ ดังนั้น เมื่อร่างกายขาดโคคิวเทนแน่นอนว่าจะส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบหัวใจที่ลดลง ทำให้กระบวนการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆน้อยลงและอาจก่อให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ในที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าโคคิวเทนมีส่วนลดการก่อตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด และช่วยให้ผนังหลอดเลือดยืดหยุ่นได้ดี จึงมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดได้

 

เซลล์ในร่างกาย

2. เสี่ยงต่อ "เซลล์ในร่างกาย หยุดทำงานทันที"

โคคิวเทน จัดเป็นสารอาหารที่ร่างกายจำเป็นสำหรับการสร้างพลังงานระกับเซลล์ หรือ เอทีพี (ATP) ให้กับทุก ๆ เซลล์ในร่างกาย ดังนั้นหากร่างกายขาดโคคิวเทนก็จะส่งผลให้เซลล์นั้น ๆ ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

พาร์กินสัน

3. เสี่ยงต่อการเกิด "โรคพาร์กินสัน"

โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ โดยเฉพพาะเซลล์ประสาทบริเวณสมอง ทำให้เซลล์สมองของการควบคุมประสาทการเคลื่อนไหวเสื่อมลง ซึ่งโคคิวเทนจะไปช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระที่จะไปทำลายเซลล์สมอง ดังนั้นจึงช่วยลดการเสื่อมของเซลล์และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคพาร์กินสัน

 

CoQ10

4. เสี่ยงต่อการเกิด "โรคอัลไซเมอร์"

เซลล์สมองต้องการพลังงานมาก และแน่นอนว่าสารที่ช่วยในการสร้างพลังงานให้กับเซลล์สมองได้ดีก็คือโคคิวเทนนั่นเอง นอกจากนี้โคคิวเทนยังช่วยต้านอนุมูลอิสระรอบๆผนังเซลล์ ไม่ให้เข้าไปทำลายดีเอ็นเออีกด้วย ดังนั้นการที่ร่างกายขาดโคคิวเทนจะทำให้เซลล์สูญเสียตัวช่วยสร้างพลังงาน ส่งผลให้สมองล้าและเสียหาย ก่อให้เกิดอาการของโรคอัลไซเมอร์ในที่สุด

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


วิตามิน

วิตามิน VS ยา ต่างกันอย่างไร? จำเป็นแค่ไหน?

วิตามิน

วิตามิน คืออะไร ?

วิตามิน คือ สารที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราอยู่แล้ว และเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายที่ขาดไม่ได้ ถ้าร่างกายขาดวิตามินจะมีอาการผิดปกติขึ้นกับร่างกายแสดงออกมาให้เห็นทันที เช่น มีเลือดออกตามไรฟัน เป็นอาการของการขาดวิตามินซีในร่างกาย หรือมีอาการเล็บเปราะหักง่าย เกิดจากขาดไบโอติน ดังนั้น เมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติต่างๆเกิดขึ้น อาจใช้วิธีการตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุของการขาดวิตามินได้ เพื่อทำการรับประทานวิตามินเสริมเข้าไป

ร่างกายของมนุษย์จำเป็นต้องมีสารต่างๆประกอบอยู่ในร่างกาย เช่น โปรตีน น้ำตาล วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ดังนั้น การได้รับวิตามินที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจึงเป็นที่จำเป็นมากๆ เพราะวิตามินสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูสุขภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับและไต ต่างกับการใช้ยาที่หากใช้ติดต่อกันเป็นประจำ อาจส่งผลเสียต่อตับและตาหรือร่างกายในส่วนอื่นๆได้

วิตามินสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ

  1. วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 7 บี 9 บี 12 และวิตามินซี โดยวิตามินชนิดนี้จะสามารถอยู่ในร่างกายได้ 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการดูดซึมไปใช้งานก็จะถูกขับออกทางไต โดยการปัสสาวะนั่นเอง ดังนั้น วิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ จะมีโอกาสสะสมในร่างกายน้อยมาก จึงไม่ค่อยมีผลข้างเคียง
  2. วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ซึ่งจะละลายได้ในไขมันเพื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่สามารถขับออกทางปัสสาวะได้ หากได้รับวิตามินเหล่านี้มากเกินไป อาจเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ ผูที่รับประทานวิตามินชนิดนี้จึงควรมีช่วงที่หยุดรับประทานบ้าง เพื่อไม้ให้เกิดการสะสมในร่างกายมากจนเกินไป

วิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายบางชนิดตวรได้รับทุกวัน เช่น วิตามินซี (คลิ้กเพื่ออ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิตามินซี) และวิตามินบี ซึ่งเป็นวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ หลังจากดูดซึมไปใช้งานแล้ว จะถูกกำจัดออกทางปัสสาวะ ไม่สะสมในร่างกาย จึงสามารถรับประทานเป็นประจำทุกวันได้อย่างปลอดภัย

 

วิตามิน

วิตามินเป็นอาหารเสริม ไม่ใช่อาหารหลัก

ถึงแม้ว่าการได้รับวิตามินอย่างเพียงพอและเหมาะสมจะสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกายได้ แต่การรับประทานวิตามินก็ไม่สามารถมอบสารอาหารอันหลากหลายได้เหมือนอาหารจานหลัก แต่วิตามินสามารถช่วยเสริมในส่วนที่ร่างกายขาดได้ หากเลือกรับประทานอย่างเหมาะสม

วิตามินจำเป็นหรือไม่?

หากย้อนกลับไปสัก 10-20 ปีก่อน ที่ผักผลไม้และแหล่งอาหารต่างๆยังอุดมสมบูรณ์ด้วยแหล่งที่มาจากธรรมชาติ ไม่มีการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ ไม่มีมลพิษและแหล่งน้ำยังไม่เน่าเสียเหมือนในปัจจุบัน ทำให้สารอาหารต่างๆในอาหารแตละชนิดนั้นมีความสมบูรณ์ การรับประทานครบ 5 หมู่ในทุกๆวันก็อาจจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่ในความเป็นจริงของสมัยนี้ที่มีการใช้สารเคมี และกรรมวิธีต่างๆในการปรุงอาหารนั้นส่งผลให้สารอาหารต่างๆในอาหารนั้นลดน้อยลง ทำให้การรับประทานอาหารในแต่ละวันอาจไม่เียงพออีกต่อไป ดังนั้น การรับประทานวิตามินเสริมจึงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก

ถึงแม้ว่าวิตามินจะไม่สามารถทดแทนอาหารจานหลักได้ แต่วิตามินและแร่ธาตุเสริม 1 เม็ด มักจะอัดแน่นด้วยปริมาณแร่ธาตุและสารอาหารที่คนปกติอาจไม่สามารถรับได้จากการรับประทานอาหารเพียง 1 มื้อหรือ 1 วันเพื่อให้ได้สารอาหารเหล่านั้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เช่น ต้องกินฟักทอง 1 ผลเพื่อให้ได้เบตาแคโรทีน 2 มิลลิกรัม เท่ากับการรับประทานเบตาแคโรทีน 1 เม็ด ซึ่งคนปกติอาจไม่สามารถรับประทานฟักทองได้ถึง 1 ผล

วิตามิน เป็นเกราะป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ

สามารถอธิบายง่ายๆได้ว่า สารอนุมูลอิสระ (Free Radicals) คือ ออกซิเจนรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีโครงสร้างไม่เสถียร ว่องไว ทำให้สามารถสร้างพันธะกับสารอื่นๆได้อย่างรวดเร็ว แต่จะเป็นการทำให้สารเหล่านั้นเกิดการเสื่อมสภาพ หรือที่เรียกว่า "ออกซิเดชั่น" และเมื่อร่างกายเกิดออกซิเดชั่นขึ้นมากๆก็จะส่งผลให้ร่างกายเกิดความเสื่อม ทำลายเม็ดเลือด ทำลายอวัยวะต่างๆ และเป็นสาเหตุของริ้วรอยแห่งวัยต่างๆนั่นเอง ดังนั้น สารอนุมูลอิสระเปรียบเสมือนยาพิษซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสภาวะที่ร่างกายของเราไม่ชอบ เช่น นอนดึก นอนไม่พอ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือเจอกับมลภาวะเยอะๆ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ถึงแม้ว่าอนุมูลอิสระไม่ทำให้เกิดโรคในทันที แต่ก็เป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพในระยะยาว

วิตามินและเกลือแร่ เป็นเกราะป้องกันอนุมูลอิสระที่ดีและจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก การเสริมวิตามินและเกลือแร่ให้กับร่างกายอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญและขาดไม่ได้

 

ยา

ยา คืออะไร?

ยา คือสิ่งที่ร่างกายไม่มี ยาส่วนใหญ่ผลิตจากสารเคมี เช่น ยาพาราเซตามอล ร่างกายเราไม่สามารถผลิตยาเองได้ ดังนั้น ยาจึงไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในภาวะร่างกายปกติ ในทางกลับกัน ยามีไว้ใช้รักษาอาการผิดปกติของร่างกายที่มีอาการรุนแรง เช่น อาการปวดหัว ต้องได้รับยาพาราเซตามอลที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ซึ่งยามีการออกฤทธิ์ที่เร็ว สามารถระงับอาการต่างๆได้ แตกต่างจากการรับประทานอาหารเสริมที่จะเข้าไปช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกาย

 

ยา

หลักการใช้ยา

เมื่อหายแล้ว ต้องหยุดใช้ยา เพราะยาเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่ในร่างกายเรา หากหายแล้วยังรับประทานยาต่อไปเรื่อยๆอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เพราะยาส่วนใหญ่ผลิตจากสาเคมี ซึ่งมีโอกาสสะสมในร่างกายค่อนข้างมากหากใช้เป็นประจำ อาจส่งผลเสียต่อตับและไตได้

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


คอนแทคเลนส์ กับ 4 ข้อควรรู้ก่อนใส่ เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดี

"คอนแทคเลนส์" (Contact Lens) มีความสำคัญแทบจะเป็นปัจจัยที่ 5 ของบางคนเลยทีเดียว โดยเฉพาะผู้ที่มีสายตาสั้น ถ้าไม่ใส่แว่น ก็คงต้องใส่คอนแทคเลนส์กันทุกวัน แต่รู้หรือไม่ว่ามีข้อควรระวังอะไรบ้าง

ประเภทของคอนแทคเลนส์ แบ่งตามวัสดุที่ใช้

  • คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง ผลิตด้วย PMMA ซึ่งเป็นคอนแทคเลนส์รุ่นแรกๆของโลก คอนแทคเลนส์ชนิดนี้มีข้อเสียที่ไม่ยอมให้อ๊อกซิเจนผ่าน ปัจจุบันจึงเลิกใช้ไปแล้ว เพราะในปัจจุบันมีการคิดค้นวัสดุที่ใช้ผลิตคอนแทคเลนส์ชนิดแข็งที่ยอมให้อ๊อกซิเจนผ่านได้ดี ซึ่งส่งผลให้ใช้งานได้ดีกว่า
  • คอนแทคเลนส์ชนิดแข็งที่ยอมให้อ๊อกซิเจนผ่านได้ดี (Rigid Gas Permeable Contact Lens, RGP) แน่นอนว่าพัฒนาต่อมาจากคอนเทคเลนส์ชนิดแข็งในยุคแรกๆ แต่คอนแทคเลนส์ชนิดนี้ก็ยังมีข้อเสียคือผู้ใส่รู้สึกระคายเคืองตามากกว่าการใส่คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มในช่วงแรก แต่มีคุณสมบัติบางอย่างที่ดีกว่าคอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม เช่น ยอมให้อ๊อกซิเจนผ่านได้ดี มีความคมชัดในการมองเห็นดีกว่า ทำให้ตาแห้งน้อยกว่า และสามารถแก้ไขปัญหากระจกตาบิดเบี้ยวได้ดีกว่า ซึ่งมีอายุการใช้งานที่นานกว่าและประหยัดกว่าในระยะยาว
  • คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มไฮโดรเจล เป็นวัสดุที่ใช้ผลิตคอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
  • คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มวัสดุซิลิโคนไฮโดรเจล เป็นวัสดุใหม่ล่าสุดสำหรับคอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม มีคุณสมบัติที่ดีคือยอมให้อ๊อกซิเจนผ่านสูงกว่า 97% ส่งผลให้ดีต่อสุขภาพตามากกว่า

ประเภทของคอนแทคเลนส์ แบ่งตามลักษณะการใช้งาน

  • แบบใส่เฉพาะตอนตื่น และถอดก่อนนอน ผู้ใส่จะต้องถอดเลนส์ก่อนนอนเสมอ ซึ่งเป็นคอนแทคเลนส์ชนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
  • แบบใส่ต่อเนื่องนาน 6 วันโดยไม่ต้องถอด  การใส่เลนส์นอนสามารถทำได้กับเลนส์บางรุ่นเท่านั้นและทำให้มีความเสี่ยงต่อดวงตาติดเชื้อสูงขึ้นกว่าการถอดเลนส์ก่อนนอนอย่างมาก
  • แบบใส่ต่อเนื่องนาน 30 วันโดยไม่ต้องถอด ข้อเสียคือมีความเสี่ยงต่อดวงตาติดเชื้อสูงขึ้นกว่าการถอดเลนส์ก่อนนอนอย่างมาก

 

ด้วยความที่คนส่วนใหญ่มักจะเลือกใส่ คอนแทคเลนส์ แบบใส่เฉพาะตอนตื่น และถอดก่อนนอน เพราะฉะนั้น บทความนี้มี 4 ข้อควรรู้เกี่ยวกับตอนแทคเลนส์ชนิดนี้มากฝากกันค่ะ

ความสะอาด

1. ความสะอาด สำคัญที่สุด

ด้วยควมที่คอนแทคเลนส์ต้องสัมผัสกับดวงตาโดยตรง ความสะอาดในทุกๆขั้นตอน ตั้งแต่การเริ่มเปิดใช้งานจนถึงการล้างทำความสะอาดเมื่อใส่เสร็จนั้นสำคัญอย่างมาก เมื่อซื้อคอนแทคเลนส์มาครั้งแรก คอนแทคเลนส์จะถูกแช่มาในน้ำยาคนละชนิดกับน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ปกติ ดังนั้น หลังจากที่นำคอนแทคเลนส์ออกมาจากบรรจุภัณฑ์ครั้งแรก ต้องนำคอนแทคเลนส์มาล้างทำความสะอาดก่อน และแช่ในน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ทิ้งไว้อย่างน้อย 8 ชั่วโมง ก่อนนำมาใช้งานครั้งแรก ส่วนการใช้งานในครั้งต่อๆไปก็จำเป็นต้องล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ทุกครั้งก่อนใช้งานทุกครั้งด้วย

  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งด้วยสบู่ที่อ่อนโยน
  • เช็ดมือให้แห้งสนิทก่อนใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ เพื่อไม่ให้มีน้ำเปล่าไปสัมผัสกับเลนส์
  • ทำความสะอาดตลับใส่คอนแทคเลนส์ทุกวันและรอให้แห้งก่อนนำไปใช้ใส่เลนส์
  • เปลี่ยนตลับเลนส์ใหม่ทุกๆ 3 เดือนเป็นอย่างน้อย

 

วิธีสังเกต

2. วิธีสังเกต คอนแทคเลนส์ ก่อนใส่

การใส่คอนแทคเลนส์ จะต้องใส่ให้ถูกด้านเพื่อให้ความโค้งของคอนแทคเลนส์รับกับดวงตา แต่การจะใส่ให้ถูกด้านนั้น สำหรับคอนแทคเลนส์สีอาจสังเกตได้จากลายของคอนแทคเลนส์ แต่สำหรับของคอนแทคเลนส์ใส จะสังเกตจากสีของคอนเทคเลนส์ไม่ได้ แต่ก็ยังมีวิธีในการสังเกตจากรูปร่างลักษณะของเลนส์แทนได้

ก่อนใส่คอนแทคเลนส์ทุกครั้ง ควรสังเกตว่าคอนแทคเลนส์อยู่ในด้านที่ถูกต้องตามภาพหรือไม่ แค่นี้ก็ทำให้ใส่คอนแทคเลนส์ได้อย่างถูกต้อง ไม่ระคายเคืองดวงตา

อีกข้อสำคัญก่อนจะสวมใส่คอนแทคเลนส์ ควรตรวจสภาพความพร้อมของดวงตาก่อนว่าดวงตาของคุณอยู่ในสภาพปกติ พร้อมที่จะใส่คอนแทคเลนส์หรือไม่ เช่น หากมีอาการตาแดง ตาแห้งจนรู้สึกแสบตา ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์และปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาดวงตาให้เป็นปกติก่อน

 

อายุการใช้งาน คอนแทคเลนส์

3. อายุการใช้งานของ คอนแทคเลนส์

ในกรณีที่ใช้คอนแทคเลนส์ที่มีอายุการใช้งานสำหรับ 1 เดือน ถึงแม้หลังจากเปิดใช้งานไม่ได้ใส่ทุกวัน แต่ให้เริ่มนับอายุการใช้งานครบรอบ 1 เดือน หลังจากวันแรกที่นำคอนแทคเลนส์ออกจากบรรจุภัณฑ์ หลังจากครบรอบ 1 เดือนแล้ว ควรเปลี่ยนคอนแทคเลนส์คู่ใหม่ทันที

ส่วนคอนแทคเลนส์รายวัน เป็นคอนแทคเลนส์แบบใช้แล้วทิ้ง โดยมีอายุการใช้งานที่เหมาะสมอยู่ที่คั้งละไม่เกิน 8 ชั่วโมง ดังนั้น ผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์แบบรายวันหรือรายเดือนก็ตาม ควรใส่คอนแทคเลนส์ไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดี และไม่เป็นการรบกวนดวงตามากจนเกินไป

 

คอนแทคเลนส์

4. คอนแทคเลนส์ ไม่ถูกกับ น้ำเปล่า

ถึงแม้ว่าเราจะสามารถใช้น้ำเปล่าชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากสิ่งต่างๆได้แทบทุกชนิด แต่ไม่ใช่สำหรับคอนแทคเลนส์นะคะ แน่นอนว่าทั้งก่อนและหลังการใส่คอนแทคเลนส์ทุกครั้ง และต้องล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ก่อนทุกครั้ง โดยจำเป็นต้องใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์โดยเฉพาะ ไม่ควรใช้อย่างอื่นแทน และไม่ควรให้คอนแทคเลนส์สัมผัสกับน้ำเปล่า เพราะน้ำเปล่าอาจมีสิ่งสกปรกปะปนและอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมกับการสัมผัสดวงตา ดังนั้น หลังการล้างมือรือล้างตลับคอนแทคเลนส์ก็ควรรอหรือเช็ดให้แห้งก่อนที่จะนำมือไปสัมผัสกับคอนแทคเลนส์

 

บำรุงสายตา

"ใช้สายตามาก บำรุงไม่ยากด้วย 4 พลังธรรมชาติ"

  • Astaxanthin (สารสกัดจากสาหร่ายสีแดง) ฟื้นฟูภาวะเสื่อมของจอตา กระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดฝอยในจอตา
  • Lutein (สารสกัดจากลูทีน) ช่วยกรองแสงสีฟ้า ปกป้องดวงตาจากแสงและอนุมูลอิสระ
  • Bilberry (สารสกัดจากบิลเบอร์รี่) ลดอาการเมื่อยล้าของดวงตาและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นในที่มืด
  • Vitamin E (วิตามินอี) คืนความชุ่มชื้นให้ดวงตา

มีสารสกัดจากธรรมชาติหลากหลายชนิดที่สามารถช่วยบำรุงสายตาได้ดี และยังช่วยลดอาการตาแห้งได้อีกด้วย เมื่อดวงตามีความชุ่มชื้นที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ใส่คอนแทคเลนส์ได้ดี ไม่มีอาการระคายเคือง

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคตาที่สัมพันธ์กับอายุ (Age-related eye diseases study) ของสถาบันจักษุแห่งชาติสหรัฐอเมริกา พบว่าการรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี, วิตามินอี, เบต้าแคโรทีน, ลูทีน และซีแซนทีน ในปริมาณสูงเพียงพอ สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

คลิ้กเพื่อดูผลิตภัณฑ์บำรุงสายตา

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 


บร็อคโคลี่ และคุณสมบัติดีๆที่ไม่ควรมองข้าม

เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยมักร้องยี๊!! เมื่อต้องรับประทานผักใบเขียวต่างๆ และผักสีเขียวยอดนิยมอีกหนึ่งอย่างก็คือ "บร็อคโคลี่" (Broccoli) ซึ่งเป็นผักในตระกูลกะหล่ำหรือคะน้าที่นิยมนำดอกอ่อนและก้านดอกมารับประทาน แต่รู้หรือไม่ว่า... การรับประทานบร็อคโคลี่แบบไหนจะได้ประโยชน์มากที่สุด และเราจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากการรับประทานผักชนิดนี้

บล็อคโคลี่ (Broccoli) อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายหลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินเค กรดโฟลิก โพแทสเซียม แคลเซียม กากใยอาหาร และยังเป็นผักที่มีโปรตีนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับผักชนิดอื่นๆ โดยบร็อคโคลี่ 100 กรัมให้พลังงานประมาณ 34 กิโลแคลอรี

 

บร็อคโคลี่

ทานดิบๆจะได้ประโยชน์มากที่สุด

หากต้องการได้รับสารอาหารและประโยชน์มากที่สุดจากบร็อคโคลี่ สามารถทานดิบๆได้เลย แต่อย่าลืมว่าการรับประทานผักหรือผลไม้ทุกชนิดต้องล้างให้สะอาดก่อนนะคะ ส่วนใครที่ไม่ไหวจะทนกับการรับประทานผักดิบๆ สามารถนำไปผ่านการปรุงได้ แต่ต้องไม่ผ่านกรรมวิธีปรุงอาหารที่มีระยะเวลานานเกินไป

 

บร็อคโคลี่

ต้นอ่อนของ บร็อคโคลี่ ช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้

ต้นอ่อนของบร็อคโคลี่ เป็นส่วนหนึ่งที่หลายๆคนน่าจะชอบรับประทานกันอยู่ ไม่เพียงแต่ความอร่อยที่ได้รับ แต่ยังอุดมด้วยคุณประโยชน์มากมายที่คุณอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน โดยต้นอ่อนของบร็อคโคลี่สามารถช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

มีการนำพืชหลายชนิดมาทำการวิจัยเพื่อค้นหาสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการต่อต้านโรคมะเร็ง ซึ่งแน่นอนว่าบร็อคโคลี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะจากการศึกษาพบว่าใบและลำต้นของ บร็อคโคลี่ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น สารประกอบในกลุ่มฟีนอลิก ซึ่งอาจช่วยลดการอักเสบและความเสียหายของเซลล์ต่างๆที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ นอกจากนี้ ในบร็อคโคลี่ ยังมีสารอินโดล-3-คาร์บินอล ซึ่งนักวิจัยคาดว่าอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย

 

วิตามินซี

บร็อคโคลี่ มีวิตามินซีและแคลเซียมสูงมาก

ด้วยวิตามินซีที่สูงมาก สามารถช่วยต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มภูมิคุ้มกัน บำรุงผิวพรรณ ช่วยบำรุงและรักษาสายตา และยังสามารถป้องกันการเกิดต้อกระจกได้อีก้ดวย เรียกได้ว่า บล็อคโคลี่เป็นผักที่มีประโยชน์มากมาย และไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ

คลิ้กเพื่ออ่าน >> วิตามินซีธรรมชาติ VS วิตามินซีสังเคราะห์

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 


กระดูกพรุน

กระดูกพรุน ทำไมคนไทยมีความเสี่ยงมากกว่าชาติใดในโลก ?

รู้หรือไม่? อายุยิ่งมาก...ความหนาแน่นของมวลกระดูกยิ่งลด! ส่งผลให้เกิดโรค กระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่กระดูกบางลง หักง่าย เมื่อได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะกระดูกสะโพก กระดูกต้นขา หรือหลังโค้งงอ เนื่องจากกระดูกสันหลังยุบตัวเข้าหากัน ซึ่งพบมากในสตรีวัยหมดประจำเดือนและสูงอายุ เพราะขาดฮอร์โมนในการสร้างกระดูก

3 เหตุผลที่คนไทยอาจมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมากกว่าชาติอื่นๆ

กระดูกพรุน

กรรมพันธุ์ กระดูกพรุน ที่มากับผิวขาวของสาวเอเชีย

ถึงแม้ว่าประเภทผิว และจำนวนเม็ดสีของสาวเอเชียจะสามารถเอื้อต่อการดูดซึมวิตามินดีมากกว่าเชื้อชาติที่มีผิวคล้ำตามธรรมชาติ แต่จากการสำรวจพบว่าชาวเอเชียและคอเคเชียนมักมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าชาวแอฟริกัน อเมริกัน โดยกรรมพันธุ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

วิตามินดี

หนีแดดเพราะกลัวดำ พฤติกรรมหลบวิตามินดี

แสงแดดเป็นเหมือนศัตรูตัวร้ายของสาวๆที่อยากมีผิวขาว ก็จะพยายพามหลบแดดกันให้มากที่สุด เพราะกลัวรังสี UVA/UVB จะเผาผิวสวยให้เสียไป แต่จริงๆแล้วแสงแดดนั้นมีประโยชน์ดีๆที่ส่งผลถึงกระดูกเชียวนะ! ในแสงแดดยามเช้ายังมีวิตามินดีที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต รวมถึงเสริมสร้างกระดูกและฟันอีกด้วย ดังนั้น หากร่างกายขาดวิตามินดีก็จะส่งผลกระทบต่อกระบวนการของกระดูกและฟันในร่างกายไปด้วย

นอกจากนี้วิตามินดียังมีหน้าที่สำคัญในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immune System) การที่สาวๆหลบแดดก็เหมือนการหลบวิตามินดีไปด้วยนั่นเอง แทนที่จะหลีกเลี่ยงแดดตลอดเวลา ลองออกมาสัมผัสแสงแดดอ่อนๆยามเช้า เลือกช่วงเวลาที่แดดอ่อนๆพอนะคะ

 

แคลเซียม

อาหารโซเดียมสูงแคลเซียมต่ำ ทำแคลเซียมสลาย

อีกพฤติกรรมที่มีผลกระทบต่อระบบร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ "พฤติกรรมการรับประทาน" นั่นเอง ลองสังเกตพฤติกรรมการประทานอาหารของตัวคุณเองดูว่าชอบรับประทานอาหารแบบไหน ซึ่งอาหารจานโปรดของชาวไทยส่วนมากจะเป็นอาหารที่มีรสค่อนข้างจัด หนักเครื่องปรุง แม้จะมีผักหรือเนื้อสัตว์ที่ให้แคลเซียมอยู่บ้าง แต่ก็มีในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน สารอาหารที่มากับอาหารรสจัดมักจะเป็นโซเดียมปริมาณสูงซะมากกว่า ซึ่งนอกจากโซเดียมจะเป็นสาเหตุของโรคความดัน, ไตวาย, อัมพฤกษ์ อัมพาตแล้ว โซเดียมนี้จะกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกจากร่างกายทางเหงื่อและปัสสาวะ ทำให้นอกจากไม่ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอแล้ว ยังต้องสูญเสียแคลเซียมออกไปอีกด้วย หากสามารถหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด และทานนมจากถั่วเหลือง หรือแอลมอนด์เพิ่มเติมจากมื้ออาหาร ก็จะสามารถลดการสูญเสียแคลเซียมได้นะคะ และทางที่ดีนั้น ทุกเพศทุกวัยควรเลือกรับประทานอาหารที่มีโซเดียมไม่มาก และควรเป็นอาหารที่มีประโยชน์ เหมาะสมกับวัย เพื่อร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และแน่นอนว่าย่อมส่งผลไปถึงกระบวนการของกระดูกและฟันอีกด้วย

ในทางกลับกันหากคุณต้องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยลดโอกาสการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ คุณต้องรับประทานอาหารที่มี "แคลเซียม" การจะเสริมแคลเซียมให้กับร่างกายต้องรู้ก่อนว่าเราจะพบแคลเซียมได้จากอาหารประเภทไหนบ้าง ซึ่งเราสามารถพบแคลเซียมได้ในน้ำนม น้ำส้ม ปลา บรอกโคลี ถั่วเปลือกแข็ง งา สาหร่ายทะเล แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่มากพอถึงจะได้รับแคลเซียมที่เพียงพอในแต่ละวัน หรือง่ายกว่านั้นคือการเลือกรับประทานผลิตภัรฑ์เสริมอาหารที่มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบหลัก ก็สามารถช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมในปริมาณที่มากพอ ช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

ประมาณ 99% ของแคลเซียม ( คลิ้กเพื่ออ่านบทความเกี่ยวกับแคลเซียม ) ในร่างกายจะถูกนำไปใช้ในกระบวนการสร้างกระดูก ฟัน เล็บ และผม ทำให้กระดูกและฟันมีความหนาแน่นแข็งแกร่ง ส่วนแคลเซียมอีก 1% จะไหลเวียนอยู่ในเลือด ดังนั้น แคลเซียมจึงมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก และเป็นสารสำคัญในการช่วยลดโอกาสการเกิดโรคกระดูกพรุน

นอกจากนี้แคลเซียมในเลือดยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายๆด้าน เช่น

  • มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของมวลกล้ามเนื้อ
  • มีผลต่อสารสื่อประสาท
  • ป้องกันการไหลของเลือดเมื่อเกิดบาดแผล
  • มีผลต่อการเต้นของหัวใจ
  • ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้

ร่างกายจะเริ่มสะสมแคลเซียมในกระดูกตั้งแต่วัยเด็ก และจะสะสมมากที่สุดในช่วงวัยรุ่น ผู้หญิงจะมีแคลเซียมสูงถึง 90% เมื่ออายุ 18 ปี และผู้ชายในอายุ 20 ปี โดยทั้งสองเพศจะมีระดับแคลเซียมในร่างกายสูงสุดเมื่ออายุ 30 ปี หลังจากนี้จะไม่มีการสะสมแคลเซียมแล้ว หากร่างกายได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่มากพอกระดูกจะเริ่มผุ หลังจากผู้หญิงหมดประจำเดือนแล้ว 5-7 ปี ผู้หญิงจะมีการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูกประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งอาจสูงถึง 20% ของมวลกระดูกทั้งหมด

 

 

กระดูกพรุน

อย่าปล่อยให้ภัยเงียบจาก กระดูกพรุน เกิดขึ้นกับตัวคุณแล้วค่อยรักษา

ความหนาแน่นของมวลกระดูกนั้นจะลดน้อยลงไปตามกาลอายุ เมื่ออายุมากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และปัจจัยทางด้านฮอร์โมนต่างๆมักจะทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อยลงไปเรื่อยๆ ความต้องการของแคลเซียมเพิ่มขึ้นตามวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ดังนั้น การเสริมแคลเซียม ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ อย่าปล่อยให้รู้ตัวเมื่อสายเกินแก้ หมั่นเสริมแคลเซียมให้กับร่างกายในทุกๆวัน ด้วยการรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามโภชนาการ ออกไปสัมผัสแสงแดดอ่อนๆบ้าง หรือเลือกวิธีที่ง่ายกว่านั้น คือการรับประทานแคลเซียมเป็นประจำก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนได้นะคะ ทีนี้เรามาดูกันว่าร่างกายในแต่ละวัยมีความต้องการแคลเซียมแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

  • เด็ก (1-10 ปี) ควรได้รับแคลเซียมวันละ 800 มิลลิกรัม
  • วัยรุ่น (11-25 ปี) ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • วัยผู้ใหญ่ (25 ปีขึ้นไป) ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • ผู้ประสบอุบัติเหตุกระดูกหัก ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,500 มิลลิกรัม

ผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุระหว่าง 19-50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม เมื่ออายุมากกว่า 50 ปี ต้องการ 1,200 มิลลิกรัม

ดังนั้น คนในแต่ละช่วงวัยควรเลือกการรรับประทานเพื่อเสริมแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมกับช่วงวัยของตนเองด้วย จึงจะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนได้

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 

 


ผมบาง

ผมบาง หรือไม่? แค่มีไม้บรรทัดก็วัดได้เลย!

ผมบาง คงเป็นปัญหาหนักใจของทั้งผู้ชายและผู้หญิง ไม่ว่าจะผมทรงไหนๆความมั่นใจก็น้อยลงไปตามเส้นผมที่น้อยลงไปทุกวัน คุณอาจรู้สึกว่าในหนึ่งวันคุณมีปริมาณผมร่วงเยอะมาก แต่จริงๆแล้วการมีผมร่วงนั้นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเส้นผมและหนังศีรษะต้องมีการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนัง และเส้นผมที่เสื่อมสภาพแล้วก็ต้องผลัดเปลี่ยนด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นหากคุณมีผมร่วงบ้างยังนับว่าเป็นเรื่องปกติ และนั่นยังไม่น่ากังวลเท่ากับการที่ผมร่วงไปแล้วไม่ขึ้นมาอีก!! ถ้าเป็นอย่างนั้นคงไม่ดีแน่ๆ

แล้วคุณสงสัยหรือไม่ว่าผมที่ร่วงอยู่ทุกวันนี้มีปริมาณเยอะเกินไปจนทำให้คุณกลายเป็นคนผมบางแล้วหรือยัง ? บทความนี้เรามีวิธีเช็คอย่างง่ายๆว่าคุณเข้าข่ายผมบาง แล้วหรือยัง โดยใช้แค่ไม้บรรทัดหรือสายวัดมาฝากกันนะคะ

 

ผมบาง

แสกกว้างขนาดนี้ เข้าข่าย ผมบาง หรือยังนะ?

เริ่มด้วยปัญหาหนักใจของสาวๆ คือเวลาแสกผมแล้วเห็นได้ชัดว่าผมบาง จะทำให้เห็นหนังศีรษะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เพียงแค่คุณลองสังเกตดูว่าเมื่อแสกผมแล้วความบางของเส้นผมทำให้เห็นหนังศีรษะค่อนข้างชัดเจนจนมีความกว้างถึง 1 เซนติเมตรแล้วหรือยัง

ถ้าความบางของเส้นผมกระจายกว้างจนเริ่มเกินระยะ 1 เซนติเมตรแสดงว่าคุณกำลังเจอกับปัญหาเข้าแล้วล่ะ

เบื้องต้นง่ายๆ แน่นอนว่าคุณอาจต้องบำรุงดูแลเพื่อลดการหลุดร่วงของเส้นผมให้มากขึ้น อย่าลืม! การดูแลเพื่อลดปัญหาผมร่วงผมบาง ไม่ใช่แค่การดูแลเส้นผมที่สาวๆมักให้ความสำคัญกันเป็นหลัก แต่ต้องดูแลไปถึงบริเวณ "หนังศีรษะ" ด้วย เพราะหนังศีรษะเป็นส่วนสำคัญที่ยึดเส้นผมของเราไว้ เมื่อหนังศีรษะเกิดความสมดุล รูขุมขนเป็นปกติก็จะทำให้ยึดเส้นผมเอาไว้ได้ดีจนถึงเวลาอันควร แต่หากหนังศีรษะมันเกินไป มีการผลิตน้ำมันออกมามากจนเกินไป ทำให้รูขุมขนกว้าง โอกาสที่จะทำให้เส้มผมหลุดร่วงออกมาก่กอนถึงเวลาอันควรก็มีมากตามไปด้วย ทำให้เกิดการผมร่วง และผมบางในที่สุด แต่หากหนังศีรษะแห้งจนเกินไปจนเกิดอาการลอกเป็นรังแคก็อาจเป็นสาเหตุของผมที่หลุดร่วงจนผมบางได้เช่นกัน ดังนั้น การรักษาสภาพความสมดุลของหนังศีรษะก็สำคัญไม่แพ้การบำรุงเส้นผมเลยนะคะ

ที่ช่วยสาวๆได้ในระยะสั้นๆ คือการเปลี่ยนวิธีการแสกผมบาง เช่น ถ้าปกติแสกกลาง อาจลองเปลี่ยนมาแสกซ้ายหรือขวาดูบ้างก็ได้นะคะ

ส่วนคุณผู้ชายที่มักมีปัญหาผมบางในส่วนของหน้าผาก โดยแต่ละคนจะมีรูปทรงของผมบริเวณไม่เหมือนกัน อาจต้องสังเกตก่อนว่ารูปทรงผมของคุณนั้นเป็นแบบไหน ซึ่งสามารถแบ่งออกง่ายๆได้เป็น 2 ลักษณะตัว คือ

  1. ผมบางในรูปแบบตัว O
  2. ผมบางในรูปแบบตัว M

 

ผมน้อย

ผมบาง ในรูปแบบตัว O

คุณผู้ชายที่มีทรงผมในรูปแบบของตัว O คือ มีไรผมบริเวณหน้าผากเป็นส่วนโค้งคล้ายรูปครึ่งวงกลม สำหรับผู้ชายที่มีผมบริเวณด้านหน้าโค้งเป็นรูปตัว O นั้น หากมีระยะห่างจากบริเวณหัวคิ้วไปถึงไรผมด้านบนเกินกว่า 6 เซนติเมตร แสดงว่าปัญหาผมบางเริ่มมาเยือนคุณแล้วนั่นเอง

 

ผมบาง

ผมบาง ในรูปแบบตัว M

คุณผู้ชายบางคนอาจมีทรงผมด้านหน้าเป็นรูปตัว M สามารถวัดระยะห่างระหว่างบริเวณหัวคิ้วกับส่วนที่ลึกที่สุด หากมีระห่างมากกว่า 8 เซนติเมตร ก็ต้องหาวิธีดูแลปัญหาผมบางกันแล้วนะคะ

วิธีเบื้องต้นที่จะช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผมก็คือ การพิถีพิถันขึ้นอีกนิดกับการดูแลเส้นผมในทุกๆวัน

  • เลือกใช้แชมพูสระผมที่อ่อนโยนต่อเส้นผมและหนังศีรษะ และเหมาะกับสภาพเส้นผม
  • ใช้ครีมนวดผมเพื่อเป็นการปิดเกล็ดผม ช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี
  • สระผมให้ถูกวิธี โดยการนวดที่ผมและหนังศีรษะอย่างเบามือ หลีกเลี่ยงการสระที่รุนแรงเพราะจะยิ่งทำให้ผมขาดร่วงได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงการสระผมด้วยน้ำอุ่น
  • หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนกับเส้นผมบ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่รุนแรงต่อเส้นผมและหนังศีระษะ
  • ควรพักระยะห่างในการย้อมผม หรือการดัดผมด้วยสารเคมีพอสมควร
  • ไม่หวีผมหรือเช็ดผมอย่างรุนแรงในขณะที่ผมเปียก
  • หากใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม ต้องล้างออกให้สะอาดทุกครั้งเพื่อไม่ให้เกิดการอุดตันที่หนังศีรษะ
  • ไม่นอนทับเส้นผมในขณะที่ผมยังเปียก หลีกเลี่ยงโอกาสเสี่ยงในการเกิดเชื้อราบนหนังศีรษะ

 

ทีนี้เรามาดูต้นเหตุของปัญหาผมบางที่เกิดจากปัจจัยภายในกันบ้าง คุณเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมปัญหาผมบางมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

คำตอบคือ เพราะต้นตอของปัญหาผมบางมาจากฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อ "Dihydrotestosterone หรือ DHT" นั่นเอง ซึ่งจริงๆแล้วฮอร์โมนนี้พบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง เพราะฉะนั้นทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างมีโอกาสที่จะพบปัญญาผมบางได้หากมี DHT อยู่มากเกินที่ผิวหนัง ฮอร์โมน DHT จะมีการกระตุ้นให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังใหญ่ขึ้น ผิวหนังรวมถึงบริเวณหนังศีรษะก็จะผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ส่งผลให้รูขุมขนกว้างขึ้น ประสิทธิภาพในการยึดเส้นผมอาจลดลง ทำให้เส้นผมหลุดร่วงได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง และเมื่อมีฝุ่นหรือสิ่งสกปรกมาจับกับน้ำมัน ก็อาจเกิดการอุดตันเป็นสิวอักเสบขึ้นมาได้อีกด้วย

ฮอร์โมน DHT ยังจับกับเซลล์สร้างเส้นผม และออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างเส้นผมปกติ ทำให้เส้นผมใหม่ที่ขึ้นมาทดแทนเส้นผมเดิมที่ร่วงไป มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนทำให้เกิดภาวะผมบาง และศีรษะล้านตามมาในที่สุด

 

ผมร่วง

 

"ผมบางไม่ต้องเครียด แค่บำรุงให้ถูกจุดด้วย Restiv"

Restiv ถูกพัฒนามาเพื่อช่วยลดปัญหาผมบางโดยเฉพาะ โดยการพยายามแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของผมบาง นั่นก็คือ การมีปริมาณฮอร์โมน DHT มากเกินไปทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ดังนั้น Restiv จึงมาพร้อมสารออกฤทธิ์หลักสกัดจากธรรมชาติ คือ "PROCAPIL-N" ซึ่งประกอบด้วย

  1. Oleanolic acid ออกฤทธิ์ในการลดปริมาณฮอร์โมน DHT
  2. Apigenin ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการหล่อเลี้ยงเส้นผม
  3. Biotinyl-GHK เป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบการสร้างเส้นผมใหม่

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ทำให้ Restiv สามารถตอบโจทย์ปัญหาผมบางได้อย่างปลอดภัย และยังสามารถใช้ได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง เพราะมาในรูปแบบโฟมที่ใช้ง่าย ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

นอกจากฮอร์โมนแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่อาจทำให้เกิดปัญหาผมร่วง ผมบางได้ เช่น

  • การใช้สารเคมีที่รุนแรงต่อเส้นผมและหนังศีรษะ
  • ผมร่วงและหนังศีรษะล้านจากกรรมพันธุ์
  • ความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
  • การตั้งครรภ์และผมร่วงหลังคลอด
  • ภาวะความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ
  • การใช้ยาบางประเภทที่มีความเข้มข้นสูง เช่น วิตามินเอที่ใช้ในการรักษาสิวตามที่แพทย์สั่ง
  • การลดน้ำหนัก จนทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร
  • อายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การทำงานของเซลล์ต่างๆในร่างกายเสื่อมลง

จะเห็นได้ว่าภาวะการเกิดผมบางนั้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้น นอกจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับปัญหาแล้ว ยังควรรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามโภชนาการและรักษาสุขภาพร่างกาย รวมถึงจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยนะคะ

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 

 


ผิวขาวใส

ผิวขาวใส แบบสุขภาพดีจากภายใน ต้องกินอะไร ?

ถ้าแดดประเทศไทยจะร้อนขนาดนี้ แน่นอนว่าสิ่งที่สาวๆต้องเผชิญทุกวัน คือ รังสียูวี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!! ซึ่งรังสียูวีเหล่านี้เป็นศัตรูตัวร้ายของการมี ผิวขาวใส เนื่องจาก UVA ส่งผลให้เกิดริ้วรอยได้ ส่วน UVB ก็ทำให้ผิวเกิดอาการไหม้ได้ โดยจะกระตุ้นกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินใต้ผิว ทำให้สีผิวเข้มขึ้นในที่สุด นอกจากแสงแดดแล้ว ยังมีอีกหลายๆปัจจัยที่เป็นสาเหตุของผิวเสีย เช่น ควัน มลพิษ การขาดสารอาหาร และความเครียด

ดังนั้นถ้าต้องการดูแลผิวก็ต้องทำหลายๆอย่างไปพร้อมกันเพื่อปกป้องผิวได้ครบทุกทาง นอกจากการใส่เสื้อผ้าปกคลุม การทาครีมกันแดดแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่สามารถช่วยฟื้นฟูผิวของเราได้ดีคือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

ทีนี้เรามาดูกินว่าสารอาหารจากอะไรบ้างที่มีประโยชน์ในการบำรุงผิว ช่วยฟื้นฟูให้ ผิวขาวใส ขึ้นได้ แถมยังช่วยให้สุขภาพดีอีกด้วย

"เบอร์รี่" เป็นกลุ่มผลไม้ที่เปรียบเสมือนตัวช่วยมหัศจรรย์ของผิว เพราะมีสารอาหารสำคัญกลุ่มไบโอฟลาโวนอยด์หรือแอนโธไซยานิดินส์ ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง

 

ผิวขาวใส

บำรุงพร้อมฟื้นฟู ผิวขาวใส ต้องบลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ และเอลเดอร์เบอร์รี่

บลูเบอร์รี่ (Blueberry)

ผลไม้ลูกจิ๋วสีน้ำเงินอมม่วง ที่มาพร้อมคุณประโยชน์ที่ไม่จิ๋ว!! บลูเบอร์รี่เป็นอีกหนึ่งผลไม้หนึ่งในตระกูลเบอร์รี่ที่รู้จักกันมาก ด้วยรสเปรี้ยวนิดๆทำให้ทานสดก็อร่อย หรือจะนำไปทำเมนูไหนก็น่าลิ้มลอง แต่นอกจากความอร่อยแล้ว บลูเบอร์รี่ยังมีประโยชน์อีกมาก

  • อุดมด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ : บลูเบอร์รี่เป็นผลไม้ที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมาก มากที่สุดในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่เลยด้วยซ้ำ การบริโภคผลไม้ชนิดนี้เป็นประจำจึงช่วยต่อต้านสารอนุมูลอิสระต่างๆ ที่จะมาทำลายผิวให้เกิดริ้วรอย แถมยังช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออกไป พร้อมเผยผิวใหม่ที่สดใสกว่าเดิมออกมา
  • ช่วยบำรุงระบบไหลเวียนโลหิตและบำรุงผิวพรรณ : บลูเบอร์รี่มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ประกอบอยู่ เป็นสารจำพวกฟลาโวนอยด์ที่มีสีแดงอมม่วง สารนี้มีประโยชน์ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ช่วยทำให้การไหลเวียนของเลือดในระดับที่เล็กมากขึ้น และช่วยในการทำงานของกระบวนการเมตาบอลิซึ่มของเซลล์เรตินา อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินซีจึงช่วยในการบำรุงผิวพรรณให้สดใส เปล่งปลั่ง และแก้มแดงมีเลือดฝาด ดูผิวสวยแบบสุขภาพดีอีกด้วย
  • ช่วยชะลอเซลล์มะเร็ง : การบริโภคบลูเบอร์รี่เป็นประจำ สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะมะเร็งเต้านมและมะเร็งต่อมลูกหมาก จากการทดลองให้ผงบลูเบอร์รี่กับหนูที่เป็นมะเร็งเต้านม ผลการทดลองออกมาว่า ปริมาณเนื้องอกลดลงถึง 40% เลยทีเดียว
  • ช่วยบำรุงสมอง : บำรุงระบบประสาทให้สมองทำงานได้อย่างเต็มที่
  • ช่วยย่อยอาหารและระบบขับถ่ายดี : เพราะเป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงมาก จึงมีส่วนช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ราสเบอร์รี่ (Rasberry)

ผลไม้รสเปรี้ยวสีแดงที่หลายๆคนชื่นชอบ นอกจากสีสันที่สวยงามบนจานโปรดแล้ว ผลไม้ชนิดนี้ยังมีประโยชน์ดีๆอีกมาก

  • ไขมันและแคลอรีต่ำ : อุดมไปด้วยเส้นใยอาหารที่ช่วยในการขับถ่าย
  • เป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายและช่วยป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ
  • ต่อต้านมะเร็ง : พราะอุดมไปด้วยกรดเอลลาจิก (Ellagic acid) ซึ่งในทางการแพทย์ได้ยอมรับว่ามันมีฤทธิ์แรงที่สุดในการช่วยป้องกันมะเร็ง
  • ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์หรือความจำเสื่อม
  • อุดมด้วยวิตามินซี วิตามินเอ วิตามินอี : ช่วยบำรุงผิวพรรณ ชะลอการเกิดริ้วรอย

เอลเดอร์เบอร์รี่ (Elderberry)

ชื่อนี้อาจไม่ค่อยคุ้นหูกันนัก เอลเดอร์เบอร์รี่เป็นผลเบอร์รี่ที่ได้จากไม้พุ่มขนาดเล็กชนิดหนึ่ง ผลมีสีม่วง-ดำ เห็นลูกเล็กๆแบบนี้แต่มีคุณค่าทางอาหารที่มากไม่แพ้เบอร์รี่ชนิดอื่นๆเลยทีเดียว

  • ต่อต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่นที่ทรงพลัง : ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์และอวัยวะต่างๆในร่างกาย
  • มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส : ช่วยป้องกันและบรรเทาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด
  • กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย 
  • บำรุงสายตา

จะเห็นได้ว่าเบอร์รี่ทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวมานั้นมีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก จึงสามารถช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ต่างๆ รวมทั้งเซลล์ผิวหนังด้วย ส่งผลให้สามารถช่วยฟื้นฟูผิวให้กลับมามีสุขภาพดีได้จากภายในนั่นเอง

 

ผิวขาวใส

เติมคอลลาเจนให้ชั้นผิวเต่งตึง ด้วยแบล็คเบอร์รี่ และโกจิเบอร์รี่

คอลลาเจนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในชั้นผิว ถ้ามีกระบวนการผลิตคอลลาเจนที่ดี เช่น ในวัยเด็ก ก็จะทำให้ผิวสวยเต่งตึง สามารถสมานแผลได้เร็ว จึงจะสังเกตุได้ว่าเด็กๆมีผิวที่สวยและสามารถรักษาแผลต่างๆได้เร็วกว่าผู้สูงอายุ ทั้งแบล็คเบอร์รี่และโกจิเบอร์รี่อุดมไปด้วยสารอาหารที่สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพของกระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนในร่างกายได้ จึงเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่จะช่วยเสริมให้สาวๆมีผิวสวยเต่งตึง

 

วิตามินซี

ผิวเนียนนุ่มด้วยวิตามินซี จากสตรอว์เบอร์รี่ และแครนเบอร์รี่

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า "วิตามินซี" มีส่วนช่วยให้ผิวกระจ่างใสได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคนส่วนมากจะรู้ว่าวิตามินซีนั้นสามารถพบได้ในผลไม้ประเภทส้ม แต่จริงๆแล้วผลไม้รสเปรี้ยวหลายๆชนิดก็อุดมด้วยวิตามินซีเช่นกัน อย่างสตรอว์เบอร์รี่และแครนเบอร์รี่ก็มีปริมาณวิตามินซีที่สูง ซึ่งวิตามินซีนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนได้เช่นกัน จึงมีส่วนช่วยให้ผิวเนียนนุ่มได้

 

เบอร์รี่

ช่วยผลัดเซลล์ผิว ด้วยบิลเบอร์รี่ และแบล็คเคอร์แรนท์

อีกหนึ่งข้อสำคัญในการมีผิวที่ขาวใส คือกระบวนการผลัดเซลล์ผิวที่เป็นปกติ จะช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพแล้วให้หลุดออก พร้อมที่จะเผยผิวใหม่ที่ขาวใสออกมา แต่หากกระบวนการผลัดเซลล์ผิวนั้นมีปัญหาจะทำให้เกิดการทับถมของเซลล์ผิวที่ตายแล้วอยู่บนผิวหนัง ทำให้สาวๆรู้สึกได้ถึงผิวที่ผมองคล้ำและไม่เรียบเนียนนั่นเอง ส่วนผลไม้รสเปรี้ยวอย่างบิลล์เบอร์รี่และแบล็คเคอร์แรนท์นั้นมีคุณสมบัติในการช่วยเสริมประสิทธิภาพของกระบวนการผลัดเซลล์ผิวให้เป็นปกติ จึงมีส่วนช่วยคืนผิวที่ขาวใสเรียบเนียนให้กับสาวๆได้นั่งเอง

 

ผิวขาวใส

ทานยังไงให้ ผิวขาวใส ครบง่ายๆในเม็ดเดียว "9 Berries" รวมสารสกัดจากเบอร์รี่ 9 ชนิด พร้อมวิตามินซี สารสกัดจากเปลือกสน และสารสกัดจากมะเขือเทศ

นอกจากผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่ช่วยบำรุงฟื้นฟูผิวได้ดีแล้ว ยังมีสารสกัดจากธรรมชาติอื่นๆ เช่น "อะเซโรล่า เชอร์รี่" ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพกลไกการฟื้นฟูผิวได้ดีขึ้นอีกด้วย

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 


ถนอมสายตา

ถนอมสายตา ด้วย 5 เทคนิคดีๆที่สายโซเชียลห้ามพลาด!!

สมัยนี้ใครๆก็เป็นสายโซเชียลกันทั้งนั้น!! คุณเคยสำรวจพฤติกรรมตัวเองบ้างมั้ยว่า วันๆคุณใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ แท็ปเล็ตกันกี่ชั่วโมง บางคนอาจใช้แค่วันละ 1-2 ชั่วโมง แต่บางคนอาจตอบว่าใช้กันทั้งวัน ซึ่งแน่นอนว่าอวัยวะที่รับบทหนักที่สุดในระหว่างที่คุณเล่นโซเชียลหรือทำงานหน้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคต่างๆคงเป็น "ดวงตา" แต่ในทางกลับกัน คุณได้ดูแลดวงตา ถนอมสายตา ของคุณมากน้อยแค่ไหน ?

บทความนี้เลยมี 5 เทคนิคดีๆมาแบ่งปัน ให้ทุกคน ถนอมสายตา กันง่ายๆ ทำได้ทุกวัน เพื่อให้ดวงตาคู่สำคัญอยู่กับคุณไปอีกนานๆ

 

ถนอมสายตา

1. ติดฟิล์มกรองแสง Blue light Cut เพื่อช่วยตัดแสงสีฟ้าที่หน้าจอก่อนถึงดวงตา

เมื่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พัฒนาไปเรื่อยๆ อุปกรณ์เสริมอย่างฟิล์มกันรอยสำหรับสมาร์ทโฟน แท็ปเล็ต และคอมพิวเตอร์ก็พัฒนาไปด้วยเช่นกัน สมัยนี้มีฟิล์มติดหน้าจอมีดีมากกว่ากัยรอยขีดข่วนแล้ว เพราะฟิล์มบางประเภทสามารถช่วยกรองแสงสีฟ้าได้ด้วย เป็นการช่วยตัดแสงสือฟ้าหรือลดการสะท้อนเข้าดวงตานั่นเอง หลายคนอาจสงสัยว่าแสงที่เห็นออกมาจากอุปกรณ์ต่างๆก็เป็นสีขาวปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภายในแสงสีขาวนั้นจะประกอบด้วยโทนสีหลายสี รวมทั้งแสงสีฟ้า สีน้ำเงิน สีม่วง ซึ่งแสงกลุ่มนี้เป็นอันตรายต่อดวงตา เพราะกลุ่มแสงสีฟ้าสามารถทะลุทะลวงได้ถึงจอประสาทตา มีพลังทำลายกระจกตาหรือจอประสาทตาได้มากกว่าแวงสีอื่น ถึงแม้ว่าโดยธรรมชาติดวงตาของมนุษย์จะสามารถกรองแสงสีฟ้าได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อเราใช้สายตาจ้องที่หน้าจอนานๆก็มีควาเสี่ยงสูงที่จะเกิดอันตรายต่อดวงตาในระยะยาว

ผลเสียจากแสงสีฟ้า (Blue Light)

  • ส่งผลให้เกิดอาการตาแห้ง เพราะเมื่อจ้องมองแสงสีฟ้านานๆ ทำให้ดวงตาต้องทำงานหนัก
  • มีอาการตาแห้ง เพราะปุกรณ์ต่างๆมักมีขนาดเล็ก ทำให้ต้องจ้องมองมากกว่าปกติ
  • ทำให้จอประสาทตาเสื่อม เพราะแสงสีฟ้าสามารถทะลุทะลวงเข้าไปได้ถึงจอประสาทตา และทำลายเซลล์รับแสงในจอประสาทตาได้

รู้อย่างนี้แล้ว การหาตัวช่วยในการลดปริมาณแสงสีฟ้านั้นเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่ใช้สายตาจองมองอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์วันละหลายๆชั่วโมง

 

ถนอมสายตา

2. ตั้งค่าโหมด Blue Light ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อช่วย ถนอมสายตา

นอกจากการติดฟิล์มกรองแสงที่ตัวเครื่องกันแล้ว อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยนี้ยังมีฟังก์ชั่นดีๆ ที่มักใช้ชื่อว่า "Blue Light Mode" (อาจใช้ชื่อแตกต่างกันไปแล้วแต่อุปกรณ์) โดยมีจุดประสงค์ช่วยปรับหน้าจอของอุปกรณ์ให้มีการสะท้อนของแสงสีฟ้าน้อยลง เพียงแค่ตั้งค่าอุปกรณ์ของเราให้เป็นโหลด Blue Light ก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่อาจจะยังไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นตามไปดูเทคนิคข้อต่อไปกันต่อเลยค่ะ

 

แว่นกรองแสง

3. แว่นกรองแสงช่วย ถนอมสายตา

แว่นกรองแสงกลายเป็นตัวช่วยสำคัญของสายจ้องจอ ไม่ว่าจะเป็นชาวออฟฟิศหรือนักเรียนที่ต้องใช้สายตาจ้องจอคอทพิวเตอร์เป็นประจำ หรือสายโซเชียลติดสมาร์ทโฟนก็ควรตระหนักกันให้มากขึ้น ตามร้านแว่นมีเลนส์ให้เลือกมากมากหลายประเภท และเลนส์ที่กำลังเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆคือ เลนส์กรองแสง ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยกรองแสงสีฟ้าได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนสายตาสั้นที่ใส่แว่นอยู่แล้วหรือแค่อยากได้แว่นเอาไว้ใส่ขณะใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็สมควรแก่การเป็นเจ้าของแว่นกรองแสงมากๆ เพราะเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งที่สามารถลดความเสี่ยงจากแสงสีฟ้าได้เช่นกัน

 

ตรวจสุขภาพดวงตา

4. ตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ

นอกจากการป้องกันสายตาจากการคุกคามของแสงสีฟ้าแล้ว อย่าลืมไปตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เผื่อว่าถ้าดวงตากำลังเผชิญกับปัญหาอะไร จะได้รับคำแนะนำที่ถูกต้องจากแพทย์ และรักษาได้ทันท่วงทีนะคะ

ความสำคัญของการตรวจสุขภาพดวงตา

  • ผู้มีภาวะสายตาผิดปกติ เช่น สายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ อบ่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่องจากผู้ที่มีสายตาผิดปกติ มีความเสี่ยงในการเกิดโรคทางตาบางชนิดสูงกว่าผู้ท่มีสายตาปกติ ดังนั้น การเข้ารับการตรวจเป็นประจำถือเป็นการเฝ้าระวังโรคทางตาที่อาจเกิดขึ้นได้
  • ผู้ที่มีสายตาปกติ ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเช่นกัน เพราะด้วยอายุที่มากขึ้น ย่อมมีความเสี่ยงในการเกิดโรคทางตามากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน ดังนั้น ควรเข้ารับการตรวจเพื่อเป็นการเฝ้าระวังโรคทางตาที่อาจเกิดได้ เช่น โรคต้อหิน หรือ โรคจอประสาทตาเสื่อม

 

บำรุงสายตา

5. ดูแลสายตาด้วยสารสกัดจากธรรมชาติ

นอกจากการดูแลถนอมสายตาจากภายนอกแล้ว เรายังสามารถช่วยถนอมสายตาจากภายในได้โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารประเภทที่ช่วยบำรุงสายตาได้ดี หรือเลือกใช้สารสกัดจากธรรมชาติที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงดวงตาช่วยดูก็เป็นอีกทางเลือกดีๆนะคะ

โดยสารสกัดจากธรรมชาติที่สามารถช่วยดูแลสุขภาพดวงตาได้นั้นมีหลากหลายชนิด แต่ที่นิยมกันมากมีสารสกัดจากธรรมชาติ 4 ชนิด คือ

  • ลูทีน (Lutein) เป็นสารสกัดกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่พบในดอกดาวเรือง คะน้า ผักกาดและพืชอีกหลายชนิด เราจะพบสารนี้ได้มากในบริเวณจุดรับภาพและจอประสาทตา
  • แอสตาแซนธีน (Astaxanthin) เป็นสารสกัดจากสาหร่ายสีแดง ฮีมาโตคอกคัส พลูเวียลิส มีคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ และมีส่วนช่วยในการลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา
  • บิลเบอร์รี่ (Bilberry extract) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้เส้นเลือดฝอยไม่เปราะหรือแตกง่าย ช่วยในการมองเห็นในที่มืด ป้องกันอาการตาบอดตอนกลางคืน ป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาขุ่นมัว
  • วิตามินอี (Vitamin E) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่รู้จักกันดี และยังสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บำรุงสายตา

นอกจากนี้เรายังมี 6 วิธีปฏิบัติที่จะช่วย ถนอมสายตา

1. นั่งห่างจากจอคอมพิวเตอร์ในระยะที่เหมาะสมประมาณ 1 ฟุต 10 ซม.
2. อ่านหรือเขียนหนังสือโดยมีแสงสว่างเพียงพอ
3. พักสายตาบ้าง ไม่ควรใช้สายตาติดต่อกันนาน
4. หลีกเลี่ยงการมองของที่มีสีขาว หรือวัตถุที่สะท้อนแสงมากๆกลางแดด
5. ควรสวมแว่นกันแดด หรือสวมหมวกทุกครั้งเมื่ออกแดดจ้า
6. รับประทานอาหารหรืออาหารเสริมที่มีประโยชน์ต่อสายตา

ได้รู้วิธีการ ถนอมสายตา กันไปแล้ว ถึงเวลาเริ่มดูแลสุขภาพดวงตากันอย่างจริงจังแล้วนะคะ

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 


วิตามิน

5 วิตามิน เพิ่มความสดใสให้ชาวออฟฟิศ

 ทำงานมาทั้งวัน

ดูแลตัวเองกันหน่อยมั้ย ?? 

 

เพราะเราเข้าใจดีว่าการทำงานทั้งวันอาจทำให้คุณเหนื่อยล้า วันนี้เรามี 5 สิ่งดีๆมาแนะนำเพื่อเพิ่มความสดใสให้ชาวออฟฟิศ มีสุขภาพที่ดีไปพร้อมกัน ด้วย 5 วิตามินที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์แต่ละแบบ ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ บำรุงกระดูก บำรุงสายตา บำรุงผิว อย่าลืมว่า... "ใช้งานมาก ก็ยิ่งต้องดูแลมาก" นะคะ

 

น้ำมันปลา

1. คิดงานผ่านฉลุย เมื่อสมองดีด้วย "น้ำมันปลา"

น้ำมันปลา หรือ Fish Oil อุดมไปด้วยกรดโอเมก้า-3 (Omega-3 fatty acids) ซึ่งเป็น "ไขมันดีที่ต่อร่างกาย" ซึ่งแตกต่างไปจากไขมันในเนื้อสัตว์อื่นๆ โดยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่สำคัญที่สุดที่อยู่ในน้ำมันปลา คือกรดอีโคซะเพนตะอีโนอิก (Eicosapentaenoic acid: EPA) หรือกรดไขมันอีพีเอ และกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (Docosahexaenoic acid: DHA) หรือกรดไขมันดีเอชเอ ร่างกายไม่สามารถสร้างกรดโอเมก้า-3 ขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไปเท่านั้น

เราสามารถพบกรดไขมันโอเมก้า-3ได้ในเนื้อปลาชนิดต่างๆ โดยมีปริมาณต่างกันดังนี้ (เทียบจากเนื้อปลาปริมาณเท่ากัน 150 กรัม)

  • ปลาซาร์ดีนบรรจุกระป๋อง: 1,500 มิลลิกรัม
  • ปลาแซลมอนกระป๋อง: 500-1,000 มิลลิกรัม
  • หอยแมลงภู่: 500-1,000 มิลลิกรัม
  • แซลมอนแอตแลนติกหรือออสเตรเลีย: มากกว่า 500 มิลลิกรัม
  • ปลาแมกเตอเรล: มากกว่า 500 มิลลิกรัม
  • ปลาซาร์ดีนสด: มากกว่า 500 มิลลิกรัม
  • ปลาทูน่ากระป๋อง: 300-500 มิลลิกรัม
  • ปลากะพง: 300-400 มิลลิกรัม
  • ปลาทูน่า: 300-400 มิลลิกรัม
  • ปลากระพงขาว: 200-300 มิลลิกรัม
  • ปลาตาเดียว: 200-300 มิลลิกรัม

ประโยชน์ของน้ำมันปลา

  • มีส่วนช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบสมอง
  • ช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ มีส่วนช่วยลดอาการภาวะเกี่ยวกับหัวใจและเลือด ลดระดับคอเลสเตอรอล และความดันโลหิต
  • ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และการอุดตันของหลอดเลือดแดง
  • มีส่วนช่วยในการลดปัญหาเกี่ยวกับไตมากมาย เช่น โรคไต ไตล้มเหลว และภาวะแทรกซ้อนที่ไตที่เกี่ยวกับเบาหวาน ตับแข็ง
  • บรรเทาแผลในกระเพาะอาหารที่เกิดจากเชื้อเอชโพโลไร

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร น้ำมันปลาชนิดไร้กลิ่นคาว

CoQ10 ยี่ห้อไหนดี

2. สุขภาพดีไม่มีห่วง เมื่อหัวใจแข็งแรง ด้วย "โคคิวเท็นผสมน้ำมันงาขี้ม้อน"

โคคิวเท็น (CoQ10) เป็นสารอาหารธรรมชาติที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเพื่อเป็นตัวร่วมในการสร้างพลังงานภายในไมโตครอนเดรีย หรือพูดง่าบๆก็คือ "เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานให้เซลล์ต่างๆในร่างกาย" พบมากในเซลล์หรืออวัยวะที่ใช้พลังงานมาก เช่น หัวใจ ไต ปอด ตับ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายสามารถสร้างได้เองตามธรรมชาติ แต่ต้องอาศัยสารอาหารหลายชนิด เช่น ไทโรซีน ฟีนิลอะลานีน และวิตามินกว่า 7 ชนิดในการสร้างมันขึ้นมา

ซึ่งโคคิวเท็นนั้นมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ ยูบิควิโนน โคคิวเท็น (Ubiquinone CoQ10) และ ยูบิควินอล โคคิวเท็น (Ubiquinol CoQ10)

  • ยูบิควิโนน โคคิวเท็น (Ubiquinone CoQ10) คือ รูปแบบที่ยังไม่พร้อมใช้งาน (Inactive form) เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว ต้องรอการเปลี่ยนแปลงฟอร์มก่อนถึงจะนำไปใช้ได้
  • ยูบิควินอล โคคิวเท็น (Ubiquinol CoQ10) คือ รูปแบบที่พร้อมใช้งาน จัดเป็นรูปแบบหลักของ CoQ10 ที่ร่างกายต้องกาย โดยส่วนมากจะพบในคนที่มีอายุน้อยและสุขภาพดี ถ้าเป็นการรับประทานเข้าไป ก็จะสามารถดูดซึมนำไปใช้ได้ทันที

โดยปกติแล้ว โคคิวเท็น จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่นอกจากเรื่องอายุแล้วยังมีปัจจัยที่ส่งผลต่อการลดลงของโคคิวเท็น ได้แก่

  • กระบวนการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้น
  • ภาวะความเครียด
  • การรับประทานอาหารที่ไม่เพียงพอ
  • ความสามารถในการดูดซึมของร่างกายลดลง
  • โรคบางชนิด เช่น เบาหวาน มะเร็ง และโรคหัวใจ
  • การรับประทานยาในกลุ่มสแตติน (Statin)

จะเห็นได้ว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลทำให้โคคิวเท็นในร่างกายลดลง รวมไปถึงการเกิดความเครียดด้วย ดังนั้น สำหรับชาวออฟฟิศที่มักมีภาวะเครียด ควรต้องเสริม วิตามิน ให้เพียงพอต่อร่างกายไว้

ประโยชน์ของโคคิวเท็น

  • ป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง
  • เพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ ช่วยให้เซลล์ต่างๆทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ปกป้องเซลล์ของร่างกายจากอนุมูลอิสระ จึงมีส่วนช่วยในการชะลอวัย
  • ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ผิว ส่งผลให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งกระจ่างใส
  • บรรเทาอาการอักเสบของเหงือก ต่อต้านแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดปัญหาของโรคเหงือก
  • ลดผลกระทบที่มาจากการรับประทานยาในกลุ่มสแตติน (Statin)

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โคคิวเท็นผสมน้ำมันงาขี้ม้อน

 

แคลเซียม

3. กิจกรรมไหนก็พร้อม เมื่อกระดูกแข็งแรง ด้วย "แคลเซียมผสมโบรอน และ วิตามิน ดี3"

แน่นอนว่ากระดูกเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวทำกิจกรรมอยู่ตลอดเวลา สำหรับชาวออฟฟิศที่ทำกิจกรรมหรือแม้แต่นั่งทำงานอยู่กับที่นานๆก็ควรดูแลกระดูกไว้ตั้งแต่วันนี้ เพราะภัยเงียบจาก "โรคกระดูกพรุน" อาจแสดงอาการเมื่อายุเริ่มมากขึ้น

โรคกระดูกพรุน คือ ภาวะที่โครงสร้างของกระดูกมีความผิดปกติ ซึ่งส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการแตกหักของกระดูก

ปัจจัยที่ส่งผลให้กระดูกบาง ได้แก่

  • ฮอร์โมน : เอสโตรเจนมีผลต่อการดูดซึมแคลเซียม
  • อาหาร : ขาดการอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินสูง
  • เพศ : เพศหญิงมีความเสี่ยงเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าเพศชาย
  • ขนาดรูปร่าง : มีผลต่อการสึกกร่อนของกระดูก
  • พันธุกรรม : ประวัติครอบครัว ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดโรค
  • อายุ : อายุยิ่งมาก กระดูกยิ่งบาง
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต : ดื่มกาแฟ เหล้า สูบบุหรี่ ออกกำลังกายน้อย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสเสี่ยงแบบนี้ อย่าลืมหันมาใส่ใจโดยการหา วิตามิน เสริม เพื่อดูแลกระดูกอย่างแคลเซียม โบรอน และวิตามินดี

ประโยชน์ของแคลเซียม

  • เป็นส่วนประกอบหลักของโครงสร้างกระดูกและฟัน
  • มีความจำเป็นต่อการหดตัวของกล้ามเนื้อ
  • มีความจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาท เยื่อหุ้มเซลล์ และการนำสารอาหารผ่านผนังหลอดเลือด
  • มีความสำคัญต่อกระบวนการของอวัยวะต่างๆ
  • เป็นตัวสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับปฏิกิริยาของเอนไซม์หลายๆชนิด

 

วิตามินบำรุงสายตา

4. จ้องคอมนานก็ไม่หวั่น เมื่อสายตาดี ด้วย "ลูทีน ผสมแอสตาแซนธีน และ วิตามิน อี"

ชาวออฟฟิศสมัยนี้คงหลีกเลี่ยงการใช้สายตาตลอดทั้งวันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ หรือใช้คอมพิวเตอร์นานๆ หรือแม้แต่ช่วงเวลาพักผ่อนที่มักจะใช้สมาร์ทโฟนกันอยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าพฤติกรรมพวกนี้ส่งผลเสียต่อดวงตาแน่นอน เพราะเป็นการใช้สายตาหนัก ยิ่งเจอแสงสีฟ้าที่มาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยิ่งทำให้ตาล้าได้ง่าย พวกเราจึงควรมี วิตามิน เสริม เข้ามาเป็นตัวช่วยดูแลสุขภาพดวงตากันสักหน่อย

โดยวิตามินที่สามารถช่วยดูแลสุขภาพดวงตาได้นั้นมีหลากหลายชนิด แต่ที่นิยมกันมากมีสารสกัดจากธรรมชาติ 4 ชนิด คือ

  • ลูทีน (Lutein) เป็นสารสกัดกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่พบในดอกดาวเรือง คะน้า ผักกาดและพืชอีกหลายชนิด เราจะพบสารนี้ได้มากในบริเวณจุดรับภาพและจอประสาทตา
  • แอสตาแซนธีน (Astaxanthin) เป็นสารสกัดจากสาหร่ายสีแดง ฮีมาโตคอกคัส พลูเวียลิส มีคุณสมบัติในการปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ และมีส่วนช่วยในการลดอาการเมื่อยล้าของดวงตา
  • บิลเบอร์รี่ (Bilberry extract) มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้เส้นเลือดฝอยไม่เปราะหรือแตกง่าย ช่วยในการมองเห็นในที่มืด ป้องกันอาการตาบอดตอนกลางคืน ป้องกันไม่ให้เซลล์ดวงตาขุ่นมัว
  • วิตามินอี (Vitamin E) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่รู้จักกันดี และยังสามารถช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต้อกระจกอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร บำรุงสายตา

 

วิตามิน

5. ใส่ชุดไหนก็มั่นใจ เมื่อผิวดี ด้วย "คอลลาเจน"

เป็นที่รู้จักกันมานานสำหรับ "คอลลาเจน" ที่ขึ้นชื่อเรื่องบำรุงผิวสวย แต่ความจริงแล้วคอลลาเจนยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในส่วนอื่นๆอีกมากนะคะ

คอลลาเจน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งพบได้ทั่วร่างกาย โดย 70% พบที่ผิวหนัง คอลลาเจนทำหน้าที่ในการประสานเนื้อเยื่อของผิวหนังเข้าด้วยกัน โดยจะอยู่ในรูปของไฟเบอร์ นอกจากผิวหนังแล้ว คอลลาเจนยังเป็นส่วนประกอบของกระดูก ฟัน เส้นเอ็น กระดูกอ่อนอีกด้วย

ประโยชน์ของคอลลาเจน

  • เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวหนัง
  • ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชิ้นมากขึ้น
  • มีส่วนช่วยในการลดเลือนริ้วรอย
  • คืนความอ่อนเยาว์ให้ผิว
  • เป็นองค์ประกอบของกระดูกอ่อน
  • มีส่วนช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คอลลาเจน

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 

 


ไวรัสโคโรนา

ไวรัสโคโรนา กับ 6 วิธีป้องกันที่คุณควรรู้

“ไวรัสโคโรนา” สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือ COVID-19 เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ ซึ่งส่งผลให้เกิด "โรคปอดอักเสบ" ได้  โดยมีช่องทางการแพร่เชื้อ คือ ละอองฝอยจากน้ำมูกน้ำลายเป็นช่องทางหลัก และสามารถผ่านเยื่อบุตาได้ รวมถึงการสัมผัสใบหน้าและปากก็สามารถเพิ่มโอกาสการติดเชื้อได้เช่นกัน

แน่นอนว่าช่วงนี้ทุกคนต่างพยายามป้องกันตนเองและผู้อื่นให้ห่างไกลจาก ไวรัสโคโรนา นี้ โดยควรป้องกันทั้งตนเอง โดยการดูแลสุขอนามัยให้ดีเป็นพิเศษในช่วงนี้ และเมื่อรู้สึกว่าไม่สบาย ก็อย่าลืมป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นด้วยนะคะ

บทความนี้มี 6 วิธีป้องกันตัวคุณและคนรอบข้างให้ห่างไกลจาก ไวรัสโคโรนา มาฝากกันค่ะ

 

ล้างมือให้สะอาด

1. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ป้องกัน ไวรัสโคโรนา

การล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการป้องกันการสัมผัสกับเชื้อไวรัส เพราะมือเป็นอวัยวะที่สัมผัสกับสิ่งต่างๆมากที่สุด และเชื้อสามารถติดต่อกันได้ผ่านทางการสัมผัส เช่น ถ้ามีผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีเชื้อที่มาจากน้ำมูกน้ำลายเปื้อนที่มือแล้วไปจับสิ่งของ เมื่อมีคนมาจับสิ่งของชิ้นนั้นๆต่อ ก็มีโอกาสสูงที่เชื้อนั้นจะติดไปกับมือของผู้ที่ได้สัมผัสสิ่งของนั้นต่อ ดังนั้น การล้างมืออย่างถูกวิธีจะช่วยทำลายเชื้อไวรัส เพื่อลดความเสี่ยงได้มาก

การล้างมืออย่างถูกต้อง ควรล้างด้วยสบู่อย่างน้อย 20 วินาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือในกรณีล้างด้วยแอลกอฮอล์เจลล้างมือ แล้วรอให้เจลแห้ง โดยต้องใช้เจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์อย่างน้อย 70%

ข้อสังเกต ทุกครั้งก่อนซื้อเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ อย่าลืมตรวจดูด้วยว่ามีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ไม่น้อยกว่า 70% เพราะเป็นปริมาณที่ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยส่วนมากผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์เจลล้างมือควรมีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ที่ 70-75% เพราะเป็นปริมาณที่เหมาะสมในการฆ่าเชื้อ และไม่ทำให้แอลกอฮอล์นั้นระเหยไวเกินไปอีกด้วย

แม้ว่าจะทำความสะอาดมือแล้ว ก็ควรหลีกเลี่ยงการนำมือมาสัมผัสใบหน้า ขยี้ตา แคะจมูก และสัมผัสปาก เพื่อช่วยลดโอกาสการนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านทางตา จมูกปาก

การทำความสะอาดสิ่งของต่างๆรอบตัวที่หยิบจับบ่อยๆ เช่น ลูกบิด ที่จับประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟท์ วัสดุอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ด้วยแอลกอฮอล์หรือน้ำยาฆ่าเชื้อก็เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแม้ว่ามือเราจะสะอาด แต่ถ้าสิ่งของที่เราหยิบจับมีเชื้อโรคปะปนอยู่ก็อาจทำให้ติดมากับมือหรือร่างกายได้ ดังนั้น อาจนำแอลกอฮอล์ชนิดน้ำที่มีความเข้มข้นตั้งแต่ 70% ขึ้นไปมาฉีดพ่นและเช็ดบริเวณสิ่งของที่ต้องหยิบจับอยู่บ่อยๆ เพื่อลดโอกาสการสะสมของเชื้อโรคและเชื้อไวรัสได้อีกทางหนึ่ง

 

ปิดปาก ปิดจมูก

2. ปิดปาก ปิดจมูกเวลาที่ไอหรือจาม ด้วยกระดาษทิชชู่

เนื่องจาก ไวรัสโคโรนา ติดต่อกันได้โดยผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย ดังนั้นการที่ผู้ติดเชื้อไอ จาม เป็นสาเหตุให้เชื้อแพร่กระจายได้ และผู้ที่สัมผัสน้ำลายของผู้ที่ติดเชื้อมีโอกาสรับเชื้อและแพร่กรจายไปยังบุคคลอื่นๆอีก

เพราะฉะนั้นเมื่อมีอาการไอ จาม ควรใช้ทิชชู่ที่สะอาดปิดปาก เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อโรคไปยังผู้อื่น และในกรณีที่เป็นแค่หวัดทั่วไป การใช้ทิชชู่ปิดปากแทนการใช้มือป้องปากก็จะช่วยป้องการการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย เพราะอาจะมีเชื้อไวรัสติดอยู่ที่มือเราโดยไม่รู้ตัว รวมถึงเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าผู้ป่วยแต่ละคนนั้นมีเชื้อแฝงอยู่หรือไม่ ทุกคนจึงควรระมัดระวังการใช้มือสัมผัสผู้ที่ป่วยและหลีกเลี่ยงการนำมือมาสัมผัสหน้าตนเอง

ในกรณีไม่มีกระดาษทิชชู่ที่สะอาด สามารถไอ จาม ในคอเสื้อหรือแขนพับได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้มือป้องปากและจมูก หรือถ้าใช้มือป้องปากและจมูก ต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง

 

รับประทานอาหารปรุงสุกและใช้ช้อนกลาง

3. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกและใช้ช้อนกลางเมื่อทานร่วมกัน

การรับประทานอาหารที่ปรุงสุกผ่านความร้อน จะช่วยทำลายเชื้อโรคต่างๆที่ปะปนมากับอาหารหรือเนื้อสัตว์ได้ในระดับหนึ่ง นอกจากจะเป็นการป้องกันการรับเชื้อไวรัสอีกทางหนึ่งแล้ว ยังเป็นการรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย ลดโอกาสการเกิดอาการต่างๆ เช่น ท้องร่วง

และควรใช้ช้อนกลางทุกครั้งที่รับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น รวมถึงการรับประทานอาหารคนเดียว การใช้ช้อนกลางตักกับข้าวใส่จานจะช่วยลดการปนเปื้อนของน้ำลายลงในอาหาร นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงการแพร่เชื้อไวรัสจากคนสู่คนแล้ว ยังช่วยลดระยะเวลาในการเก็บรักษาอาหารให้นานยิ่งขึ้นอีกด้วย

และที่สำคัญอย่าลืมล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้งนะคะ

 

ไวรัสโคโรนา

4. สวมใส่หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐาน 

ในกรณีที่คุณไม่มีอาหารเป็นไข้ เป็นหวัด หรืออาการของการติดเชื้อใดๆ อาจสวมใส่หน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการรับเชื้อจากผู้อื่น เช่น เมื่อมีผู้ป่วยไอ จามใส่ หน้ากากอนามัยอาจยังช่วยป้องการน้ำมูกน้ำลายเหล่านั้นได้บ้าง เพราะไวรัสชนิดนี้แพร่เชื้อผ่านทางน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วยได้ 

ส่วนในกรณีที่คุณรู้สึกไม่สบาย เช่น มีไข้ เป็นหวัด ไอ จาม เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ควรใส่หน้ากากอนามัยไว้เสมอ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไข้หวัดธรรมดา หรือเชื้อไวรัสโคโรนาก็ตาม คงไม่ดีแน่หากเชื้อนั้นได้แพร่ไปยังบุคคลรอบข้าง และควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดนะคะ

ไม่ใช่แค่หน้ากากอะไรก็ได้ แต่ควรเป็นหน้ากากอนามัยที่ได้มาตราฐาน โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่สบาย ควรใช้หน้ากากทางการแพทย์หรือหน้ากาก N95 เพื่อป้องกันเชื้อแพร่ไปยังผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนหน้ากากผ้านั้นมีส่วนช่วยป้องกันได้น้อย เนื่องจากหน้ากากผ้ามีความแตกต่างจากหน้ากากอนามัยตรงที่ หน้ากากผ้าจะไม่มีสารที่ช่วยป้องกันการซึมผ่านของสารคัดหลั่งเหมือนหน้ากากอนามัยที่ทางการแพทย์ใช้กัน

ส่วนลักษณะการสวมหน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง คือ

  • หันหน้ากากด้านสีเขียวเข้มออก เอาสีขาวเข้าหาหน้าตัวเอง
  • จะมีด้านหนึ่งที่มีโลหะเส้นเล็กๆ อยู่ภายใน ให้นำตำแหน่งนั้นไว้ที่สันจมูก
  • คล้องเชือกไว้กับหู ปรับตำแหน่งให้พอดี
  • ดึงหน้ากากส่วนล่างให้ลงมาปิดถึงบริเวณคาง
  • กดตรงส่วนของโลหะบนสันจมูก ให้โค้งรับสันจมูกพอดี เพื่อให้หน้ากากแนบสนิทกับใบหน้าให้ได้มากที่สุด
  • ควรเปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน ไม่ควรใช้ซ้ำ และไม่ควรใช้หน้ากากอนามัยร่วมกับผู้อื่น

 

หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย

5. หลีกเลี่ยงการใกล้ชิด ผู้ที่มีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ หรือมีอาการคล้ายไข้หวัด ซึ่งมีความเสี่ยงติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา

ก่อนอื่นมาดูกันก่อนว่า ผู้ที่ติดเชื้ออาจมีอาการอย่างไรได้บ้าง

  • มีไข้
  • ไอ
  • เจ็บคอ
  • มีน้ำมูก
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • หายใจหอบเหนื่อย
  • ปวดศีรษะ
  • ท้องเสีย
  • อ่อนเพลีย
  • เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว

ดังนั้น ควรสังเกตอาการของตนเองและคนรอบข้างอยู่เสมอ และเมื่อพบผู้ที่มีอาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจก็ควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าว หากตัวคุณเองรู้สึกมีอาการดังกล่าว ควรหลีกเลี่ยงการไปในที่ชุมชน สวมใส่หน้ากากอนามัยไว้ตลอดเวลา และควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียดต่อไปค่ะ

ในช่วงนี้ควรหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่ผู้คนหนาแน่น เช่น โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า ศูนย์อาหาร สถานีขนส่ง เพื่อเลี่ยงสัมผัสรับเชื้อจากบุคคลอื่นๆ รวมถึงควรงดเดินทางไปยังประเทศที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากประเทศเหล่านั้นมีจำนวนผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมาก  หากมีความจำเป็นต้องออกไปที่แหล่งชุมชน ก็ควรป้องกันตนเองด้วยการล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ

นอกจากนี้แล้ว ถ้าต้องเข้าห้องน้ำสาธารณะ ควรปิดฝาชักโครกทุกครั้งที่กดล้าง เพื่อลดโอกาสการฟุ้งกระจายของไวรัส ซึ่งถูกขับออกทางอุจาระได้

 

รับประทานวิตามินซี

6. รับประทานวิตามินซี เป็นประจำทุกวัน

เนื่องจากวิตามินซีมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เมื่อร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่ดีก็มักจะต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆได้มากขึ้นตามไปด้วย

นอกจากนี้วิตามินซียังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกหลายอย่าง เช่น

  • ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง จึงช่วยลดความเสี่ยงในการอักเสบของหลอดเลือดได้
  • มีส่วนช่วยในกระบวนการต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการชะลอวัย
  • มีส่วนช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจน และเนื้อเยื่อของเอ็นกระดูกอ่อน จึงมีผลต่อการบำรุงผิวพรรณให้สดใส

การรับประทานวิตามินซีนั้น สามารถรับประทานได้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน เพราะวิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ จึงสามารถขับออกได้ทางปัสสาวะ โดยไม่ต้องกลัวการสะสมในร่างกายที่มากเกินไป ทำให้มีความปลอดภัยสูง สามารถรับประทานได้ทุกเพศทุกวัย

ดูข้อมูล >>  ความแตกต่างระหว่างวิตามินซีธรรมชาติและวิตามินซีสังเคราะห์

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 

 


มาทำความรู้จักยาคุมแต่ละประเภทกัน!

ปัจจุบันมีวิธีคุมกำเนิดที่ได้ผลหลากหลายรูปแบบด้วยกัน หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมจากสาวๆมากที่สุดนั่นก็คือ การคุมกำเนิดโดยการกินยาเม็ดคุมกำเนิดนั่นเอง แต่รู้รึเปล่าว่า ยาคุมไม่ได้มีแค่แบบเดียว แถมยังมีหลายประเภทอีกด้วย ถ้าพร้อมแล้ว เรามาทำความเข้าใจยาคุมแต่ละประเภทกันเลยดีกว่าค่ะ

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า การกินยาเม็ดคุมกำเนิดถือเป็นการคุมกำเนิดแบบชั่วคราว เช่นเดียวกับการใช้ห่วงอนามัย หรือถุงยางอนามัย แต่แตกต่างกันที่วิธีการทำงาน โดยยาเม็ดคุมกำเนิดจะส่งผลให้

1. ไข่ไม่ตก
2. ท่อนำไข่เคลื่อนไหวผิดปกติ ส่งผลให้ไข่ที่ถูกอสุจิผสมแล้วไม่สามารถเดินทาง
มาฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูกได้
3. เยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะต่อการฝังตัวของตัวอ่อน
4. มูกที่ปากมดลูกข้น เหนียว จนทำให้อสุจิไม่สามารถผ่านเข้ามาได้

ยาเม็ดคุมกำเนิดถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน

เป็นยาเม็ดคุมกำเนิดที่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่นหลังการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน เกิดการรั่วของถุงยางอนามัย หรือห่วงอนามัยหลุด เป็นต้น ยาคุมฉุกเฉินจะมาในรูปแบบแผง 2 เม็ด โดยควรกินให้เร็วที่สุด และไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ แต่ต้องบอกก่อนว่า ประสิทธิภาพของยาคุมแบบฉุกเฉินจะสู้ยาคุมรายเดือนชนิดฮอร์โมนรวมไม่ได้นะคะ เนื่องจาก ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่รีบกินยา เพราะฉะนั้นควรจะใช้แค่เวลาฉุกเฉินจริงๆค่ะ ยาคุมฉุกเฉินมีวิธีกิน 2 แบบคือ

1. แบ่งกิน 2 ช่วง โดยเม็ดแรกทานเร็วที่สุดหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ส่วนอีกเม็ดกินอีกที 12 ชั่วโมงถัดไป
2. กินพร้อมกัน 2 เม็ด เร็วที่สุดหลังจากมีเพศสัมพันธ์

แต่เราขอแนะนำว่า กินพร้อมกันไปเลย 2 เม็ดดีกว่าค่ะ เพราะประสิทธิภาพเท่ากัน แต่สามารถป้องกันการลืมกินยาอีกเม็ด แถมยังสะดวกกว่าด้วยค่ะ นอกจากนั้น ถ้าเกิดอาเจียนภายใน 2 ชั่วโมงหลังกินยา ต้องกินซ้ำนะคะ การกินยาเม็ดแบบฉุกเฉินอาจส่งผลให้ปวดท้อง, มีเลือดออกกะปริบกะปรอย หรือประจำเดือนมาคลาดเคลื่อน จึงควรทานเฉพาะฉุกเฉินจริงๆเท่านั้นนะคะ ทางที่ดีถ้ารู้ตัวว่าต้องการคุมกำเนิดเป็นระยะยาว หรือยังไม่พร้อมมีบุตรในช่วงนี้ แนะนำเป็นยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรายเดือนจะดีกว่าค่ะ

2. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรายเดือน

ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบรายเดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องคุมกำเนิดอยู่เป็นประจำ หรือต้องการคุมรอบเดือนให้มาปกติ รวมถึงช่วยเรื่องผิวพรรณ และลดสิว ถูกแบ่งย่อยออกเป็น 3 สูตรคือ

1. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

เป็นชนิดที่นิยมมากที่สุด ตัวยาจะประกอบด้วยฮอร์โมน 2 ตัว คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงทำงาน ร่วมกันป้องกันการตกไข่ นอกจากนั้นยังช่วยลดฮอร์โมนเพศชายซึ่งจะช่วยลดสิวได้อีกด้วย

2. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนต่ำ

เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของสาวๆที่อยากหลีกเลี่ยงอาการแพ้ หรือเพิ่งเริ่มกินเป็นแผงแรกๆ หรือต้องการปรับฮอร์โมนให้สมดุล โดยจะป้องกันอาการแพ้ อาเจียน เวียนศีรษะ ฝ้า ไม่ส่งผลต่อน้ำหนัก และไม่บวมน้ำ

3. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนโปรเจสโตรเจนเดี่ยว

เหมาะสำหรับสาวๆที่แพ้ฮอร์โมนเอสโตรเจน รวมถึงคุณแม่ที่ต้องให้นมบุตร เนื่องจากไม่มีผลต่อปริมาณ และคุณภาพของน้ำนม แต่ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดอาจจะไม่ เท่ากับแบบฮอร์โมนรวม
ยาคุมแบบรายเดือนมีทั้งแบบ 21 เม็ด และแบบ 28 เม็ด ซึ่งทั้ง 2 ชนิดควรกินให้ตรงเวลาทุกวัน โดยมีวิธีกินแตกต่างกันไปดังนี้

- แบบ 21 เม็ด
มีลักษณะเป็นสีเดียวกัน ขนาดและปริมาณยาเท่ากัน โดยให้เริ่มกินตั้งแต่วันที่ 1-5 ของการมีประจำเดือน โดยให้วันที่เริ่มกิน ตรงกับวันที่ระบุอยู่หลังแผง แล้วไล่ไปตามลูกศร เช่น ประจำเดือนมาวันพุธ ก็เริ่มตั้งแต่เม็ดที่ด้านหลังเขียนว่า พ. หรือ Wed จากนั้นหยุดกิน 7 วัน แล้วค่อยเริ่มแผงใหม่ เมื่อถึงกำหนด 7 วัน ไม่ว่าประจำเดือนจะหมด หรือไม่ก็ตามก็ให้เริ่มกินแผงใหม่ได้เลยค่ะ

- แบบ 28 เม็ด

ในแผงยาจะมี 2 สี โดยจะเป็นตัวยาที่เป็นฮอร์โมน 21 เม็ด ส่วนอีก 7 เม็ด เป็นเม็ดแป้ง ด้านหลังแผงจะมีตัวเลขกำกับอยู่ เริ่มกินได้ตั้งแต่วันที่ 1-5 ของรอบเดือน โดยให้เริ่ม กินเม็ดที่เขียนว่า 1 แล้วไล่ไปตามเลขไปเรื่อยๆจนครบ พอหมดแผงก็เริ่มกินแผงใหม่ได้เลยในวันถัดไป

เห็นมั้ยคะว่า ถ้าเราเข้าใจยาคุมแต่ละประเภท และทานให้ตรงกับจุดประสงค์ของเรา การคุมกำเนิดก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย สาวๆคนไหนที่เริ่มทานยาคุมแล้วรู้สึกว่ามีอาการแพ้ หรือพบผลข้างเคียงต่างๆ ลองปรึกษาคุณหมอ หรือเภสัชกร เพื่อปรับชนิดของยาคุม หรือหาแนวทางแก้ไขไปด้วยกันนะคะ


วิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย

ยังคงอยู่ในช่วงหน้าฝน ซึ่งคงต้องเฝ้าระวังสำหรับโรคภัยต่าง ๆ ที่มากับหน้าฝน โดยเฉพาะ โรคไข้เลือดออก ไม่เพียงแต่ประชาชนทั่วไปที่อาศัยในเมืองเท่านั้น สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้ป่า หรือ บริเวณเขตชายแดน นับเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน โดยนอกจากต้องระมัดระวังโรคไข้เลือดออกแล้ว ยังต้องระวังโรคไข้มาลาเรียอีกด้วย

เผยสถิติครึ่งปีแรกพบผู้ป่วยไข้เลือดออก-มาลาเรียเพิ่มขึ้น
มีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออกและโรคไข้มาลาเรีย ซึ่งขณะนี้การกลับมาระบาดของทั้ง 2 โรคมีแนวโน้มที่สูงขึ้น จากรายงานสถานการณ์โรคไข้เลือดออกล่าสุด ของกระทรวงสาธารณสุข (วันที่ 31 กรกฎาคม 2562) พบว่าตั้งแต่ต้นปีมีผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกแล้ว 59,167 ราย เสียชีวิต 67 ราย จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกมากกว่าปี 2561 ในช่วงเวลาเดียวกัน 1.6 เท่า โดยกลุ่มที่ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกสูงสุดคือกลุ่มอายุ 5-14 ปี รองลงมาคือ 15-34 ปี ขณะที่ผู้ป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรียนั้น จากข้อมูลล่าสุด (วันที่ 2 สิงหาคม 2562) พบแล้ว 3,477 ราย โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 22-44 ปี รองลงมาคือ 5-14 ปี

สาเหตุการระบาดของโรค
จากตัวเลขดังกล่าวทำให้ทุกคนต้องระมัดระวังและดูแลสุขภาพตนเองให้มากขึ้น ซึ่งสาเหตุของการระบาดของโรคมีอยู่หลายปัจจัย ทั้งปริมาณยุงลายพาหะของโรคมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากอากาศที่ร้อนและร้อนเร็วขึ้น ทำให้วงจรชีวิตของยุงถูกเร่งให้เข้าสู่ช่วงตัวเต็มวัยจาก 7 วัน เป็น 5 วัน รวมถึงมีผู้ป่วยติดเชื้อในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเมื่อผู้ป่วยถูกยุงลายกัดและยุงไปกัดคนอื่นต่อก็จะมีความเสี่ยงต่อการระบาดของโรค ยิ่งเป็นช่วงฤดูฝนทำให้แหล่งเพาะพันธุ์ยุงมีเพิ่มมากขึ้น จึงมีแนวโน้มว่าจะมีปริมาณผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกและโรคไข้มาลาเรียเพิ่มขึ้นอีกในช่วงครึ่งปีหลัง

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงโรคไข้เลือดออก
กลุ่มที่มีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน ไขมัน หัวใจขาดเลือด ไทรอยด์ หอบหืด โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีน้ำหนักตัวมาก จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรครุนแรงได้มาก นอกจากนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ก็จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นกัน หากจำนวนเชื้อไวรัสในเลือดของคุณแม่สูง ก็สามารถส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้

คนทำงานใกล้ป่า-พื้นที่ชายแดน กลุ่มเสี่ยงสูง
สำหรับกลุ่มเสี่ยงสูงซึ่งต้องเฝ้าระวังในการเกิดโรค คือ ประชาชนที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่า รวมไปถึงเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าซึ่งต้องออกปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อุทยานและบริเวณเขตชายแดน ต้องคอยระวังและหลีกเลี่ยงสาเหตุของการโรคภัยเหล่านี้ โดยทุกคนควรสังเกตอาการเจ็บป่วยของตนเอง ซึ่งผู้ที่เป็นโรคไข้เลือดออกจะมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว มีผื่นหรือจุดแดงขึ้นคล้ายผื่นของโรคหัด หน้าแดง บางรายอาจมีภาวะเลือดออก ในรายที่มีอาการรุนแรงมากหลังมีไข้มาหลายวันอาจเกิดภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลวหรือภาวะช็อกขึ้นได้ ส่วนโรคไข้มาลาเรียนั้นจะมีอาการทั่วไปคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ มีอาการไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เหงื่อออก และ เบื่ออาหาร
มีคำแนะนำดี ๆ จากทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากสงสัยว่าป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย รวมไปถึงวิธีการป้องกัน ดังนี้
เบื้องต้น หากมีอาการเจ็บป่วยหรือไม่สบาย หรือสงสัยว่าเป็นโรคไข้เลือดออกหรือโรคไข้มาลาเรีย แนะนำว่า ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาตามอาการของโรคจะปลอดภัยที่สุด ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง หรือรับประทานแค่ยาพาราฯ เพราะไข้จะไม่ลด นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงยาในกลุ่ม NSAIDsเพราะอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เนื่องจากเป็นยาที่มีผลข้างเคียง คือ ทำให้ระบบเลือดไม่คงที่และทำให้เลือดออกง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัวหากรักษาไม่ถูกวิธีอาจเสียชีวิตได้

วิธีการป้องกันโรคไข้เลือดออกและไข้มาลาเรีย
มีคำแนะนำและวิธีการป้องกันควรหลีกเลี่ยงการถูกยุงกัด ได้แก่ นอนในมุ้ง ใส่เสื้อผ้ามิดชิด ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น บริเวณที่มีน้ำขัง ฉีดพ่นหมอกควันไล่ยุง และหลีกเลี่ยงการอยู่ในพื้นที่การระบาดของโรค
สำหรับโรคภัยที่มากับหน้าฝนยังมีอีกหลายโรคที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งที่ร้ายแรงและไม่ร้ายแรง อาทิ โรคปวดข้อยุงลาย หรือ โรคชิคุนกุนยา โรคไข้ซิกา โรคไข้รากสาดใหญ่ (Scrub Typhus) หรือ ไข้เห็บ ไข้ฉี่หนู ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ภัยจากสัตว์และพืชมีพิษต่าง ๆ อีกด้วย


“กรดไหลย้อน” โรคฮิตของชีวิตคนเมือง

“กรดไหลย้อน” เป็นโรคยอดฮิตตามติดชีวิตคนเมืองไปแล้วในปัจจุบัน ด้วยสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ รวมไปถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง จึงเป็น สาเหตุให้กระเพาะทำงานหนัก หลั่งน้ำกรดมาย่อยมากกว่าเดิม กรดที่เกินก็อยู่กัดกระเพาะ กลายเป็นอาการกรดไหลย้อน ที่ทำให้เราเกิดอาการแสบร้อนได้
หากจะอธิบายให้ละเอียดขึ้น โรคกรดไหลย้อน คือ โรคที่เกิดจากการไหลย้อนกลับของกรดหรือน้ำย่อยในกระเพาะ ทำให้อาหารขึ้นไปอยู่ในหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ พบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เกิดขึ้นได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน หรือแม้แต่ตอนที่ไม่ได้รับประทานอาหาร

อาการของกรดไหลย้อน
รู้สึกแสบร้อนบริเวณกระเพาะไล่มาถึงลำคอ เนื่องจากกรดไหลย้อนขึ้นจากกระเพาะสู่หลอดอาหาร

พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้กรดไหลย้อน
การทานอาหารตอนดึก ทานแล้วนอนเลย ทานไม่เป็นเวลา ทานเยอะหรือเร็วเกินไป และการไม่ทานผักผลไม้ ล้วนทำให้กระเพาะหลั่งกรดออกมามากกว่าปกติ และหลั่งไม่เป็นเวลา ส่งผลให้หูรูดกระเพาะเสื่อม ควบคุมกรดไม่ได้อีกต่อไป

อาหารที่ควรเลี่ยงเมื่อเป็นกรดไหลย้อน
อาหารทอด อาหารมัน อาหารรสจัด ทั้งเผ็ด เค็ม เปรี้ยว อาหารหมักดอง ผลไม้รสเปรี้ยวจัด เช่นสับปะรด ส้ม มะนาว อาหารที่ทำมาจากถั่ว เนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน (ชา กาแฟ) น้ำอัดลมที่มีทั้งแก๊สและกาเฟอีน เครื่องดื่มชูกำลัง

อาหารบรรเทากรดไหลย้อน
เครื่องดื่มร้อน เช่น ชาสมุนไพร ชาขิง ชามินต์ ช็อคโกแลตร้อน น้ำเต้าหู้ หรือน้ำมะนาวอุ่น ช่วยขับลม ทำให้สดชื่น ผ่อนคลาย และสบายท้อง เน้นรับประทานทานอาหารย่อยง่ายและมีกากใยสูง เช่น มะละกอ กล้วยหอม หรือแอปเปิ้ล เพื่อช่วยกระตุ้นระบบการย่อยอาหารให้กลับมาเป็นปกติ และไม่ควรทานอาหารในปริมาณมาก กระเพาะอาหารจะได้ไม่ทำงานหนัก
หลายคนเข้าใจว่าเมื่อกรดไหลย้อนกำเริบ การรับประทานนมจะช่วยเคลือบกระเพาะ แต่แท้จริงแล้ว นมอาจไปเพิ่มปัญหาให้กระเพาะโดยไม่รู้ตัว เพราะลำไส้ของบางคน ไม่มีเอนไซม์ที่ใช้ย่อยน้ำตาลแลคโตสที่อยู่ในนม จึงมักเกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จนถึงท้องเสีย แทรกขึ้นมาจากอาการกรดเกินที่เป็นอยู่ ดังนั้น ควรเลือกนมที่ไม่มีแลคโตสที่หาได้ตามท้องตลาด เพื่อหลีกเลี่ยงอาการดังกล่าว ให้กระเพาะไม่ทำงานหนักกว่าเดิม สามารถเคลือบกระเพาะได้ และอยู่ท้อง

เคล็ดลับง่ายๆ ในการดูแลตัวเองเมื่อกรดไหลย้อนมาเยือน
เมื่อมีอาการ ควรลุกขึ้นนั่งหลังตรงสักพัก เพื่อควบคุมอาการที่กำเริบ ให้กรดที่หลั่งออกมาอยู่ในบริเวณที่เหมาะสม ไม่กัดหลอดอาหาร ปรับหมอนหนุนให้สูงขึ้นเล็กน้อยก่อนนอนต่อ เพื่อให้ศีรษะอยู่สูงกว่าลำตัว ป้องการเกิดอาการซ้ำ
เมื่ออยู่ในช่วงที่ทำงานหนัก หรือเร่งรีบ เจียดเวลาไปรับประทานข้าวไม่ได้ ควรมีขนมชิ้นเล็กๆ ติดกระเป๋าไว้ เพื่อรองท้องให้น้ำย่อยไม่กัดกระเพาะ ทางที่ดีควรเป็นขนมปังเพราะโซเดียมต่ำ ไม่ผ่านการทอด ไม่อย่างนั้นแล้ว กระเพาะจะต้องทำงานหนักและหลั่งกรดออกมาย่อยมากกว่าเดิม หรือจะพกกล้วยน้ำว้าไว้ใกล้ๆ ตัว เพราะกล้วยน้ำว้าสามารถแก้ปัญหากรดเกินเฉพาะหน้าได้ แต่มีเคล็ดลับคือ ต้องเลือกลูกที่กำลังเขียว-ห่าม เพราะกล้วยห่ามจะกระตุ้นให้ผนังกระเพาะสร้างเยื่อเมือกเคลือบกระเพาะและแผลในกระเพาะอาหาร แต่ไม่ทำลายระบบธรรมชาติของร่างกาย
อีกวิธีที่ดีคือมียาลดกรด-เคลือบกระเพาะไว้ใกล้ตัว ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการแสบท้อง จุกเสียด ปวดกระเพาะจากกรดเกินได้ทันท่วงที โดยหาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป เพียงเท่านี้ ก็สามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้แล้ว


โรคข้อเสื่อม

“ข้อเสื่อม” โรคยอดฮิตของผู้สูงวัย
เริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ รู้เท่าทัน รีบป้องกันก่อนอาการลุกลาม

โรคข้อเสื่อม นับเป็นหนึ่งในปัญหาด้านสาธารณสุขที่สำคัญ อัตราของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีภาวะข้อเสื่อม หากไม่ได้รับการรักษาหรือปฏิบัติตนอย่างเหมาะสม อาการของโรคจะดำเนินไปเรื่อย ๆ อาจทำให้เจ็บปวด ข้อเข่าผิดรูป เดินได้ไม่ปกติ ส่งผลให้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ไม่สะดวก เกิดความทุกข์ทรมานทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
หากอธิบายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ข้อเสื่อม เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมสภาพ หรือ เกิดการสึกกร่อนบางลงของกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งมักจะเกิดกับข้อที่ต้องรองรับน้ำหนักค่อนข้างมาก เช่น ข้อเข่า ข้อสะโพก ฯลฯ โดยกระดูกอ่อนผิวข้อนี้จะถูกทำลายลงอย่างช้า ๆ จนมีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่โครงสร้างของข้อเข่า เกิดน้ำสะสมในข้อเข่าเพิ่มมากขึ้นจนทำให้ข้อบวม พบกระดูกงอกผิดปกติที่ขอบหรือที่มุมข้อ พบกล้ามเนื้อและเอ็นรอบข้อเข่าหย่อนยาน การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของข้อที่กล่าวมาข้างต้น จะส่งผลให้การเคลื่อนไหวของข้อเป็นไปอย่างจำกัด โดยเริ่มแรกผู้ป่วยจะรำคาญกับอาการปวด หรือไม่สบายตรงข้อที่เสื่อมในขณะที่ใช้งาน เช่น ขณะยืนหรือเดิน และอาการปวดนี้จะดีขึ้นเมื่อได้พักการใช้งาน รวมทั้งยังอาจพบอาการฝืดตึงที่ข้อเป็นช่วงสั้น ๆ ในช่วงเช้า หรือ ภายหลังที่อยู่ในอิริยาบถท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ๆ เช่น หลังจากนั่งขับรถนาน ๆ นั่งยองนาน ๆ ฯลฯ

ช่วงอายุที่มักเกิดภาวะข้อเสื่อม
มักพบได้บ่อยในช่วงวัยกลางคน (40 ปีขึ้นไป) และจะพบโรคนี้มากขึ้น เมื่ออายุเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในวัยสูงอายุที่อายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป เนื่องจากมีปัจจัยบางอย่าง เช่น อาชีพที่ทำงานหนัก ความอ้วน ฯลฯ ส่งผลให้ไม่สามารถควบคุมความสมดุลของเซลล์กระดูกอ่อนได้ ทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง จนเกิดภาวะข้อเสื่อมในที่สุด ส่วนในวัยหนุ่มสาว เซลล์กระดูกอ่อนยังแข็งแรงและทนทานต่อแรงตึงแรงกดได้ดีกว่าผู้สูงอายุ

สาเหตุการเกิดข้อเสื่อม
ความเสื่อมของข้อที่ไม่ทราบสาเหตุ เป็นการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนตามวัย
พบข้อเสื่อมได้ตั้งแต่อายุ 40 ปีขึ้นไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่อาจมีผู้สูงอายุบางรายที่ไม่เกิดภาวะข้อเสื่อม ส่วนใหญ่พบในเพศหญิง มากกว่าเพศชาย 2 – 3 เท่า ซึ่งอาจเกี่ยวกับฮอร์โมน รวมไปถึงผู้มีน้ำหนักตัวเกิน (อ้วน) ผู้ที่ทำกิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามาก เช่น การนั่งคุกเข่า นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ ขึ้นลงบันไดบ่อย ๆ ฯลฯ นอกจากนี้ยังเกิดจากความบกพร่องของข้อ เช่น ข้อเข่าหลวม กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง
รวมทั้งเกิดจากกรรมพันธุ์

ความเสื่อมของข้อที่ทราบสาเหตุ
เป็นผู้ที่เคยได้รับอุบัติเหตุจนมีการบาดเจ็บที่ข้อ เส้นเอ็น มีการใช้งานที่ข้อมากเกินไป เช่น อาชีพแม่บ้าน การเล่นกีฬา ฯลฯ นอกจากนี้ข้อเสื่อมอาจเป็นร่วมกับโรคข้ออักเสบอื่น ๆ ได้ เช่น โรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ เก๊าท์ ข้ออักเสบติดเชื้อ โรคของต่อมไร้ท่อ เช่น อ้วน ฯลฯ

การเกิดข้อเสื่อมในอาชีพต่างๆ
ข้อที่เสื่อม มักเป็นได้ทุกข้อ ไม่ว่าจะเป็น ข้อเข่า ข้อไหล่ ข้อศอก ข้อนิ้วมือ ข้อตะโพก ซึ่งในการเกิดนั้นจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของการใช้งาน ได้แก่ ผู้หญิง (แม่บ้าน) มีความเสี่ยงที่ข้อเข่า ข้อนิ้วมือ ผู้ชายมีความเสี่ยงที่ข้อตะโพก นักกีฬาเบสบอลมีความเสี่ยงที่ข้อไหล่ ข้อศอก นักวิ่งนักบาสเก็ตบอลมีความเสี่ยงที่ข้อเข่า นักยกน้ำหนักมีความเสี่ยงที่ข้อเข่า เป็นต้น

อาการที่บ่งบอกว่าเป็นโรคข้อเสื่อม
ระยะแรก
อาการจะเริ่มปวดเข่าเวลามีการเคลื่อนไหว เช่น เวลาเดิน โดยเฉพาะขึ้นลงบันได หรือนั่งพับเข่า ฯและอาการปวดจะดีขึ้นเมื่อได้พักการใช้ข้อ พบอาการฝืดตึง หรือขัดที่ข้อเป็นช่วงสั้น ๆ ในตอนเช้า หรือภายหลังที่อยู่ในอิริยาบถท่าใดท่าหนึ่งนาน ๆ เช่น หลังจากนั่งขับรถนาน ๆ นั่งพับเพียบ หรือคุกเข่านาน ๆ ฯลฯ พบเสียงดังกรอบแกรบภายในข้อขณะเคลื่อนไหวข้อเข่า ซึ่งเกิดจากการเสียดสีของเยื่อบุภายในข้อ หรือเอ็นที่หนาตัวขึ้น หรือเกิดจากความขรุขระของกระดูกอ่อนผิวข้อที่ถูกทำลายไป มักพบอาการข้อเสื่อมในข้อเข่าข้างที่ถนัดหรือข้างที่ใช้งานบ่อยก่อน ถ้าผู้ป่วยไม่ดูแลป้องกันต่อมาอีกไม่นาน ข้อเข่าอีกข้างก็จะเริ่มเสื่อมตามมา
ระยะรุนแรง
อาการปวดข้อจะรุนแรงขึ้นโดยเฉพาะเวลาเดินหรือขยับข้อ บางครั้งอาจพบปวดช่วงกลางคืน อาจคลำพบกระดูกงอกบริเวณข้างข้อ หรือที่ขอบมุมข้อ เมื่อเกร็งกล้ามเนื้อต้นขาเต็มที่ จะพบมีอาการปวดหรือเสียวที่กระดูกสะบ้า ถ้ามีอาการอักเสบที่ข้อจะทำให้ข้อบวมและร้อน แพทย์จะตรวจพบน้ำคั่งอยู่ในช่องว่างระหว่างข้อ ถ้าข้อเสื่อมมานาน จะทำให้การเหยียดข้อเข่า หรืองอข้อเข่าได้ไม่ค่อยสุดนอกจากนี้อาจพบกล้ามเนื้อรอบข้อลีบลงหรืออ่อนแรง ข้อเข่าโก่ง ข้อเข่าหลวม หรือบิดเบี้ยวผิดรูป จะทำให้การเดินและการใช้ชีวิตประจำวันลำบากมากขึ้น หากผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่รพ. แพทย์จะฉายรังสี x – ray ภาพจากฟิล์ม x – ray จะเห็นช่องว่างระหว่างข้อจะแคบลง

แนวทางการรักษาโรคข้อเสื่อม
แม้ว่าข้อเสื่อมจะเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ก็ตาม แต่ก็มีวิธีการรักษาหลากหลายวิธี ซึ่งเป้าหมายในการรักษาก็คือ พยายามลดอาการปวดอักเสบของข้อให้ทุเลาเร็วที่สุด รวมไปถึงการดูแลป้องกันข้อที่เริ่มเสื่อมไม่ให้เสื่อมมากไปกว่านี้ เพื่อให้กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยให้น้อยที่สุด
การรักษาด้วยยา มีหลายรูปแบบทั้งชนิดทาภายนอก ฉีดเข้าข้อ รับประทาน ยาบางตัวสามารถปรึกษากับเภสัชกรในร้านยาได้ แต่บางตัวจะต้องจ่ายตามแผนการรักษาของแพทย์ ซึ่งเป้าหมายรักษาคือช่วยบรรเทาอาการปวดอักเสบ บวมที่ข้อให้หายเร็วที่สุด เพื่อให้ผู้ป่วยไม่ทุกข์ทรมานกับการปวด ช่วยควบคุมไม่ให้เป็นมากไปกว่านี้
การรักษาโดยไม่ใช้ยา เน้นการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ข้อให้ถูกหลัก การควบคุมน้ำหนัก การบริหารกล้ามเนื้อ ออกกำลังกาย การใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยพยุง เพื่อช่วยประคับประคองด้วยการลดแรงกดที่ข้อเท้า ร่วมกับการทำให้กล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรงขึ้น จะเป็นผลทำให้ร่างกายค่อย ๆ ซ่อมแซมส่วนของข้อที่เสื่อมไปได้ รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ และสภาพแวดล้อมในที่อยู่อาศัยให้เหมาะสมกับชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อเสื่อมมากขึ้น ได้แก่ การปรับเปลี่ยนวิธีนั่ง นอน ยืน เดิน
การรักษาโดยการผ่าตัด ใช้ในกรณีผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมรุนแรง

วิธีดูแลร่างกายและข้อรู้เท่าทันป้องกันก่อนอาการลุกลาม
มีวิธีดูแลร่างกายและข้อเพื่อช่วยให้ห่างไกลจากโรคข้อเสื่อม โดยคำแนะนำจาก ทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังนี้

  • การควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินเกณฑ์
  • ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ เช่น ไม่ทำอะไรที่ผิดท่า เช่น นั่งยอง ๆ นั่งกับพื้น พับเพียบ ขึ้นลงบันไดบ่อยๆ นั่งหลังงอ ก้มคอทำงานนาน ฯลฯ
  • เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงโดยการออกกำลังกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อบริเวณเอ็นข้อต่อ ดังนั้นการที่จะเริ่มฝึกบริหารกล้ามเนื้อใด ๆ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อน และควรเลือกการออกกำลังกายที่ไม่มีผลเสียต่อข้อ เช่น ว่ายน้ำ การเดินในน้ำ เดิน ปั่นจักรยาน ฯลฯ
  • ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมป้องกันข้อเสื่อม ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้

แม้ว่าอาการของโรคข้อเสื่อม จะมีสาเหตุมาจากวัยที่เพิ่มขึ้น และพฤติกรรมการใช้งานบริเวณข้อที่หนักเกินไป ซึ่งหากเกิดภาวะข้อเสื่อมแล้ว ก็ยากที่จะรักษาให้หายขาดหรือกลับคืนสู่สภาพปกติได้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะข้อเสื่อมได้เลยทีเดียว ดังนั้นเราจึงควรรักษาข้อให้อยู่ในสภาพดีและแข็งแรง เพื่อเป็นหลักประกันว่าในวันข้างหน้าเราจะยังคงมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปนาน ๆ


วิธีง่ายๆ เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดแคลเซียม

แคลเซียม เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากร่างกายมีปริมาณแคลเซียมที่เพียงพอ จะทำให้กระบวนการต่าง ๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น แคลเซียมจึงเป็นแร่ธาตุที่ร่างกายไม่ควรขาด แต่เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสร้างแคลเซียมได้เอง จึงจำเป็นต้องได้รับแคลเซียมจากสารอาหารภายนอก เพื่อทดแทนแคลเซียมที่ร่างกายนำไปใช้ หรือ ที่ร่างกายขับทิ้งไป

ประโยชน์ของแคลเซียม
หากพูดถึงประโยชน์ของแคลเซียม สิ่งแรกที่หลายคนทราบกันดี นั่นคือ ทำให้กระดูกและฟันมีความแข็งแรง โดยมีหน้าที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของกระดูกและฟัน และช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน
นอกจากนี้ แคลเซียม ยังเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ช่วยให้การแข็งตัวของเลือดเป็นไปตามปกติ ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ โดยไปกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาท ทำให้การส่งสัญญาณกระแสประสาทได้เร็วและสมบูรณ์ขึ้น ทั้งยังรักษาระบบภูมิคุ้มกันและควบคุมความสมดุลของความเป็นกรดและด่างภายในร่างกาย ควบคุมการยืดตัวและหดตัวของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ในร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ รวมไปถึงกล้ามเนื้อหัวใจ โดยช่วยให้หัวใจทำงานและเต้นเป็นปกติ

แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม
เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์แคลเซียมเองได้ จึงต้องได้รับแคลเซียมจากสารอาหารภายนอก แหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียมสูง ได้แก่ นมสด, นมเปรี้ยว, เนยแข็ง, ไข่, โยเกิร์ต, ปลาตัวเล็กที่เคี้ยวได้ทั้งตัว, กุ้งแห้ง, เต้าหู้, ผักใบเขียว, ถั่วต่าง ๆ และ เมล็ดงา เป็นต้น

จะเกิดอะไรขึ้นหากร่างกายขาดแคลเซียม
หากร่างกายขาดแคลเซียม จะทำให้เกิด โรคกระดูกพรุน, ปวดตามข้อ, ชัก, กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก, ตะคริว, ชา, หัวใจหยุดเต้น, เลือดแข็งตัวช้า ฯลฯ

สาเหตุและพฤติกรรมที่ทำให้ร่างกายขาดแคลเซียม
สาเหตุที่ทำให้ร่างกายขาดแคลเซียม ส่วนหนึ่งมาจากความผิดปกติของร่างกาย ได้แก่ ภาวะลำไส้อักเสบ ส่งผลให้การดูดซึมแคลเซียมเสียไป ลำไส้มีความเป็นด่างสูงเกินไป ภาวะขาดวิตามินดี เกิดโรคที่ตับและไต ทำให้การดูดซึมของแคลเซียมลดลง การตัดต่อมพาราไทรอยด์ออก การเข้าสู่วัยสูงอายุ,วัยทอง รวมไปถึงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ การดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป

ขนาดของแคลเซียมที่ร่างกายควรได้รับต่อวันแบ่งตามช่วงอายุ
ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ขนาดของแคลเซียมที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน โดยแบ่งตามช่วงอายุ ดังนี้


อายุ 0 – 6 เดือน ควรได้รับแคลเซียม 210 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 7 เดือน – 1 ปี ควรได้รับแคลเซียม 270 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 1 – 3 ปี ควรได้รับแคลเซียม 500 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 4 – 8 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 9 – 18 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1,000 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 19 – 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 (มิลลิกรัม/วัน)
อายุ 51 ปีขึ้นไป ควรได้รับแคลเซียม 1,000 (มิลลิกรัม/วัน)
หญิงตั้งครรภ์ อายุ 19 – 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 (มิลลิกรัม/วัน) หญิงให้นมบุตร อายุ 19 – 50 ปี ควรได้รับแคลเซียม 800 (มิลลิกรัม/วัน)


หากร่างกายได้รับแคลเซียมมากเกินความจำเป็น
สำหรับปริมาณของแคลเซียมที่ร่างกายได้รับ ไม่ควรเกิน 2,000 (มิลลิกรัม/วัน) ซึ่งผลของการที่ร่างกายได้รับแคลเซียมเกิน จะทำให้ท้องผูก, แคลเซียมในปัสสาวะสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่วในไต, กล้ามเนื้ออ่อนแรง, มีอาการซึมและไม่รู้สึกตัว ฯลฯ

วิธีดูแลตัวเองอย่างง่ายๆ เพื่อให้ร่างกายไม่ขาดแคลเซียม
ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน

วิธีปฏิบัติเพื่อดูแลร่างกายให้ไม่ขาดแคลเซียม เป็นการช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูกให้ช้าลง ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน มีเคล็ดลับง่ายๆ ดังนี้
รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ดื่มนมเพื่อให้ร่างกายได้รับแคลเซียม หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนักตัว เช่น การเดิน, การวิ่ง, เต้นแอโรบิค, กระโดดเชือก, รำมวยจีน, เต้นรำ ฯลฯ ช่วยให้มีมวลกระดูกเพิ่มมากขึ้น รักษาน้ำหนักของร่างกายอย่าให้ต่ำกว่าเกณฑ์ โดยอย่าให้รูปร่างผอมเกินไป เนื่องจากคนรูปร่างผอมจะมีมวลกระดูกน้อย ซึ่งจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ง่าย นอกจากนี้ในช่วงเช้าหรือช่วงเย็นวันละ 10 – 15 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน ควรพาร่างกายไปรับแสงแดดอ่อน ๆ เพื่อให้ร่างกายได้สังเคราะห์วิตามินดี ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นการสร้างกระดูก


หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุน เช่น ไม่ควรกินอาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์มากเกินไป เพราะจะไปกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากเกินปกติ ไม่ควรดื่มน้ำอัดลมมากเกินไป หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้ง ชา, กาแฟ, ช็อคโกแลต ในปริมาณมาก เพราะ แอลกอฮอล์และคาเฟอีนจะไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมทางลำไส้เล็ก
งดสูบบุหรี่ งดอาหารรสเค็มจัด หรืออาหารที่มีโซเดียมสูง รวมไปถึงระวังการใช้ยาบางชนิดที่มีสเตียรอยด์  ซึ่งส่งผลเสียต่อกระดูก และช่วยเร่งการขับแคลเซียมออกจากร่างกาย
ปัจจัยสุดท้ายที่มีผลต่อมวลกระดูก คือ ความเครียด ผู้ที่มีความเครียดมีโอกาสเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ

ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม
ทางเลือกของผู้ที่ต้องการเติมแคลเซียมให้กับร่างกาย

ในภาวะปัจจุบัน บางคนอาจไม่สามารถรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงได้มากพอ และเข้าหลักเกณฑ์เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุน อาจพิจารณาเลือกผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียม เพื่อเสริมสร้างมวลกระดูก ซึ่งปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยา โดยควรปรึกษากับเภสัชกรในร้านขายยาก่อนเพื่อความปลอดภัย และได้ประสิทธิผล


ขอบคุณสาระน่ารู้ จากทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สินค้าที่เกี่ยวข้อง