สาระน่ารู้

แมกนีเซียม เพื่อกระดูกและฟันที่แข็งแรง

 

"แมกนีเซียม" คงเป็นชื่อที่คุ้นหูกันอยู่แล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า แมกนีเซียม มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร และเราจะได้รับสารแมกนีเซียมจากไหนได้บ้าง ?

แมกนีเซียม เป๋นแร่ธาตุชนิดหนึงที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งมีความจำเป็นต่อกระบวนการเผาผลาญของแคลเซียมและวิตามินซี เช่นเดียวกับฟอสฟอรัส โซเดียม และโพแทสเซียม ดังนั้น แมกนีเซียมจึงมีส่วนช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง นอกจากนี้ยังมีความจำเป็นต่อการทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ และยังสำคัญต่อการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงาน

 

แมกนีเซียม ดีต่อร่างกายอย่างไร ?

✔ ช่วยให้ฟันแข็งแรง

✔ บรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย

✔ ช่วยเผาผลาญไขมันและเปลี่ยนเป็นพลังงาน

✔ ช่วยให้หลอดเลือดและหัวใจแข็งแรง

✔ ช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอล

✔ ป้องกันกล้ามเนื้อหดเกร็ง

✔ บรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน (อาการ PMS)

แหล่งของ "แมกนีเซียม" จากธรรมชาติ

เราสามารถได้รับแมกนีเซียมได้จากการรับประทานธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี มะเดื่อฝรั่ง อัลมอนด์ ถั่ว ผักสีเขียวเข้ม กล่วย และเมล็ดธัญพืช

 

ร่างกายต้องการแมกนีเซียมปริมาณเท่าไหร่ ?

ผู้ใหญ่ ต้องการแมกนีเซียมวันละประมาณ 250 - 500 มิลลิกรัม ดังนั้น การรับประทานอาหารที่อุดมปด้วยแมกนีเซียมเป็นประจำจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะแมกนีเซียมเป็นแร่ธาติที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm

 


ยาลดกรด VS ยาธาตุน้ำขาว เลือกรับประทานยังไง ?

 

ยาลดกรด

ส่วนประกอบที่สำคัญ
✔ Aluminum hydroxide และ Magnesium hydroxide มีฤทธิ์เป็นด่าง ช่วยลดกรดที่มีมากในกระเพาะอาหาร

✔ Simethicone ช่วยขับลม ลดจุกเสียด แน่นท้อง

เหมาะสำหรับ :
ใช้ลดกรดในโรคกระเพาะอาหาร โรคกรดไหลย้อน บรรเทาอาการปวดท้อง จุกเสียด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย

 

 

ยาธาตุน้ำขาว

ส่วนประกอบที่สำคัญ
✔ Phenyl salicylate ช่วยฆ่าเชื้อในลำไส้
✔ Anise oil ช่วยขับลม
✔ Menthol มีส่วนช่วยในการขับลม

เหมาะสำหรับ :
ใช้บรรเทาอาการท้องเสียจากการติดเชื้อที่ไม่รุนแรง ลดอาการแน่นท้อง ท้องอืด จุกเสียด ขับลม

❌ แต่ไม่มีส่วนช่วยในการลดกรดในกระเพาะอาหาร

 

 

ปวดแบบไหน ? เลือกให้เหมาะกับอาการ

✔ ปวดท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ ท้องเสีย เนื่องจากติดเชื้อโรคที่ไม่รุนแรง
ควรรับประทาน >> ยาธาตุน้ำขาว

✔ ปวดท้อง เนื่องจากมีกรดในกระเพาะมาก มีแผลในกระเพาะอาหาร
ควรรับประทาน >> ยาลดกรด

📌 Tips! ยาทั้ง 2 ชนิด เป็นยาน้ำแขวนตะกอน ต้องเขย่าขวดทุกครั้งก่อนใช้ยา

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm

 


รู้จักกับ โสม ยอดฮิต! สารพัดประโยชน์ของราชาสมุนไพร

เชื่อว่าหลายๆคนคงรู้จัก "โสม" ทั้งในแบบรับประทานและเป็นส่วนผสมสุดฮิตในสกินแคร์ ขึ้นชื่อเรื่องบำรุงกำลังและความอ่อนเยาว์ แต่วันนี้เราจะมาเจาะลึกข้อมูลเกี่ยวกับโสมที่คุณอาจยังไม่รู้

 

"โสม" รู้จักกันมาในนามของยาบำรุงกำลังที่ชาวจีนนิยมใช้มานานกว่าพันปี และยังคงฮอตติดลมบนมาจนถึงทุกวันนี้ โดยมีการใช้อย่างแพร่หลายในหลายๆประเทศ รวมถึงประเทศไทยเองก็มีขายกันจำนวนมาก หรือไม่พลาดที่จะซื้อเป็นของฝากเวลาไปประเทศที่มีโสมขึ้นชื่ออย่างเกาหลีใต้หรือประเทศจีน แต่จริงๆแล้ว โสมมีหลายชนิด โดยโสมชนิดที่มักขายกันทั่วไป คือ โสมเอเชีย (Panax Ginseng) หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า "โสมตะวันออก" อย่างโสมจีน โสมเกาหลี แต่ยังมีโสมชนิดอื่นๆ อย่างโสมอเมริกัน (Panax quinquefolius) และโสมไซบีเรีย (Eleutherococcus senticosus) ซึ่งโสมทั้งสองชนิดนี้ไม่จัดเป็นโสมแท้ แต่ก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายไม่ต่างจากโสมตะวันออก

 

ประโยชน์ของโสม

✔ เพิ่มความแข็งแกร่งของร่างกาย

✔ เพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลิน

✔ เพิ่มการหลั่งอินซูลินจากตับอ่อน

✔ ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

✔ ลดการอักเสบที่สร้างจากเม็ดเลือดขาว

✔ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด

✔ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต

✔ มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ

✔ ช่วยให้ร่างกายขับสารพิษต่างๆเร็วขึ้น

✔ บรรเทาอาการหวัด

✔ ช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโทรเจน บรรเทาอาการไม่สบายในช่วงวัยทอง

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


กรดเกินจะหายไป ถ้า Say Goodbye พฤติกรรมเหล่านี้

ใครจะคิด ว่าการพฤติกรรมการกินของเราจะกระทบต่อสุขภาพร่างกายได้มากขนาดนี้😷

เพราะการทานอาหารตอนดึก⏰
ทานแล้วนอนเลย😴
ทานไม่เป็นเวลา🤢
ทานเยอะหรือเร็วเกินไป🍿🍗 🍦
และการไม่ทานผักผลไม้ 🤐

ล้วนทำให้กระเพาะหลั่งกรดออกมามากกว่าปกติ และหลั่งไม่เป็นเวลา พาลจะทำให้หูรูดกระเพาะเสื่อม ควบคุมกรดไม่ได้อีกต่อไป

 

อยากหายจากอาการกรดเกิน ต้องหลีกจากของแสลงเหล่านี้ให้ไกล😖

ทั้งของทอด ของมัน🍔🍟🍕
อาหารรสจัด ทั้งเผ็ด เค็ม เปรี้ยว/ของหมักดอง🌶🍜🍓
ผลไม้รสเปรี้ยวจัด เช่นสับปะรด ส้ม มะนาว🍍🍊🍋
อาหารที่ทำมาจากถั่ว 🌰🥜
เนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ🥩🍣

อาหารจำพวกที่มีกรดเยอะ มันมาก หรือมีแก๊สเยอะ ย่อยยากกว่าอาหารทั่วไปทำให้กระเพาะต้องผลิตกรดออกมาใช้ในการย่อยมากขึ้น จนเกิดอาการกรดเกินในที่สุด

 

เมื่อเป็นเรื่องกรดเกิน หลายคนอาจมองข้ามสิ่งใกล้ตัวอย่างเครื่องดื่มที่เราดื่มอยู่ทุกวัน สั่งจนติดปากอยู่ทุกมื้อ รู้มั้ยว่าเครื่องดื่มแต่ละแก้ว ส่งผลเสียได้มากกว่าที่คิด🍻

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์🍺🍷 🥃
เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน (ชา กาแฟ) ☕️🍶
น้ำอัดลม ที่มีทั้งแก๊ส และกาเฟอีน🥤
เครื่องดื่มชูกำลัง💪

จะไปกระตุ้นให้กระเพาะผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น จนแสบท้องจากกรดกัดกระเพาะค่ะ

 

เมื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้แล้ว ก็อย่าลืมเสริมความแข็งแรงให้กระเพาะด้วยพฤติกรรมที่ดีอย่างการทานอาหารย่อยง่าย ทานผักผลไม้ที่มีเบตาแคโรทีนสูง เช่น แครอท🥕 ฟักทอง🎃 แคนตาลูป🍈

และอย่าลืม! พกยาลดกรด-เคลือบกระเพาะ ไว้ใกล้ๆ มือ สำหรับบรรเทาอาการ ให้คุณแฮปปี้ได้ทั้งวัน เพราะบอกลาอาการแสบท้อง จุกเสียด ปวดกระเพาะจากกรดเกินกันค่ะ

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm

 


หยุด! พฤติกรรมป้อนสารพิษเข้าสู่ร่างกาย โดยไม่รู้ตัว

 

ในปัจจุบันมีผู้ป่วยจากสารพิษจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่ได้รับสารพิษในปริมาณมากจพเกิดอาการเป็นพิษเฉียบพลัน เช่น

 


สารพิษจากบุหรี่

บุหรี่มีสารก่อมะเร็งที่สำคัญ เช่น นิโคติน แอลกอฮอล์ฟีนอล สารอัลดีไฮด์อะโรมาติก ไฮโรคาร์บอน สารหนู โดยนิโคตินจะกระจายไปตามอวัยวะต่างๆ และเป็นสารที่ทำให้เสพติด

 


สารพิษจากสุรา

แอลกอฮอล์ทำลายวิตามินบี 1,วิตามินบี 2 และขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม รวมทั้งขัดขวางการสังเคราะห์ไกลโคเจน ทำให้มีการสร้างไขมันที่ตับมากขึ้นจนเกิดตับอักเสบ ตับแข็ง

 


โลหะหนัก

สารตะกั่วอาจปนเปื้อนในน้ำและอาหาร และอาจพบสารตะกั่วปนเปื้อนในภาชนะบรรจุอาหารที่ไม่ได้มาตราฐาน จนเกิดพิษต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm

 


4 ผลวิจัยและเหตุผลดีๆที่สัตว์เลี้ยงช่วยให้อายุยืน

4 ผลวิจัยและเหตุผลดีๆ ที่ "สัตว์เลี้ยงช่วยให้อายุยืน"

 

สัตว์เลี้ยงช่วยทำให้ใจเย็นขึ้น

การลูบตัวสุนัขหรือแมวช่วยลดความดันโลหิตและอัตราการเต้นของหัวใจได้ และช่วยเพิ่มระดับสารเซโรโทนินและโดปามีนในสมอง ซึ่งเป็นสารธรรมชาติในสมองที่ทำให้รู้สึกมีความสุขและใจเย็น

สัตว์เลี้ยงช่วยเพิ่มภูมิต้านทานในร่างกาย

ช่วยป้องกันฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียดไม่ให้ไปทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้มีผลเสียต่อร่างกายหลายรูปแบบ

 


สัตว์เลี้ยงช่วยให้อายุยืน

การเลี้ยงสุนัขจะช่วยให้ผู้ป่วยที่เคยหัวใจวายมีอายุยืน มีการศึกษาโดยให้ผู้ที่เคยหัวใจวายมาแล้ว 421 รายเลี้ยงสุนัข เมื่อผ่านไป 1 ปี ผู้ที่เลี้ยงสุนัขจะมีอายุยืนมากกว่าผู้ที่ไม่เลี้ยง


สัตว์เลี้ยงพาออกกำลังกาย

มีผลงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า ผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงจะได้ออกกำลังกายมากกว่าคนทั่วไป เพราะผู้ที่เลี้ยงสุนัขและพาสุนัขออกไปเดินเล่นเป็นประจำ มีน้ำหนักน้อยกว่าผู้ที่ไม่มีสัตว์เลี้ยง หรือไมีแต่ไม่พาออกไปเดินเล่น ดังนั้น การพากันไปเดินเล่นออกกำลังกายเป็นเรื่องที่ดีทั้งสำหรับเจ้าของและสัตว์เลี้ยงแน่นอน

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


รวม 4 วิธี เทคนิคพิชิตใจ ลูกกินยาก

 

ปัญหาลูกทานยาก ไม่เจริญอาหาร เป็นปัญหาหนักใจของคุณพ่อคุณแม่หลายท่าน วันนี้เรามีวิธีดีๆ ให้คุณพ่อคุณแม่ลองทำตาม ลองดูกันว่าจะพิชิตใจเหล่าตัวน้อยได้หรือไม่

 

1. ตรวจร่างกาย ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง

ประเมินภาวะโภชนาการของเด็ก ด้วยการสังเกตกราฟการเจริญเติบโต ด้วยการชั่งน้ำหนัก และวัดส่วนสูงเทียบกับเกณฑ์ปกติตามวัยของลูก และบันทึกชนิด ปริมาณของอาการที่ลูกกินเข้าไป รวมทั้งขนม และนมในแต่ละมื้อ และแต่ละวันด้วย
สูตรการคำนวณน้ำหนักตามอายุ (ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 1-10 ขวบ) น้ำหนักเฉลี่ย = 8 + (2 x อายุเป็นปี)ช่วงน้ำหนักปกติ จะมากหรือน้อยกว่าน้ำหนักเฉลี่ยที่คำนวณได้ตามสูตรประมาณ 2 กิโลกรัม

 


2. ต้องแน่ใจว่าลูกจะหิวเมื่อถึงเวลากิน

คุณพ่อ หรือคุณแม่ต้องให้ลูกกินเป็นเวลา โดยกำหนดเวลารับประทานอาหารแต่ละมื้อให้ชัดเจน ถ้าลูกเกเรไม่ยอมกินภายใน 30 นาที 1 ชั่วโมง ให้เก็บรอในอีกมื้อถัดไป ถ้าในเด็กที่มีอาการขาดอาหาร หรือวิตามิน อาจให้วิตามินรวมสูตรสำหรับเด็กเบื่ออาหาร เพื่อกระตุ้นความอยากอาหารได้


3. อาหารต้องน่ากิน

การฝึกการกินของลูก ช่วงแรกเริ่มควรเตรียมแต่อาหารที่ลูกชอบ กินง่าย ตกแต่งให้น่ากิน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้อยากกินเอง เป้าหมายสำคัญคือ การสร้างวินัยในการกิน จนลูกปฏิบัติได้สม่ำเสมอ


4. ตักอาหารทีละน้อยๆ

คุณพ่อคุณแม่ควรตักอาหารครั้งละน้อยๆ ให้ลูกมีกำลังใจว่ากินได้หมด รวมทั้งควรให้ลูกตักด้วยตัวเอง ถ้าหมดแล้วจึงค่อยเติม เพื่อที่ลูกจะได้ไม่เคยชินกับการกินเหลือ หรือต้องถูกบังคับให้กินจนหมดจาน

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm

 


Check สักนิด! ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับ ยาคุม

หลายคนถามกันเข้ามาถึงความปลอดภัยในการใช้เม็ดยาคุมกำเนิด เพราะความเชื่อผิดๆ ที่คิดยาคุมทำให้เสียสุขภาพ หรือมีผลข้างเคียงให้รำคาญ มาลองเช็กดูอีกที ว่าที่เชื่อมานมนานน่ะชัวร์หรือมั่ว จะได้ใช้ยาคุมกันต่อได้อย่างสบายใจ หายห่วงทั้งประสิทธิภาพยา ทั้งสุขภาพกันค่ะ

 

ไม่จริงค่ะ เพราะยาคุมรุ่นใหม่ๆ ได้พัฒนามาเพื่อให้มีผลกระทบกับร่างกายน้อยที่สุด และไม่สะสมในร่างกาย ผู้ที่ทานยาคุมนาน ๆ จะมีสิทธิ์ตั้งครรภ์ได้เท่าๆ กับผู้ที่ไม่ได้คุมกำเนิด ดังนั้นเมื่อหยุดใช้ยา ก็สามารถมีบุตรได้เลย การกินยาคุมนานๆ แล้วจะทำให้มีลูกยาก จึงเป็นความเชื่อที่ผิดค่ะ

 

เป็นความเชื่อที่ผิดค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้ยาเม็ดคุมกำเนิดมีแบบฮอร์โมนต่ำให้เลือกใช้กัน เพื่อหลีกเลี่ยงอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ดังกล่าว โดยสังเกตง่ายๆ ที่ปริมาณตัวยา Ethinyl estradiol ที่ฉลากกำกับยา ควรอยู่ที่ 0.02 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่ต่ำพอที่จะลดอาการแพ้ แต่ยังคงประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดได้เท่ายาคุมกำเนิดแบบปกติค่ะ

 

เป็นความเชื่อที่วิจัยแล้วว่ายาเม็ดคุมกำเนิดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้ผู้ใช้เป็นโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งเต้านม หรือเนื้องอกมดลูก รวมทั้งการท้องนอกมดลูก แต่กลับพบว่าโรคเนื้องอกในเต้านม และรังไข่ เกิดขึ้นในผู้ที่ไม่ได้ใช้ยาคุมมากกว่ากลุ่มผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดเสียอีก ส่วนโรคมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับ ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน เพราะการเกิดมะเร็งทั้งสองชนิด เกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆ ด้วยค่ะ

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


แคลเซียม ควรเริ่มกินตอนอายุเท่าไหร่ ?

จริงๆแล้วร่างกายของเราต้องการแคลเซียมในทุกๆช่วงวัย แต่เมื่ออายุเข้าช่วง 30 ปีไปแล้ว ร่างกายจะหยุดดูดซึมแคลเซียมไปเก็บสะสมไว้ในกระดูก

โดยในแต่ละวัย มีความต้องการแคลเซียม ดังนี้

  • อายุตั้งแต่ 1 ถึง 30 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลกรัม เพราะร่างกายยังสามารถดูดซึมแคลเซียมและเก็บสะสมไว้ได้ดีอยู่
  • อายุ 30 ปีขึ้นไป ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม ร่างกายในวัยนี้หยุดเก็บแคลเซียมแล้ว ดังนั้น เราต้องเติมแคลเซียมให้กับร่างกายอยู่ตลอดห้ามขาด
  • อายุ 50 ปี (วัยทอง) ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • อายุ 50 ปีขึ้นไปและคุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องการแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัม

ดังนั้น หากอาหารที่รับประทานอยู่เป็นประจำไม่มีปริมาณแคลเซียมมากพอ เมื่อเข้าสู่วัย 30 ปี ควรจะรับประทานแคลเซียมเสริมอย่างสม่ำเสมอ

 

 

หลายๆคนอาจจะรู้จัก “แคลเซียม” ในฐานะของส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟันและจำเป็นต่อการคงสภาพปกติของกระดูกและฟัน แต่นอกจากจะเป็นสารที่จำเป็นต่อกระดูกและฟันแล้ว แคลเซียมยังมีประโยชน์อย่างมากต่อระบบอื่นๆในร่างกาย เช่น

  • มีส่วนช่วยในการแข็งตัวตามปกติของเลือด
  • มีส่วนช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากเมตาบอลิซึมตามปกติ
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของกล้ามเนื้อ
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของสารสื่อประสาท
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของเอนไซม์ในระบบย่อยอาหาร

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


บุฟเฟ่ต์บ่อย ทำท้องพังหนักมาก ! ทำไงดี ?

 

กินอะไร แก้ท้องอืด แสบท้อง

ควรเลือกทานอาหารย่อยง่ายและมีกากใยสูง เช่น มะละกอ, กล้วยหอม หรือแอปเปิ้ล เพื่อช่วยกระตุ้นระบบการย่อยอาหารให้กลับมาเป็นปกติ และไม่ควรทานอาหารในปริมาณมาก กระเพาะอาหารจะได้ไม่ทำงานหนัก

 

ดื่มอะไร ช่วยขับลม

แนะนำให้ดื่มชาขิงหรือชามินต์ร้อนๆ เพื่อช่วยขับลม กลิ่นของชา ทำให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย ลดอาการคลื่นไส้ สำหรับชามิ้นต์ อาจเติมน้ำผึ้งเล็กน้อย เพื่อรสชาติที่กลมกล่อม

 

เป็นกรดไหลย้อน ควรงดกินอะไร

ปรับพฤติกรรมการกิน เพื่อลดสิ่งกระตุ้นที่ทำให้น้ำย่อยไหลย้อน โดยหลีกเหลี่ยงอาหารเหล่านี้
- อาหารที่มีไขมันสูง
- อาหารและเครื่องดื่มที่มีแก๊สเยอะ
- เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์
นอกจากนี้ไม่ควรกินให้อิ่มมาก ควรเว้นเวลาประมาณ 3 ชม. ระหว่างมื้อเย็นกับเวลานอน

 

ดื่มอะไรให้สดชื่น แบบไม่ปวดท้อง

แนะนำเป็นเครื่องดื่มร้อนอื่นๆ เช่น ชาสมุนไพร, ช็อคโกแลตร้อน, น้ำเต้าหู้, หรือน้ำมะนาวอุ่น ช่วยให้สดชื่น ผ่อนคลาย และสบายท้อง

 

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


โรคเบาหวาน อาการและวิธีลดความเสี่ยง

ผู้ป่วยเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เรียกว่า Hyperglycemia ซึ่งในปี ค.ศ. 1922 นักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดา F.G Banting ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ ค้นพบ ฮอร์โมน "อินซูลิน" ที่สร้างขึ้นมาจากเบต้าเซลล์ในตับอ่อน เป็นฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้เหมาะสม

อาการของโรคเบาหวาน

น้ำตาลในเลือดสูง

แต่ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ ซึ่งจะสามารถรู้ได้จากการตรวจสุขภาพโดยแพทย์ ดังนั้น ทุกคนไม่ควรมองข้ามการไปตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อตรวจหาความผิดปกติภายของร่างกาย จะได้ทำการรักษาทันท่วงที

 

หิวน้ำบ่อย เหนื่อยง่าย

หากร่างกายขาดน้ำตาลมากกว่าจะมีการสลายไขมันในส่วนต่างๆของร่างกายมากขึ้น  เมื่อมีการสลายไขมันมากขึ้นทำให้ของเสีย เช่น สารคีโตรมากจนเป็นพิษต่อร่างกาย ทำให้อ่อนเพลีย เหนื่อยหอบ หิวน้ำบ่อย

 

ปัสสาวะบ่อยและมาก

เนื่องจากน้ำตาลที่ออกมาจากทางไตจะดึงเอาน้ำออกมาด้วย จึงทำให้มีปัสสาวะมากกว่าปกติ เมื่อปัสสาวะมากก็จะทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ต้องคอยดื่มน้ำบ่อยๆ  และเมื่อมีน้ำตาลในเลือดมากกว่า 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แล้วร่างกายจะดูดซึมกลูโคสกลับไม่หมด จึงมีน้ำตาลถูกร่างกายขจัดออกไปกับปัสสาวะทำให้ปัสสาวะมีรสหวาน

 

ดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน

จำกัดอาหารและเครื่องดื่มที่มีรสหวาน น้ำตาลสูง

อาจเลือกใช้น้ำตาลเทียมที่ให้ความหวานแต่พลังงานน้อยกว่า จึงไม่ทำให้อ้วน

 

รักษารูปร่างไม่ให้อ้วน

จัดตารางออกกำลังกายเพื่อการออกกำลังที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ

 

รับประทานอาหารถูกหลัก

หัวใจสำคัญคือการรับประทานอาหารที่ได้สัดส่วน มีวิตามิน เกลือแร่ เส้นใยอาหาร เพื่อให้กระบวนการเผาผลาญพลังงานเป็นไปตามปกติ และรับประทานอาหารเป็นเวลา เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


วิตามินอี กับ 5 ประโยชน์ที่มีดีมากกว่าบำรุงผิวชุ่มชื้น

หลายคนคงรู้จักกับ วิตามินอี (Vitamin E) ในรูปแบบทั้งการรับประทานและการทาบำรุงผิว เพราะมีชื่อเสียงในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง ซึ่งเป็นพื้นฐานของผิวสวยสุขภาพดี แต่จริงๆแล้ววิตามินอียังไม่ประโยชน์ต่อร่างกายในอีกหลายๆส่วน

 

วิตามินอี ช่วยต้านอนุมูลอิสระ

 

ทำให้ผิวชุ่มชื้น ลดรอยแผล

 

บำรุงประสาทและกล้ามเนื้อ

 

ช่วยในการไหลเวียนของเลือด และป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


อย่ามองข้ามสัญญานอันตราย ! ให้ดอกเล็บทำนายร่างกายคุณ

 

ดอกเล็บสามารถบอกได้ว่าคุณอาจมีภาวะบางอย่างของร่างกาย เช่น โรคที่เกี่ยวกับตับ ไต หัวใจ หรือปอด อาจส่งผลต่อเนื่องจากการสะสมสารพิษในร่างกาย หากคุณเข้าข่ายนี้ ควรปรึกษาแพทย์จะได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุค่ะ

 

ดอกเล็บสามารถเกิดได้จากสาเหตุเล็กๆอย่างการกระทบกระแทกอย่างไม่รู้ตัว แม้จะไม่แสดงอาการอื่น แต่ดอกเล็บก็เป็นผลข้างเคียงหนึ่งของอาการบาดเจ็บ เร่งหาสาเหตุแล้วถนอมสุขภาพเล็บกันค่ะ

 

เช็กด่วน! หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่มีดอกเล็บ ไม่ว่าจะมากจะน้อย เราขอทำนายว่าร่างของคุณกำลังส่งสัญญาณว่าคุณได้รับสารพิษหรือโลหะหนักบางชนิด เช่น สารตะกั่ว หรือสารหนู อยู่นะ! รู้แล้วก็รีบพาตัวเองออกมาจากที่ที่มีสารพิษ หลีกเลี่ยงฝุ่นควันก่อนที่ร่างกายจะงอแงไปมากกว่านี้ค่ะ

 

อีกสาเหตุหลักที่พบบ่อย ของการเกิดดอกเล็บคือ การที่ร่างกายขาดแร่ธาตุซิงค์ อาหารที่มีซิงค์ เช่น หอยนางรม ธัญพืช เมล็ดถั่วต่าง ๆ แต่ที่ง่ายที่สุดคือ

การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีซิงค์ วันละ 15-30 มก. แค่นี้ปัญหาดอกเล็บก็จะหมดไป

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm

 


ปวดขาแบบนี้ ! เช็คให้ดีต้องประคบร้อนหรือเย็น

 

 

ประคบร้อน

ปวดกล้ามเนื้อ เส้นตึง หรือปวดแบบเรื้อรัง
ประคบร้อน ครั้งละ 15-20 นาที หรือใช้ยานวดคลายกล้ามเนื้อสูตรร้อน
ความร้อนจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการเส้นตึง และทำให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดจึงไหลเวียนได้ดีขึ้น อาการบวมลดลง ควรประคบร้อนไม่เกิน 45 องศา ครั้งละไม่เกิน 15-20 นาที หรือใช้ยานวดสูตรร้อนแทนเพื่อหลีกเลี่ยงอาการแสบผิวค่ะ

 

ประคบเย็น

ปวดจากอาการบาดเจ็บ มีเลือดออกจากภายใน
ประคบเย็น ใน 2 วันแรกของการบาดเจ็บ วันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที
ความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว และทำให้เลือดไหลเวียนช้าลง จึงช่วยห้ามเลือด ลดอาการบวม บรรเทาปวดและอักเสบแบบเฉียบพลัน

ประคบเย็น สลับ ประคบร้อน

ปวดจากเส้นพลิก ข้อแพลง
ให้ประคบเย็น เพื่อลดบวม เมื่อหายบวมแล้วจึงจะสามารถประคบร้อนสลับเย็นได้ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด และผ่อนคลายกล้ามเนื้อค่ะ

 

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


6 Tips แก้ปัญหา ท้องอืด ด้วยธรรมชาติ

 

ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ปวดจุกเสียดแน่นท้อง เป็นปัญหากวนใจที่แม้ไม่ใช่อาการอันตรายร้ายแรง แต่หากเกิดขึ้นบ่อยหรือเป็นแบบเรื้อรัง ก็ย่อมทำให้เรารู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน ทำให้หลายๆคนมองหาวิธี แก้อาการ ท้องอืด และคงลองกันมาหลายวิธี เรามารู้จักสาเหตุของของอาการท้องอืดกันก่อนว่า เป็นอารการที่เกิดจากการมีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก ซึ่งสาเหตุก็มักมาจากอาหารไม่ย่อย โดยเฉพาะเมื่อเรากินมากหรือเร็วเกินไป กินอาหารที่มีแก๊สเยอะ กลืนอากาศเข้าไปมาก หรือมีปัญหาในทางเดินอาหารอยู่แล้ว เช่น เป็นโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ เป็นต้น

การแก้อาการท้องอืด สามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การบรรเทาอาการด้วยตัวเอง การกินยา ไปจนถึงการรักษาโดยคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ สำหรับคนที่เจอะเจอปัญหานี้บ่อยๆ เรามาดูกันดีกว่าว่าวิธีการ แก้อาการท้องอืด แบบธรรมชาติๆ ที่เราสามารถทำได้เองมีอะไรบ้าง


1. ปรับเปลี่ยนนิสัยการกินใหม่ แก้อาการท้องอืด

หนึ่งในวิธีง่ายๆ และได้ผลดี ก็คือการเปลี่ยนนิสัยการกินที่ไม่ดีเสียใหม่ เช่น กินอาหารให้ช้าลง หลีกเลี่ยงการกินเยอะจนอิ่มเกินไป งดอาหารและเครื่องดื่มที่มีแก๊สเยอะ อย่างน้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของหมักดอง และผักตระกูลกะหล่ำ รวมถึงอย่านอนทันทีหลังกินอิ่มใหม่ๆ วิธีเหล่านี้จะช่วยป้องกันอาหารไม่ย่อยซึ่งเป็นที่มาของปัญหาท้องอืดได้


2. กินผักผลไม้ที่ช่วยคลายท้องอืด

ผักและผลไม้บางชนิดมีสรรพคุณที่ช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อหลังเรากินอาหารมื้อใหญ่ๆ ได้ เช่น สับปะรด และมะละกอสุก ที่มีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีนอยู่ตามธรรมชาติ จึงช่วยแก้อาการแน่นท้องเวลาเรารับประทานเนื้อสัตว์เยอะๆ รวมถึงผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง อย่างมะเขือเทศ และกล้วยหอม ก็ช่วยลดอาการบวมน้ำและจุกแน่นในท้องได้ดีเช่นกัน


3. เครื่องดื่มบางอย่างช่วยได้

ใครที่มีปัญหาจุกเสียดอาหารไม่ย่อยหลังทานข้าว อาจลองงดชา-กาแฟเย็น แล้วเปลี่ยนมาล้างปากด้วยน้ำมะนาว น้ำขิง หรือชาคาโมมายล์อุ่นๆ แทน เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีสรรพคุณเป็นยาระบาย ช่วยขับลม กระตุ้นระบบย่อยอาหาร แถมยังแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อได้รวดเร็วทันใจอีกด้วย


4. รับประทานโปรไบโอติกส์ แก้อาการท้องอืด

โปรไบโอติกส์ (Probiotics) คือจุลินทรีย์ชนิดดีที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของเรา ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลภายในทางเดินอาหาร ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคอื่นๆ เข้ามารุกราน ลดอาการท้องผูก-ท้องเสีย และยังมีส่วนช่วยในการย่อยอาหารด้วย เราสามารถรับโปรไบโอติกส์ได้จากอาหารจำพวกนมเปรี้ยว โยเกิร์ต ซึ่งหากทานเป็นประจำก็จะช่วยแก้ปัญหาท้องอืดในระยะยาวได้


5. นวดกดจุดลดแน่นท้อง

การนวดกดจุด เป็นศาสตร์การแพทย์โบราณที่สามารถบรรเทาภาวะอาหารไม่ย่อย หรือการดูดซึมผิดปกติได้ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าจุดที่กดแล้วจะช่วยแก้ท้องอืดได้ ได้แก่ “จุดจงหว่าน” ที่อยู่กึ่งกลางลำตัวตรงหน้าท้อง เหนือสะดือขึ้นมาประมาณ 4 นิ้ว “จุดจู๋ซานหลี” ที่อยู่ตรงหน้าแข้งทั้ง 2 ข้าง ใต้สะบ้าหัวเข่าประมาณ 3 นิ้ว และ “จุดเน่ยกวน” ที่อยู่ตรงแขนด้านใน ใต้เส้นข้อมือประมาณ 2 นิ้ว การนวดคลึงเบาๆ ที่จุดเหล่านี้เป็นเวลา 3 – 5 นาทีหลังกินอาหาร จะช่วยลดอาการท้องอืดจุกเสียดแน่นได้เป็นอย่างดี


6. ใช้ยาสมุนไพรแก้ท้องอืด

รู้ไหมว่าผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรหลายตัวมีสรรพคุณช่วยแก้ท้องอืดได้ดีไม่แพ้ยาแผนปัจจุบันเลย ตัวอย่างเช่น สารสกัดจากตะไคร้และขิง หรือน้ำมันสกัดจากเปปเปอร์มินต์ และสเปียร์มินต์ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบระคายเคืองในช่องท้อง รวมไปถึงอาการปวดเสียด แน่นท้อง และท้องอืดจากสาเหตุต่างๆ แถมสมุนไพรที่ว่ายังมีส่วนผสมของเมนทอลที่ให้กลิ่นหอมเย็นสดชื่น ซึ่งช่วยคลายความเครียด วิตกกังวล อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อาหารไม่ย่อยอีกด้วย

 

Belfesh ยาสมุนไพรจากธรรมชาติในรูปแบบมินต์บอล พกพาสะดวก ทานง่าย ใช้สำหรับขับลมแก้ท้องอืด ด้วยส่วนประกอบหลักที่เป็นน้ำมัน peppermint และ spearmint ซึ่งมีสรรพคุณโดดเด่นในการช่วยย่อยอาหาร ขับลม ลดแก๊สในกระเพาะ จึงหมดกังวลเรื่องอาการท้องอืดจุกเสียดมากวนใจ แม้มื้ออาหารจัดเต็มแค่ไหนก็หายห่วง พร้อมกลิ่นมินต์หอมเย็นสดชื่น เพื่อลมหายใจสะอาดมั่นใจได้อย่างยาวนาน สามารถซื้อได้ตามร้านขายยา และร้านสะดวกซื้อชั้นนำทั่วไป

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm