สาระน่ารู้

ภูมิคุ้มกัน

ภูมิคุ้มกัน ดี เหมือนมีบอดี้การ์ดส่วนตัว

ร่างกายของเรามาพร้อมกับพลังปกป้องที่ทำให้ร่างกายพ้นจากการคุกคามของสิ่งรอบข้าง และยังมีพลังในการบำบัดรักษาตัวเองได้ ซึ่งพลังนี้เรียกว่า

" พลังภูมิคุ้มกัน " 

 

ภูมิคุ้มกัน

หน้าที่หลักของ ภูมิคุ้มกัน

หน้าที่ของระบบภูมิคุ้มกัน คือ การปกป้องร่างกายจากการติดเชื้อ การดูแลรักษาสุขภาพ และการป้องกันโรคและความเสื่อมถอย ซึ่งจริงๆคือการป้องกันร่างกายจากอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย การเจ็บป่วยทางจิต รวมถึงโรคมะเร็งที่เกิดจากกลายของเซลล์ (mutation) นั่นเอง

การทำงานของระบบ ภูมิคุ้มกัน

  • ป้องกันการติดเชื้อ จากเชื้อไวรัสที่ก้อโรค เช่น ไข้หวัดใหญ่ และแบคทีเรียก่อโรค
  • ดูแลสุขภาพ ช่วยให้ร่างกายฟื้นจากอาการอ่อนเพลียหรือเจ็บป่วยและความเครียด เสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง
  • ป้องกันความเสื่อมถอย เสริมสร้างเมแทบอลิซึมให้สมบูรณ์ ช่วยให้ส่วนต่างๆในร่างกายทำงานได้ดี ป้องกันความเสื่อมถอยของโครงสร้างต่างๆ ภายในเซลล์

เมื่อภูมิคุ้มกันสูงขึ้น

✔ ยับยั้งการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง โดยการทำลายเซลล์มะเร็งกว่าวันละ 5,000 เซลล์ที่ก่อตัวขึ้น

✔ ป้องกันอาการเจ็บป่วยทางจิต เช่น โรคซึมเศร้า เพราะแบคทีเรียในลำไส้ส่งสารแห่งความสุขไปยังสมองได้

เมื่อสมดุลของภูมิคุ้มกันเสียไป

✖ ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยจากภูมิแพ้ เช่น ผิวหนังผื่นแพ้ หอบหืด แพ้ละอองดอกไม้หรือไข้ละอองฟาง

✖ ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยจากภาวะภูมิคุ้มกันต้านตนเอง ก่อให้เกิดการเจ็บป่วยจากการทำลายเนื้อเยื่อในร่างกายด้วยภูมิคุ้มกันของตัวเอง

 

ลำไส้

"ลำไส้ดี" มีผลต่อภุมิคุ้มกัน

รู้หรือไม่ ?? เซลล์ที่เกี่ยวข้องกับภุมิคุ้มกันส่วนใหญ่อยู่ที่เยื่อบุลำไส้ เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

การเพิ่มการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้

✔ รับประทานอาหารประเภทธัญพืช พืชผัก ถั่ว ผลไม้

✔  รับประทานอาหารประเภทหมักดองในปริมาณที่เหมาะสม

✔  รับประทานอาหารที่มีเยื่อใยและน้ำตาลโอลิโกแซ็กคาไรด์

✔  หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารที่มีสารปรุงแต่ง

✔  เคี้ยงอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน

✔  ออกกำลังกายพอเหมาะ

 

วิตามินซี

ภูมิคุ้มกันดี "วิตามินซี" ช่วยได้

วิตามินซี ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย สร้างเม็ดเลือดขาว จึงสามารถป้องกันการเป็นหวัดได้ รวมถึงเมื่อร่างกายมีโรคหวัด การรับประทานวิตามินซีก็สามารถช่วยลดระยะเวลาในการเจ็บป่วยให้น้อยลงได้

(คลิกเพื่ออ่าน >> อาการเมื่อร่างกายขาดวิตามินซี)

 

ความเครียด

ความเครียด ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง

อีกหนึ่งสิ่งที่หลายคนอาจมองข้าม คือ "ความเครียด" เพราะความเครียด กระตุ้นร่างกายใน 2 ทาง ทางหนึ่งคือกระตุ้นผ่านระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งตอบสนองอย่างฉับพลันต่อความเครียด ส่งผลให้มีการหลังอะดรีนาลินซึ่งทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลง และอีกทางหนึ่งคือ การตอบสนองของไฮโปทาลามัส-ต่อมใต้สมอง-ต่อมหมวกไต ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำลงเช่นกัน พูดง่ายๆคือ เมื่อมีความเครียดมาก พลังภูมิคุ้มกันจะลดลงนั่นเอง

 

ภูมิคุ้มกัน

ทำแบบนี้ดีต่อระบบ ภูมิคุ้มกัน

การเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีนั้น เรียกได้ว่าต้องเสริมทั้งจากการรับประทานและจิตใจที่ดี เพราะสภาพจิตใจก็มีผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน เพราะปริมาณฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับประสาทอัตโนมัติมีอิทธิพลต่อระบบภูมิคุ้มกัน

✔ รับประทานอาหารประเภทธัญพืช พืชผัก ถั่ว ผลไม้

✔ รับประทานอาหารประเภทผ่านการหมักดอง เช่น นัตโต กิมจิ โยเกิร์ต

✔ รับประทานอาหารที่มีเยื่อใย น้ำตาล โอลิโกแว็กคาไรด์ (Oligosaccharide) หรือสารประเภทน้ำตาล

✔ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีสารปรุงแต่ง เช่น สารกันบูด

✔ เสริมสร้างความคิดเชิงสร้างสรรค์

✔ สัมผัสกับธรรมชาติให้มากขึ้น

✔ ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ

✔ หลีกเลี่ยงความเครียดต่างๆ

✔ ยิ้มและหัวเราะให้มากขึ้น

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 


5 วิธี ล้างผัก สะอาด เพื่อสุขภาพที่ดีในทุกๆมื้อ

มือใหม่หัดปรุงต้องรู้!

5 วิธี ล้างผัก ให้สะอาดปลอดภัยอย่างง่ายๆ

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าการรับประทานนั้นสำคัญมากๆสำหรับสุขภาพที่ดี ในทุกๆมื้อหลักควรมีสารอาหารครบ 5 หมู่ และแน่นอนว่าสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ผักผลไม้ต่างๆ เพราะมีวิตามินและเกลือแร่ รวมถึงไฟเบอร์ที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก ดังนั้นสิ่งที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆก็คือ กินผักเยอะๆแล้วจะดี แต่อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่หลายคนอาจมองข้ามก็คือ ความสะอาดของผักผลไม้ที่เรารับประทานเข้าไป

เพราะสมัยนี้การเพาะปลูกผักและผลไม้ อาจมีการใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงทำให้มีสารตกค้างอยู่บนผักและผลไม้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายและมีการสะสมในร่างกายได้ ดังนั้น เราควรให้ความสำคัญกับการล้างทำความสะอาดสิ่งสกปรกและสารตกค้างให้มากที่สุด มีหลากลหายวิธีล้างผักสุดแสนจะง่าย ที่คุณสามารถหยิบจับสารต่างๆที่มีภายในบ้านมาช่วยล้างผักผลไม้ให้สะอาดได้

 

ล้างผัก

1. ใช้โซเดียมไบคาร์บอเนต (ผงฟู)

ใช้ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร แช่ไว้ 15 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดปริมาณมาก เพื่อไม่ให้ผงฟูตกค้าง

ลดปริมาณสารพิษ 90-95%

 

น้ำส้มสายชู

2. ใช้น้ำส้มสายชู

กรดน้ำส้มความเข้มข้นร้อยละ 5 ผสมน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 10 แช่ไว้ 10-15 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดปริมาณมาก

ลดปริมาณสารพิษ 60-84 %

 

ล้างผัก

3. ใช้ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์

1 ช้อนชา ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ไว้ 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดปริมาณมาก

ลดปริมาณสารพิษ 35-50 %

 

ด่างทับทิม

4. ใช้ด่างทับทิม

20-30 เกร็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ไว้ 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดปริมาณมาก ควรใช้ตามปริมาณที่ระบุเพราะหากใช้มากเกินไปจะระคายเคืองระบบทางเดินอาหาร ระบบหายใจ และถ้าเข้าตาอาจทำให้ตาบอดได้

ลดปริมาณสารพิษ 35-43 %

 

เกลือล้างผัก

5. ใช้เกลือป่น

1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ไว้ 10 นาที และล้างด้วยน้ำสะอาดปริมาณมาก

ลดปริมาณสารพิษ 27-38 %

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


พักผ่อน ยังไง ให้สบายกาย สบายใจ สบายตา

" พักผ่อน " 

ทั้งที ต้องพักให้สบายทั้งกายและใจ

 

การ พักผ่อน นั้นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน ถึงแม้ว่าแต่ละช่วงวัยจะมีความต้องการในการพักผ่อนที่แตกต่างกัน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกๆคนก็จำเป็นช่วงเวลาที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ร่างกายได้พัก ฟื้นฟู พร้อมที่จะทำกิจกรรมอื่นๆต่อไป โดยการพักผ่อน ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการนอนหลับเพียงอย่างเดียวนะคะ คุณสามารถพักผ่อนได้ด้วยการใช้ช่วงเวลาดีๆ ผ่อนคลาย ทำให้ร่างกายและจิดตใจรู้สึกสบาย

แน่นอนว่าไม่ใช่แค่ร่างกายนะคะที่ต้องการการพักผ่อน แต่จิตใจก็มีผลต่อสุขภาพโดยรวม ต้องการการพักผ่อนเช่าเดียวกัน ซึ่งการพักผ่อนจิตใจ ทำใจให้สบายนั้นเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไป วันนี้เราจะพามาดูวิธีพักผ่อนที่ทำให้คุณได้พักทั้งกายและใจค่ะ

พักผ่อน

1. ปล่อยใจให้สบาย ทิ้งเรื่องงานไว้ที่ออฟฟิศ

การที่คุณจะพักผ่อนได้ ไม่ใช่การหอบพาร่างหายไปในที่สบายๆ แต่ต้องทิ้งเรื่องงาน เรื่องไม่สบายใจไว้ข้างหลังด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่คุณจะพาไป พักผ่อน ก็คือ ร่างกายบวกกับจิตใจที่สบาย ไม่เครียด ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการพักผ่อนให้สบายทั้งกายและใจที่แท้จริง

หลายคนอาจรู้สึกว่างานเป็นส่วนสำคัญที่สุดในชีวิตช่วงหนึ่งๆ แต่ความจริงแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดอาจเป็น สุขภาพร่างกาย และสุขภาพจิตใจที่ดีต่างหาก เพราะถ้าหากคุณไม่มีร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจที่พร้อมทำงาน คุณก็อาจไม่สามารถโฟกัสกับงานที่ทำได้เลย ดังนั้น การแบ่งเวลาที่เหมาะสม และเห็นความสำคัญของการพักผ่อน เป็นส่วนที่สำคัญของการทำงานเช่นเดียวกับการลงมือทำเลยล่ะ

วิธีง่ายๆ คือ คุณอาจแบ่งเวลาที่แน่นอน หรือกำหนดกิจวัตรประจำวัน ประจำสัปดาห์ ประจำเดือนไว้ว่า คุณจะต้องหาเวลาเพื่อพักผ่อนทั้งหมดกี่ครั้งใน 1 สัปดาห์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า อย่างน้อยๆคุณจะมีโอกาสได้พักชาร์จพลังบ้างในรอบ 7 วันที่ทำงานมาอย่างหนัก ควรมีสัก 1 วันที่คุณได้พักผ่อน ให้รางวัลตัวเอง และให้ร่างกายกับสภาพจิตใจได้ฟื้นฟูบ้าง

 

2. การ พักผ่อน โดยการนอนหลับ

การนอนหลับ เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆในการมีสุขภาพที่ดี โดยมูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ ในสหรัฐอเมริกาเคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการนอนหลับที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยไว้ ดังนี้

  • เด็กแรกเกิด (อายุ 0-3 เดือน) ควรนอน 14-17 ชั่วโมงต่อวัน
  • เด็กทารก (อายุ 4-11เดือน) ควรนอน 12-15 ชั่วโมง
  • เด็ก (อายุ 1-2 ปปี) ควรนอน 11-14 ชั่วโมง
  • วัยอนุบาล (3-5 ปี) ควรนอน 10-13 ชั่วโมง
  • วัยประถม (6-13 ปี) ควรนอน 9-11 ชั่วโมง
  • วัยมัธยม (14-17 ปี) ควรนอน 8-10 ชั่วโมง
  • วัยรุ่น (18-25 ปี): ควรนอน 7-9 ชั่วโมง
  • วัยทำงาน (26-64 ปี): ควรนอน 7-9 ชั่วโมง เท่ากับตอนวัยรุ่น
  • วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) ควรนอน 7-8 ชั่วโมง

นอนให้ครบชั่วโมงยังไม่พอ เพราะต้องสำรวจด้วยว่าการนอนของคุณนั้นมีประสิทธิภาพมากพอหรือไม่ ? การนอนที่มีประสิทธิภาพ คือการนอนหลับสนิท ซึ่งมาจากหลายปัจจัย ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คงหนีไม่พ้นเรื่องแสงและเสียงที่รบกวนการนอนนั่นเอง สภาพแวดล้อมในการนอนมีความสำคัญอย่างมากที่จะช่วยให้คุณนอนหลับได้อย่างสนิท บางคนอาจรู้สึกสงสัยที่ตัวเองนอนมากถึง 8 ชั่วโมงแล้ว แต่ก็ยังตื่นขึ้นมาพร้อมความรู้สึกเหนื่อยเพลียเหมือนพักผ่อนไม่เพียงพอ ลองเช็คดูว่าคุณนอนในที่ๆยังมีแสง เช่น เปิดไฟ เปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้หรือไม่ ถึงแม้คุณจะรู้สึกว่าตัวเองหลับแล้วในขณะที่โทรทัศน์ยังเปิด แต่จริงๆแล้วสมองของคุณอาจยังไม่ได้พักผ่อนเลย เพราะมีการรบกวนจากแสงและเสียงจากโทรทัศน์นั่นเอง ดังนั้น ก่อนที่จะตั้งใจนอนให้ครบชั่วโมงที่เหมาะกับตัวเอง อย่าลืมที่จะปรับเปลี่ยนสภาพของสถานที่นอนให้เหมาะสมด้วย เช่น นอนในห้องมืดสนิท และเงียบพอที่จะให้คุณนอนหลับสนิทได้จริงๆ

 

สารอาหาร

3. กินดีทุกมื้อ สารอาหารต้องเต็มทุกคำ

นอกจากการนอนแล้ว บางคนอาจรู้สึกว่าได้พักผ่อนเมื่อได้รับประทานอาหารที่ชอบ ซึ่งก็ไม่ได้แปลกอะไร เพราะคนจำนวนไม่น้อยก็เอ่ยปากว่า "มีความสุข" เมื่อได้รับประทานของที่ชอบ ดังนั้น เมื่อได้โอกาสพักผ่อนแล้ว ก็อย่าลืมที่จะหาของโปรดมาเติมเต็มความสุขกันด้วย แต่อย่าลืมว่า ของโปรดในวันพักผ่อนจะดีได้ถ้าเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายด้วยนะคะ

นอกจากอาหารมื้อหลักแล้ว ลองเพิ่มน้ำผลไม้หรือเมนูผลไม้เพิ่มความสดชื่นให้วันหยุดพักผ่อนมีสีสันขึ้นมา แถมยังได้ประโยชน์มากมายจากผลไม้นานาชนิด รับวิตามินจากธรรมชาติให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น

 

พักผ่อน

4. ร่างกายไปพักร้อน ใส่แว่นกันแดดให้น้องตาด้วย

ถ้าคุณเป็นหนึ่งคนที่ชอบไปพักร้อนรับซัมเมอร์ เจอแดดอันร้อนแรง อย่าลืมที่จะดูแลดวงตาของคุณ ด้วยการสวมแว่นกันแดดด้วยนะคะ เพราะนอกจากรังสียูวีจะทำร้ายผิวของคุณได้แล้ว มันก็ทำร้ายดวงตาของคุณได้เช่นกัน ดังนั้น ควรถนอมสายตา เพื่อให้ดวงตารู้สึกสบาย ไม่ต้องเผชิญแสงแดดที่ทำร้าย

 

5. ใช้ตาหนัก พักซะหน่อย

8 ชั่วโมงการทำงานของทุกคน ในทุกๆวัน มีอวัยวะหนึ่งที่จำเป็นต้องทำงานอย่างหนักตลอดเวลา คือ ดวงตา ทั้งอ่านหนังสือ จ้องคอมพิวเตอร์ ไหนจะต้องเล่นโซเชี่ยลผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟนต่างๆอีก นับรวมๆกันแล้ว ดวงตาต้องรับบทหนักมากกว่าวันละ 10 ชั่วโมงแน่นอน ดังนั้น พักร่างกาย พักใจแล้ว ก็อย่าลืมที่จะหาวิธีพักสายตาอยู่เสมอ โดยการพักสายตาง่ายๆที่ไม่ใช่การนอนหลับเพียงอย่างเดียว ก็มีการมองไปพื้นที่สัเขียวสบายตา เช่น ต้นไม้ สวน ทุ่งหญ้า จะช่วยทำให้สายตาเกร็งน้อยลง ทำให้รู้สึกสบายตามากขึ้น หรือจะดูแลเป็นพิเศษขึ้นมาอีกนิดโดยการใช้เจลประคบตาที่มีความเย็นเล็กน้อยประคบที่ดวงตา จะทำให้คุณรู้สึกได้ถึงความสบายและผ่อนคลายได้ไม่ยาก

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


สุขภาพดี

ไม่ใช่สายเฮลท์ตี้ แต่อยาก "สุขภาพดี" ต้องทำยังไง ?

แน่นอนว่าใครๆก็คงอยากมี สุขภาพดี มาลองเช็คพฤติกรรมกันก่อนว่า

ชีวิตประจำวันของคุณใช่สายเฮลตี้หรือไม่ ?

✔ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ รวมถึงผักผลไม้เป็นประจำ

✔ นอนพักผ่อนอย่างเพียงพอ วันละ 6-8 ชั่วโมง

✔ งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

✔ ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง

✔ ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8 แก้ว

มีครบทุกข้อพอจะเป็นสายเฮลตี้ได้บ้างมั้ย ?? ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องหาตัวช่วยดีๆ เพิ่มความเฮลตี้กันแล้วนะคะ

วิตามินบีรวม

ถ้างานมันโหด ต้องโด๊บให้หนักด้วยวิตามินบีรวม เพื่อ สุขภาพดี

งานหนัก พักผ่อนน้อย เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมาย โดยเฉพาะสมองและระบบประสาทนั้นจะได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว ทั้งเบลอ ทั้งมึน แบบนี้ก็คงทำงานต่อไม่ได้แน่ๆ ดังนั้น มาบำรุงระบบประสาทกันสักหน่อยด้วยวิตามินบีรวม ประกอบด้วย

วิตามินบี 1 หรือไทอามีน (Thiamine) เป็นวิตามินที่ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบประสาท ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ แถมยังช่วยในการเผาผลาญอาหารอีกด้วย

วิตามินบี 2 หรือไรโบฟลาวิน (Riboflavin) ช่วยให้ร่างกายได้พลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ไขมันและโปรตีน ช่วยในการเจริญเติบโต การสร้างเส้นผม ผิวหนัง เล็บ และช่วยให้ผิว สุขภาพดี

วิตามินบี 3 หรือไนอะซิน (Niacin) ช่วยลดคลอเลสเตอรอล ควบคุมน้ำตาลในเลือด ช่วยในการไหลเวียนของเลือด บรรเทาอาการซึมเศร้า ช่วยให้ระบบประสาทและผิวหนังมีความสมบูรณ์

วิตามินบี 5 หรือกรดแพนโทธินิค (Pantothenic acid) ช่วยในการเผาผลาญไขมันและคาร์โบไฮเดรต ช่วยบำรุงผิวพรรณและเส้นผม และต้านความเครียด

วิตามินบี 6 หรือไพริดอกซิน (Pyridoxine) ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน สร้างเนื้อเยื่อและการเจริญเติบโต และยังเป็นสารที่จำเป็นต่อในการทำงานของระบบประสาทอีกด้วย

วิตามินบี 7 หรือไบโอติน (Biotin) จำเป็นต่อกระบวนการเผาผลาญไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และยังช่วยในการผลตกรดไขมันเพื่อสุขภาพผิว เส้นผม ป้องกันผมหงอกก่อนวัย

วิตามินบี 9 หรือโฟเลต ช่วยสร้างเซลล์ เนื้อเยื่อ พัฒนาระบบประสาท สมอง จึงจำเป็นต่อทารกในครรภ์ เด็กก่อนวัยเรียน และเด็กวัยเรียนด้วย

วิตามินบี 12 หรือไซยาโนโคบาลามิน ช่วยในการสร้างโปรตีน สร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง

วิตามินบีต่างๆ มีส่วนสำคัญทั้งต่อระบบประสาทและส่วนอื่นๆทั่วร่างกาย จึงเป็นวิตามินประเภทที่สำคัญต่อร่างกายมากๆ คุณจึงควรต้องรับประทานวิตามินบีรวมเป็นประจำ โดยวิตามินบีรวม เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ จะถูกกำจัดออกทางปัสสาวะเมื่อเกิน จึงไม่สะสมและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ทำให้รับประทานได้เป็นประจำ

เสริมวิตามินบีรวมแล้ว อย่าลืมหาเวลานอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะคะ

 

สุขภาพดี

ไม่เลิกอมควันซักที ต้องเริ่มเสริมวิตามินซี ตั้งแต่เนิ่นๆ

วิตามินซีหรือกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic acid) มีความจำเป็นต่อการกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันให้สารอื่นไม่ถูกออกซิไดร์ เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 กรดโฟลิค และวิตามินอี ซึ่งผู้ที่สูบบุหรี่มักมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้้นในร่างกายมากกว่าปกติอยู่แล้ว จึงต้องการปริมาณวิตามินซีมากกว่าคนอื่นๆ ดังนั้น วิตามินซีจึงเป็นวิตามินที่ผู้สูบบุหรี่ควรรับประทานเสริมเป็นประจำทุกวัน เพราะวิตามินซีเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ จะถูกขับออกทางปัสสาวะ จึงต้องรับประทานเป็นประจำทุกวัน และอย่าลืมว่าลดการสูบบุหรี่ลงจะดีต่อสุขภาพที่สุดนะคะ

 

บำรุงครรภ์

บำรุงครรภ์เพื่อคุณลูก อย่าลืมดูแลกระดูกคุณแม่ เพื่อ สุขภาพดี

คุณแม่ตั้งครรภ์อาจกังวลเรื่องการเจริญเติบโตของลูกน้อย เพราะก่อนหน้าที่จะตั้งครรภ์อาจไม่ได้รับสารอาหารที่ประโยชน์เพียงพอ ดังนั้น ในระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถรับประทานอาหารเสริมที่มีความจำเป็นต่อคุณแม่และทารกในครรภ์เสริมได้ตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น แคลเซียม เพราะจำเป็นต่อการเสริมสร้างกระดูกและฟันทั้งของคุณแม่และลูกน้อย รวมถึงเป็นการเตรียมพร้อมที่สำคัญในการจะให้นมบุตรอีกด้วย โดยการรับประทานแคลเซียมเสริมควรเลือกแบบที่ระบุว่าคุณแม่ตั้งครรภ์และให้นุมบุตรสามารถรับประทานได้ด้วยนะคะ นอกจากนี้อย่าลืมรับประทานอาหารมื้อหลักให้ครบ 5 หมู่ เพื่อร่างกายที่แข็งแรงของคุณแม่และคุณลูกด้วยนะคะ

 

สุขภาพดี

สุขภาพดีเริ่มได้ง่ายๆ ควบคุมโรคได้ด้วยตัวเอง

เพียงแค่ใส่ใจกับสุขภาพของคุณในทุกๆวัน

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


เช็คด่วน! วันนี้คุณได้รับ คิวเท็น เพียงพอหรือยัง ?

ต้องกินอะไร ? เท่าไหร่ ?

ถึงจะได้รับ "คิวเท็น" เพียงพอใน 1 วัน

โคคิวเท็น (CoQ10) ชื่อที่หลายๆคนคุ้นหูกันดี แต่รู้หรือไม่ว่า CoQ10 อาจสำคัญกว่าที่คุณคิด!!

ไม่ใช่แค่บำรุงผิวให้สวยอ่อนเยาว์ ต่อต้านริ้วรอยก่อนวัย แต่ คิวเท็น ยังเป็นสารสำคัญต่อทั้งร่างกาย เพราะ "แหล่งพลังงานของเซลล์" ทุกเซลล์ในร่างกาย จึงมีประโยชน์ต่อการทำงานของอวัยวะทุกๆส่วนในร่างกาย โดยเฉพาะอวัยวะที่ต้องการใช้พลังงานเยอะ อย่างหัวใจ ที่ต้องพลังในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงยังทุกส่วนของร่างกาย จึงต้องการคิวเท็นอย่างขาดไม่ได้ สรุปง่ายๆคือ ถ้าหากร่างกายขาด คิวเท็น นั่นหมายความว่า ร่างกายกำลังขาดแหล่งพลังงานที่สำคัญของเซลล์ ทำให้เซลล์ในร่างกายหยุดทำงาน ส่งผลต่ออวัยวะทุกส่วนในร่างกายได้รับผลกระทบนั่นเอง

เมื่อรู้แล้วว่า คิวเท็น สำคัญขนาดนี้ เรามาสำรวจกันว่าวันๆหนึ่ง เรารับประทานอาหารที่ทำให้ร่างกายได้รับปริมาณคิวเท็นเพียงพอแล้วหรือยัง ??

 

สารอาหาร

เนื้อแดง 3.4 กิโลกรัม

ต้องรับประทานเนื้อแดงถึงวันละ 3.4 กิโลกรัม ถึงจะได้รับคิวเท็น เพียงพอในหนึ่งวัน ซึ่งอาจจะฟังดูเป็นปริมาณที่เยอะมากๆ ดังนั้น ความจริงแล้วเราควรรับประทานแต่พอประมาณ พร้อมกับอาหารประเภทอื่นๆที่อุดมด้วยคิวเท็นด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เหมาะสมนะคะ

 

คิวเท็น

เนื้อไก่ 5.7 กิโลกรัม

 

 

ผักโขม

ผักโขม 50 กิโลกรัม

 

ปลาซาร์ดีน

ปลาซาร์ดีน 120 กระป๋อง

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


ขาดวิตามินซี ทำให้มีอาการแบบนี้นี่เอง

" จะรู้ได้อย่างไรว่า...

ร่างกาย ขาดวิตามินซี "

 

วิตามินซีหรือกรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) พบได้ในผลไม้รสเปรี้ยวทุกชนิด มีมากที่สุดในผลมะขามป้อม โดยมะขามป้อม 100 กรัมมีวิตามินซีประมาณ 1,700 มิลลิกรัม รองลงมาคืออะซโรลาเชอร์รี่ โดยอะซโรลาเชอร์รี่ 100 กรัมจะให้วิตามินซีประมาณ 1,600 มิลลิกรัม และยังพบได้ในผักใบเขียว มันฝรั่ง มะเขือเทศ โดยวิตามินซีที่ดีที่สุดคือวิตามินซีที่มาจากผลไม้ เพราะจะมีสารซีตรัสไบโอฟลาโวนอยด์ (Citrus bioflavonoids) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถช่วยป้องกันการเสื่อมของเซลล์ ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งและช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของวิตามินซีได้ดี (คลิ้กเพื่ออ่านเพิ่มเติม วิตามินซีจากธรรมชาติ VS วิตามินซีสังเคราะห์ ) แต่ข้อควรระวังของวิตามินซีก็คือ วิตามินซีมีคุณสมบัติเป็นวิตามินที่ละลายในน้ำ และเป็นวิตามินที่สลายตัวเร็วเมื่อตั้งทิ้งไว้ในอากาศ โดนแสง และความร้อน ทำให้พืชผักที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารต่างๆมักสูญเสียวิตามินซีไปได้ง่ายๆในระหว่างขั้นตอนการปรุงอาหาร  เช่น การหั่นผักแล้วล้างก็อาจะทำให้วิตามินซีละลายไปกับน้ำแล้ว หรือการนำไปต้มด้วยความร้อนก็สามารถทำลายวิตามินซีได้เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายของเราไม่สามารถผลิตและไม่สะมารถสะสมวิตามินซีไว้ได้นาน เพราะวิตามินซีละลายในน้ำและจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้ร่างกาของเรามีโอากาสที่จะขาดวิตามินซีได้ง่าย จึงมีการแนะนำให้รับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวันเพื่อป้องกันการ ขาดวิตามินซี นั่นเอง

อาการขาดวิตามินซี อาจก่อให้เกิดความผิดปกติในร่างกายได้ทั้งหลายอย่าง เพราะวิตามินซีเป็นวิตามินพื้นฐานที่มีความจำเป็นต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ส่งผลตั้งแต่ด้านผิวพรรณไปจนถึงเหงือกและฟัน โดยที่หลายคนอาจยังไม่รู้และมองข้ามความสำคัญของอาการเหล่านั้นไป วันนี้เรามาดูกันว่าอาการเบื้องต้นที่เป็นสัญญานว่าร่างกายของคุณกำลังขาดวิตามินซี มีอะไรบ้าง

 

ผิวแห้งกร้าน

ผิวแห้งกร้าน เพราะ ขาดวิตามินซี

วิตามินซี กับ ผิวพรรณ เป็นของคู่กัน คนส่วนมากรู้จักวิตามินซีในฐานนะของวิตามินบำรุงผิวพรรณ ช่วยให้ผิวกระจ่างใส นั่นเป็นเพราะว่าวิตามินซีมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างของชั้นผิวหนัง เมื่อชั้นผิวมีคอลลาเจนที่สมบูรณ์ ก็จะส่งผลให้ผิวพรรณมีความเต่งตึงเปล่งปลั่ง เป็นที่มาของผิวสวยเนียนนุ่ม และช่วยให้แผลต่างๆสมานได้เร็วขึ้น นอกจากนั้น วิตามินซียังเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระให้กับร่างกาย สามารถช่วยชะลอความเหี่ยวย่นที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ผิวหนังได้ดีอีกด้วย จึงเรียกได้ว่าวิตามินซีเป็นวิตามินคู่ผิวสวยที่ไม่ควรเลยจริงๆ

ขาดวิตามินซี

เลือดออก ขณะแปรงฟัน

นอกตากวิตามินซีจะส่งผลต่อผิวพรรณแล้ว วิตามินซียังเป็นตัวช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่เป็นองค์ประกอบของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เช่น เหงือกและฟัน ดังนั้นหากร่างกาย ขาดวิตามินซี อาจส่งผลให้เหงือกและฟันไม่แข็งแรง เมื่อถูกการกระตุ้น เช่น การแปรงฟันแรงๆก็อาจะทำให้มีเลือดออกตามไรฟันได้ และการขาดวิตามินซีอาจทำให้มีเลือดออกตามไรฟัน  ส้นเลือดฝอยเปราะ หรือมีอาการเหงือกบวมได้

 

เป็นหวัด

เป็นหวัดง่าย

วิตามินซี มีความจำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยสร้างเม็ดเลือดขาว และป้องกันการเป็นหวัดได้อย่างดี นอกจากจะป้องกันแล้ว วิตามินซียังสามารถช่วยลดเวลาการเจ็บป่วยจากหวัดได้อีกด้วย ดังนั้น ควรรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน เพื่อช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย รวมถึงลดโอกาสการเป็นหวัด หรือเพิ่มปริมาณการรับประทานวิตามินซีในช่วงที่เป็นหวัด ก็สามารถช่วยให้หายเร็วขึ้นได้ด้วยนะคะ

 

ขาดวิตามินซี

แผลหายช้า

บางคนอาจสงสัยว่า "แผลหายช้าเกี่ยวอะไรกับการขาดวิตามินซี ?" คำอธิบายง่ายๆก็คือ วิตามินซี เป็นสารสำคัญในการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าคอลลาเจนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของผิวหนัง ถ้าผิวหนังมีปริมาณคอลลาเจนที่สมบูรณ์ก็จะทำให้ผิวมีความเต่งตึง และฟื้นฟูได้ดี แต่ถ้าผิวขาดคอลลาเจนก็จะส่งผลให้แผลหายช้าไปด้วยนั่นเอง

อาจมีคำถามต่อมาว่า งั้นเรารับประทานคอลลาเจนเข้าไปเลยไม่ได้หรอ ซึ่งการรับประทานคอลลาเจนนั้นสามารถทำได้ แต่การรับประทานคอลลลาเจนก็มักจะต้องรับประทานคู่กับวิตามินซีอยู่ดีเพราะวิตามินซีเป็นสารสำคัญที่ช่วยในการดูดซึมและช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สรุปง่ายๆก็คือ วิตามินซีมีความสำคัญต่อผิวหนังอย่างมาก ดังนั้น การได้รับวิตามินซีในปริมาณที่เพียงพอ จะมีส่วนช่วยให้ร่างกายผลิตคอลลาเจนได้ตามปกติ และจะส่งผลให้ผิวฟื้นฟูได้เร็ว และช่วยให้แผลหายได้เร็วนั่นเอง

 

ประโยชน์ของวิตามินซี

  • ต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย
  • ช่วยในการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
  • ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและธาตุเหล็ก
  • ต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง
  • ต่อต้านการเกิดโรคเกาต์
  • ลดความดันโลหิตสูง ลดคลอเลสเตอรอลชนิดเลว ลดไขมันในเลือด เพิ่มคลิเลสเตอรอลชนิดดี เพิ่มความยืดหยุ่นของผนังหลอดเลือดขนาดเล็ก ป้องกันภาวะหลอดเลือดแข็งตัว โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ช่วยในการเปลี่ยนคอเลสเตอรอลไปเป็นน้ำดี ทำให้ปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง จึงลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด
  • เสริมสร้างระบบภูมิคุมกัน กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และต้านการหลั่งสารภูมิแพ้ (Histamine)

ศาสตราจารย์ ดร.ไลนัส พอลลิ่ง ผู้ศึกษาเรื่องวิตามินซี และได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 ครั้ง แนะนำให้รับประทานวิตามินซีเพื่อช่วยเสริมสร้างถูมิคุ้มกัน บรรเทาความรุนแรงของโรคหวัด รวมทั้งลดระยะเวลาการป่วยจากโรคหวัด และยังมีส่วนช่วยในการลดการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ในร่างกายอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าวิตามินซีมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของอวัยวะในร่างกายมากกว่าที่คิด ดังนั้น ควรให้ความสำคัญกับการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน เพราะวิตามินซีเป็นวิตามินที่สลายไปได้ง่ายและร่างกายของเราไม่สามารถผลิตวิตามินซีขึ้นมาเองได้ วิตามินซีที่รับประทานเข้าไปก็จะละลายในน้ำ ส่วนเกินก็จะถูกขับออกทางปัสสาวะเป็นประจำทุกวัน จึงไม่ต้องห่วงเรื่องการสะสมในร่างกาย ทำให้เราสามารถรับประทานวิตามินซีได้อย่างต่อเนื่องเป็นกระจำทุกวัน

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


เข่าเสื่อม

เข่าเสื่อม คุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นหรือยัง ??

ผู้ที่มีความเสี่ยง เป็นโรค "เข่าเสื่อม"

หลายคนอาจเข้าใจว่า "เข่าเสื่อม" เป็นปัญหาสุขภาพที่ควรระวังเมื่อมีอายุมาก แต่ความจริงแล้ว โรคเข่าเสื่อมไม่ได้พบเฉพาะในผู้ที่สูงอายุเท่านั้น แต่ปัจจัยการใช้ชีวิตบางอย่างก็สามารถทำให้เกิดโรคเข่าเสื่อมในคนอายุน้อยๆได้เหมือนกัน เช่น การมีน้ำหนักตัวมากเกินไป การออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกมากๆ หรือการเป็นโรคเกี่ยวกับข้อเข่าอักเสบ หากคุณมีปัจจัยเหล่านี้อยู่ ก็ควรระวังปัญหาสุขภาพข้อเข่าด้วยเช่นกัน เพราะปัญหาโรคข้อเสื่อมสามารถป้องกันได้ และการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อโรคข้อเข่าเสื่อม ก็เป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติตั้งแต่เนิ่นๆโดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการก่อน ดังนั้น ในบทความนี้จะมีปัจจัยและพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมมาฝากกันค่ะ

 

อายุมากขึ้น

ผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

เมื่ออายุมากขึ้น ความสามารถในการผลิตคอลลาเจนและน้ำหล่อลื่นบริเวณข้อต่อในร่างกายก็เริ่มลดลง ทำให้บริเวณข้อเข่าขาดน้ำหล่อลื่นที่จะช่วยลดแรงกระแทกระหว่างกระดูก เมื่อกระดูกเกิดการเสียดสีกันโดยตรงมากๆ จะเป็นสาเหตของข้อเข่าเสื่อมและทำให้เกิดอาการเจ็บปวดในที่สุด

 

น้ำหนักตัวมาก

ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก (BMI > 23)

ค่า BMI คือ ดัชนีที่ใช้ชี้วัดความสมดุลของน้ำหนักตัว
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
สูตรคำนวณค่า BMI
น้ำหนักตัว[Kg] / (ส่วนสูง[m] ยกกำลังสอง)
⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀⠀
ถ้าคุณมีค่า BMI มากเกิน 23 ขึ้นไป แสดงว่ามีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐาน
การมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน จะทำให้เกิดบริเวณขาต้องรับน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ส่งผลให้เกิดแรงกดทับบริเวณข้อเข่ามากกว่าปกติ โดยเฉพาะผู้ที่มีปริมาณไขมันมาก และมีมวลกล้ามเนื้อน้อยจะยิ่งทำให้เกิดภาระบริเวณกระดูกมากยิ่งขึ้น เพราะโดยปกติแล้วกล้ามเนื้อที่แข็งแรงจะสามารถช่วยส่งเสริมการรองรับน้ำหนักของกระดูกได้เมื่อร่างกายมีการเคลื่อนไหว แต่หากร่างกายมีมวลกล้ามเนื้อน้อย แต่มีน้ำหนักมากและเป็นน้ำหนักที่เกิดจากไขมันเป็นส่วนใหญ่ จะทำให้กระดูกต้องรับภาระในการรับน้ำหนักตัว โดยเฉพาะกระดูกบริเวณเข่า 
ทำให้เกิดการเสียดสีของกระดูกบริเวณข้อเข่ามากกว่าปกติ จึงอาจทำให้เกิดโรคข้อเข่าเสื่อมและมีอาการปวดข้อเข่าได้ ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเข่าเสื่อม ควรรักษาน้ำหนักตัวให้มีความสมดุล และออกกำลังกายอย่างเหมาะสมเป็นประจำ เสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อที่แข็งแรงเพื่อช่วยในการเคลื่อนไหวร่างกาย และลดแรงเกินทับจากน้ำหนักตัวที่มากเกินไป อย่างไรก็ตาม การเลือกวิธิออกกำลังกายที่เหมาะสมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากๆ ติดตามได้ในหัวข้อต่อไปนะคะ

 

ออกกำลังกายหนัก

ผู้ที่ออกกำลังกายที่มีการกระแทกมาก เสี่ยง เข่าเสื่อม

แน่นอนว่าการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ และเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องปฏิบัติเพื่อสุขภาพที่ดีแบบองค์รวม แต่เลือกวิธีการออกกำลังกายที่เหมาะสมก็มีความสำคัยไม่แ้กัน เพราะการออกกำลังกายบางประเภททอาจทำให้เกิดแรงกระแทกมากเกินไป เช่น การวิ่ง การยกน้ำหนัก อาจทำให้เกิดแรงกดทับบริเวณข้อต่อมากกว่าปกติ โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากเกินมาตรฐาน ควรเลือกออกกำลังกายเบาๆก่อน ไม่ควรเริ่มด้วยการวิ่งเร็วๆ เพราะอาจทำให้เกิดแรงกดทับบริเวณข้อเข่ามากเกินไปจนอาจทำให้เกิดอากการปวดบริเวณข้อเข่าหากทำเป็นประจำ ดังนั้น ผู้ที่ต้องการออกกำลังกายประเภทนี้ ควรใช้อุปกรณ์ที่ช่วย Support บริเวณข้อเข่า และออกกำลังกายแต่พอดี ไม่หักโหมมากจนเกินไป เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรค เข่าเสื่อม ส่วนผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อต่ออักเสบ หรือ ข้อเสื่อมอยู่แล้ว สามารถเลือกวิธีการออกกำลังกายทางน้ำได้ เพราะน้ำจะช่วยพยุงร่างกายและลดแรงกระแทกได้ดี แต่ยังคงช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ดีเช่นกัน การออกกำลังกายทางน้ำ จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการออกกำลังกายแต่กลัวปัยหาเรื่องแรงกระแทก

นอกจากนี้พฤติกรรมการนั่งพับเพียบ การนั่งคุกเข่าเป็นเวลานานๆต่อเนื่องเป็นประจำ ก็ทำให้เกิดแรงกดทับได้มากเช่นกัน หากทำเป็นประจำก็อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเข่าเสื่อมได้เช่นกัน

 

เข่าเสื่อม

ผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์ เกาต์

ผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบ เช่น รูมาตอยด์ เกาต์ มักมีอาการปวดบริเวณข้อเข่า เนื่องจากการอักเสบบริเวณข้อ ซึ่งโรครูมาตอยด์และโรคเกาต์มีความแตกต่างกันคร่าวๆ ดังนี้

โรครูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) เกิดขึ้นจากความผิดปกติของระบบภูมิต้านทานอย่างหนึ่ง ที่ไปทำลายและกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อและกระดูกรอบข้อ ส่งผลให้เกิดอาการปวดได้ทุกจุดของร่างกาย ทั้งข้อนิ้วมือ ข้อไหล่ ข้อนิ้วเท้า ข้อเท้า ข้อเข่า ข้อไหล่ ข้อศอก

โรคเกาต์ (Gout) เกิดจากการที่ร่างกายสะสมกรดยูริก (Uric Acid) มากเกินไป และไม่สามารถขับกรดยูริกส่วนเกินออกได้ จึงตกผลึกตามข้อและอวัยวะต่าง ๆ ส่วนมากพบว่ามีอาการปวดในบริเวณส่วนล่างของร่างกาย โดยเฉพาะข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า นิ้วเท้า ข้อเท้า และข้อเข่า

ผู้ที่เป็นโรคข้ออักเสบ มักพบกับอาการปวดบริเวณข้อได้ง่ายอยู่แล้ว เมื่อบริเวณข้อมีการอักเสบเป็นประจำหรือเป็นเรื้อรังนานๆ ก็อาจะส่งผลให้เกิดโรคเข่าเสื่อมได้เช่นกัน ดังนั้น ตวรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาให้หาย เพื่อลดความเสี่ยงในการปวดเรื้อรัง

 

เข่าเสื่อม

สารสกัดที่ช่วยบำรุงข้อ ลดความเสี่ยง เข่าเสื่อม และลดอาการปวดข้อ

UC-II คือ คอลลาเจน Type II เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีส่วนช่วยในการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อกระดูกอ่อน บำรุงข้อต่อ เพิ่มน้ำหล่อลื่นบริเวณข้อต่อ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของกระดูกบริเวณข้อต่อได้
 สารสกัดจากขมิ้นชัน มีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการเจ็บปวดบริเวณข้อเข่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


แคลเซียม

แคลเซียม ต้องการแค่ไหนถึงเพียงพอ ?

ร่างกายจะสะสม แคลเซียม ตั้งแต่ในช่วงวัยเด็ก และจะสะสมแคลเซียมได้มากที่สุดในช่วงวัยรุ่น ผู้หญิงจะมีแคลเซียมมากถึง 90% ในช่วงอายุ 18 ปี ในขณะที่ผู้ชายจะมีแคลเซียมถึง 90% ในช่วงอายุประมาณ 20 ปี โดยทั้งผู้หญิงและผู้ชายจะมีการสะสมแคลเซียมสูงที่สุดในช่วงวัย 30 ปี แต่เป็นที่น่าเสียดายที่หลังจากอายุ 30 เป็นต้นไป ร่างกายจะไม่มีการสะสมแคลเซียมแล้ว นั่นหมายความว่า หากอาหารที่รับประทานเข้าไปมีปริมาณแคลเซียมไม่เพียงพอก็จะส่งผลให้กระดูกเริ่มผุ ยิ่งไปกว่านั้น ในวัยหลังหมดประจำเดือน 5-7 ปี ผู้หญิงจะมีการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูกประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งอาจสูงถึง 20% ของมวลกระดูกทั้งหมด

การขาดแคลเซียม ไม่เพียงแต่จะทำให้กระดูกพรุน แต่จะส่งผลให้เลือดไหลไม่หยุด ทำให้กล้ามเนื้อวัยต่อการกระตุ้น อาจทำให้เกิดอาการชักเกร็ง หัวใจผิดปกติ เป็นตระคิว ไตทำงานผิดปกติ และทำให้การดูดซึมแร่ธาตุต่างๆผิดปกติ

 

แคลเซียม

แคลเซียม สำหรับอายุ 1-30 ปี

ถือเป็นวัยที่โชคดีเพราะร่างกายยังสามารถสะสมแคลเซียมได้ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงอายุ 30 ปี โดยเฉพาะเด็กๆที่รับประทานแคลเซียมเข้าไป เช่น จากนมหรืออาหาร ร่างกายก็จะนำแคลเซียมนั้นไปเก็บไว้ก่อน และเมื่อร่างกายต้องการใช้แคลเซียมเมื่อไรก็จะสามารถนำออกมาใช้ได้ และค่อยสะสมแคลเซียมเข้าไปใหม่โดยการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมเข้าไปใหม่ ในช่วงอายุ 1-30 ปี ร่างกายต้องการแคลเซียม 800-1,000 มิลลิกรัม

 

วัยทำงาน

แคลเซียม สำหรับอายุ 30 ปีขึ้นไป

หลังจากอายุ 30 ปีขึ้นไป เป็นที่น่าเสียดายที่ร่างกายจะไม่สามารถเก็บสะสมแคลเซียมในร่างกายได้อีกต่อไป นั่นหมายความว่าร่างกายควรจะได้รับแคลเซีนมในทุกๆวันอย่างเพียงพอ โดยต้องการวันละ 1,000 มิลลิกรัม

 

สุขภาพ

แคลเซียมสำหรับอายุประมาณ 50 ปี

เมื่ออายุประมาณ 50 ปี หรือที่เรียกกันว่าเข้าสู่ช่วงวัยทอง ร่างกายจะต้องการแคลเซียมในปริมาณวันละ 1,000 มิลลิกรัม ผู้ที่อยู่ในวัยนี้ควรหมั่นตรวจมวลกระดูกเป็นประจำ  และยังเป็นช่วงที่ต้องระวังในการทำกิจกรรมต่างๆที่อาจมีการกระแทกรุนแรง เพราะหากที่ผ่านมาร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ อาจทำให้กระดูกไม่แข็งแรงและเกิดการเปราะหักได้ง่าย

 

แคลเซียม

แคลเซียมสำหรับอายุ 50 ปีขึ้นไป และคุณแม่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร

เมื่ออายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ควรรับประทานแคลเซียมให้ได้วันละ 1,200 มิลลิกรัม เพื่อเสริมความแข็งแรงของกระดูกมากขึ้น และที่สำคัญคือเป็นการป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน

กระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่กระดูกมีความแข็งแรงลดลง ส่งผลให้กระดูกแตกหักได้ง่ายกว่าปกติ แม้ได้รับแรงกระแทกเล็กๆน้อยๆก็อาจเกิดการแตกหักที่กระดูกได้ จึงเป็นโรคที่สร้างความเจ็บปวดได้มากและอาจมีการกดทับเส้นประสาทได้ ซึ่งจะยิ่งทำให้มีอาการเจ็บมากขึ้นไปอีก ดังนั้น ทุกเพสทุกวัยควรดูแลกระดูกด้วยการรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายอยู่เสมอ โดยเฉพาะวัย 50 ปีเป็นต้นไปที่ต้องการปริมาณแคลเซียมมากกว่าคนในวัยอื่นๆ และร่างกายมีประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลงเรื่อยๆ จึงต้องหมั่นเติมแคมเซียมให้ร่างกายอย่างเพียงพอ

นอกจากนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ก็ควรรับประทานแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัมด้วย เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการนำแคลเซียมไปใช้ในการสร้างน้ำนมมากขึ้นด้วย

 

แคลเซียม

 

หลายๆคนอาจจะรู้จัก "แคลเซียม" ในฐานะของส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟันและจำเป็นต่อการคงสภาพปกติของกระดูกและฟัน แต่นอกจากจะเป็นสารที่จำเป็นต่อกระดูกและฟันแล้ว แคลเซียมยังมีประโยชน์อย่างมากต่อระบบอื่นๆในร่างกาย เช่น

  • มีส่วนช่วยในการแข็งตัวตามปกติของเลือด
  • มีส่วนช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากเมตาบอลิซึมตามปกติ
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของกล้ามเนื้อ
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของสารสื่อประสาท
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของเอนไซม์ในระบบอ่อนอาหาร

 

สารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียม

การรับประทานแคลเซียมนั้นจะดูดซึมได้ดีมากขึ้น หากรับประทานร่วมกับ "โบรอน" (Boron)

 

สารที่ลดการดูดซึมแคลเซียม

แอลกอฮอลล์ จะขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม ลดการกระตุ้นวิตามินดีที่ตับ และเร่งการขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะ

กาแฟ เพราะเครื่องดื่มที่มีสารกาเฟอีนจะขับแคลเซียมออกจากกระแสเลือด โดยกาแฟเพียง 1 แก้ว จะมีผลต่อการสูญเสียแคลเซียมถึง 2-3 มิลลิกรัม

น้ำอัดลม มีกรดฟอสฟอริกและกรดคาร์บอนิกที่ทำให้เกิดฟอง ทำให้เลือดเป็นกรด และส่งผลให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมในที่สุด

อาหารรสเค็มจัด เพราะจะทำให้ร่างกายเริ่มกำจัดเกลือออกทางปัสสาวะ ซึ่งจะเป็นการขับแคลเซียมออกไปจากร่างกายด้วย

ธัญพืชที่มีสารไฟเตตสูง จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม จึงไม่ควรรับประทานแคลเซียมพร้อมกับอาหารที่มีสารไฟเตตสูง

อาหารมีฟอสฟอรัสสูง เช่น ตับ เพราะเมื่อร่างกายต้องการจะรักาาสมดุลของฟอสฟอรัส ก็จะทำการขับแคลเซียมออก

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไมคนไทย... ถึงเสี่ยงกระดูกพรุน มากกว่าชาติใดในโลก

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายด้วย 6 วิธีการดูแลตัวเอง พร้อมสู้และผ่านโควิด-19 ไปด้วยกัน

ภูมิคุ้มกันในร่างกายเปรียบเสมือนปราการด่านแรก สำหรับต้านโรคภัยไข้เจ็บที่จะเข้ามาเยี่ยมเยือน หากเราไม่ดูแลสุขภาพของตนเอง รับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ไม่ออกกำลังกาย มีความเครียด พักผ่อนน้อย โรคภัยก็ถามหาได้ง่าย ๆ ดังนั้น การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อให้เรามีร่างกายที่แข็งแรง สามารถต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ โดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ลามไปทั่วโลก และยังคงไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงได้ง่าย

สาเหตุที่ภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอ
หลายคนอาจสงสัยว่า เพราะเหตุใดร่างกายของคนเราจึงมีภูมิคุ้มกันที่ไม่เท่ากัน บางคนป่วยง่าย บางคนนาน ๆ ถึงจะป่วยสักที การที่ภูมิคุ้มกันร่างกายของคนเราอ่อนแอมีด้วยกันหลายปัจจัย เช่น มาจากกรรมพันธุ์ หากพ่อแม่มีร่างกายแข็งแรงไม่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม ลูกที่เกิดมาก็จะมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีตามไปด้วย เป็นต้น
นอกจากนี้ พฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ไม่เหมาะสม ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนที่มีร่างกายแข็งแรงกลายเป็นอ่อนแอได้ เช่น การรับประทานอาหารไม่ครบห้าหมู่ ไม่ทานผักผลไม้ พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือร่างกายสะสมความเครียด

6 วิธีป้องกันดูแลตนเองให้ห่างไกลโรค
เราสามารถสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดีขึ้นได้ ด้วยการดูแลสุขภาพ เช่น การทานอาหารที่มีประโยชน์หรือการออกกำลังกาย โดยมีคำแนะนำจาก ทีมเภสัชกร บริษัท ไบโอฟาร์ม เคมิคัลส์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์คุณภาพชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ เกี่ยวกับ 6 วิธีดูแลร่างกายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค ดังนี้
1. ลดความเครียด อารมณ์เครียดจะส่งผลเพิ่มการหลั่งฮอร์โมนที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน ของร่างกาย ทำให้ภูมิต้านทานต่อโรคต่างๆ ลดลงจึงเกิดการติดเชื้อได้ง่าย จึงไม่ควรปล่อยให้ตัวเองเครียด
2. นอนหลับให้เพียงพอ การนอนไม่พอนั้นมีผลต่อการสร้างเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน เช่น แอนติบอดี โดยการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยชิคาโก ในผู้ที่นอนหลับคืนละ 7 ชม. เป็นเวลา 4 วัน แล้วให้วัคซีนไข้หวัด พบว่าคนกลุ่มนี้จะสามารถสร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นเซลล์ในระบบภูมิต้านทาน ต่อเชื้อไข้หวัดได้มากกว่าผู้ที่นอนหลับคืนละ 4 ชม. ถึง 50%
3. ดื่มน้ำเปล่าอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพราะน้ำจะช่วยเพิ่มสารคัดหลั่งและความชุ่มชื้นของเยื่อบุผิวในท่อทางเดินหายใจส่วนบน ที่จะช่วยป้องกัน และดักจับฝุ่นละอองหรือเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย
4. ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเป็นประจำ นอกจากช่วยให้กล้ามเนื้อร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยขับของเสียผ่านทางเหงื่อ และเพิ่มปริมาณการไหลเวียนเลือด ช่วยกระตุ้นให้ระบบการไหลเวียนเลือดดีขึ้น แล้วทำให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรงสามารถจัดการกับเชื้อโรค อีกทั้งร่างกายจะหลั่งสารเอนดอร์ฟินออกมาหลังการออกกำลังกายเพื่อช่วยทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียด และความวิตกกังวล ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคภัยได้ โดยเราควรออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที 3 - 4 วันต่อสัปดาห์
5. รับประทานอาหารต้านโรค นอกเหนือจากการทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ควรเสริมด้วยอาหารที่ช่วยสร้างเสริมระบบภูมิคุ้มกัน เช่น
- เบต้าแคโรทีน ซึ่งโดยมากจะอยู่ในผักและผลไม้
- วิตามินซี วิตามินอี, วิตามินบี อาทิ ผักใบเขียวจัดหรือผักผลไม้สีเหลืองส้ม
- แร่ธาตุ เช่น ซิลีเนียม หรือสังกะสี ที่พบในเนื้อสัตว์ อาหารทะเล นม หรือถั่ว เป็นต้น
6. ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ควรล้างมือก่อนการปรุงอาหาร และก่อนรับประทานอาหาร รวมไปถึง ล้างมือหลังจากหยิบจับสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ธนบัตร และสิ่งของสาธารณะที่มีคนใช้บริการจำนวนมาก เพื่อป้องกันการได้รับเชื้อโรคต่าง ๆ เข้าสู่ร่างกาย

ทั้งหมดนี้ควรปฏิบัติควบคู่กันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้น สำหรับผู้ที่ทานผักและผลไม้ยากหรือทานได้ไม่เต็มที่นัก การทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมภูมิคุ้มกัน อาทิ วิตามินรวมและแร่ธาตุต่างๆ ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งปัจจุบันมี ผลิตภัณฑ์มัลติวิตามิน ให้เลือกหลากหลาย เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ทำให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรง

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับไบโอฟาร์มทาง Line Official: http://@biopharm
ติดตามเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับสุขภาพได้ที่: www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm


CoQ10

CoQ10 กับ 4 ความเสี่ยงเมื่อร่างกายขาด

โคคิวเทน (CoQ10) คืออะไร?

หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ "CoQ10" อยู่บ่อยๆ แต่ยังสงสัยว่ามาจากอะไร ตัว Q มาจากสารชื่อควิโนน ส่วน 10 มาจากจำนวนของสารไอโซพรีนิลที่มาเกาะกับควิโนน และเป็นตัวช่วยการทำงานของเอนไซม์จึงเรียกว่า โอเอนไซม์

คุณสมบัติของโคเอนไซม์คิวเท็น คือ ละลายได้ดีในไขมัน มีหน้าที่ในการสร้างพลังงานให้แก่เซลล์ พบว่า 95% ของพลังงานที่ร่างกายมนุษญ์สร้างขึ้นต้องใช้โคเอนไซม์คิวเทน ร่างกายสามารถสร้างโคเอนไซม์คิวเทนขึ้นเองได้โดยอาศัยกรดอะมิโนฟีนิลอะลานีนหรือไทโรซีนตัวใดตัวหนึ่งจากอาหารจำพวกโปรตีน และวิตามินบี 6 อาหารที่เป็นแหล่งของโคเอนไซม์คิวเทน เช่น ปลา ไก่ เนื้อ น้ำมันถั่วเหลือง ไข่ ผัก

โคเอนไซม์คิวเทน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์แรง สามารถช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย โดยเฉพาะเซลล์ที่กล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งปกติจะต้องใช้พลังงานอย่างมากเพราะเป็นส่วนที่ช่วยสูบฉีดระบบไหลเวียนโลหิตไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย โคเอนไวม์คิวเทนช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนให้แก่เซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆ ลดอนุมูลอิสระ และยังมีบทบาทในการช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ป้องกันริ้วรอย และชะลอการแก่ก่อนวัย รวมถึงช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

รู้หรือไม่... การปรุงอาหารด้วยความร้อนทำลาย CoQ10 14-32%

การปรุงอาหารให้สุกผ่านความร้อนนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะสามารถช่วยฆ่าเชื้อโรคและลดความเสี่ยงที่จะนำเชื้อต่างๆเข้าสู่ร่างกาย แต่รู้หรือไม่ว่าการปรุงอาหารโดยใช้ความร้อน นอกจากจะทำลายเชื้อโรคแล้ว ยังทำลายสารโคเอนไซม์คิวเทนให้ลดน้อยลงไปถึง 14-32% เลยทีเดียว ดังนั้น การรับประทานอาหารที่ผ่านการปรุงสุกด้วยความร้อนเป็นเวลานานๆอาจทำให้โคเอนไซม์คิวเทนที่อยู่ในอาหารสลายไปหมด เช่น การต้มหรือทอดนานๆ

 

"4 ความเสี่ยงเมื่อร่างกายขาด CoQ10"

 

ระบบหัวใจ

1. เสี่ยงต่อการเกิดโรคเกี่ยวกับ "หลอดเลือดและระบบหัวใจ"

เพราะหัวใจเป็นอวัยวะที่ต้องใช้พลังงานอย่างมาก และโคคิวเทนก็เป็นสารที่ช่วยสร้างพลังงานให้กับเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อหัวใจ ดังนั้น เมื่อร่างกายขาดโคคิวเทนแน่นอนว่าจะส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบหัวใจที่ลดลง ทำให้กระบวนการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆน้อยลงและอาจก่อให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้ในที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าโคคิวเทนมีส่วนลดการก่อตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด และช่วยให้ผนังหลอดเลือดยืดหยุ่นได้ดี จึงมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดได้

 

เซลล์ในร่างกาย

2. เสี่ยงต่อ "เซลล์ในร่างกาย หยุดทำงานทันที"

โคคิวเทน จัดเป็นสารอาหารที่ร่างกายจำเป็นสำหรับการสร้างพลังงานระกับเซลล์ หรือ เอทีพี (ATP) ให้กับทุก ๆ เซลล์ในร่างกาย ดังนั้นหากร่างกายขาดโคคิวเทนก็จะส่งผลให้เซลล์นั้น ๆ ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

พาร์กินสัน

3. เสี่ยงต่อการเกิด "โรคพาร์กินสัน"

โรคพาร์กินสันเกิดจากการเสื่อมของเซลล์ โดยเฉพพาะเซลล์ประสาทบริเวณสมอง ทำให้เซลล์สมองของการควบคุมประสาทการเคลื่อนไหวเสื่อมลง ซึ่งโคคิวเทนจะไปช่วยยับยั้งอนุมูลอิสระที่จะไปทำลายเซลล์สมอง ดังนั้นจึงช่วยลดการเสื่อมของเซลล์และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคพาร์กินสัน

 

CoQ10

4. เสี่ยงต่อการเกิด "โรคอัลไซเมอร์"

เซลล์สมองต้องการพลังงานมาก และแน่นอนว่าสารที่ช่วยในการสร้างพลังงานให้กับเซลล์สมองได้ดีก็คือโคคิวเทนนั่นเอง นอกจากนี้โคคิวเทนยังช่วยต้านอนุมูลอิสระรอบๆผนังเซลล์ ไม่ให้เข้าไปทำลายดีเอ็นเออีกด้วย ดังนั้นการที่ร่างกายขาดโคคิวเทนจะทำให้เซลล์สูญเสียตัวช่วยสร้างพลังงาน ส่งผลให้สมองล้าและเสียหาย ก่อให้เกิดอาการของโรคอัลไซเมอร์ในที่สุด

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


วิตามิน

วิตามิน VS ยา ต่างกันอย่างไร? จำเป็นแค่ไหน?

วิตามิน

วิตามิน คืออะไร ?

วิตามิน คือ สารที่มีอยู่ในร่างกายของคนเราอยู่แล้ว และเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายที่ขาดไม่ได้ ถ้าร่างกายขาดวิตามินจะมีอาการผิดปกติขึ้นกับร่างกายแสดงออกมาให้เห็นทันที เช่น มีเลือดออกตามไรฟัน เป็นอาการของการขาดวิตามินซีในร่างกาย หรือมีอาการเล็บเปราะหักง่าย เกิดจากขาดไบโอติน ดังนั้น เมื่อร่างกายมีอาการผิดปกติต่างๆเกิดขึ้น อาจใช้วิธีการตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุของการขาดวิตามินได้ เพื่อทำการรับประทานวิตามินเสริมเข้าไป

ร่างกายของมนุษย์จำเป็นต้องมีสารต่างๆประกอบอยู่ในร่างกาย เช่น โปรตีน น้ำตาล วิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ดังนั้น การได้รับวิตามินที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายจึงเป็นที่จำเป็นมากๆ เพราะวิตามินสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูสุขภาพ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับและไต ต่างกับการใช้ยาที่หากใช้ติดต่อกันเป็นประจำ อาจส่งผลเสียต่อตับและตาหรือร่างกายในส่วนอื่นๆได้

วิตามินสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ

  1. วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินบี 1 บี 2 บี 3 บี 5 บี 6 บี 7 บี 9 บี 12 และวิตามินซี โดยวิตามินชนิดนี้จะสามารถอยู่ในร่างกายได้ 2-4 ชั่วโมง ส่วนที่เหลือจากการดูดซึมไปใช้งานก็จะถูกขับออกทางไต โดยการปัสสาวะนั่นเอง ดังนั้น วิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ จะมีโอกาสสะสมในร่างกายน้อยมาก จึงไม่ค่อยมีผลข้างเคียง
  2. วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินดี วิตามินอี และวิตามินเค ซึ่งจะละลายได้ในไขมันเพื่อดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย จึงไม่สามารถขับออกทางปัสสาวะได้ หากได้รับวิตามินเหล่านี้มากเกินไป อาจเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ ผูที่รับประทานวิตามินชนิดนี้จึงควรมีช่วงที่หยุดรับประทานบ้าง เพื่อไม้ให้เกิดการสะสมในร่างกายมากจนเกินไป

วิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายบางชนิดตวรได้รับทุกวัน เช่น วิตามินซี (คลิ้กเพื่ออ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิตามินซี) และวิตามินบี ซึ่งเป็นวิตามินชนิดที่ละลายในน้ำ หลังจากดูดซึมไปใช้งานแล้ว จะถูกกำจัดออกทางปัสสาวะ ไม่สะสมในร่างกาย จึงสามารถรับประทานเป็นประจำทุกวันได้อย่างปลอดภัย

 

วิตามิน

วิตามินเป็นอาหารเสริม ไม่ใช่อาหารหลัก

ถึงแม้ว่าการได้รับวิตามินอย่างเพียงพอและเหมาะสมจะสามารถช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกายได้ แต่การรับประทานวิตามินก็ไม่สามารถมอบสารอาหารอันหลากหลายได้เหมือนอาหารจานหลัก แต่วิตามินสามารถช่วยเสริมในส่วนที่ร่างกายขาดได้ หากเลือกรับประทานอย่างเหมาะสม

วิตามินจำเป็นหรือไม่?

หากย้อนกลับไปสัก 10-20 ปีก่อน ที่ผักผลไม้และแหล่งอาหารต่างๆยังอุดมสมบูรณ์ด้วยแหล่งที่มาจากธรรมชาติ ไม่มีการใช้สารเคมีในการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ ไม่มีมลพิษและแหล่งน้ำยังไม่เน่าเสียเหมือนในปัจจุบัน ทำให้สารอาหารต่างๆในอาหารแตละชนิดนั้นมีความสมบูรณ์ การรับประทานครบ 5 หมู่ในทุกๆวันก็อาจจะเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แต่ในความเป็นจริงของสมัยนี้ที่มีการใช้สารเคมี และกรรมวิธีต่างๆในการปรุงอาหารนั้นส่งผลให้สารอาหารต่างๆในอาหารนั้นลดน้อยลง ทำให้การรับประทานอาหารในแต่ละวันอาจไม่เียงพออีกต่อไป ดังนั้น การรับประทานวิตามินเสริมจึงเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก

ถึงแม้ว่าวิตามินจะไม่สามารถทดแทนอาหารจานหลักได้ แต่วิตามินและแร่ธาตุเสริม 1 เม็ด มักจะอัดแน่นด้วยปริมาณแร่ธาตุและสารอาหารที่คนปกติอาจไม่สามารถรับได้จากการรับประทานอาหารเพียง 1 มื้อหรือ 1 วันเพื่อให้ได้สารอาหารเหล่านั้นเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เช่น ต้องกินฟักทอง 1 ผลเพื่อให้ได้เบตาแคโรทีน 2 มิลลิกรัม เท่ากับการรับประทานเบตาแคโรทีน 1 เม็ด ซึ่งคนปกติอาจไม่สามารถรับประทานฟักทองได้ถึง 1 ผล

วิตามิน เป็นเกราะป้องกันร่างกายจากอนุมูลอิสระ

สามารถอธิบายง่ายๆได้ว่า สารอนุมูลอิสระ (Free Radicals) คือ ออกซิเจนรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีโครงสร้างไม่เสถียร ว่องไว ทำให้สามารถสร้างพันธะกับสารอื่นๆได้อย่างรวดเร็ว แต่จะเป็นการทำให้สารเหล่านั้นเกิดการเสื่อมสภาพ หรือที่เรียกว่า "ออกซิเดชั่น" และเมื่อร่างกายเกิดออกซิเดชั่นขึ้นมากๆก็จะส่งผลให้ร่างกายเกิดความเสื่อม ทำลายเม็ดเลือด ทำลายอวัยวะต่างๆ และเป็นสาเหตุของริ้วรอยแห่งวัยต่างๆนั่นเอง ดังนั้น สารอนุมูลอิสระเปรียบเสมือนยาพิษซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้จากทุกสภาวะที่ร่างกายของเราไม่ชอบ เช่น นอนดึก นอนไม่พอ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือเจอกับมลภาวะเยอะๆ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ถึงแม้ว่าอนุมูลอิสระไม่ทำให้เกิดโรคในทันที แต่ก็เป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพในระยะยาว

วิตามินและเกลือแร่ เป็นเกราะป้องกันอนุมูลอิสระที่ดีและจำเป็นต่อร่างกายอย่างมาก การเสริมวิตามินและเกลือแร่ให้กับร่างกายอยู่เสมอจึงเป็นสิ่งสำคัญและขาดไม่ได้

 

ยา

ยา คืออะไร?

ยา คือสิ่งที่ร่างกายไม่มี ยาส่วนใหญ่ผลิตจากสารเคมี เช่น ยาพาราเซตามอล ร่างกายเราไม่สามารถผลิตยาเองได้ ดังนั้น ยาจึงไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นในภาวะร่างกายปกติ ในทางกลับกัน ยามีไว้ใช้รักษาอาการผิดปกติของร่างกายที่มีอาการรุนแรง เช่น อาการปวดหัว ต้องได้รับยาพาราเซตามอลที่มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ ซึ่งยามีการออกฤทธิ์ที่เร็ว สามารถระงับอาการต่างๆได้ แตกต่างจากการรับประทานอาหารเสริมที่จะเข้าไปช่วยบำรุงและฟื้นฟูร่างกาย

 

ยา

หลักการใช้ยา

เมื่อหายแล้ว ต้องหยุดใช้ยา เพราะยาเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่ในร่างกายเรา หากหายแล้วยังรับประทานยาต่อไปเรื่อยๆอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ เพราะยาส่วนใหญ่ผลิตจากสาเคมี ซึ่งมีโอกาสสะสมในร่างกายค่อนข้างมากหากใช้เป็นประจำ อาจส่งผลเสียต่อตับและไตได้

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE


คอนแทคเลนส์ กับ 4 ข้อควรรู้ก่อนใส่ เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดี

"คอนแทคเลนส์" (Contact Lens) มีความสำคัญแทบจะเป็นปัจจัยที่ 5 ของบางคนเลยทีเดียว โดยเฉพาะผู้ที่มีสายตาสั้น ถ้าไม่ใส่แว่น ก็คงต้องใส่คอนแทคเลนส์กันทุกวัน แต่รู้หรือไม่ว่ามีข้อควรระวังอะไรบ้าง

ประเภทของคอนแทคเลนส์ แบ่งตามวัสดุที่ใช้

  • คอนแทคเลนส์ชนิดแข็ง ผลิตด้วย PMMA ซึ่งเป็นคอนแทคเลนส์รุ่นแรกๆของโลก คอนแทคเลนส์ชนิดนี้มีข้อเสียที่ไม่ยอมให้อ๊อกซิเจนผ่าน ปัจจุบันจึงเลิกใช้ไปแล้ว เพราะในปัจจุบันมีการคิดค้นวัสดุที่ใช้ผลิตคอนแทคเลนส์ชนิดแข็งที่ยอมให้อ๊อกซิเจนผ่านได้ดี ซึ่งส่งผลให้ใช้งานได้ดีกว่า
  • คอนแทคเลนส์ชนิดแข็งที่ยอมให้อ๊อกซิเจนผ่านได้ดี (Rigid Gas Permeable Contact Lens, RGP) แน่นอนว่าพัฒนาต่อมาจากคอนเทคเลนส์ชนิดแข็งในยุคแรกๆ แต่คอนแทคเลนส์ชนิดนี้ก็ยังมีข้อเสียคือผู้ใส่รู้สึกระคายเคืองตามากกว่าการใส่คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มในช่วงแรก แต่มีคุณสมบัติบางอย่างที่ดีกว่าคอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม เช่น ยอมให้อ๊อกซิเจนผ่านได้ดี มีความคมชัดในการมองเห็นดีกว่า ทำให้ตาแห้งน้อยกว่า และสามารถแก้ไขปัญหากระจกตาบิดเบี้ยวได้ดีกว่า ซึ่งมีอายุการใช้งานที่นานกว่าและประหยัดกว่าในระยะยาว
  • คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มไฮโดรเจล เป็นวัสดุที่ใช้ผลิตคอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
  • คอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มวัสดุซิลิโคนไฮโดรเจล เป็นวัสดุใหม่ล่าสุดสำหรับคอนแทคเลนส์ชนิดนิ่ม มีคุณสมบัติที่ดีคือยอมให้อ๊อกซิเจนผ่านสูงกว่า 97% ส่งผลให้ดีต่อสุขภาพตามากกว่า

ประเภทของคอนแทคเลนส์ แบ่งตามลักษณะการใช้งาน

  • แบบใส่เฉพาะตอนตื่น และถอดก่อนนอน ผู้ใส่จะต้องถอดเลนส์ก่อนนอนเสมอ ซึ่งเป็นคอนแทคเลนส์ชนิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
  • แบบใส่ต่อเนื่องนาน 6 วันโดยไม่ต้องถอด  การใส่เลนส์นอนสามารถทำได้กับเลนส์บางรุ่นเท่านั้นและทำให้มีความเสี่ยงต่อดวงตาติดเชื้อสูงขึ้นกว่าการถอดเลนส์ก่อนนอนอย่างมาก
  • แบบใส่ต่อเนื่องนาน 30 วันโดยไม่ต้องถอด ข้อเสียคือมีความเสี่ยงต่อดวงตาติดเชื้อสูงขึ้นกว่าการถอดเลนส์ก่อนนอนอย่างมาก

 

ด้วยความที่คนส่วนใหญ่มักจะเลือกใส่ คอนแทคเลนส์ แบบใส่เฉพาะตอนตื่น และถอดก่อนนอน เพราะฉะนั้น บทความนี้มี 4 ข้อควรรู้เกี่ยวกับตอนแทคเลนส์ชนิดนี้มากฝากกันค่ะ

ความสะอาด

1. ความสะอาด สำคัญที่สุด

ด้วยควมที่คอนแทคเลนส์ต้องสัมผัสกับดวงตาโดยตรง ความสะอาดในทุกๆขั้นตอน ตั้งแต่การเริ่มเปิดใช้งานจนถึงการล้างทำความสะอาดเมื่อใส่เสร็จนั้นสำคัญอย่างมาก เมื่อซื้อคอนแทคเลนส์มาครั้งแรก คอนแทคเลนส์จะถูกแช่มาในน้ำยาคนละชนิดกับน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ปกติ ดังนั้น หลังจากที่นำคอนแทคเลนส์ออกมาจากบรรจุภัณฑ์ครั้งแรก ต้องนำคอนแทคเลนส์มาล้างทำความสะอาดก่อน และแช่ในน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ทิ้งไว้อย่างน้อย 8 ชั่วโมง ก่อนนำมาใช้งานครั้งแรก ส่วนการใช้งานในครั้งต่อๆไปก็จำเป็นต้องล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ทุกครั้งก่อนใช้งานทุกครั้งด้วย

  • ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งด้วยสบู่ที่อ่อนโยน
  • เช็ดมือให้แห้งสนิทก่อนใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ เพื่อไม่ให้มีน้ำเปล่าไปสัมผัสกับเลนส์
  • ทำความสะอาดตลับใส่คอนแทคเลนส์ทุกวันและรอให้แห้งก่อนนำไปใช้ใส่เลนส์
  • เปลี่ยนตลับเลนส์ใหม่ทุกๆ 3 เดือนเป็นอย่างน้อย

 

วิธีสังเกต

2. วิธีสังเกต คอนแทคเลนส์ ก่อนใส่

การใส่คอนแทคเลนส์ จะต้องใส่ให้ถูกด้านเพื่อให้ความโค้งของคอนแทคเลนส์รับกับดวงตา แต่การจะใส่ให้ถูกด้านนั้น สำหรับคอนแทคเลนส์สีอาจสังเกตได้จากลายของคอนแทคเลนส์ แต่สำหรับของคอนแทคเลนส์ใส จะสังเกตจากสีของคอนเทคเลนส์ไม่ได้ แต่ก็ยังมีวิธีในการสังเกตจากรูปร่างลักษณะของเลนส์แทนได้

ก่อนใส่คอนแทคเลนส์ทุกครั้ง ควรสังเกตว่าคอนแทคเลนส์อยู่ในด้านที่ถูกต้องตามภาพหรือไม่ แค่นี้ก็ทำให้ใส่คอนแทคเลนส์ได้อย่างถูกต้อง ไม่ระคายเคืองดวงตา

อีกข้อสำคัญก่อนจะสวมใส่คอนแทคเลนส์ ควรตรวจสภาพความพร้อมของดวงตาก่อนว่าดวงตาของคุณอยู่ในสภาพปกติ พร้อมที่จะใส่คอนแทคเลนส์หรือไม่ เช่น หากมีอาการตาแดง ตาแห้งจนรู้สึกแสบตา ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์และปรึกษาแพทย์เพื่อรักษาดวงตาให้เป็นปกติก่อน

 

อายุการใช้งาน คอนแทคเลนส์

3. อายุการใช้งานของ คอนแทคเลนส์

ในกรณีที่ใช้คอนแทคเลนส์ที่มีอายุการใช้งานสำหรับ 1 เดือน ถึงแม้หลังจากเปิดใช้งานไม่ได้ใส่ทุกวัน แต่ให้เริ่มนับอายุการใช้งานครบรอบ 1 เดือน หลังจากวันแรกที่นำคอนแทคเลนส์ออกจากบรรจุภัณฑ์ หลังจากครบรอบ 1 เดือนแล้ว ควรเปลี่ยนคอนแทคเลนส์คู่ใหม่ทันที

ส่วนคอนแทคเลนส์รายวัน เป็นคอนแทคเลนส์แบบใช้แล้วทิ้ง โดยมีอายุการใช้งานที่เหมาะสมอยู่ที่คั้งละไม่เกิน 8 ชั่วโมง ดังนั้น ผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์แบบรายวันหรือรายเดือนก็ตาม ควรใส่คอนแทคเลนส์ไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง เพื่อสุขภาพดวงตาที่ดี และไม่เป็นการรบกวนดวงตามากจนเกินไป

 

คอนแทคเลนส์

4. คอนแทคเลนส์ ไม่ถูกกับ น้ำเปล่า

ถึงแม้ว่าเราจะสามารถใช้น้ำเปล่าชำระล้างสิ่งสกปรกออกจากสิ่งต่างๆได้แทบทุกชนิด แต่ไม่ใช่สำหรับคอนแทคเลนส์นะคะ แน่นอนว่าทั้งก่อนและหลังการใส่คอนแทคเลนส์ทุกครั้ง และต้องล้างทำความสะอาดด้วยน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ก่อนทุกครั้ง โดยจำเป็นต้องใช้น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์โดยเฉพาะ ไม่ควรใช้อย่างอื่นแทน และไม่ควรให้คอนแทคเลนส์สัมผัสกับน้ำเปล่า เพราะน้ำเปล่าอาจมีสิ่งสกปรกปะปนและอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมกับการสัมผัสดวงตา ดังนั้น หลังการล้างมือรือล้างตลับคอนแทคเลนส์ก็ควรรอหรือเช็ดให้แห้งก่อนที่จะนำมือไปสัมผัสกับคอนแทคเลนส์

 

บำรุงสายตา

"ใช้สายตามาก บำรุงไม่ยากด้วย 4 พลังธรรมชาติ"

  • Astaxanthin (สารสกัดจากสาหร่ายสีแดง) ฟื้นฟูภาวะเสื่อมของจอตา กระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดฝอยในจอตา
  • Lutein (สารสกัดจากลูทีน) ช่วยกรองแสงสีฟ้า ปกป้องดวงตาจากแสงและอนุมูลอิสระ
  • Bilberry (สารสกัดจากบิลเบอร์รี่) ลดอาการเมื่อยล้าของดวงตาและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการมองเห็นในที่มืด
  • Vitamin E (วิตามินอี) คืนความชุ่มชื้นให้ดวงตา

มีสารสกัดจากธรรมชาติหลากหลายชนิดที่สามารถช่วยบำรุงสายตาได้ดี และยังช่วยลดอาการตาแห้งได้อีกด้วย เมื่อดวงตามีความชุ่มชื้นที่เหมาะสม ก็จะช่วยให้ใส่คอนแทคเลนส์ได้ดี ไม่มีอาการระคายเคือง

มีผลการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคตาที่สัมพันธ์กับอายุ (Age-related eye diseases study) ของสถาบันจักษุแห่งชาติสหรัฐอเมริกา พบว่าการรับประทานสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี, วิตามินอี, เบต้าแคโรทีน, ลูทีน และซีแซนทีน ในปริมาณสูงเพียงพอ สามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้

คลิ้กเพื่อดูผลิตภัณฑ์บำรุงสายตา

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 


บร็อคโคลี่ และคุณสมบัติดีๆที่ไม่ควรมองข้าม

เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยมักร้องยี๊!! เมื่อต้องรับประทานผักใบเขียวต่างๆ และผักสีเขียวยอดนิยมอีกหนึ่งอย่างก็คือ "บร็อคโคลี่" (Broccoli) ซึ่งเป็นผักในตระกูลกะหล่ำหรือคะน้าที่นิยมนำดอกอ่อนและก้านดอกมารับประทาน แต่รู้หรือไม่ว่า... การรับประทานบร็อคโคลี่แบบไหนจะได้ประโยชน์มากที่สุด และเราจะได้ประโยชน์อะไรบ้างจากการรับประทานผักชนิดนี้

บล็อคโคลี่ (Broccoli) อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายหลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินเค กรดโฟลิก โพแทสเซียม แคลเซียม กากใยอาหาร และยังเป็นผักที่มีโปรตีนค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับผักชนิดอื่นๆ โดยบร็อคโคลี่ 100 กรัมให้พลังงานประมาณ 34 กิโลแคลอรี

 

บร็อคโคลี่

ทานดิบๆจะได้ประโยชน์มากที่สุด

หากต้องการได้รับสารอาหารและประโยชน์มากที่สุดจากบร็อคโคลี่ สามารถทานดิบๆได้เลย แต่อย่าลืมว่าการรับประทานผักหรือผลไม้ทุกชนิดต้องล้างให้สะอาดก่อนนะคะ ส่วนใครที่ไม่ไหวจะทนกับการรับประทานผักดิบๆ สามารถนำไปผ่านการปรุงได้ แต่ต้องไม่ผ่านกรรมวิธีปรุงอาหารที่มีระยะเวลานานเกินไป

 

บร็อคโคลี่

ต้นอ่อนของ บร็อคโคลี่ ช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้

ต้นอ่อนของบร็อคโคลี่ เป็นส่วนหนึ่งที่หลายๆคนน่าจะชอบรับประทานกันอยู่ ไม่เพียงแต่ความอร่อยที่ได้รับ แต่ยังอุดมด้วยคุณประโยชน์มากมายที่คุณอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน โดยต้นอ่อนของบร็อคโคลี่สามารถช่วยต่อต้านโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

มีการนำพืชหลายชนิดมาทำการวิจัยเพื่อค้นหาสารสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อการต่อต้านโรคมะเร็ง ซึ่งแน่นอนว่าบร็อคโคลี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะจากการศึกษาพบว่าใบและลำต้นของ บร็อคโคลี่ มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น สารประกอบในกลุ่มฟีนอลิก ซึ่งอาจช่วยลดการอักเสบและความเสียหายของเซลล์ต่างๆที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ นอกจากนี้ ในบร็อคโคลี่ ยังมีสารอินโดล-3-คาร์บินอล ซึ่งนักวิจัยคาดว่าอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งได้อีกด้วย

 

วิตามินซี

บร็อคโคลี่ มีวิตามินซีและแคลเซียมสูงมาก

ด้วยวิตามินซีที่สูงมาก สามารถช่วยต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มภูมิคุ้มกัน บำรุงผิวพรรณ ช่วยบำรุงและรักษาสายตา และยังสามารถป้องกันการเกิดต้อกระจกได้อีก้ดวย เรียกได้ว่า บล็อคโคลี่เป็นผักที่มีประโยชน์มากมาย และไม่ควรมองข้ามเลยนะคะ

คลิ้กเพื่ออ่าน >> วิตามินซีธรรมชาติ VS วิตามินซีสังเคราะห์

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 


กระดูกพรุน

กระดูกพรุน ทำไมคนไทยมีความเสี่ยงมากกว่าชาติใดในโลก ?

รู้หรือไม่? อายุยิ่งมาก...ความหนาแน่นของมวลกระดูกยิ่งลด! ส่งผลให้เกิดโรค กระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่กระดูกบางลง หักง่าย เมื่อได้รับอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย โดยเฉพาะกระดูกสะโพก กระดูกต้นขา หรือหลังโค้งงอ เนื่องจากกระดูกสันหลังยุบตัวเข้าหากัน ซึ่งพบมากในสตรีวัยหมดประจำเดือนและสูงอายุ เพราะขาดฮอร์โมนในการสร้างกระดูก

3 เหตุผลที่คนไทยอาจมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนมากกว่าชาติอื่นๆ

กระดูกพรุน

กรรมพันธุ์ กระดูกพรุน ที่มากับผิวขาวของสาวเอเชีย

ถึงแม้ว่าประเภทผิว และจำนวนเม็ดสีของสาวเอเชียจะสามารถเอื้อต่อการดูดซึมวิตามินดีมากกว่าเชื้อชาติที่มีผิวคล้ำตามธรรมชาติ แต่จากการสำรวจพบว่าชาวเอเชียและคอเคเชียนมักมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าชาวแอฟริกัน อเมริกัน โดยกรรมพันธุ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

วิตามินดี

หนีแดดเพราะกลัวดำ พฤติกรรมหลบวิตามินดี

แสงแดดเป็นเหมือนศัตรูตัวร้ายของสาวๆที่อยากมีผิวขาว ก็จะพยายพามหลบแดดกันให้มากที่สุด เพราะกลัวรังสี UVA/UVB จะเผาผิวสวยให้เสียไป แต่จริงๆแล้วแสงแดดนั้นมีประโยชน์ดีๆที่ส่งผลถึงกระดูกเชียวนะ! ในแสงแดดยามเช้ายังมีวิตามินดีที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต รวมถึงเสริมสร้างกระดูกและฟันอีกด้วย ดังนั้น หากร่างกายขาดวิตามินดีก็จะส่งผลกระทบต่อกระบวนการของกระดูกและฟันในร่างกายไปด้วย

นอกจากนี้วิตามินดียังมีหน้าที่สำคัญในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย (Immune System) การที่สาวๆหลบแดดก็เหมือนการหลบวิตามินดีไปด้วยนั่นเอง แทนที่จะหลีกเลี่ยงแดดตลอดเวลา ลองออกมาสัมผัสแสงแดดอ่อนๆยามเช้า เลือกช่วงเวลาที่แดดอ่อนๆพอนะคะ

 

แคลเซียม

อาหารโซเดียมสูงแคลเซียมต่ำ ทำแคลเซียมสลาย

อีกพฤติกรรมที่มีผลกระทบต่อระบบร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ "พฤติกรรมการรับประทาน" นั่นเอง ลองสังเกตพฤติกรรมการประทานอาหารของตัวคุณเองดูว่าชอบรับประทานอาหารแบบไหน ซึ่งอาหารจานโปรดของชาวไทยส่วนมากจะเป็นอาหารที่มีรสค่อนข้างจัด หนักเครื่องปรุง แม้จะมีผักหรือเนื้อสัตว์ที่ให้แคลเซียมอยู่บ้าง แต่ก็มีในปริมาณที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน สารอาหารที่มากับอาหารรสจัดมักจะเป็นโซเดียมปริมาณสูงซะมากกว่า ซึ่งนอกจากโซเดียมจะเป็นสาเหตุของโรคความดัน, ไตวาย, อัมพฤกษ์ อัมพาตแล้ว โซเดียมนี้จะกระตุ้นให้ไตขับแคลเซียมออกจากร่างกายทางเหงื่อและปัสสาวะ ทำให้นอกจากไม่ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอแล้ว ยังต้องสูญเสียแคลเซียมออกไปอีกด้วย หากสามารถหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด และทานนมจากถั่วเหลือง หรือแอลมอนด์เพิ่มเติมจากมื้ออาหาร ก็จะสามารถลดการสูญเสียแคลเซียมได้นะคะ และทางที่ดีนั้น ทุกเพศทุกวัยควรเลือกรับประทานอาหารที่มีโซเดียมไม่มาก และควรเป็นอาหารที่มีประโยชน์ เหมาะสมกับวัย เพื่อร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง และแน่นอนว่าย่อมส่งผลไปถึงกระบวนการของกระดูกและฟันอีกด้วย

ในทางกลับกันหากคุณต้องการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และช่วยลดโอกาสการเกิดโรคกระดูกพรุนได้ คุณต้องรับประทานอาหารที่มี "แคลเซียม" การจะเสริมแคลเซียมให้กับร่างกายต้องรู้ก่อนว่าเราจะพบแคลเซียมได้จากอาหารประเภทไหนบ้าง ซึ่งเราสามารถพบแคลเซียมได้ในน้ำนม น้ำส้ม ปลา บรอกโคลี ถั่วเปลือกแข็ง งา สาหร่ายทะเล แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่มากพอถึงจะได้รับแคลเซียมที่เพียงพอในแต่ละวัน หรือง่ายกว่านั้นคือการเลือกรับประทานผลิตภัรฑ์เสริมอาหารที่มีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบหลัก ก็สามารถช่วยให้ร่างกายได้รับแคลเซียมในปริมาณที่มากพอ ช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนได้

ประมาณ 99% ของแคลเซียม ( คลิ้กเพื่ออ่านบทความเกี่ยวกับแคลเซียม ) ในร่างกายจะถูกนำไปใช้ในกระบวนการสร้างกระดูก ฟัน เล็บ และผม ทำให้กระดูกและฟันมีความหนาแน่นแข็งแกร่ง ส่วนแคลเซียมอีก 1% จะไหลเวียนอยู่ในเลือด ดังนั้น แคลเซียมจึงมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก และเป็นสารสำคัญในการช่วยลดโอกาสการเกิดโรคกระดูกพรุน

นอกจากนี้แคลเซียมในเลือดยังมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายๆด้าน เช่น

  • มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำงานของมวลกล้ามเนื้อ
  • มีผลต่อสารสื่อประสาท
  • ป้องกันการไหลของเลือดเมื่อเกิดบาดแผล
  • มีผลต่อการเต้นของหัวใจ
  • ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้

ร่างกายจะเริ่มสะสมแคลเซียมในกระดูกตั้งแต่วัยเด็ก และจะสะสมมากที่สุดในช่วงวัยรุ่น ผู้หญิงจะมีแคลเซียมสูงถึง 90% เมื่ออายุ 18 ปี และผู้ชายในอายุ 20 ปี โดยทั้งสองเพศจะมีระดับแคลเซียมในร่างกายสูงสุดเมื่ออายุ 30 ปี หลังจากนี้จะไม่มีการสะสมแคลเซียมแล้ว หากร่างกายได้รับแคลเซียมจากอาหารไม่มากพอกระดูกจะเริ่มผุ หลังจากผู้หญิงหมดประจำเดือนแล้ว 5-7 ปี ผู้หญิงจะมีการสูญเสียความหนาแน่นของกระดูกประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งอาจสูงถึง 20% ของมวลกระดูกทั้งหมด

 

 

กระดูกพรุน

อย่าปล่อยให้ภัยเงียบจาก กระดูกพรุน เกิดขึ้นกับตัวคุณแล้วค่อยรักษา

ความหนาแน่นของมวลกระดูกนั้นจะลดน้อยลงไปตามกาลอายุ เมื่ออายุมากขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และปัจจัยทางด้านฮอร์โมนต่างๆมักจะทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อยลงไปเรื่อยๆ ความต้องการของแคลเซียมเพิ่มขึ้นตามวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุ ดังนั้น การเสริมแคลเซียม ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ อย่าปล่อยให้รู้ตัวเมื่อสายเกินแก้ หมั่นเสริมแคลเซียมให้กับร่างกายในทุกๆวัน ด้วยการรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามโภชนาการ ออกไปสัมผัสแสงแดดอ่อนๆบ้าง หรือเลือกวิธีที่ง่ายกว่านั้น คือการรับประทานแคลเซียมเป็นประจำก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยให้คุณห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนได้นะคะ ทีนี้เรามาดูกันว่าร่างกายในแต่ละวัยมีความต้องการแคลเซียมแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

  • เด็ก (1-10 ปี) ควรได้รับแคลเซียมวันละ 800 มิลลิกรัม
  • วัยรุ่น (11-25 ปี) ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • วัยผู้ใหญ่ (25 ปีขึ้นไป) ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • ผู้ประสบอุบัติเหตุกระดูกหัก ควรได้รับแคลเซียมวันละ 1,500 มิลลิกรัม

ผู้หญิงและผู้ชายที่มีอายุระหว่าง 19-50 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม เมื่ออายุมากกว่า 50 ปี ต้องการ 1,200 มิลลิกรัม

ดังนั้น คนในแต่ละช่วงวัยควรเลือกการรรับประทานเพื่อเสริมแคลเซียมในปริมาณที่เหมาะสมกับช่วงวัยของตนเองด้วย จึงจะช่วยให้ร่างกายห่างไกลจากโรคกระดูกพรุนได้

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE

 

 


ผมบาง

ผมบาง หรือไม่? แค่มีไม้บรรทัดก็วัดได้เลย!

ผมบาง คงเป็นปัญหาหนักใจของทั้งผู้ชายและผู้หญิง ไม่ว่าจะผมทรงไหนๆความมั่นใจก็น้อยลงไปตามเส้นผมที่น้อยลงไปทุกวัน คุณอาจรู้สึกว่าในหนึ่งวันคุณมีปริมาณผมร่วงเยอะมาก แต่จริงๆแล้วการมีผมร่วงนั้นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเส้นผมและหนังศีรษะต้องมีการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวหนัง และเส้นผมที่เสื่อมสภาพแล้วก็ต้องผลัดเปลี่ยนด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นหากคุณมีผมร่วงบ้างยังนับว่าเป็นเรื่องปกติ และนั่นยังไม่น่ากังวลเท่ากับการที่ผมร่วงไปแล้วไม่ขึ้นมาอีก!! ถ้าเป็นอย่างนั้นคงไม่ดีแน่ๆ

แล้วคุณสงสัยหรือไม่ว่าผมที่ร่วงอยู่ทุกวันนี้มีปริมาณเยอะเกินไปจนทำให้คุณกลายเป็นคนผมบางแล้วหรือยัง ? บทความนี้เรามีวิธีเช็คอย่างง่ายๆว่าคุณเข้าข่ายผมบาง แล้วหรือยัง โดยใช้แค่ไม้บรรทัดหรือสายวัดมาฝากกันนะคะ

 

ผมบาง

แสกกว้างขนาดนี้ เข้าข่าย ผมบาง หรือยังนะ?

เริ่มด้วยปัญหาหนักใจของสาวๆ คือเวลาแสกผมแล้วเห็นได้ชัดว่าผมบาง จะทำให้เห็นหนังศีรษะชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เพียงแค่คุณลองสังเกตดูว่าเมื่อแสกผมแล้วความบางของเส้นผมทำให้เห็นหนังศีรษะค่อนข้างชัดเจนจนมีความกว้างถึง 1 เซนติเมตรแล้วหรือยัง

ถ้าความบางของเส้นผมกระจายกว้างจนเริ่มเกินระยะ 1 เซนติเมตรแสดงว่าคุณกำลังเจอกับปัญหาเข้าแล้วล่ะ

เบื้องต้นง่ายๆ แน่นอนว่าคุณอาจต้องบำรุงดูแลเพื่อลดการหลุดร่วงของเส้นผมให้มากขึ้น อย่าลืม! การดูแลเพื่อลดปัญหาผมร่วงผมบาง ไม่ใช่แค่การดูแลเส้นผมที่สาวๆมักให้ความสำคัญกันเป็นหลัก แต่ต้องดูแลไปถึงบริเวณ "หนังศีรษะ" ด้วย เพราะหนังศีรษะเป็นส่วนสำคัญที่ยึดเส้นผมของเราไว้ เมื่อหนังศีรษะเกิดความสมดุล รูขุมขนเป็นปกติก็จะทำให้ยึดเส้นผมเอาไว้ได้ดีจนถึงเวลาอันควร แต่หากหนังศีรษะมันเกินไป มีการผลิตน้ำมันออกมามากจนเกินไป ทำให้รูขุมขนกว้าง โอกาสที่จะทำให้เส้มผมหลุดร่วงออกมาก่กอนถึงเวลาอันควรก็มีมากตามไปด้วย ทำให้เกิดการผมร่วง และผมบางในที่สุด แต่หากหนังศีรษะแห้งจนเกินไปจนเกิดอาการลอกเป็นรังแคก็อาจเป็นสาเหตุของผมที่หลุดร่วงจนผมบางได้เช่นกัน ดังนั้น การรักษาสภาพความสมดุลของหนังศีรษะก็สำคัญไม่แพ้การบำรุงเส้นผมเลยนะคะ

ที่ช่วยสาวๆได้ในระยะสั้นๆ คือการเปลี่ยนวิธีการแสกผมบาง เช่น ถ้าปกติแสกกลาง อาจลองเปลี่ยนมาแสกซ้ายหรือขวาดูบ้างก็ได้นะคะ

ส่วนคุณผู้ชายที่มักมีปัญหาผมบางในส่วนของหน้าผาก โดยแต่ละคนจะมีรูปทรงของผมบริเวณไม่เหมือนกัน อาจต้องสังเกตก่อนว่ารูปทรงผมของคุณนั้นเป็นแบบไหน ซึ่งสามารถแบ่งออกง่ายๆได้เป็น 2 ลักษณะตัว คือ

  1. ผมบางในรูปแบบตัว O
  2. ผมบางในรูปแบบตัว M

 

ผมน้อย

ผมบาง ในรูปแบบตัว O

คุณผู้ชายที่มีทรงผมในรูปแบบของตัว O คือ มีไรผมบริเวณหน้าผากเป็นส่วนโค้งคล้ายรูปครึ่งวงกลม สำหรับผู้ชายที่มีผมบริเวณด้านหน้าโค้งเป็นรูปตัว O นั้น หากมีระยะห่างจากบริเวณหัวคิ้วไปถึงไรผมด้านบนเกินกว่า 6 เซนติเมตร แสดงว่าปัญหาผมบางเริ่มมาเยือนคุณแล้วนั่นเอง

 

ผมบาง

ผมบาง ในรูปแบบตัว M

คุณผู้ชายบางคนอาจมีทรงผมด้านหน้าเป็นรูปตัว M สามารถวัดระยะห่างระหว่างบริเวณหัวคิ้วกับส่วนที่ลึกที่สุด หากมีระห่างมากกว่า 8 เซนติเมตร ก็ต้องหาวิธีดูแลปัญหาผมบางกันแล้วนะคะ

วิธีเบื้องต้นที่จะช่วยลดการหลุดร่วงของเส้นผมก็คือ การพิถีพิถันขึ้นอีกนิดกับการดูแลเส้นผมในทุกๆวัน

  • เลือกใช้แชมพูสระผมที่อ่อนโยนต่อเส้นผมและหนังศีรษะ และเหมาะกับสภาพเส้นผม
  • ใช้ครีมนวดผมเพื่อเป็นการปิดเกล็ดผม ช่วยให้เส้นผมมีสุขภาพดี
  • สระผมให้ถูกวิธี โดยการนวดที่ผมและหนังศีรษะอย่างเบามือ หลีกเลี่ยงการสระที่รุนแรงเพราะจะยิ่งทำให้ผมขาดร่วงได้ง่าย
  • หลีกเลี่ยงการสระผมด้วยน้ำอุ่น
  • หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนกับเส้นผมบ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีที่รุนแรงต่อเส้นผมและหนังศีระษะ
  • ควรพักระยะห่างในการย้อมผม หรือการดัดผมด้วยสารเคมีพอสมควร
  • ไม่หวีผมหรือเช็ดผมอย่างรุนแรงในขณะที่ผมเปียก
  • หากใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม ต้องล้างออกให้สะอาดทุกครั้งเพื่อไม่ให้เกิดการอุดตันที่หนังศีรษะ
  • ไม่นอนทับเส้นผมในขณะที่ผมยังเปียก หลีกเลี่ยงโอกาสเสี่ยงในการเกิดเชื้อราบนหนังศีรษะ

 

ทีนี้เรามาดูต้นเหตุของปัญหาผมบางที่เกิดจากปัจจัยภายในกันบ้าง คุณเคยสงสัยมั้ยว่าทำไมปัญหาผมบางมักพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

คำตอบคือ เพราะต้นตอของปัญหาผมบางมาจากฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อ "Dihydrotestosterone หรือ DHT" นั่นเอง ซึ่งจริงๆแล้วฮอร์โมนนี้พบได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง เพราะฉะนั้นทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างมีโอกาสที่จะพบปัญญาผมบางได้หากมี DHT อยู่มากเกินที่ผิวหนัง ฮอร์โมน DHT จะมีการกระตุ้นให้ต่อมไขมันใต้ผิวหนังใหญ่ขึ้น ผิวหนังรวมถึงบริเวณหนังศีรษะก็จะผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ส่งผลให้รูขุมขนกว้างขึ้น ประสิทธิภาพในการยึดเส้นผมอาจลดลง ทำให้เส้นผมหลุดร่วงได้ง่ายมากขึ้นนั่นเอง และเมื่อมีฝุ่นหรือสิ่งสกปรกมาจับกับน้ำมัน ก็อาจเกิดการอุดตันเป็นสิวอักเสบขึ้นมาได้อีกด้วย

ฮอร์โมน DHT ยังจับกับเซลล์สร้างเส้นผม และออกฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างเส้นผมปกติ ทำให้เส้นผมใหม่ที่ขึ้นมาทดแทนเส้นผมเดิมที่ร่วงไป มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ จนทำให้เกิดภาวะผมบาง และศีรษะล้านตามมาในที่สุด

 

ผมร่วง

 

"ผมบางไม่ต้องเครียด แค่บำรุงให้ถูกจุดด้วย Restiv"

Restiv ถูกพัฒนามาเพื่อช่วยลดปัญหาผมบางโดยเฉพาะ โดยการพยายามแก้ปัญหาที่ต้นเหตุของผมบาง นั่นก็คือ การมีปริมาณฮอร์โมน DHT มากเกินไปทั้งในผู้ชายและผู้หญิง ดังนั้น Restiv จึงมาพร้อมสารออกฤทธิ์หลักสกัดจากธรรมชาติ คือ "PROCAPIL-N" ซึ่งประกอบด้วย

  1. Oleanolic acid ออกฤทธิ์ในการลดปริมาณฮอร์โมน DHT
  2. Apigenin ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไหลเวียนโลหิต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการหล่อเลี้ยงเส้นผม
  3. Biotinyl-GHK เป็นโปรตีนที่เป็นส่วนประกอบการสร้างเส้นผมใหม่

ด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ ทำให้ Restiv สามารถตอบโจทย์ปัญหาผมบางได้อย่างปลอดภัย และยังสามารถใช้ได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง เพราะมาในรูปแบบโฟมที่ใช้ง่าย ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ

นอกจากฮอร์โมนแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่อาจทำให้เกิดปัญหาผมร่วง ผมบางได้ เช่น

  • การใช้สารเคมีที่รุนแรงต่อเส้นผมและหนังศีรษะ
  • ผมร่วงและหนังศีรษะล้านจากกรรมพันธุ์
  • ความไม่สมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย
  • การตั้งครรภ์และผมร่วงหลังคลอด
  • ภาวะความเจ็บปวดทางร่างกายและจิตใจ
  • การใช้ยาบางประเภทที่มีความเข้มข้นสูง เช่น วิตามินเอที่ใช้ในการรักษาสิวตามที่แพทย์สั่ง
  • การลดน้ำหนัก จนทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร
  • อายุที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การทำงานของเซลล์ต่างๆในร่างกายเสื่อมลง

จะเห็นได้ว่าภาวะการเกิดผมบางนั้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนั้น นอกจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับปัญหาแล้ว ยังควรรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามโภชนาการและรักษาสุขภาพร่างกาย รวมถึงจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยนะคะ

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่ https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm หรือ https://lin.ee/iu3gZAE