สาระน่ารู้

ปวดขาแบบนี้ ! เช็คให้ดีต้องประคบร้อนหรือเย็น

 

 

ประคบร้อน

ปวดกล้ามเนื้อ เส้นตึง หรือปวดแบบเรื้อรัง
ประคบร้อน ครั้งละ 15-20 นาที หรือใช้ยานวดคลายกล้ามเนื้อสูตรร้อน
ความร้อนจะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการเส้นตึง และทำให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดจึงไหลเวียนได้ดีขึ้น อาการบวมลดลง ควรประคบร้อนไม่เกิน 45 องศา ครั้งละไม่เกิน 15-20 นาที หรือใช้ยานวดสูตรร้อนแทนเพื่อหลีกเลี่ยงอาการแสบผิวค่ะ

 

ประคบเย็น

ปวดจากอาการบาดเจ็บ มีเลือดออกจากภายใน
ประคบเย็น ใน 2 วันแรกของการบาดเจ็บ วันละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที
ความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว และทำให้เลือดไหลเวียนช้าลง จึงช่วยห้ามเลือด ลดอาการบวม บรรเทาปวดและอักเสบแบบเฉียบพลัน

ประคบเย็น สลับ ประคบร้อน

ปวดจากเส้นพลิก ข้อแพลง
ให้ประคบเย็น เพื่อลดบวม เมื่อหายบวมแล้วจึงจะสามารถประคบร้อนสลับเย็นได้ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด และผ่อนคลายกล้ามเนื้อค่ะ

 

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


6 Tips แก้ปัญหา ท้องอืด ด้วยธรรมชาติ

 

ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ปวดจุกเสียดแน่นท้อง เป็นปัญหากวนใจที่แม้ไม่ใช่อาการอันตรายร้ายแรง แต่หากเกิดขึ้นบ่อยหรือเป็นแบบเรื้อรัง ก็ย่อมทำให้เรารู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน ทำให้หลายๆคนมองหาวิธี แก้อาการ ท้องอืด และคงลองกันมาหลายวิธี เรามารู้จักสาเหตุของของอาการท้องอืดกันก่อนว่า เป็นอารการที่เกิดจากการมีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก ซึ่งสาเหตุก็มักมาจากอาหารไม่ย่อย โดยเฉพาะเมื่อเรากินมากหรือเร็วเกินไป กินอาหารที่มีแก๊สเยอะ กลืนอากาศเข้าไปมาก หรือมีปัญหาในทางเดินอาหารอยู่แล้ว เช่น เป็นโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ เป็นต้น

การแก้อาการท้องอืด สามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การบรรเทาอาการด้วยตัวเอง การกินยา ไปจนถึงการรักษาโดยคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ สำหรับคนที่เจอะเจอปัญหานี้บ่อยๆ เรามาดูกันดีกว่าว่าวิธีการ แก้อาการท้องอืด แบบธรรมชาติๆ ที่เราสามารถทำได้เองมีอะไรบ้าง


1. ปรับเปลี่ยนนิสัยการกินใหม่ แก้อาการท้องอืด

หนึ่งในวิธีง่ายๆ และได้ผลดี ก็คือการเปลี่ยนนิสัยการกินที่ไม่ดีเสียใหม่ เช่น กินอาหารให้ช้าลง หลีกเลี่ยงการกินเยอะจนอิ่มเกินไป งดอาหารและเครื่องดื่มที่มีแก๊สเยอะ อย่างน้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของหมักดอง และผักตระกูลกะหล่ำ รวมถึงอย่านอนทันทีหลังกินอิ่มใหม่ๆ วิธีเหล่านี้จะช่วยป้องกันอาหารไม่ย่อยซึ่งเป็นที่มาของปัญหาท้องอืดได้


2. กินผักผลไม้ที่ช่วยคลายท้องอืด

ผักและผลไม้บางชนิดมีสรรพคุณที่ช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อหลังเรากินอาหารมื้อใหญ่ๆ ได้ เช่น สับปะรด และมะละกอสุก ที่มีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีนอยู่ตามธรรมชาติ จึงช่วยแก้อาการแน่นท้องเวลาเรารับประทานเนื้อสัตว์เยอะๆ รวมถึงผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง อย่างมะเขือเทศ และกล้วยหอม ก็ช่วยลดอาการบวมน้ำและจุกแน่นในท้องได้ดีเช่นกัน


3. เครื่องดื่มบางอย่างช่วยได้

ใครที่มีปัญหาจุกเสียดอาหารไม่ย่อยหลังทานข้าว อาจลองงดชา-กาแฟเย็น แล้วเปลี่ยนมาล้างปากด้วยน้ำมะนาว น้ำขิง หรือชาคาโมมายล์อุ่นๆ แทน เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีสรรพคุณเป็นยาระบาย ช่วยขับลม กระตุ้นระบบย่อยอาหาร แถมยังแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อได้รวดเร็วทันใจอีกด้วย


4. รับประทานโปรไบโอติกส์ แก้อาการท้องอืด

โปรไบโอติกส์ (Probiotics) คือจุลินทรีย์ชนิดดีที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของเรา ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลภายในทางเดินอาหาร ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคอื่นๆ เข้ามารุกราน ลดอาการท้องผูก-ท้องเสีย และยังมีส่วนช่วยในการย่อยอาหารด้วย เราสามารถรับโปรไบโอติกส์ได้จากอาหารจำพวกนมเปรี้ยว โยเกิร์ต ซึ่งหากทานเป็นประจำก็จะช่วยแก้ปัญหาท้องอืดในระยะยาวได้


5. นวดกดจุดลดแน่นท้อง

การนวดกดจุด เป็นศาสตร์การแพทย์โบราณที่สามารถบรรเทาภาวะอาหารไม่ย่อย หรือการดูดซึมผิดปกติได้ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าจุดที่กดแล้วจะช่วยแก้ท้องอืดได้ ได้แก่ “จุดจงหว่าน” ที่อยู่กึ่งกลางลำตัวตรงหน้าท้อง เหนือสะดือขึ้นมาประมาณ 4 นิ้ว “จุดจู๋ซานหลี” ที่อยู่ตรงหน้าแข้งทั้ง 2 ข้าง ใต้สะบ้าหัวเข่าประมาณ 3 นิ้ว และ “จุดเน่ยกวน” ที่อยู่ตรงแขนด้านใน ใต้เส้นข้อมือประมาณ 2 นิ้ว การนวดคลึงเบาๆ ที่จุดเหล่านี้เป็นเวลา 3 – 5 นาทีหลังกินอาหาร จะช่วยลดอาการท้องอืดจุกเสียดแน่นได้เป็นอย่างดี


6. ใช้ยาสมุนไพรแก้ท้องอืด

รู้ไหมว่าผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรหลายตัวมีสรรพคุณช่วยแก้ท้องอืดได้ดีไม่แพ้ยาแผนปัจจุบันเลย ตัวอย่างเช่น สารสกัดจากตะไคร้และขิง หรือน้ำมันสกัดจากเปปเปอร์มินต์ และสเปียร์มินต์ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบระคายเคืองในช่องท้อง รวมไปถึงอาการปวดเสียด แน่นท้อง และท้องอืดจากสาเหตุต่างๆ แถมสมุนไพรที่ว่ายังมีส่วนผสมของเมนทอลที่ให้กลิ่นหอมเย็นสดชื่น ซึ่งช่วยคลายความเครียด วิตกกังวล อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อาหารไม่ย่อยอีกด้วย

 

Belfesh ยาสมุนไพรจากธรรมชาติในรูปแบบมินต์บอล พกพาสะดวก ทานง่าย ใช้สำหรับขับลมแก้ท้องอืด ด้วยส่วนประกอบหลักที่เป็นน้ำมัน peppermint และ spearmint ซึ่งมีสรรพคุณโดดเด่นในการช่วยย่อยอาหาร ขับลม ลดแก๊สในกระเพาะ จึงหมดกังวลเรื่องอาการท้องอืดจุกเสียดมากวนใจ แม้มื้ออาหารจัดเต็มแค่ไหนก็หายห่วง พร้อมกลิ่นมินต์หอมเย็นสดชื่น เพื่อลมหายใจสะอาดมั่นใจได้อย่างยาวนาน สามารถซื้อได้ตามร้านขายยา และร้านสะดวกซื้อชั้นนำทั่วไป

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


รู้ทัน... อาการเจ็บคอ (Sore Throat) ก่อนรักษาให้ตรงจุด

เจ็บคอ (Sore Throat)

 

อากาศเริ่มหนาว ฝุ่น PM 2.5 ก็เยอะ!! อาการที่หลายคนเป็นคือ อาการระคายเคืองคอ ไอ เจ็บคอ และจะเป็นมากขึ้นเวลากลืน เนื่องจากมีการอักเสบของเนื้อเยื่อในลำคอ

 

อาการ จะแตกต่างในแต่ละคนขึ้นอยู่กับสาเหตุ ได้แก่

เจ็บ แสบ หรือระคายเคืองคอ

กลืนลำบาก คอแห้ง เสียงเปลี่ยน อาจมีอาการปวดร้าวไปหู

เยื่อบุในลำคอมีสีแดง ต่อมทอลซิลบวม โต และแดง

 

สาเหตุของอาการเจ็บคอ  เกิดจาก 2 สาเหตุหลัก ด้วยกันคือ

1 การติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น เชื้อไวรัส แบคทีเรีย

ซึ่ง 75-80% เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ และไม่จำเป็นต้องกินยาปฎิชีวนะ

ส่วน 20-25% เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งการรักษาจำเป็นต้องกินยาปฎิชีวนะ

2 ไม่ติดเชื้อ เช่น โรคกรดไหลย้อนขึ้นมาที่คอ , กล่องเสียง

ใช้เสียงมากเกินไป

โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ และชนิดไม่แพ้

สายเสียงอักเสบเรื้อรัง

สัมผัสกับสิ่งที่ทำให้ระคายเคือง เช่น ฝุ่น บุหรี่ สารเคมี เครื่องดื่มแอลกอฮอร์ การคาท่อหายใจ เยื่อบุคออักเสบจากการฉายแสง

 

จะรู้ได้อย่างไรว่าอาการเจ็บคอเกิดจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ??

 

อาการที่เกิดจากเชื้อไวรัส

มีหรือไม่มีไข้ เจ็บคอไม่มาก

มีน้ำมูก ไอ จามบ่อย เสียงแหบ

บริเวณผนังคอหอยอาจแดงเล็กน้อย

ส่องคอไม่พบตุ่มหนองหรือจุดเลือดออก

การรักษา ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

 

อาการเจ็บคอที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย

ส่วนใหญ่มีไข้สูง>35 องศาเซลเซียส ร่วมกับไม่ไอ

กลืนน้ำลายแล้วเจ็บคอมาก

ต่อมน้ำเหลืองใต้คออักเสบ บวมโต

ส่องคอแล้วพบจุดหนองหรือจุดเลือดออก หรือมีเสมหะเขียวเหลือง ลิ้นมีฝ้า

การรักษา ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

 

การักษาอาการเจ็บคอ

การติดเชื้อไวรัส จะรักษาตามอาการ ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะเช่น

ให้ยาบรรเทาอาการเจ็บคอ เช่น ยาอม ยากลั้วคอ ยาพ่นคอ จิบยาน้ำ  ยาเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และลดอาการระคายคอ

ยาบรรเทาอาการปวดหรือเจ็บคอหรือลดไข้ เช่น paracetamol, NSAIDs

ยาลดน้ำมูกหรือแก้แพ้ เช่น antihistamine

ส่วนการติดเชื้อแบคทีเรีย  ต้องให้ยาต้านจุลชีพ 7-10 วัน

 

การปฎิบัติตัวของผู้ป่วย เมื่อมีอาการเจ็บคอ

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารอ่อนๆเช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หลีกเลี่ยงอาหารเย็นๆ เช่น ไอศกรีม น้ำแข็ง
  • ดื่มน้ำอุ่น จะช่วยลดการระคายเคือง และทำให้รู้สึกสบายคอ ช่วยดการอักเสบลงได้
  • กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ โดยผสมเกลือป่น 1 ช้อนชาในน้ำอุ่น 1 แก้ว วันละ 2-3 ครั้ง
  • หลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ด รสจัด อาหารทอด
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอร์
  • หลีกเลี่ยงการใช้เสียงชั่วคราว
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสอากาศเย็นๆ
  • ฉีดพ่นด้วยสเปรย์จากสารสกัดจากธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการไอ ระคายเคืองคอ ลดการอักเสบ ระงับกลิ่นปาก ลมหายใจเย็น สดชื่น และพกพาสะดวก

 

สารสกัดจากธรรมชาติ ที่ช่วยบรรเทาอาการไอ เจ็บคอ


สารสกัดจากดอกคาร์โมมายล์ ช่วยลดการอักเสบ และช่วยต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดอาการระคายเคืองใน ช่องปาก ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ช่วยให้ชุ่มคอ

สารสกัดอิชินาเซีย กระตุ้นภูมิคุ้มกัน บรรเทาหวัด

Peppermint Oil ให้ความเย็นซ่า ให้กลิ่นหอมสดชื่น สะอาด จึงช่วยระงับกลิ่นปากได้ดี นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และไวรัสในลำคอ และทำให้รู้สึกชา (มีผลช่วยลดความรู้สึกเจ็บคอ)

Bergamot Oil ให้ความรู้สึกสดชื่น หอมหวาน และรู้สึกสงบและสดชื่น

Menthol ฆ่าเชื้อและลดอาการอักเสบในช่องปาก ทำให้รู้สึกเย็นสดชื่น

Methyl salicylate ลดอาการไอ ลดการอักเสบ

Clove Oil บรรเทาอาการไอ เจ็บคอ ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียระงับกลิ่นปาก

Sage oil ช่วยเพิ่มสมาธิ ผ่อนคลายความวิตกกังวล แก้เจ็บคอ กล่องเสียงอักเสบ ไซนัสอักเสบ

Eucalyptol oil ช่วยบรรเทาอาการไอ ช่วยแก้อาการเจ็บคอมีสารต้านแบคทีเรีย ช่วยให้ลมหายใจสดชื่น

Pine oil คุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อโรค แก้ปวด ดับกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ แก้ไอ ขับเสมหะ ช่วยขยายหลอดลม

Anise Oil มีคุณสมบัติยับยั้งเชื้อจุลินทรีย์ สาเหตุของกลิ่นปาก

 

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


ไอโอดีน (Iodine) จำเป็นต่อร่างกายอย่างไร ?

ไอโอดีน (Iodine)

เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย แม้ว่าร่างกายจะต้องการไอโอดีนในปริมาณเพียงเล็กน้อยแต่ก็มีความจำเป็นมากจนขาดไม่ได้ โดยเมื่อไอโอดีนเข้าสู่ร่างกายแล้วขะจับกับกรดอะมิโนไทโรซีน (Tyrosine) แล้วสร้างเป็นฮอร์โมนที่มีชื่อว่า "ไทรอกซิน" (Thyroxine) หรือไทรอยด์ฮอร์โมนที่ฟอลิเคิลเซลล์ในต่อมไทรอยด์ที่อยู่บริเวณคอ

ประโยชน์ของไอโอดีน

✔ จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางสมอง ความจำ และการทำงานของร่างกาย

✔ ช่วยควบคุมการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ซึ่งมีผลต่อการใช้พลังงาน และอุณหภูมิในร่างกาย

✔ ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส

✔ ช่วยเสริมการเจริญเติบโตของร่างกายและสมองของทารกในครรภ์

✔ ลดโอกาสการเกิดโรคคอพอก

แหล่งของไอโอดีน

✔ อาหารทะเลทุกชนิด (พบมากที่สุดในสาหร่ายทะเล)

✔ พืชที่ขึ้นบนดินที่มีไอโอดีนสูง เช่น ชา

✔ นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการเพิ่มสารไอโอดีนลงในไข่ไก่ เกลือ น้ำปลา และเครื่องปรุงรสที่ใช้เกลือเป็นส่วนประกอบอีกด้วย

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


6 สาเหตุ ร่างกายเสื่อมก่อนวัยที่ไม่ควรมองข้าม

 

ไม่อยาก ร่างกายเสื่อม ก่อนวัย ต้องอ่าน !!

เป็นเรื่องปกติที่ร่างกายของเราจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือความเสื่อมที่เพิ่มมากขึ้นไปตามอายุ แต่คงไม่มีใครอยากปล่อยให้ร่างกายโทรมหรือเสื่อมก่อนวัยแน่นอน วันนี้เลยมี 6 สาเหตุที่ทำให้ ร่างกายเสื่อม ก่อนวัยมาฝากให้ทุกคนเช็คกันดีๆว่า คุณกำลังใช้ชีวิตไปกับปัจจัยที่ทำให้ร่างกายเสื่อมก่อนวัยเหล่านี้นี้หรือไม่ ?

 

ป้อนสารพิษสู่ร่างกายโดยไม่รู็ตัว!!

รอบๆตัวเราเต็มไปด้วยสารพิษที่แฝงอยู่มากมาย ทั้งอากาศ ข้าวของเครื่องใช้ พฤติกรรมที่ทำเป็นประจำ หรือแม้แต่น้ำดื่มที่เราดื่มเป็นประจำ มาดูกันว่าควรระวังอะไรกันบ้าง

สารพิษจากบุหรี่

ทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่าบุหรี่มีสารก่อมะเร็ง แต่วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าสารก่อมะเร็งนั้นคืออะไร และมีโทษต่อร่างกยอย่างไรกันบ้าง ซึ่งสารเหล่านั้น ได้แก่ นิโคติน แอลกอฮอล์ฟีนอล สารแอลดีไฮด์อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน น้ำมันดิน คาร์บอนมอนอกไซด์ สารหนู ไอโดรเจนไซนาไนต์ ไนโตรเจนออกไซด์ ฟอร์มาลดีไฮด์ เบนซิน แคดเมียมโทลูอีน เบนโซไพรีน และยังมีสารกัมมันตรังสี เช่น สารโพโลเนียมอีกด้วย สารเหล่านี้เป็นสารอันตรายที่มีส่วนกระตุ้นทำให้เกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะตัวร้ายอย่างน้ำมันดิน เป็นสารที่รุนแรง เป็นสาเหตุของมะเร็งในช่องปาก และโรคเยื่อบุช่องปาก รวมทั้งทำให้ริมฝีปากดำอีกด้วย

อีกหนึ่งสารที่รู้จักกันดี คือ "นิโคติน" เป็นสารที่ทำให้เกิดการเสพติด และไปกระตุ้นเนื้อเยื่อสร้างสาร Catechuphenolamine ทำให้หลอดเลือดแข็งตัว หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูงขึ้น ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้น และกล้ามเนื้อหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ยังทำให้เกิดสาร "คาร์บอนมอนอกไซด์" ซึ่งจะไปแย่งจับกับฮีโมโกบินแข่งกับออกซิเจน และจับได้ดีและเร็วกว่าด้วย ส่งผลให้เซลล์ในร่างกายได้รับออกซิเจนน้องลงจนเกิดความเสื่อมของเซลล์

นอกจากการเสื่อมภายในร่างกายแล้ว การสูบบุหรี่ยังทำให้กรดต่างๆในบุหรี่ เช่น ฟีนอล กัดกร่อนช่องปาก ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพช่องปาก และอาจกัดไปถึงอวันวะภายใน เช่น ปอด ทำลายขนเล็กๆที่บุผิว เยื่อบุทางเดินหายใจที่คอยดักจับฝุ่นละอองและเชื้อโรค และยังเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร เพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้กระเพาะเป็นแผล

สารพิษจากสุรา

การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณน้อยจะกระตุ้นระบบประสาท ทำให้หลอดเลือดขยายตัว หายใจแรงขึ้น อาจทำให้เสียการทรงตัวและประสาททำงานช้าลง นอกจากนี้การดื่มแอลกอฮอล์ยังเข้าไปทำลายวิตามินบี1 วิตามินบี2 และขัดขวางการดูดซึมกรดโฟลิกและแคลเซียมอีกด้วย

โลหะหนัก

โลหะหนักอย่าง ปรอท ตะกั่ว ดีบุก อลูมิเนียม อาจมีการสะสมในร่างกายจนเกิดการทำลายเซลล์ไปจนถึงอวัยวะ และรบกวนการทำงานของร่างกายจนเกิดความเสื่อมอย่างช้าๆ โดยโลหะหนักเหล่านี้อาจมีการปนเปื้อนมากับยา น้ำหรืออาหารที่คนอาจมองข้าม เช่น อาหารประเภทปลา อาจมีสารปรอทปนเปื้อน หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารพวกน้ำมันปลา ก่อนรับประทานจึงต้องมั่นใจว่ามาจากแหล่งที่ปลอดภัย ปราศจากสารปนเปื้อน อย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ไมันปลา ควรเลือกที่ผ่านการรับรองแล้วว่าผ่านมาตรฐานการตรวจสอบปรอทและตะกั่วแล้ว

 

ความเครียด พักผ่อนน้อย

การพักผ่อน เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการฟื้นฟูร่างกาย ซึ่งการพักผ่อนที่เรากำลังพูดถึงอยู่นี้ ไม่ใช่การพักผ่อนด้วยการนอนเล่นสมาร์ทโฟนหรือดูโทรทัศน์ แต่เป็นการพักผ่อนโดยการ "นอนหลับ" นั่นเอง เพราะการนอนอย่างเพียงพอ และนอนในเวลาที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายได้ฟื้นฟูและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้เป็นอย่างดี ในทางตรงกันข้าม การนอนน้อยหรือพักผ่อนไม่เพียงพอจะทำให้ ร่างกายเสื่อม ได้อย่างรวดเร็ว

 

ไม่ควบคุมน้ำหนัก

เช็คกันก่อนว่า ตอนนี้ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของคุณอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ ?

BMI (Body Mass Index) เป็นดัชนีชี้ค่าความอ้วนสำหรับคนอายุ 20 ปีขึ้นไป โดยสามารถคำนวณได้จากสูตรดังนี้

BMI = น้ำหนัก (กิโลกรัม) หารด้วยส่วนสูง (เมตร) ได้ผลลัพธ์ออกมาเท่าไหร่ สามารถนำมาแปรผลได้ดังนี้

  • BMI ต่ำกว่า 19 หมายความว่า รูปร่างผอม
  • BMI 20-24.9 หมายความว่า รูปร่างพิดี สมส่วน
  • BMI 25-29.9 หมายความว่า อ้วน น้ำหนักเกินมาตรฐาน
  • BMI 30 ขึ้นไป หมายความว่า อ้วนถึงขนาดเข้าข่ายการเป็นโรคอ้วน

ดังนั้น การควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยง "ความอ้วน" เพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการมีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่ผอมจนเกินไปด้วยเช่นกัน

 

ทานอาหารไม่เหมาะสม

รู้กันดีอยู่แล้วว่าการรับประทานอาหารไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดโรคอ้วนและ ร่างกายเสื่อม แต่อย่าลืมว่าการรับประทานน้อยเกินไปก็อาจทำให้ร่างกายผอมเกินไป และส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสมเป็นปัจจัยที่สำคัญในการมีสุขภาพที่ดี

โรคอ้วนมักเกิดจากการรับประทานอาหารพวกนมเนย อาหารไขมันสูง อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงมากเกินไป ดังนั้น ถ้าไม่อยาก ร่างกายเสื่อม ก่อนวัย ควรหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ หรือรับประทานแต่น้อย และควรเลือกรับประทานที่มีไขมันต่ำ และหลีกเลี่ยงอาหารพวกทอด ผัด แกงกะทิ และหันมาใช้วิธีประกอบอาหารที่ปราศจากน้ำมันแทน เช่น อบ นึ่ง เผา เพื่อลดการสะสมของไขมันเลว (LDL-cholesterol) ในร่างกาย นอกจากนี้ ควรควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานในแต่ละวันให้เหมาะสม เพราะสาเหตุของความอ้วนมักเกิดจากการรับประทานอาหารมากเกินไป ทำให้พลังงานที่ได้จากอาหารมีมากเกินความต้องการใช้ จนเกิดเป็นไขมันสะสมอยู่ตามส่วนต่างๆของร่างกาย

 

ไม่ออกกำลังกาย

การไม่ออกกำลังกาย นอกจากจะมีผลต่อรูปร่างที่ขาดความเฟิร์มกระชับที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนแล้ว ยังส่งผลต่อความแข็งแรงของร่างกายภายใน เช่น การทำงานของหัวใจและกล้ามเนื้อ ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรง และยังส่งผลต่อการเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุนอีกด้วย

ดังนั้น ไม่ว่าค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ของคุณจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ การออกกำลังกายยังเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพของทุกคนเสมอ ดังนั้น ควรจัดเวลาเพื่อออกกำลังโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าร่างกายของคุณจะได้ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมอยู่เสมอ ซึ่งการออกกำลังกายนั้นมีหลายแบบให้เลือก ตามความชอบและความเหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน โดยการออกกำลังกายสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ ได้แก่

  1. การออกกำลังกายหัวใจ (Cardio Exercise) เพื่อความแข็งแรงของระบบหัวใจ และหลอดเลือด เช่น การวิ่ง
  2. ออกกำลังกายเวทเทรนนิ่ง (Weight Training) เพิ่มความแข็งแรง และความทนทานของกล้ามเนื้อ เช่น การยกเวท
  3. ออกกำลังกายยืดเส้นเอ็น (Stretching) เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เช่น การเล่นโยคะ

 

มองข้ามการไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย

แม้ว่าคุณจะมั่นใจว่าใช้ชีวิตอย่างดี และมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแล้ว แต่นั่นเป็นเพียงการสังเกตุได้จากภายนอกเท่านั้น เพราะเราไม่สามารถรู้ระบบการทำงานภายในร่างกายได้ว่ามีประสิทธิภาพอย่างไร ดังนั้น จึงควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพประจำปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจให้มั่นใจว่าระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆภายในร่างกายยังสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี และเป็นสิ่งที่ไม่ควรนิ่งนอนใจหรือมองข้าม

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


ผัก ผลไม้ 5 สี ดีต่อสุขภาพยังไงบ้าง ??

ผัก ผลไม้ 5 สี

ดีต่อสุขภาพยังไง ??

 

สีแดง

สารที่พบในอาหารสีแดงหรือสีชมพู

  • ไลโคปีน (Lycopene) เป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ให้สีแดงแก่มะเขือเทศ แตงโม ส้มโอแดง มะละกอ ดอกกระเจี๊ยบ สตรอเบอร์รี่ เชอร์รี่ เมล็ดทับทิม  หัวบีท ผลแก้วมังกร รวมถึงเนื้อสัตว์บางชนิด เช่น ปลาแซลมอน กุ้ง ปู
  • บีทาเลน (Betalain) คือ สารสีแดงและสีม่วงในหัวบีท ผลแก้วมังกร มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ

 

สีเหลืองและสีส้ม

สารที่พบในอาหารสีเหลืองและสีส้ม

  • เบต้าแคโรทีน (Beta carotene) เป็นเม็ดสีเหลือง สีแสดที่พบในพืชหลายชนิด เช่น แครอท มะละกอ มะกอก ลูกพลับ เป็นสารที่มีศักยภาพสูงในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการมองเห็นและยังช่วยให้ผิวพรรณสดใสอีกด้วย
  • ฟลาโวนอยด์ พบในเปลือกส้มและเยื่อส้ม หรือที่เรียกว่า "Citrus bioflavonoid" ออกฤทธิ์เสริมความแข็งแรงของหลอดเลือดฝอย
  • มอริน (Morin) เป็นฟลาโวนอยด์ที่พบในขนุน มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระ ต้ายไวรัสเริม (HSV-2) และลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง
  • เอนไซม์โปรตีนโบรมีเลน (Bromelain) พบในสับปะรด เป็นเอนไซม์ย่อยโปรตีนที่ได้จากเนื้อและแกนของผลสับปะรด มีฤทธิ์ต้านการรวมตัวกันของเกล็ดเลือด ต้านการอักเสบ
  • ลูทีน (Lutein) เป็นสารสีเหลืองที่ให้สีสันแก่พืช และยังมีประโยชน์ในการช่วยบำรุงสายตา ป้องกันความเสื่อมของ Macula ในดวงตา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งทีทำให้คนแก่ชราตาบอด

 

สีเขียว

สารที่พบในอาหารสีเขียว

  • คลอโรฟีลล์ เป็นสารที่ทำให้พืชมีสีเขียว ยิ่งมีสีเขียวเข้มมากแสดงว่ามีปริมาณคลอโรฟิลล์มาก เช่น ตำลึง คะน้า บร็อกโคลี่ ชะพลู ใบบัวบก ชะอม ผักบุ้ง ผักโขม ผลอะโวคาโด ขึ้นถ่าย แตงกวา ซึ่งเมื่อสารคลอโรฟิลล์ถูกย่อยในร่างกายแล้ว จะสามารถช่วยลดโอการสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งได้
  • ลูทีน (Lutein) เป็นสารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ พบในผักใบเขียใเข้ม เช่น ผักคะน้า ผักบุ้ง ผักโขม ผลอะโวคาโด ซึ่งมีประโยชน์ต่อดวงตา สามารถช่วยกรองแสงสำน้ำเงินที่มีพลังงานสูงได้
  • อินโดล-3-คาร์บินอล (I3C) พบในบร็อคโคลี่ กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ มีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้ และช่วยกำจัดสารพิษในร่างกายได้ดี
  • ซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) เป็นสารไทโอไซยาเนต พบในพืชวงศ์กะหล่ำปลีและพบมากในบร็อกโคลี่ มีฤืทธิ์กระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ ขับสารพิษจากตับ

 

สีม่วงและสีน้ำเงิน

สารที่พบในอาหารสีม่วงและสีน้ำเงิน

  • แอนโทไซยานิน สีม่วงจากพืชตระกูลเบอร์รี่ สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพในการมองเห็น และลดปัญหาที่เกิดจากระบบหมุนเวียนโลหิตได้

 

สีขาว

สารที่พบในอาหารสีขาว

  • อัลลิซิน (Allicin) เป็นสารให้กลิ่นในกระเทียม ซึ่งกระเทียมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ ฆ่าเชื้อรา ป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ต้านการแข็งตัวของเลือด
  • เควอร์ซิทิน (Quercetin) เป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ พบมากในหอมหัวใหญ่ ผลแอปเปิ้ล ต้นกระทเียม ผลฝรั่ง และชาขาว มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอการแข็งตัวและอุดตันของหลอดเลือด
  • ไอโซฟลาโวน (Isoflavone) พบในถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง มีฤทธิ์เป็นเอสโตรเจนอย่างอ่อน หรือที่เรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจน
  • แซนโทน (Xanthone) พบในเนื้อสีขาวแะเปลือกมังคุด มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ลดอาการปวดข้อเข่า ต้านจุลชีพหลายชนิด เช่น เชื้อวัณโรค และรักษาระบบภูมิตุ้มกันให้อยู่ในสภาพที่ดี
  • เพกทิน เป็นเส้นใยละลายน้ำได้ พบในแอปเปิ้ล ฝรั่ง แก้วมังกร มีความสามารถในการจับกับน้ำตาลและปล่อยโมเลกุลน้ำตาลสู่กระแสเลือดอย่างช้าๆ ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดค่อนข้างคงที่ จึงลดความอยากอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


รู้จักกับ "วิตามินดี" แล้วจะรู้ว่ามีดีกว่าที่คิด !!

วิตามินดี (Vitamin D)

วิตามินดี (Cholecalcifero) เป็นที่รู้จักกันดีในนามของ "วิตามินแดด"  หลายๆคนอาจมองข้ามการเสริมวิตามินดี แต่จริงๆแล้ววิตามินดีเป็นวิตามินที่สามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพการดูดซึมและการทำงานของวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิด เช่น แคลเซียม วิตามินเอ วิตามินซี ดังนั้น วิตามินดีเป็นอีกหนึ่งวิตามินที่สายเฮลท์ตี้ตัวจริงไม่ควรพลาด !

หน้าที่ของวิตามินดี

วิตามินดี เป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับ Metabolism ของแคลเซียม และฟอสฟอรัล โดยการดูดซึมเข้ามาสะสมในร่างกาย เพื่อใช้สำหรับเสริมสร้างกระดูก กระดูกอ่อน ฟัน และเล็บ ดังนั้น การรับประทานวิตามินดีร่วมกับแคลเซียมเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียมได้ดียิ่งขึ้น

แหล่งของวิตามินดี

  • ร่างกายได้รับวิตามินดีจากอาหาร เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาเฮร์ริง ปลาแซลมอน ปลาทูน่า นม และผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งวิตามินดีที่เรารับประทานเข้าไปจะถูกดูดซึมพร้อมไขมันผ่านางผนังลำไส้
  • นอกจากนี้ร่างกายยังสามารถได้รับ วิตามินดี จากแสงแดด จึงเป็นที่มาของชื่อ "วิตามินแดด" โดยรังสียูวีจากแสงแดดจะทำปฏิกิริยากับน้ำมันที่ผิวหนัง ก่อให้เกิดการสร้างวิตามินและจะถูกดูดซึมกลับเข้าสู่ร่างกาย

 

เราต้องการวิตามินดีวันละเท่าไหร่ ?

โดยเฉลี่ยแล้วในทุกช่วงอายุ ร่างกายจะต้องการวิตามินดีวันละประมาณ 200-400 IU

 

วิตามินดี มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไร ?

  • ส่งเสริมการใช้แคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นต่อความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
  • หากรับประทานวิตามินดี ร่วมกับวิตามินเอและซี จะช่วยในการป้องกันโรคหวัดได้
  • ช่วยในการรักษาโรคเยื่อบุตาอักเสบ
  • ช่วยในการดูดซึมของวิตามินเอ

 

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าร่างกายขาดวิตามินดี ?

  • การขาดวิตามินดีในเด็ก อาจทำให้เกิดโรคกระดูกอ่อน (Riskets) โดยกระดูกขาจะโก่ง หรือหัวเข่าชนกัน กระดูกหน้าอกผิดรูป กระดูกข้อมือ ข้อเท้ามีขนาดใหญ่ผิดปกติ ขากรรไกรแคบ ทำให้ฟันเก บิดเบี้ยว หรือมีฟันผุขั้นรุนแรง
  • ส่วนในผู้ใหญ่ อาจทำให้กระดูกไม่แข็งแรงและหักง่าย รวมถึงมีภาวะกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


5 สิ่งควรทำ เพื่อสุขภาพ "หัวใจแข็งแรง"

5 สิ่งควรทำ

เพื่อ "หัวใจแข็งแรง"

 

มองโลกในแง่ดี

มองโลกในแง่ดี ควบคุมอารมณ์โกรธ

ผลการวิจัยตีพิมพ์ในวานสารทางการแพทย์โรคหัวใจพบว่า "ผู้หญิงที่มองโลกในแง่ดีมีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงน้อยกว่าเป็นโรคหลอดเลือดในหัวใจน้อยกว่า เป็นเบาหวานน้อยกว่าและอายุยืนกว่าผู้หญิงที่มองโลกในแง่ร้าย"

นอกจากนี้ ผู้ที่เกรี้ยวกราดหรือชอบเอาชนะ มีโอกาสสูงที่จะหัวใจวายหรือเส้นเลือดในสมองแตก พออายุมากขึ้น ผนังเส้นเลือดก็หนาขึ้น ทำให้เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจด้วย ผู้ที่มีอารมณ์หงุดหงิดง่ายก็จะยิ่งมีผนังหลอดเลือดที่หนากว่าผู้อื่น ดังนั้น การควบคุมอารมณ์ได้ดีและการออกกำลังกายคลายเครียด สามารถช่วยชะลอให้ผนังเส้นเลือดหนาช้าลงได้

 

หวานน้อย

กินหวานแต่น้อย ลดโอกาสการอักเสบในร่างกาย

อาหารและเครื่องดื่มที่มีรสหวาน มีน้ำตาลมาก สามารถทำให้เกิดการอีกเสบในร่างกายได้ ซึ่งเป็นผลเสียต่อเส้นเลือด มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่า "การอักเสบในร่างกายเป็นต้นเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจ"

 

ออกกำลังกาย

จัดจารางออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพดีระยะยาว

การจัดตารางออกกำลังกาย คือการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน ทำให้การออกกำลังกายเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิต ส่งผลให้ได้ใช้เวลาออกกลังกายเป็นประจำ ทำให้ร่างกายแข็งแรง และแน่นอนว่าการออกกำลังกายเป็นประจำส่งผลให้หัวใจแข็งแรงด้วยเช่นกัน

การออกกำลังกาย สามารถลดความเครียดและอาการซึมเศร้าซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอื่นๆได้ รวมถึงโรคหัวใจซึ่งอาจเกิดจากการใช้ชีวิตที่ไม่ค่อยขยับเขยื้อน

การออกกำลังกายเป็นประจำจึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ รวมถึงโรคหัวใจด้วย

 

โรคหัวใจ

เลิกนั่งดูโทรทัศน์ทั้งวัน ขยับร่างกาย ลดความเสี่ยงหลายโรค

รู้หรือไม่ว่า ??... ทุกชัวโมงที่นั่งอยู่หน้าจอโทรทัศน์ จะเป็นการเพิ่มโอกาสเสี่ยงตายจากโรคหัวใจร้อยละ 18

ผลการวิจัยพบว่า "การใช้เวลาอยู่หน้าจอโทรทัศน์จะเพิ่มโอกาสเป็นโรคหัวใจ" เพราะเป็นการนั่งเฉยๆติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เป็นผลเสียต่อระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด

นอกจากนี้ อย่าลืมว่าการนั่งดูจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟนต่างๆติดต่อกันนานจนเกินไป ก็เป็นผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน ดังนั้น การขยับ ยืดเส้นยืดสายเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

 

ฝึกลมหายใจ

หายใจลึกๆ ช่วยคลายเครียด

หลายคนคงสงสัยว่า... เพียงแค่การหายใจเข้าลึกๆ จะช่วยให้หัวใจแข็งแรงได้ยังำง ??

การหายใจ เป็นส่วนหนึ่งของการพักผ่อน ไม่ว่าจะเป็นการฝึกลมหายใจ เล่นโยคะ นั่งสมาธิ การหายใจช้าๆจะช่วยให้อัตราการเต้นของหัวใจช้าลง จิตใจโปร่งใสขึ้น และเป็นการช่วยลดความเครียดได้

ดังนั้น เมื่อต้องเผชิญกับความเครียด เพียงแค่ลองหยุดพัก หายใจลึกๆ จะสามารถช่วยลดความเครียดได้ง่ายๆ

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


ไขข้อข้องใจ... "อาหารคลีน" คืออะไร ?

อาหารคลีน (Clean Food)

อาหารคลีน หรือ Clean food จริงๆแล้วเป็นการเลือกรับประทานอาหารที่ต้องการหลีกหนีจากอาหารประเภท Dirty Food หรือ Junk Food ทั้งหลาย ดังนั้น Clean Food จึงเป็นอาหารที่มีกรรมวิธีการปรุงตรงข้ามกับอาหารพวก Junk Food โดยสิ้นเชิง Clean Food เลยเป็นอาหารที่ผ่านการปรุง ปรับแต่งรสชาติ เติมสี เคลือบสีต่างๆน้อยที่สุด ซึ่งอาหารในสมัยนี้มักผ่านการปรุงแต่งรสชาติมาก ไม่ว่าจะเป็นรสหวาน รสเค็ม ซึ่งล้วนเป็นอันตรายต่อสุขภาพเมื่อรับประทานมากอย่างต่อเนื่อง แต่หลายๆคนอาจยังติดอยู่กับรสชาติที่ชอบกินมาตลอด เช่น รสหวาน เป็นรสที่ตั้งแต่เด็กๆจนถึงวัยผู้ใหญ่มักติดกันมากที่สุด เพราะอยู่ทั้งในอาหาร ขนม ไปจนถึงเครื่องดื่มต่างๆ ซึ่งรสหวานเป็นรสชาติที่กินแล้วช่วยให้รู้สึกอารมณ์ดี มีความสุข เสมือนได้พักผ่อน ดังนั้น เวลาเครียดๆ คนส่วนมากมักทานของหวานๆเพื่อดับทุกข์ หรือแม้แต่เวลาอารมณ์ดีก็กินหวานอยู่ดีเพราะติดกันงอมแงม ในทางกลับกัน รสหวานๆที่ทำให้อารมณ์ดี กลับไม่ดีต่อสุขภาพร่างกาย ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน

บางคนเข้าใจผิดว่าการกินอาหารคลีน คือ การกินผักผลไมเยอะๆ แต่ความจริงแล้วการกินผลไม้ต่างๆก็ต้องเลือกกินเช่นกัน เพราะผลไม้ในประเทศไทย มีหลายชนิดที่มีรสหวานจัด  ซึ่งจะทำให้น้ำตาลในเลือดและไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น  เช่น ทุเรียน

นอกจาก "Clean Food" แล้ว ยังมีชื่อเรียกอื่นๆ ที่ใช้เรียกอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น

Whole Food (อาหารทั้งส่วน)

ซึ่งมาจากธุรกิจซูเปร์มาเก็ตในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีจุดขายคือการจำหน่ายสินค้าที่ไม่มีสารกัดบูด ไม่แต่งสี ไม่แต่งกลิ่น และไม่ใส่สารให้ความหวาน เน้นการจำหน่ายอาหารเพื่อสุขภาพ  ดังนั้น เมื่อนึกถึงอาหารเพื่อสุขภาพ คนจำนวนมากก็จะนึกถึงคำว่า Whole Food

Organic Food (อาหารออร์แกนิก) หรือ อาหารเกษตรอินทรีย์

คือ อาหารที่มีกระบวนการผลิตทางการเกษตรที่ปราศจากสารปนเปื้อนหรือปลอมปน เช่น แบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ สารพิษจากเชื้อรา และสารเคมีทุกชนิด รวมถึงไม่ทำการตัดต่อทางพันธุกรรมจากเมล็ดพันธุ์ (Non-GMO)

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


7 วิธีดูแลสุขภาพดวงตา ทำได้ทุกวัน

 

1. นั่งห่างจากจอคอมพิวเตอร์ในระยะที่เหมาะสมประมาณ 1 ฟุต 10 ซม.
2. อ่านหรือเขียนหนังสือโดยมีแสงสว่างเพียงพอ
3. พักสายตาบ้าง ไม่ควรใช้สายตาติดต่อกันนานๆ
4. หลีกเลี่ยงการมองของที่มีสีขาว หรือวัตถุที่สะท้อนแสงมากๆกลางแดด
5. ควรสวมแว่นกันแดด หรือสวมหมวกทุกครั้งเมื่ออกแดดจ้า
6. ตรวจวัดสายตาหรือพบจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
7. รับประทานอาหารหรืออาหารเสริมที่มีประโยชน์ต่อสายตา

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


มูฟง่ายๆ กับการออกกำลังกาย 3 แบบ ที่เหมาะกับคุณ

การออกกำลังกาย 3 แบบ

 

ออกกำลังกายหัวใจ

ออกกำลังกายหัวใจ (Cardio Exercise)

เพื่อความแข็งแรงของระบบหัวใจ และหลอดเลือด

 

ออกกำลังกาย เวทเทรนนิ่ง

ออกกำลังกายเวทเทรนนิ่ง (Weight Training)

เพิ่มความแข็งแรง และความทนทานของกล้ามเนื้อ

 

ออกกพลังกาย ยืดเส้นเอ็น

ออกกำลังกายยืดเส้นเอ็น (Stretching)

เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


ทำไมผู้ที่ได้รับยาลดไขมันในเลือด ควรรับประทาน CoQ10

โคคิวเท็น (CoQ10)

โคคิวเท็น (CoQ10) เป็นสารอาหารธรรมชาติที่ร่างกายสังเคราะห์ขึ้นเพื่อเป็นตัวร่วมในการสร้างพลังงานภายในไมโตครอนเดรีย หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ “เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย” พบมากในเซลล์หรืออวัยวะที่ใช้พลังงานมากเช่น หัวใจ ไต ปอด ตับ ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายสามารถสร้างได้เองตามธรรรมชาติ แต่ต้องอาศัยสารอาหารหลายชนิดเช่น ไทโรซีน ฟีนิลอะลานีน อะซิทิล โคเอ และวิตามินกว่า 7 ชนิด ในการสร้างมันขึ้นมา

 

 

CoQ10

กับผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้ออ่อนแรง สำคัญกว่าที่คิด !!

สาเหตุหลักของโรคหัวใจ คือ การมีระดับไขมันในเลือดหรือโคเลสเตอรอลสูง ดังนั้นปัจจุบันจึงมีการจ่ายยาในกลุ่มที่ช่วยลดโคเลสเตอรอลอยู่เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะยาในกลุ่มที่ชื่อว่า สแตติน “Statin” แม้ว่ายากลุ่มนี้จะมีประสิทธิภาพในการลดโคเลสเตอรอลได้อย่างดี แต่จากการศึกษาพบว่า การรับประทานยากลุ่มนี้จะส่งผลต่อการลดลงของ Ubiquinol CoQ10 ในร่างกาย เนื่องจากกระบวนการทำงานของสแตติน (Statin) จะเข้าไปยับยั้งตั้งแต่ขั้นตอนต้นๆ ของการสร้างโคเลสเตอรอล ซึ่งเป็นเส้นทางเดียวกับการสร้าง Ubiquinol CoQ10 ในร่างกาย

 

กรณีศึกษา

ในปี 2012 มีการทดลองให้ Q10 กับผู้กล้ามเนื้ออ่อนแรง
และมีอาการเจ็บกล้ามเนื้อ อันเนื่องมาจากการรับประทานยาลดไขมันในเลือด
หรือที่รู้จักกันดีในชื่อยาสแตติน (Statin)
วันละ 60 มิลลิกรัม เป็นเวลา 6 เดือน

มาดูกันว่ามีผลยังไงกันบ้าง ??
จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 50-70 ปีที่ได้รับยาลดไขมันในเลือด (Statin) จำนวน 25 คน
มีอาการปวดและกล้ามเนื้ออ่อนแรง

เมื่อได้รับ CoQ10 วันละ 60 มิลลิกรัม เป็นเวลา 6 เดือน พบว่า
✔ เจ็บปวดกล้ามเนื้อ ลดลง 54%
✔ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ลดลง 44%
✔ CoQ10 ในร่างกาย เพิ่มขึ้น 194%

 

โดยปกติแล้ว ยูบิควินอล โคคิวเท็น จะลดลงตามอายุที่เพิ่มขึ้น แต่นอกจากเรื่องอายุแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการลดลงของ โคคิวเท็น ได้แก่

✔ กระบวนการเผาผลาญที่เพิ่มขึ้น

✔ ภาวะความเครียด

✔ การรับประทานอาหารที่ไม่เพียงพอ

✔ ความสามารถในการดูดซึมของร่างกายลดลง

✔ โรคบางชนิดเช่น เบาหวาน มะเร็ง และหัวใจ

✔ การรับประทานยาลดไขมันในกลุ่มสแตติน (Statin)

 

ทุกวันนี้คุณได้รับ Ubiquinol CoQ10 เพียงพอหรือไม่ ?

โดยปกติปริมาณ ที่เพียงพอต่อการดูแลร่างกายให้แข็งแรงจะอยู่ที่ 100-300 มิลลิกรัม/วัน

 

รู้หรือไม่ ?? Co Q10 มีสองรูปแบบ คือ

  1. ยูบิควิโนน โคคิวเท็น (Ubiquinone CoQ10) คือ รูปแบบที่ยังไม่พร้อมใช้งาน (Inactive form) เมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว ต้องรอการเปลี่ยนแปลงฟอร์มก่อนถึงจะนำไปใช้ได้
  2. ยูบิควินอล โคคิวเท็น (Ubiquinol CoQ10) คือ รูปแบบที่พร้อมใช้งาน จัดเป็นรูปแบบหลักของ CoQ10 ที่ร่างกายต้องกาย โดยส่วนมากจะพบในคนที่มีอายุน้อยและสุขภาพดี ถ้าเป็นการรับประทานเข้าไป ก็จะสามารถดูดซึมนำไปใช้ได้ทันที

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


วิธีดูแลลูกน้อยเมื่อไข้ขึ้น รับมือหน้าฝน

คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ คงตกใจไม่น้อยเลยเวลาที่ลูกน้อยร้องจ้า ไม่สบายตัว เพราะไข้ขึ้น

ไม่ต้องตกใจไปเมื่อเด็กมีไข้ ดูแลเขายังไง มาอ่านกันได้เลย

1. เตรียมน้ำอุ่น อุณหภูมิไม่เกิน 40 องศาใส่กะละมัง
2. นำผ้าอ้อม หรือผ้าขนหนู ประมาณ 6-7 ผืน มาชุบน้ำพอประมาณ
3. วางผ้าประคบไว้ตามข้อพับแขน-ขา คอ ศีรษะ และด้านหลังลำตัว
4. ใช้ผ้าเช็ดตามลำตัว ด้วยความแรงพอสมควร เพื่อเปิดรูขุมขนให้ระบายความร้อนออกจากร่างกาย
5. หากผ้าเริ่มร้อน ให้ชุบน้ำใหม่ก่อน เพราะน้ำจากผ้า จะช่วยนำความร้อนออกจากร่างกายได้ดี
6. ให้ยาลดไข้ที่มีตัวยาพาราเซตามอล ตามปริมาณที่กำหนด ทุกๆ 4-6 ชั่วโมง
7. หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3 วัน ควรพาไปพบแพทย์ทันที

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


5 ปัจจัยทำให้ แคลเซียมเสื่อม ไม่รู้ตัว!!

ระวังแคลเซียมเสื่อมไว โดยไม่รู้ตัว !!

 

กาแฟยิ่งมาก แคลเซียม ยิ่งลด

สำหรับหลายๆคนแล้ว กาแฟคงเป็นเหมือนปัจจัยที่ 5 ที่ขาดไม่ได้ เพราะรู้สึกว่าการดื่มกาแฟนอกจากจะได้สัมผัสกับกลิ่นหอมๆแล้วยังช่วยให้ร่างกายสดชื่นด้วยกาเฟอีนวันละนิด แต่ต้องย้ำว่า...วันละนิด!! เพราะการดื่มกาแฟดำวันละ 2 แก้วจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ในทางตรงกันข้าม การดื่มกาแฟมากจนได้รับสารกาเฟอีนในปริมาณมากนั้น จะทำให้ปัสสาวะบ่อย และการปัสสาวะบ่อยนี่เองจะทำให้แคลเซียมไหลออกไปกับสสาวะมาก ซึ่งเป็นการลดโอกาสที่กระดูกจะได้รับแคลเซียมไปเสริมความแข็งแรง ทำให้กระดูกไม่แข็งแรงในที่สุด

 

น้ำอัดลม มาพร้อมกับ ฟอสฟอรัส

รู้หรือไม่ว่า... ในน้ำอัดลมทุกชนิดมีฟอสฟอรัสจำนวนมาก โดยฟอสฟอรัสจะไปจับกับแคลเซียมกลายเป็นแคลเซียมฟอสเฟต แต่ปริมาณฟอสฟอรัสที่มากเกินไปจะทำให้การดูดซึมเป็นไปได้ยาก สุดท้ายก็จะถูกขับออกมาจากร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายไม่ได้รับแคลเซียม ดังนั้น คนที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำมักจะมีภาวะขาดแคลเซียมโดยไม่รู้ตัว มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคกระดูกพรุนได้มากเลยทีเดียว

 

นิโคติน ตัวร้าย ในบุหรี่

เป็นที่รู้กันดีว่า นิโคตินเป็นสารในบุหรี่ที่ไม่ดีต่อร่างกาย แต่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าไม่ดีต่อร่างกายยังไงบ้าง ซึ่งสิ่งที่หลายคนมองข้ามก็คือ ผลเสียต่อกระดูกที่จะเกิดขึ้นจากสารนิโคติน โดยนิโคตินที่อยู่ในบุหรี่จะลดการสร้างกระดูกและลดการดูดซึมแคลเซียม ทำให้ผู้ที่สูบบุหรี่ติดต่อกันเป็นเวลานาน มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ส่งผลให้เกิดการเปราะหักของกระดูกได้ง่ายกว่าปกติ

ยาบางชนิดมีผลต่อต้านแคลเซียม

ในกรณีที่มีอาการป่วยเรื้อรังที่จำเป็นต้องกินยาบางชนิดเป็นประจำ จำเป็นต้องศึกษาว่ายาชนิดนั้นๆแต่ละตัวมีผลข้างเคียงระยะยาวต่อสุขภาพยังไงบ้าง หากพบว่ากำลังกินยาที่มีผลต่อต้านแคลเซียม ก็ควรหาทางทดแทนแคลเซียมให้ร่างกายได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอด้วย เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคกระดูกพรุน

พรีฟอร์ม วิตามินเอ (Preformed Vitamin A)

หลายๆคนคงรู้จักกันดีในชื่อของ เรตินอล ซึ่งจริงๆแล้ววิตามินเอชริดนี้มีประโยชน์ แต่หากร่างกายได้รับในปริมาณมากเกินไปจะเป็นพิษต่อร่างกาย และส่งผลต่อกระดูกทำให้กระดูกไม่ดี ดังนั้น หากต้องการรับประทานวิตามินเอเพื่อบำรุงร่างกาย ควรเลือกกินวิตามินเอชนิดอื่นๆแทนได้ เช่น บีตา-แคโรทีน แอลฟา-แคโรทีน ที่สามารถช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงสายตา รวมทั้งช่วยบำรุงกระดูกได้อีกด้วย

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


ห้ามพลาด!! วิธีแก้เครียด ตามกรุ๊ปเลือด

ก่อนอื่นลองมาดูกันก่อนว่าแต่ละกรุ๊ปเลือดอาจจะมีนิสัยยังไงกันบ้าง ??

(ตรงไม่ตรงลองสำรวจตัวเองและคนรอบข้างดูได้ แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีลักษณะนิสัยเหมือนกันซะทีเดียวนะคะ)

แต่ที่ใช้ได้ดีแน่ๆ คือ วิธีคลายเครียดดีๆที่เราจะนำมาฝากกันวันนี้ ช่วยคลายเครียดได้ดีแน่นอน

 

กรุ๊ป A ขี้อาย เครียดง่าย

คนเลือดกรุ๊ปนี้ค่อนข้างขี้อาย ไม่ชอบแสดงออก มีอะไรก็เก็บไว้ในใจ และร่างกายก็ยังผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลได้สูง เลยเครียดง่ายกว่าชาวบ้านกรุ๊ปอื่นเขา

 

กิจกรรมควรทำ

1.พยายามแสดงความรู้สึกออกมาผ่านทางการทำงานทางศิลปะ อย่างวาดรูป ร้องเพลง ประดิษฐ์ของเล็กๆน้อยๆ จะช่วยให้คุณผ่อนคลายมากขึ้น

2.ชาวกรุ๊ปเอแบกรับความเครียดไม่ค่อยไหว จึงต้องวางแผนงานในแต่ละวันไว้ล่วงหน้า ว่าเวลาไหนต้องทำอะไรบ้างแต่ละวันของคุณจะได้ผ่านไปอย่างสบายๆ

3.หาเวลาวันละครึ่งชม.นั่งสงบใจตัดความฟุ้งซ่านออกจากสมองเสียบ้าง

 

กรุ๊ป B ช่างฝัน อารมณ์โรมแมนติก

หมู่เลือดของคนช่างฝัน อารมณ์โรแมนติกรักสวยรักงามและเจ้าชู้นิดๆ แต่ไหวพริบเป็นเยี่ยม แต่บางทีก็เพ้อฝันมากไปจนทำตัวเองหดหู่ซึมเศร้าซะงั้น

 

กิจกรรมควรทำ

1.จุดอ่อนของคนกรุ๊ปนี้คือรักหน้าห่วงภาพพจน์มากไป จนนอยด์และเหนื่อยกับการรักษาภาพพจน์อยู่ตลอดเวลา ถ้าปล่อยวางตรงจุดนี้ได้ร่างกายและอารมณ์ของคุณจะดีขึ้นอีกมาก

2.ควรเล่นกีฬาที่ได้ฝึกสมาธิคู่กันไปด้วยเช่น เทนนิส ศิลปะการต่อสู้ กอล์ฟ

3.หาเวลานั่งสมาธิทุกวัน เพราะสาวกรุ๊ปบีเป็นเจ้าแห่งจินตนาการ จิตใจเลยฟุ้งกระจายจนหาความสงบสุขได้ยากมากถึงมากที่สุด

 

กรุ๊ป O มองโลกตามความเป็นจริง

ถ้าเป็นสาวๆ กรุ๊ปโอมีนิสัยคล้ายผู้ชาย คือไม่ค่อยเพ้อฝันมองโลกตามความเป็นจริง เลยไม่ค่อยผิดหวังกับอะไรง่ายๆยกเว้นเรื่องของความรัก สาวๆ ชาวโอรักใครแล้วรักจริง เมื่อไหร่คนรักทำให้ผิดหวังนางเลยจะเครียดจัด ชนิดไม่กินไม่นอนเป็นวันๆเลยทีเดียว

 

กิจกรรมควรทำ

1.ดูภาพยนตร์หรือละครตลกที่พาให้คุณหลุดไปจากโลกแห่งความเป็นจริงเพราะบางทีโลกในจินตนาการก็ช่วยให้เราแฮปปี้ง่ายกว่านะ

2.ปล่อยวางจากคนรักบ้างต้องทำใจว่าเราไปกะเกณฑ์ให้เขาเป็นอย่างใจเราไม่ได้หรอก

3.ออกกำลังกายอย่างหนัก เช่นวิ่ง ว่ายน้ำ ตีเทนนิสจะเหมาะกับนิสัยจริงจังของคุณ

 

กรุ๊ป AB ไม่ค่อยมีมนุษยสัมพันธ์

ชาว AB เป็นคนถือตัว ไม่ค่อยมีมนุษยสัมพันธ์ เข้าข่ายแม่เสือยิ้มยากแถมยังเจ้าระเบียบ หัวสูง ทะเยอทะยาน ฉลาดลึกซึ้ง มองคนเก่ง เป็นหมู่เลือดของคนที่มักจะประสบความสำเร็จ แต่ออกจะเหงาๆอยู่สักหน่อย เพราะเพื่อนไม่ค่อยคบ

 

กิจกรรมควรทำ

1.ยิ้มมากๆและพยายามหากิจกรรมที่ได้ทำร่วมกับเพื่อนๆเป็นกลุ่มใหญ่ จะได้ฝึกมนุษยสัมพันธ์ของตัวเองให้ดีขึ้น

2.อย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องของคนอื่นเพราะเมื่อไรที่คุณลงมือทะเลาะกับใครคุณจะทุ่มเทอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่ชนะไม่เลิก นอกจากจะสร้างศัตรูแล้ว ยังไดความเครียดมาเป็นของแถมอีกด้วย

3.เวลาว่างสาว AB ควรจะหากิจกรรมทำ โดยเฉพาะกิจกรรมด้านการกุศลอย่างบริจาคโลหิต รณรงค์เพื่อช่วยสัตว์พิการ ไปเลี้ยงเด็กกำพร้า เป็นต้น จะทำให้คุณอารมณ์ดีได้ เพราะคนกรุ๊ปนี้มีพื้นฐานจิตดีอยู่แล้ว เพียงแค่ถูกความเจ้าระเบียบทำให้นอยด์จัดจนลืมเกรงใจคนข้างบ้านเท่านั้นเอง

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm