Uncategorized @th

กรดเกินจะหายไป ถ้า Say Goodbye พฤติกรรมเหล่านี้

ใครจะคิด ว่าการพฤติกรรมการกินของเราจะกระทบต่อสุขภาพร่างกายได้มากขนาดนี้😷

เพราะการทานอาหารตอนดึก⏰
ทานแล้วนอนเลย😴
ทานไม่เป็นเวลา🤢
ทานเยอะหรือเร็วเกินไป🍿🍗 🍦
และการไม่ทานผักผลไม้ 🤐

ล้วนทำให้กระเพาะหลั่งกรดออกมามากกว่าปกติ และหลั่งไม่เป็นเวลา พาลจะทำให้หูรูดกระเพาะเสื่อม ควบคุมกรดไม่ได้อีกต่อไป

 

อยากหายจากอาการกรดเกิน ต้องหลีกจากของแสลงเหล่านี้ให้ไกล😖

ทั้งของทอด ของมัน🍔🍟🍕
อาหารรสจัด ทั้งเผ็ด เค็ม เปรี้ยว/ของหมักดอง🌶🍜🍓
ผลไม้รสเปรี้ยวจัด เช่นสับปะรด ส้ม มะนาว🍍🍊🍋
อาหารที่ทำมาจากถั่ว 🌰🥜
เนื้อสัตว์สุกๆ ดิบๆ🥩🍣

อาหารจำพวกที่มีกรดเยอะ มันมาก หรือมีแก๊สเยอะ ย่อยยากกว่าอาหารทั่วไปทำให้กระเพาะต้องผลิตกรดออกมาใช้ในการย่อยมากขึ้น จนเกิดอาการกรดเกินในที่สุด

 

เมื่อเป็นเรื่องกรดเกิน หลายคนอาจมองข้ามสิ่งใกล้ตัวอย่างเครื่องดื่มที่เราดื่มอยู่ทุกวัน สั่งจนติดปากอยู่ทุกมื้อ รู้มั้ยว่าเครื่องดื่มแต่ละแก้ว ส่งผลเสียได้มากกว่าที่คิด🍻

เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์🍺🍷 🥃
เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน (ชา กาแฟ) ☕️🍶
น้ำอัดลม ที่มีทั้งแก๊ส และกาเฟอีน🥤
เครื่องดื่มชูกำลัง💪

จะไปกระตุ้นให้กระเพาะผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น จนแสบท้องจากกรดกัดกระเพาะค่ะ

 

เมื่อหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้แล้ว ก็อย่าลืมเสริมความแข็งแรงให้กระเพาะด้วยพฤติกรรมที่ดีอย่างการทานอาหารย่อยง่าย ทานผักผลไม้ที่มีเบตาแคโรทีนสูง เช่น แครอท🥕 ฟักทอง🎃 แคนตาลูป🍈

และอย่าลืม! พกยาลดกรด-เคลือบกระเพาะ ไว้ใกล้ๆ มือ สำหรับบรรเทาอาการ ให้คุณแฮปปี้ได้ทั้งวัน เพราะบอกลาอาการแสบท้อง จุกเสียด ปวดกระเพาะจากกรดเกินกันค่ะ

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm

 


หยุด! พฤติกรรมป้อนสารพิษเข้าสู่ร่างกาย โดยไม่รู้ตัว

 

ในปัจจุบันมีผู้ป่วยจากสารพิษจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่ได้รับสารพิษในปริมาณมากจพเกิดอาการเป็นพิษเฉียบพลัน เช่น

 


สารพิษจากบุหรี่

บุหรี่มีสารก่อมะเร็งที่สำคัญ เช่น นิโคติน แอลกอฮอล์ฟีนอล สารอัลดีไฮด์อะโรมาติก ไฮโรคาร์บอน สารหนู โดยนิโคตินจะกระจายไปตามอวัยวะต่างๆ และเป็นสารที่ทำให้เสพติด

 


สารพิษจากสุรา

แอลกอฮอล์ทำลายวิตามินบี 1,วิตามินบี 2 และขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม รวมทั้งขัดขวางการสังเคราะห์ไกลโคเจน ทำให้มีการสร้างไขมันที่ตับมากขึ้นจนเกิดตับอักเสบ ตับแข็ง

 


โลหะหนัก

สารตะกั่วอาจปนเปื้อนในน้ำและอาหาร และอาจพบสารตะกั่วปนเปื้อนในภาชนะบรรจุอาหารที่ไม่ได้มาตราฐาน จนเกิดพิษต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm

 


Check สักนิด! ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับ ยาคุม

หลายคนถามกันเข้ามาถึงความปลอดภัยในการใช้เม็ดยาคุมกำเนิด เพราะความเชื่อผิดๆ ที่คิดยาคุมทำให้เสียสุขภาพ หรือมีผลข้างเคียงให้รำคาญ มาลองเช็กดูอีกที ว่าที่เชื่อมานมนานน่ะชัวร์หรือมั่ว จะได้ใช้ยาคุมกันต่อได้อย่างสบายใจ หายห่วงทั้งประสิทธิภาพยา ทั้งสุขภาพกันค่ะ

 

ไม่จริงค่ะ เพราะยาคุมรุ่นใหม่ๆ ได้พัฒนามาเพื่อให้มีผลกระทบกับร่างกายน้อยที่สุด และไม่สะสมในร่างกาย ผู้ที่ทานยาคุมนาน ๆ จะมีสิทธิ์ตั้งครรภ์ได้เท่าๆ กับผู้ที่ไม่ได้คุมกำเนิด ดังนั้นเมื่อหยุดใช้ยา ก็สามารถมีบุตรได้เลย การกินยาคุมนานๆ แล้วจะทำให้มีลูกยาก จึงเป็นความเชื่อที่ผิดค่ะ

 

เป็นความเชื่อที่ผิดค่ะ เพราะเดี๋ยวนี้ยาเม็ดคุมกำเนิดมีแบบฮอร์โมนต่ำให้เลือกใช้กัน เพื่อหลีกเลี่ยงอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ดังกล่าว โดยสังเกตง่ายๆ ที่ปริมาณตัวยา Ethinyl estradiol ที่ฉลากกำกับยา ควรอยู่ที่ 0.02 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่ต่ำพอที่จะลดอาการแพ้ แต่ยังคงประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดได้เท่ายาคุมกำเนิดแบบปกติค่ะ

 

เป็นความเชื่อที่วิจัยแล้วว่ายาเม็ดคุมกำเนิดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้ผู้ใช้เป็นโรคมะเร็ง เช่น มะเร็งเต้านม หรือเนื้องอกมดลูก รวมทั้งการท้องนอกมดลูก แต่กลับพบว่าโรคเนื้องอกในเต้านม และรังไข่ เกิดขึ้นในผู้ที่ไม่ได้ใช้ยาคุมมากกว่ากลุ่มผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดเสียอีก ส่วนโรคมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับ ยังไม่สามารถสรุปได้ชัดเจน เพราะการเกิดมะเร็งทั้งสองชนิด เกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่นๆ ด้วยค่ะ

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


โรคเบาหวาน อาการและวิธีลดความเสี่ยง

ผู้ป่วยเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เรียกว่า Hyperglycemia ซึ่งในปี ค.ศ. 1922 นักวิทยาศาสตร์ชาวแคนาดา F.G Banting ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์ ค้นพบ ฮอร์โมน "อินซูลิน" ที่สร้างขึ้นมาจากเบต้าเซลล์ในตับอ่อน เป็นฮอร์โมนที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ให้เหมาะสม

อาการของโรคเบาหวาน

น้ำตาลในเลือดสูง

แต่ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้ ซึ่งจะสามารถรู้ได้จากการตรวจสุขภาพโดยแพทย์ ดังนั้น ทุกคนไม่ควรมองข้ามการไปตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อตรวจหาความผิดปกติภายของร่างกาย จะได้ทำการรักษาทันท่วงที

 

หิวน้ำบ่อย เหนื่อยง่าย

หากร่างกายขาดน้ำตาลมากกว่าจะมีการสลายไขมันในส่วนต่างๆของร่างกายมากขึ้น  เมื่อมีการสลายไขมันมากขึ้นทำให้ของเสีย เช่น สารคีโตรมากจนเป็นพิษต่อร่างกาย ทำให้อ่อนเพลีย เหนื่อยหอบ หิวน้ำบ่อย

 

ปัสสาวะบ่อยและมาก

เนื่องจากน้ำตาลที่ออกมาจากทางไตจะดึงเอาน้ำออกมาด้วย จึงทำให้มีปัสสาวะมากกว่าปกติ เมื่อปัสสาวะมากก็จะทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ต้องคอยดื่มน้ำบ่อยๆ  และเมื่อมีน้ำตาลในเลือดมากกว่า 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร แล้วร่างกายจะดูดซึมกลูโคสกลับไม่หมด จึงมีน้ำตาลถูกร่างกายขจัดออกไปกับปัสสาวะทำให้ปัสสาวะมีรสหวาน

 

ดูแลสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงของโรคเบาหวาน

จำกัดอาหารและเครื่องดื่มที่มีรสหวาน น้ำตาลสูง

อาจเลือกใช้น้ำตาลเทียมที่ให้ความหวานแต่พลังงานน้อยกว่า จึงไม่ทำให้อ้วน

 

รักษารูปร่างไม่ให้อ้วน

จัดตารางออกกำลังกายเพื่อการออกกำลังที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ

 

รับประทานอาหารถูกหลัก

หัวใจสำคัญคือการรับประทานอาหารที่ได้สัดส่วน มีวิตามิน เกลือแร่ เส้นใยอาหาร เพื่อให้กระบวนการเผาผลาญพลังงานเป็นไปตามปกติ และรับประทานอาหารเป็นเวลา เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือด

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


6 Tips แก้ปัญหา ท้องอืด ด้วยธรรมชาติ

 

ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ปวดจุกเสียดแน่นท้อง เป็นปัญหากวนใจที่แม้ไม่ใช่อาการอันตรายร้ายแรง แต่หากเกิดขึ้นบ่อยหรือเป็นแบบเรื้อรัง ก็ย่อมทำให้เรารู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างแน่นอน ทำให้หลายๆคนมองหาวิธี แก้อาการ ท้องอืด และคงลองกันมาหลายวิธี เรามารู้จักสาเหตุของของอาการท้องอืดกันก่อนว่า เป็นอารการที่เกิดจากการมีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก ซึ่งสาเหตุก็มักมาจากอาหารไม่ย่อย โดยเฉพาะเมื่อเรากินมากหรือเร็วเกินไป กินอาหารที่มีแก๊สเยอะ กลืนอากาศเข้าไปมาก หรือมีปัญหาในทางเดินอาหารอยู่แล้ว เช่น เป็นโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ เป็นต้น

การแก้อาการท้องอืด สามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การบรรเทาอาการด้วยตัวเอง การกินยา ไปจนถึงการรักษาโดยคุณหมอผู้เชี่ยวชาญ สำหรับคนที่เจอะเจอปัญหานี้บ่อยๆ เรามาดูกันดีกว่าว่าวิธีการ แก้อาการท้องอืด แบบธรรมชาติๆ ที่เราสามารถทำได้เองมีอะไรบ้าง


1. ปรับเปลี่ยนนิสัยการกินใหม่ แก้อาการท้องอืด

หนึ่งในวิธีง่ายๆ และได้ผลดี ก็คือการเปลี่ยนนิสัยการกินที่ไม่ดีเสียใหม่ เช่น กินอาหารให้ช้าลง หลีกเลี่ยงการกินเยอะจนอิ่มเกินไป งดอาหารและเครื่องดื่มที่มีแก๊สเยอะ อย่างน้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ของหมักดอง และผักตระกูลกะหล่ำ รวมถึงอย่านอนทันทีหลังกินอิ่มใหม่ๆ วิธีเหล่านี้จะช่วยป้องกันอาหารไม่ย่อยซึ่งเป็นที่มาของปัญหาท้องอืดได้


2. กินผักผลไม้ที่ช่วยคลายท้องอืด

ผักและผลไม้บางชนิดมีสรรพคุณที่ช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อหลังเรากินอาหารมื้อใหญ่ๆ ได้ เช่น สับปะรด และมะละกอสุก ที่มีเอนไซม์ช่วยย่อยโปรตีนอยู่ตามธรรมชาติ จึงช่วยแก้อาการแน่นท้องเวลาเรารับประทานเนื้อสัตว์เยอะๆ รวมถึงผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง อย่างมะเขือเทศ และกล้วยหอม ก็ช่วยลดอาการบวมน้ำและจุกแน่นในท้องได้ดีเช่นกัน


3. เครื่องดื่มบางอย่างช่วยได้

ใครที่มีปัญหาจุกเสียดอาหารไม่ย่อยหลังทานข้าว อาจลองงดชา-กาแฟเย็น แล้วเปลี่ยนมาล้างปากด้วยน้ำมะนาว น้ำขิง หรือชาคาโมมายล์อุ่นๆ แทน เพราะเครื่องดื่มเหล่านี้มีสรรพคุณเป็นยาระบาย ช่วยขับลม กระตุ้นระบบย่อยอาหาร แถมยังแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อได้รวดเร็วทันใจอีกด้วย


4. รับประทานโปรไบโอติกส์ แก้อาการท้องอืด

โปรไบโอติกส์ (Probiotics) คือจุลินทรีย์ชนิดดีที่อาศัยอยู่ในลำไส้ของเรา ซึ่งจะช่วยปรับสมดุลภายในทางเดินอาหาร ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคอื่นๆ เข้ามารุกราน ลดอาการท้องผูก-ท้องเสีย และยังมีส่วนช่วยในการย่อยอาหารด้วย เราสามารถรับโปรไบโอติกส์ได้จากอาหารจำพวกนมเปรี้ยว โยเกิร์ต ซึ่งหากทานเป็นประจำก็จะช่วยแก้ปัญหาท้องอืดในระยะยาวได้


5. นวดกดจุดลดแน่นท้อง

การนวดกดจุด เป็นศาสตร์การแพทย์โบราณที่สามารถบรรเทาภาวะอาหารไม่ย่อย หรือการดูดซึมผิดปกติได้ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าจุดที่กดแล้วจะช่วยแก้ท้องอืดได้ ได้แก่ “จุดจงหว่าน” ที่อยู่กึ่งกลางลำตัวตรงหน้าท้อง เหนือสะดือขึ้นมาประมาณ 4 นิ้ว “จุดจู๋ซานหลี” ที่อยู่ตรงหน้าแข้งทั้ง 2 ข้าง ใต้สะบ้าหัวเข่าประมาณ 3 นิ้ว และ “จุดเน่ยกวน” ที่อยู่ตรงแขนด้านใน ใต้เส้นข้อมือประมาณ 2 นิ้ว การนวดคลึงเบาๆ ที่จุดเหล่านี้เป็นเวลา 3 – 5 นาทีหลังกินอาหาร จะช่วยลดอาการท้องอืดจุกเสียดแน่นได้เป็นอย่างดี


6. ใช้ยาสมุนไพรแก้ท้องอืด

รู้ไหมว่าผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรหลายตัวมีสรรพคุณช่วยแก้ท้องอืดได้ดีไม่แพ้ยาแผนปัจจุบันเลย ตัวอย่างเช่น สารสกัดจากตะไคร้และขิง หรือน้ำมันสกัดจากเปปเปอร์มินต์ และสเปียร์มินต์ ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการอักเสบระคายเคืองในช่องท้อง รวมไปถึงอาการปวดเสียด แน่นท้อง และท้องอืดจากสาเหตุต่างๆ แถมสมุนไพรที่ว่ายังมีส่วนผสมของเมนทอลที่ให้กลิ่นหอมเย็นสดชื่น ซึ่งช่วยคลายความเครียด วิตกกังวล อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อาหารไม่ย่อยอีกด้วย

 

Belfesh ยาสมุนไพรจากธรรมชาติในรูปแบบมินต์บอล พกพาสะดวก ทานง่าย ใช้สำหรับขับลมแก้ท้องอืด ด้วยส่วนประกอบหลักที่เป็นน้ำมัน peppermint และ spearmint ซึ่งมีสรรพคุณโดดเด่นในการช่วยย่อยอาหาร ขับลม ลดแก๊สในกระเพาะ จึงหมดกังวลเรื่องอาการท้องอืดจุกเสียดมากวนใจ แม้มื้ออาหารจัดเต็มแค่ไหนก็หายห่วง พร้อมกลิ่นมินต์หอมเย็นสดชื่น เพื่อลมหายใจสะอาดมั่นใจได้อย่างยาวนาน สามารถซื้อได้ตามร้านขายยา และร้านสะดวกซื้อชั้นนำทั่วไป

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


รับมือกับวัยทอง "ภัยเงียบของโรคกระดูกพรุน"

โรคกระดูกพรุน

กระดูกพรุน (Osteoporosis) คือ ภาวะที่กระดูกมีความแข็งแรงลดลง ส่งผลให้กระดูกแตกหักได้ง่ายกว่าปกติ แม้ได้รับแรงกระแทกเล็กๆน้อยๆก็อาจเกิดการแตกหักที่กระดูกได้ จึงเป็นโรคที่สร้างความเจ็บปวดได้มากและอาจมีการกดทับเส้นประสาทได้ ซึ่งจะยิ่งทำให้มีอาการเจ็บมากขึ้นไปอีก ดังนั้น ทุกเพสทุกวัยควรดูแลกระดูกด้วยการรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายอยู่เสมอ โดยเฉพาะวัย 50 ปีเป็นต้นไปที่ต้องการปริมาณแคลเซียมมากกว่าคนในวัยอื่นๆ และร่างกายมีประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลงเรื่อยๆ จึงต้องหมั่นเติมแคมเซียมให้ร่างกายอย่างเพียงพอ

นอกจากนี้ คุณแม่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ก็ควรรับประทานแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัมด้วย เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายต้องการนำแคลเซียมไปใช้ในการสร้างน้ำนมมากขึ้นด้วย

วันนี้คุณได้รับ… แคลเซียมเพียงพอแล้วหรือยัง ?

มาเช็คกันก่อนว่าวัยของคุณ ต้องการ แคลเซียม มากแค่ไหน ?? เพราะคนแต่ละช่วงวัยมีความต้องการแคลเซียมในปริมาณที่ไม่เท่ากัน

  • อายุตั้งแต่ 1 ถึง 30 ปี ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลกรัม เพราะร่างกายยังสามารถดูดซึมแคลเซียมและเก็บสะสมไว้ได้ดีอยู่
  • อายุ 30 ปีขึ้นไป ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม ร่างกายในวัยนี้หยุดเก็บแคลเซียมแล้ว ดังนั้น เราต้องเติมแคลเซียมให้กับร่างกายอยู่ตลอดห้ามขาด
  • อายุ 50 ปี (วัยทอง) ต้องการแคลเซียมวันละ 1,000 มิลลิกรัม
  • อายุ 50 ปีขึ้นไปและคุณแม่ตั้งครรภ์ ต้องการแคลเซียมวันละ 1,200 มิลลิกรัม

 

หลายๆคนอาจจะรู้จัก “แคลเซียม” ในฐานะของส่วนประกอบสำคัญของกระดูกและฟันและจำเป็นต่อการคงสภาพปกติของกระดูกและฟัน แต่นอกจากจะเป็นสารที่จำเป็นต่อกระดูกและฟันแล้ว แคลเซียมยังมีประโยชน์อย่างมากต่อระบบอื่นๆในร่างกาย เช่น

  • มีส่วนช่วยในการแข็งตัวตามปกติของเลือด
  • มีส่วนช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากเมตาบอลิซึมตามปกติ
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของกล้ามเนื้อ
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของสารสื่อประสาท
  • มีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของเอนไซม์ในระบบย่อยอาหาร

 

สารที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมแคลเซียม

การรับประทานแคลเซียมนั้นจะดูดซึมได้ดีมากขึ้น หากรับประทานร่วมกับ “โบรอน” (Boron)

 

สารที่ลดการดูดซึมแคลเซียม

แอลกอฮอลล์ จะขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม ลดการกระตุ้นวิตามินดีที่ตับ และเร่งการขับแคลเซียมออกมาทางปัสสาวะ

กาแฟ เพราะเครื่องดื่มที่มีสารกาเฟอีนจะขับแคลเซียมออกจากกระแสเลือด โดยกาแฟเพียง 1 แก้ว จะมีผลต่อการสูญเสียแคลเซียมถึง 2-3 มิลลิกรัม

น้ำอัดลม มีกรดฟอสฟอริกและกรดคาร์บอนิกที่ทำให้เกิดฟอง ทำให้เลือดเป็นกรด และส่งผลให้ร่างกายสูญเสียแคลเซียมในที่สุด

อาหารรสเค็มจัด เพราะจะทำให้ร่างกายเริ่มกำจัดเกลือออกทางปัสสาวะ ซึ่งจะเป็นการขับแคลเซียมออกไปจากร่างกายด้วย

ธัญพืชที่มีสารไฟเตตสูง จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม จึงไม่ควรรับประทานแคลเซียมพร้อมกับอาหารที่มีสารไฟเตตสูง

อาหารมีฟอสฟอรัสสูง เช่น ตับ เพราะเมื่อร่างกายต้องการจะรักาาสมดุลของฟอสฟอรัส ก็จะทำการขับแคลเซียมออก

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


ทำไมถึงมีอาการ "ตาล้า" เพราะแสงสีฟ้าจากหน้าจอ ?

ทำไมตาล้า เพราะ "แสงสีฟ้า" จากหน้าจอ ??

 

แสงสีฟ้า คืออะไร ?

แสงสีฟ้าคือแสงที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา ถือเป็นหนึ่งในสามของแสงขาวจากแสงยูวี สามารถมองเห็นได้และมีพลังงานสูง (high-energy visible)
โดยแสงทั้งหมดมี 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง และแสงสีฟ้าหรือน้ำเงิน ซึ่งแต่ละสีมีความยาวคลื่นและพลังงานแตกต่างกัน ซึ่งแสงที่เรามองเห็นได้จะอยู่ที่ช่วงความยาวคลื่นประมาณ 400-700 nm และแสงสีฟ้าอยู่ที่ช่วงประมาณ 380-480 nm จึงเป็นแสงที่เรามองเห็นได้นั่นเอง

 

ทำไมแสงสีฟ้า ทำให้ตาล้า ?

จริงๆแล้วแสงสีฟ้ามีผลต่อฮอร์โมนที่ช่วยทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง ซึ่งฟังดูดี แต่หากเราได้มองแสงสีฟ้าผิดเวลา เช่น เวลาใกล้เข้านอน จะเป็นการรบกวนการนอนของร่างกาย และการมองแสงสีฟ้าเป็นเวลานานๆ อาจมีผลทำให้จอประสาทตาเสื่อมได้ ซึ่งแสงสีฟ้ามักมาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กันอยู่ทุกวัน เช่น สมาร์ทโฟน จอคอมพิวเตอร์ จอโทรทัศน์ ดังนั้น ไม่ควรใช้สายตาในการจ้องมองอุปกรณ์เหล่านี้นานจนเกินไป เพราะจะเป็นผลเสียต่อสายตาในระยะยาวได้

 

 

ติดตามเคล็ดลับดีๆเกี่ยวกับสุขภาพและไลฟ์สไตล์ได้ที่   https://www.facebook.com/healthyclub.by.biopharm/

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับ Biopharm ทาง Line Official : @biopharm


ตอบแบบสอบถาม รับฟรี!! Gummy 2 ซอง

 

 

 

เพียง คลิ้กที่รูป เพื่อตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับ Biopharm Gummy

แล้วพิมพ์ชื่อ-ที่อยู่ในการจัดส่งไว้ในส่วนสุดท้ายของแบบฟอร์ม

 

รับฟรี!! Gummy 2 ซอง

 

ช่วยเราพัฒนา Gummy ให้ถูกใจคุณมากที่สุด