กรดไหลย้อนในเด็ก คืออะไร? ไขข้อสงสัยที่พ่อแม่ทุกคนต้องรู้

กรดไหลย้อนในเด็กทารกเป็นภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับมาที่หลอดอาหาร สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยในทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 2 ปี ทำให้เด็กมีอาการไม่สบายตัว แสบร้อนกลางอก ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และหากมีอาการรุนแรงอาจทำให้กินอาหารได้น้อยลง ส่งผลเสียต่อสุขภาพและพัฒนาการในระยะยาว
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่พ่อแม่ทุกคนไม่ควรมองข้าม แต่แน่นอนว่าการสังเกตอาการกรดไหลย้อนในเด็กด้วยตัวเองอาจไม่ใช่เรื่องง่าย บทความนี้จึงรวบรวมสาระดี ๆ ที่พ่อแม่ทุกคนควรรู้เกี่ยวกับภาวะกรดไหลย้อนในเด็ก ทั้งวิธีสังเกตอาการกรดไหลย้อนในทารก สาเหตุของอาการ ต้องกินยาลดกรดไหลย้อนไหม และวิธีป้องกันที่ถูกต้อง ซึ่งจะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกน้อยได้อย่างเหมาะสม
สารบัญบทความ
- กรดไหลย้อนในเด็ก อาการ มีอะไรบ้าง? สัญญาณเตือนจากลูกน้อย
- สาเหตุของกรดไหลย้อนในเด็ก เกิดจากอะไร?
- วินิจฉัย กรดไหลย้อนในเด็ก ต้องตรวจอย่างไร?
- กรดไหลย้อนในเด็ก ป้องกันได้ พ่อแม่ยุคใหม่ควรรู้
- กรดไหลย้อนในเด็ก อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อสุขภาพของลูกน้อย
- กรดไหลย้อนในเด็ก แนะตัวช่วยดี ๆ ที่ทุกครอบครัวไม่ควรพลาด
กรดไหลย้อนในเด็ก อาการ มีอะไรบ้าง? สัญญาณเตือนจากลูกน้อย

กรดไหลย้อนในเด็กเป็นภาวะที่อาการแรกเริ่มอาจดูเหมือนไม่รุนแรง แต่สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายและพัฒนาการของเด็กในระยะยาวได้ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องสังเกตอาการของลูกน้อยเพื่อให้เขาได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งอาการกรดไหลย้อนเด็ก มีดังนี้
อาการกรดไหลย้อนในทารก (ไม่มีอาการแทรกซ้อน)
- แหวะนมหรืออาเจียนหลังรับประทานอาหาร
- ร้องไห้โยเยและดูไม่สบายตัว โดยเฉพาะหลังจากกินนมหรือระหว่างการนอน
- หลับยากหรือมักตื่นกลางดึก
- ดื่มนมได้น้อยลงหรือปฏิเสธการดื่มนม
อาการโรคกรดไหลย้อนในทารก (มีอาการแทรกซ้อน)
- น้ำหนักตัวขึ้นช้าหรือไม่เพิ่มตามเกณฑ์
- หลอดอาหารอักเสบ อาเจียนมีเลือดปน
- ถ่ายอุจจาระมีสีดำ ตัวทารกซีด
- เสียงหายใจครืดคราด หยุดหายใจ
สาเหตุของกรดไหลย้อนในเด็ก เกิดจากอะไร?
กรดไหลย้อนในเด็ก (Gastroesophageal Reflux Disease: G) เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อหูรูดบริเวณกระเพาะอาหาร ซึ่งปกติคอยควบคุมไม่ให้อาหารและน้ำย่อยไหลย้อนกลับมายังทางเดินอาหารส่วนบนยังพัฒนาไม่เต็มที่ ทำให้เกิดการไหลย้อนกลับขึ้นมาทางหลอดอาหาร ในบางกรณีอาจไหลย้อนกลับมาถึงปากและทางเดินหายใจได้
สาเหตุของกรดไหลย้อนในเด็ก ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สามารถส่งผลให้เกิดอาการนี้ได้เช่นกัน คือ
- การนอนราบหลังดื่มนม
เมื่อทารกนอนราบทันทีหลังดื่มนมจะทำให้นมไหลย้อนกลับไปยังหลอดอาหารด้านบน เนื่องจากองศาของร่างกายที่ขัดกับแรงโน้มถ่วงของโลก และด้วยที่กล้ามเนื้อหูรูดของทารกยังไม่แข็งแรงจึงไม่สามารถปิดหลอดอาหารได้สนิท ทำให้นมและน้ำย่อยไหลย้อนกลับไปยังหลอดอาหารด้านบน จนเกิดอาการแสบร้อนกลางอก
- การแพ้นมวัว
อาการแพ้นมวัวเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองผิดปกติต่อโปรตีนในนมวัว ส่งผลให้เกิดการอักเสบในหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (LES) ทำงานได้ไม่เต็มที่ น้ำย่อยจึงไหลย้อนกลับเข้าสู่หลอดอาหารได้ง่าย นอกจากนี้การแพ้นมวัวยังเพิ่มการผลิตกรดในกระเพาะอาหาร ดังนั้นการเป็นกรดไหลย้อนกินนมวัวเข้าไปก็ยิ่งอาจกระตุ้นให้ภาวะกรดไหลย้อนแย่ลงได้
- การคลอดก่อนกำหนด
การพัฒนาของระบบทางเดินอาหารและกล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่าง (LES) ที่ยังไม่สมบูรณ์ของทารกที่คลอดก่อนกำหนดบางคนทำให้มีโอกาสเกิดภาวะกรดไหลย้อนในเด็กสูงขึ้น เนื่องจากไม่สามารถปิดกั้นอาหารไหลย้อนกลับทำได้เต็มที่
วินิจฉัย กรดไหลย้อนในเด็ก ต้องตรวจอย่างไร?
การวินิจฉัยภาวะกรดไหลย้อนในเด็กมีวิธีการที่แตกต่างกันออกไป โดยคุณหมอจะทำการซักประวัติเพื่อวิเคราะห์อาการว่าเด็กมีภาวะกรดไหลย้อนหรือมีอาการแทรกซ้อนรุนแรงจนเป็นโรคกรดไหลย้อนแล้วหรือไม่
โดยจะมีการวินิจฉัยผ่านกระบวนการต่าง ๆ เพิ่มเติม ดังนี้
การตรวจวินิจฉัยภาวะกรดไหลย้อนในเด็ก
- การซักประวัติและตรวจร่างกาย
คุณหมอจะสอบถามถึงลักษณะของการแหวะนมหรือการอาเจียน เช่น เกิดอาการในช่วงเวลาใด (กลางคืนหรือหลังกินอาหาร) ลักษณะอาหารที่ออกมา (ย่อยแล้วหรือยังไม่ย่อย) ปัจจัยกระตุ้น เช่น ความถี่และปริมาณของอาหาร รวมถึงคุณหมอจะตรวจดูการเจริญเติบโต น้ำหนักตัว การขาดสารอาหาร และอาการที่แสดงถึงภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ หายใจลำบาก ไอเรื้อรัง หรือหลอดอาหารอักเสบ เป็นต้น - เกณฑ์การวินิจฉัยเบื้องต้น
ทารกเป็นกรดไหลย้อนจะมีการแหวะนมบ่อย แต่ถ้ายังคงเจริญเติบโตดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อน การวินิจฉัยไม่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม เนื่องจากภาวะนี้พบได้บ่อยในทารกและมักหายไปเองเมื่ออายุประมาณ 12-18 เดือน แต่หากอาการเกิดหลังอายุ 6 เดือน หรือมีภาวะแทรกซ้อน เช่น น้ำหนักตัวไม่ขึ้น อาเจียนรุนแรง หรืออาการอื่นที่ผิดปกติ อาจสงสัยได้ว่าเป็นโรคกรดไหลย้อนในเด็ก ควรทำการส่งตรวจเพิ่มเติม - การตรวจเพิ่มเติมที่แนะนำ
- Esophago-Gastro-Duodenoscopy (EGD)
EGD คือนำกล้องขนาดเล็กส่องเข้าไปหาความผิดปกติบริเวณทางเดินอาหารส่วนต้นว่ามีการอักเสบหรือบาดแผลหรือไม่ ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการวินิจฉัยภาวะกรดไหลย้อนในเด็กอย่างมากในปัจจุบัน - pH Monitoring และ pH-Impedance Monitoring
วินิจฉัยภาวะกรดไหลย้อนในเด็กด้วยการทำpH Monitoring และ pH-Impedance Monitoring คือการใช้สายขนาดเล็กสอดผ่านจมูกเข้าสู่หลอดอาหาร เพื่อตรวจจับการไหลย้อนของกรดและของเหลวตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้สามารถเห็นความผิดปกติได้ทันที - Upper GI Series (Barium Swallow)
ตัวเด็กต้องมีการกลืนแป้งแบเรียมซัลเฟตซึ่งเป็นสารทึบรังสี และทำการฉาย X-ray เพื่อดูความผิดปกติของอวัยวะต่าง ๆ ในทางเดินอาหารส่วนต้น เช่น หลอดอาหาร, กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น
- Esophago-Gastro-Duodenoscopy (EGD)
กรดไหลย้อนในเด็ก ป้องกันได้ พ่อแม่ยุคใหม่ควรรู้

ภาวะกรดไหลย้อนในเด็ก แม้จะพบได้บ่อยในทารกและเด็กเล็ก แต่ภาวะนี้สามารถป้องกันได้ ด้วยวิธีง่าย ๆ ที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนสามารถทำได้เองที่บ้าน หากจัดการได้ดี ลูกน้อยจะสบายตัวและไม่ต้องเผชิญปัญหาเรื้อรังในอนาคต
วิธีป้องกันภาวะกรดไหลย้อนในเด็กทารก
- ให้นมในปริมาณที่เหมาะสม
คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรให้นมลูกทีละเยอะ ๆ ในคราวเดียว เนื่องจากกระเพาะของเด็กยังมีขนาดเล็ก ทำให้เกิดการย่อยไม่ทัน ทำให้เกิดกรดไหลย้อนทารก แนะนำว่าควรค่อย ๆ ให้ทานในปริมาณน้อย แต่บ่อยครั้งแทนจะดีกว่า - จับลูกเรอหลังมื้ออาหาร
สิ่งที่ห้ามลืมเด็ดขาดคือควรจับลูกเรอทุกครั้งหลังกินนมเสร็จ โดยสามารถจัดท่าทางได้หลายท่าเช่น อุ้มลูกในท่าตั้งตรงพาดบ่า จับลูกนั่งบนตักพร้อมพยุงคอให้ชันขึ้นมาเล็กน้อยประมาณ 30 องศา หรือวางลูกคว่ำบนตักแล้วลูบหลังเบา ๆ ท่าทางเหล่านี้จะช่วยให้แก๊สในกระเพาะอาหารออกมาได้ ทำให้ลูกรู้สึกสบายตัวและลดการเกิดกรดไหลย้อนได้ดี - จัดท่านอนที่เหมาะสม
พยายามหลีกเลี่ยงการให้ทารกกินแล้วนอนทันทีในแนวราบ ควรจัดให้ลูกนอนในท่าที่ศีรษะสูงเล็กน้อยประมาณ 30 องศา จะทำให้อาหารและน้ำย่อยไม่ดันกลับไปยังหลอดอาหาร - ลดปัจจัยกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม
หลีกเลี่ยงการให้ลูกน้อยสัมผัสควันบุหรี่หรือสารเคมีที่อาจทำให้เกิดการระคายเคือง รวมถึงลดการเคลื่อนไหวที่มากเกินไปหลังมื้ออาหาร เช่น การแกว่งหรือโยกแรง
กรดไหลย้อนในเด็ก อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง เพื่อสุขภาพของลูกน้อย
การป้องกันโรคกรดไหลย้อนในเด็กไม่เพียงแค่เกี่ยวข้องกับการดูแลท่านอนหรือการเลือกว่ากรดไหลย้อนกินอะไรหายเท่านั้น แต่การหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภทที่กระตุ้นให้เกิดกรดไหลย้อนก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันกรดไหลย้อนในเด็ก
- อาหารที่มีกรดสูง
อาหารที่มีกรดสูง เช่น มะเขือเทศ ส้ม หรือผลไม้รสเปรี้ยว สามารถกระตุ้นให้กรดในกระเพาะอาหารหลั่งออกมามากขึ้น และเพิ่มโอกาสที่กรดจะไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหาร นอกจากนี้ อาหารที่มีกรดสูงอาจทำให้เยื่อบุหลอดอาหารที่อักเสบอยู่แล้วระคายเคืองมากขึ้น อาการกรดไหลย้อนเด็กจึงแย่ลงได้ - อาหารทอดและอาหารที่มีไขมันสูง
อาหารที่มีไขมันสูงสามารถย่อยได้ยาก อาจทำให้เกิดแก๊สและแรงดันในกระเพาะสูงจนเกิดการดันตัวขึ้นไปยังหลอดอาหารจนเกิดเป็นกรดไหลย้อนได้ - อาหารเผ็ดหรือรสจัด
การหลีกเลี่ยงอาหารรสเผ็ดหรือรสจัดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะอาหารเหล่านี้สามารถกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดออกมามากขึ้น ซึ่งเพิ่มโอกาสที่กรดจะไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหารตามไปด้วย - ช็อกโกแลตและของหวานบางชนิด
ช็อกโกแลตเป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเพราะมีส่วนผสมของคาเฟอีนและเมทิลแซนทีน ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างเกิดการคลายตัว ไม่สามารถกั้นอาหารจากกระเพาะอาหารไม่ให้ดันกลับขึ้นมายังหลอดอาหารได้ - ผลิตภัณฑ์จากนมวัว (ในเด็กที่แพ้นมวัว)
นมวัวและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนมอาจกระตุ้นการอักเสบในกระเพาะอาหารและเพิ่มโอกาสเกิดกรดไหลย้อนได้
กรดไหลย้อนในเด็ก แนะตัวช่วยดี ๆ ที่ทุกครอบครัวไม่ควรพลาด
ภาวะกรดไหลย้อนในเด็กเกิดจากกรดหรืออาหารไหลย้อนจากกระเพาะสู่หลอดอาหาร ส่วนการป้องกันทำได้โดยให้กินอาหารทีละน้อย และหลีกเลี่ยงอาหารกระตุ้น ในกรณีกรดไหลย้อนในเด็กโต การใช้ยาลดกรดเป็นหนึ่งในวิธีแก้กรดไหลย้อนเร่งด่วนที่แพทย์แนะนำ
สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการหายาลดกรดสำหรับลูกรัก “เบลสิด เกิร์ด” เป็นตัวเลือกยาลดกรดที่ตอบโจทย์ ด้วยจุดเด่นที่แตกต่างจากแบรนด์อื่น เพราะเป็นแบรนด์ยาลดกรดเด็กเดียวในตลาดที่มีรสราสเบอรี่ หอมหวานทานง่าย ไม่ต้องทนความแสบจากมินต์และเปปเปอร์มินต์ที่มักพบในยาลดกรดแบรนด์อื่น พร้อมมี API จากประเทศนอร์เวย์ที่มีประสิทธิภาพในการสร้างชั้นเจลป้องกันกรดและสารระคายเคือง ลดการไหลย้อนกลับสู่หลอดอาหาร
ยิ่งกว่านั้นภาวะกรดไหลย้อนในคนท้องก็สามารถทานได้เช่นกัน ที่สำคัญยังเป็นยาแก้กรดไหลย้อน 7 11 ที่หาซื้อได้สะดวกทุกสาขา หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้แล้วทางเว็บไซต์ สั่งซื้อที่นี่
สอบถามหรือปรึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line Official : Biopharm



