8 สัญญาณเตือนขาดวิตามินบี มีอะไรบ้าง อาการไหนน่าเป็นห่วง

ในยุคที่ชีวิตประจำวันมีความเร่งรีบ หลายคนมักละเลยการใส่ใจในอาหารการกิน หันไปเลือกบริโภคแต่อาหารที่มีน้ำตาลสูงและอาหารแปรรูปที่ทำให้เสียสุขภาพ และยังอาจทำให้ร่างกายขาดวิตามินอีกด้วย โดยเฉพาะขาดวิตามินบี เมื่อไรก็ตามที่ร่างกายขาด วิตามินบีรวม อาจนำไปสู่ความผิดปกติต่าง ๆ ที่สังเกตได้ชัดเจน เช่น อาการชาตามแขนขา เหงือกอักเสบ แผลในปากง่าย เครียดง่าย ผิวหนังอักเสบ หรือแม้แต่ปัญหาด้านความจำ
บทความนี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ 8 สัญญาณเตือนว่าร่างกายอาจกำลังขาดวิตามินบี รวมถึงแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี พร้อมคำแนะนำว่าควรกินวิตามินบีตอนไหนเพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
สารบัญบทความ
- 8 สัญญาณเตือนร่างกายขาดวิตามิน เช็กเลย!
- วิตามินบีได้จากอะไรบ้าง
- วิตามินควรกินตอนไหน ดูดซึมเร็วที่สุด
- เคล็ดลับการกินอาหาร ป้องกันการขาดวิตามินบี
8 สัญญาณเตือนร่างกายขาดวิตามิน เช็กเลย!
เมื่อร่างกายขาดวิตามิน ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติให้เราสังเกตได้ชัดเจน ไมว่าจะวิตามินบี 1 6 12 อาการข้างเคียง เช่น ปวดตามข้อกระดูก เป็นตะคริวบ่อย ๆ เหงือกอักเสบ หรือแม้แต่อาการเหนื่อยล้าที่ไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจเป็นอาการขาดวิตามินบี แต่ถ้าหากเรากินอาหารที่มีวิตามินบีอย่างครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ อาการเหล่านี้ก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น ดังนั้น มาดูกันว่า 8 สัญญาณเตือนร่างกายอาการคนขาดวิตามินบี จะมีอะไรบ้าง
1. ปวดตามข้อกระดูก

หนึ่งในสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังขาดวิตามิน โดยเฉพาะร่างกายขาดวิตามินบี คืออาการปวดตามข้อกระดูก ซึ่งวิตามินบี 5 (แพนโทเทนิกแอซิด) และวิตามินบี 7 (ไบโอติน) มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดการอักเสบและเสริมสร้างความแข็งแรงของข้อต่อและกล้ามเนื้อ เมื่อร่างกายได้รับวิตามินบีไม่เพียงพอ อาจทำให้เกิดอาการปวดข้อ ข้อฝืด หรือแม้กระทั่งอาการอักเสบเรื้อรัง นอกจากนี้ วิตามินบี 6 (ไพริดอกซิน) ยังช่วยในการดูดซึมแมกนีเซียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยป้องกันอาการปวดกล้ามเนื้อและตะคริว หากคุณมีอาการปวดตามข้อบ่อย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ ควรเสริมด้วยการกินอาหารที่มีวิตามินบีสูง เช่น ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ธัญพืชเต็มเมล็ด และผักใบเขียว
2. แผลในปากหรือร่องปากแตก
คนที่มักมีแผลในปากหรือร่องปากแตกอยู่บ่อย ๆ เป็นเพราะร่างกายมีปัญหาการขาดวิตามิน โดยเฉพาะ วิตามินบี 1 (ไทอามีน) วิตามินบี 12 และธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ช่วยในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและสร้างเซลล์เม็ดเลือด เมื่อร่างกายได้รับวิตามินเหล่านี้ไม่เพียงพอ จะทำให้เนื้อเยื่อในช่องปากอ่อนแอลง และเกิดแผลหรือร่องแตกได้ง่าย
วิตามินบี 1 มีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่วิตามินบี 12 และธาตุเหล็กช่วยในการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งจำเป็นสำหรับการรักษาแผล หากขาดสารอาหารเหล่านี้ แผลในปากจะหายช้าและอาจเกิดซ้ำบ่อยครั้ง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ ควรกินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี เช่น เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ไข่ ธัญพืช ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ถั่ว เมล็ดพืช ผักโขม ผักคะน้า เป็นต้น
3. เหงือกอักเสบหรือเลือดออกตามไรฟัน
การที่ร่างกายขาดวิตามิน เช่น วิตามินบี 3 (ไนอาซิน) และวิตามินบี 9 (โฟเลต) อาจส่งผลให้เกิดอาการเหงือกอักเสบหรือเลือดออกตามไรฟันได้ เนื่องจากวิตามินเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการบำรุงสุขภาพช่องปากและช่วยในการสร้างเซลล์ใหม่ รวมถึงเซลล์ที่อยู่ในเนื้อเยื่อเหงือก เมื่อร่างกายได้รับวิตามินบีไม่เพียงพอ เนื้อเยื่อเหงือกจะอ่อนแอลง ทำให้เกิดการอักเสบและเลือดออกได้ง่าย โดยเฉพาะเวลาที่แปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน
นอกจากนี้ การขาดวิตามินบี 12 ยังอาจทำให้เกิดแผลในปากและทำให้เหงือกมีสุขภาพไม่แข็งแรง ดังนั้น ควรกินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินเพียงพอจะช่วยลดอาการเหงือกอักเสบและเลือดออกตามไรฟันได้ดีขึ้น
4. มองเห็นในเวลากลางคืนไม่ชัดหรือมีจุดขาวบนตา
การขาดวิตามินเอและวิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) อาจส่งผลให้เกิดอาการมองเห็นไม่ชัดเจนในเวลากลางคืน หรือมีจุดขาวบนตาได้ วิตามินเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการช่วยบำรุงสายตาและช่วยในการทำงานของจอประสาทตา เมื่อร่างกายได้รับวิตามินเอไม่เพียงพอในแต่ละวัน อาจทำให้เกิดอาการตาบอดกลางคืน (Night Blindness) ซึ่งเป็นภาวะที่มองเห็นไม่ชัดในที่แสงสลัว หากไม่ได้รับการแก้ไข อาการนี้อาจรุนแรงขึ้นจนนำไปสู่โรคตาแห้ง (Xerophthalmia) ที่ส่งผลต่อการสร้างน้ำตาและความชุ่มชื้นของดวงตา
นอกจากนี้ การขาดวิตามินบี 2 ก็อาจทำให้เกิดจุดขาวบนตาและปัญหาด้านการมองเห็นได้เช่นกัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ใช้เวลานานกับหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ควรดูแลให้ร่างกายให้ได้รับวิตามินเอและวิตามินบีอย่างครบถ้วน โดยกินอาหารจำพวก ตับสัตว์ ไข่ นม ผักใบเขียว เป็นต้น
5. ผิวแห้งแตก
อาการผิวแห้งแตก อาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังขาดวิตามิน ที่สำคัญต่อสุขภาพผิว โดยเฉพาะวิตามินอี วิตามินบีรวม วิตามินซี และวิตามินเอ วิตามินเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการรักษาความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว หากร่างกายขาดวิตามินเหล่านี้ ผิวจะสูญเสียความชุ่มชื้น เกิดการแห้งกร้าน และแตกเป็นขุยได้ง่าย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผิวแห้งแตก ควรกินอาหารที่อุดมด้วยวิตามิน เช่น ผักใบเขียว ผลไม้รสเปรี้ยว ถั่ว น้ำมันพืช และไข่
6. รู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย

สำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยล้าอ่อนเพลียได้ง่าย และรู้สึกเหนื่อยบ่อย ๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ อาจเป็นเพราะร่างกายกำลังขาดวิตามินและแร่ธาตุ เช่น ขาดวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินบี 9 วิตามินบี 12 วิตามินซี วิตามินดี ธาตุเหล็ก และแมกนีเซียม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นวิตามินบำรุงสมอง และช่วยในการเสริมสร้างพลังงานในร่างกาย อย่างไรก็ตาม หากคุณมีอาการเหนื่อยล้าโดยไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติหรือภาวะขาดสารอาหาร การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินโดยเพิ่มอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ธัญพืชไม่ขัดสี และผักใบเขียว จะช่วยฟื้นฟูพลังงานและลดอาการเหนื่อยล้าได้
7. เป็นตะคริวบ่อย ๆ
เป็นตะคริวบ่อย ขาดวิตามินอะไร ซึ่งอาการเป็นตะคริวบ่อย อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การใช้กล้ามเนื้อหนักเกินไป การขาดน้ำ หรือแม้แต่การขาดวิตามิน และแร่ธาตุสำคัญ โดยเฉพาะแมกนีเซียม แคลเซียม โพแทสเซียม โซเดียม วิตามินบี 1 และวิตามินบี 6 เพราะมีบทบาทสำคัญในการช่วยควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท ช่วยในการดูดซึมแร่ธาตุและส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อ หากต้องการแก้ไขปัญหาลดอาการเป็นตะคริว ควรกินอาหารจำพวก ผักใบเขียว ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี กล้วย และนม
8. มีผื่นผิวหนังอักเสบ

อาการของผู้ที่มีผื่นผิวหนังอักเสบ สาเหตุหลักมาจากการขาดวิตามินและแร่ธาตุ เช่น ขาดวิตามินบี 3 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 และสังกะสี สำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงมากหนัก มักจะพบผื่นแดงเล็กน้อยร่วมกับอาการคัน แต่ในกรณีที่รุนแรง ผื่นอาจลามไปทั่วใบหน้าและลำตัว ทำให้ผิวหนังเป็นขุยและส่งผลต่อชีวิตประจำวันได้ วิธีการป้องกันเกิดผื่นผิวหนังอักเสบ ควรกินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบีและแร่ธาตุสังกะสี เช่น เนื้อสัตว์ เครื่องใน ไข่ นม ถั่ว ธัญพืชไม่ขัดสี ผักใบเขียว และอาหารทะเล โดยเฉพาะหอยนางรม การดูแลให้ร่างกายได้รับสารอาหารเหล่านี้อย่างเพียงพอจะช่วยฟื้นฟูสุขภาพผิวและลดอาการผื่นผิวหนังอักเสบ
วิตามินบีได้จากอะไรบ้าง
สำหรับผู้ที่ขาดวิตามินบี ต้องกินอะไร สามารถกินอาหารที่อุดมวิตามินบี เช่น ธัญพืชเต็มเมล็ด เมล็ดพืช เนื้อหมู นม ตับ ไข่ ผักใบเขียว เนื้อสัตว์ ธัญพืช ไข่แดง ตับ ปลา กล้วย ผักใบเขียว ถั่ว ผักโขม ผลไม้รสเปรี้ยว นม อาหารทะเล ยาหรืออาหารเสริมที่ผ่านการรับรองจากอย. ไทย เป็นต้น
วิตามินควรกินตอนไหน ดูดซึมเร็วที่สุด
วิตามินจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เร็วที่สุดเมื่อกินในช่วงเวลาที่เหมาะสมกับประเภทของวิตามิน โดย วิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามิน A, D, E, K ควรกินพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมันเพื่อช่วยในการดูดซึม
ในขณะที่ วิตามินที่ละลายในน้ำ เช่น วิตามินบีรวมและวิตามินซี ควรกินตอนท้องว่าง ตอนก่อนมื้อเช้าพร้อมดิ่มน้ำตามเยอะ ๆ เพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้อย่างรวดเร็วและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น การเลือกกินวิตามินให้ถูกเวลาจะช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่
เคล็ดลับการกินอาหาร ป้องกันการขาดวิตามินบี

อาหารที่ช่วยเสริมสร้างวิตามินให้ร่างกาย ได้แก่ ข้าวกล้อง เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ ตับ ถั่ว ผักใบเขียว ผลไม้ปลาทะเลน้ำลึก และน้ำมันพืช สำหรับผู้ที่ขาดวิตามินมาก ๆ โดยเฉพาะวิตามินบี ซึ่งมีผลต่อระบบประสาทและสมอง ผิวพรรณ เส้นผม และเล็บ
วิตามินบีในรูปแบบยาจึงเป็นทางเลือกสำหรับคนที่มีภาวะขาดวิตามินบีรวม หรืออยากทานเพื่อเสริมให้ร่างกายได้รับวิตามินบีที่เพียงพอในแต่ละวัน VIBEE ผลิตภัณฑ์ยาเม็ดวิตามินบี ยาบำรุงปลายประสาทและสมอง มีสรรพคุณสำคัญคือ สามารถป้องกันการขาดวิตามินบีรวม บรรเทาอาการมือเท้าชาจากโรคปลายประสาทอักเสบ



