รอยแผลเป็นที่ขารักษาอย่างไรดี แนะนำตัวช่วยลดรอยแผลดูจางลง

รอยแผลเป็นที่ขา

หลายคนที่เคยเผชิญกับการมีร่องรอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุหรือการผ่าตัดคงจะเข้าใจดีว่าต้องใช้ระยะเวลารักษานานกว่ารอยแผลจะจางลง ทั้งยังกระทบต่อความมั่นใจไม่น้อยโดยเฉพาะบริเวณที่อยู่นอกร่มผ้าอย่างรอยแผลเป็นที่ขา โดยรอยแผลเป็นแต่ละแบบต่างมีลักษณะและวิธีดูแลรักษาที่แตกต่างกันออกไป การทำความเข้าใจถึงสาเหตุ วิธีลดรอยแผลเป็นที่ขาที่เหมาะสม ไปจนถึงวิธีการป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งในบทความนี้เราได้รวบรวมข้อควรรู้สำคัญต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ผิวกลับมาดูเรียบเนียนและมั่นใจยิ่งขึ้น


Key Takeaway

  • รอยแผลเป็นที่ขาอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยส่วนใหญ่เกิดจากการประสบอุบัติเหตุ แผลเป็นจากการผ่าตัด ไปจนถึงพันธุกรรมจากครอบครัว
  • ปัจจุบันการรักษารอยแผลเป็นที่ขาสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ การสครับผิว ทาครีมกันแดด การเลเซอร์ และการใช้ผลิตภัณฑ์รักษารอยแผลเป็น
  • หลีกเลี่ยงการแกะหรือเกาแผลเป็นที่ขา และรักษาความชุ่มชื้นของผิวด้วยการทาซิลิโคนเจลลดรอยแผล เพื่อให้รอยดูจางลง แผลสมานกัน จนผิวกลับมาเรียบเนียนในที่สุด

สารบัญบทความ


รอยแผลเป็นที่ขามีสาเหตุเกิดจากอะไรบ้าง

รอยแผลเป็นที่ขา สาเหตุ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีรอยแผลเป็นที่ขาเป็นปัญหาที่หลายคนกังวล ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นใจได้ โดยเฉพาะเวลาที่ต้องใส่กางเกงขาสั้นหรือกระโปรง โดยการที่ขาเป็นแผลเป็นได้นั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่อไปนี้

  • ประสบอุบัติเหตุหรือบาดเจ็บ : เช่น หกล้ม มีแผลถลอก หรือถูกของมีคมบาดที่ขา หากประสบอุบัติเหตุดังกล่าวรุนแรงก็อาจทำให้ทิ้งรอยแผลเป็นที่ขาได้ค่อนข้างลึกและเห็นได้ชัด
  • รอยแผลเป็นที่ขาจากการผ่าตัด : เกิดเป็นลักษณะรอยเย็บจากการเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งอาจมีทั้งรอยเรียบ รอยนูน หรือรอยกว้าง ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและการดูแลหลังการผ่าตัด
  • ถูกแมลงกัดต่อย : อาจทำให้ผิวระคายเคืองและคัน ซึ่งหากเผลอเการุนแรงเกินไปอาจทำให้ผิวถลอกและอักเสบจนทำให้ขาเป็นรอยดําหรือมีรอยแผลเป็นได้
  • สิวหรือผื่นที่ขา : สิวอักเสบหรือผื่นที่ขึ้นบริเวณขาและไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม หากเกาจนสิวแตกหรือเป็นแผลก็อาจทิ้งรอยแดง รอยดำ หรือแม้กระทั่งแผลเป็นนูนที่ยากต่อการรักษาในภายหลังได้
  • การติดเชื้อที่ผิวหนัง : เช่น แผลพุพองหรือแผลอักเสบ เมื่อแผลหายแล้ว ผิวหนังส่วนที่ติดเชื้ออาจเสียหายหรือทิ้งรอยลึกกว่าปกติ อาจทำให้ผิวหนังเป็นแผลนูนได้เช่นกัน
  • พันธุกรรมและการสมานแผลของร่างกาย : บางคนมีแนวโน้มเกิดแผลเป็นนูนหรือรอยชัดมากกว่าคนทั่วไปเนื่องมาจากปัจจัยทางพันธุกรรมส่งผลต่อการสร้างคอลลาเจนในกระบวนการสมานแผล

แนะนำ 4 วิธีรักษารอยแผลเป็นที่ขา แผลดูจางลงอย่างเห็นได้ชัด

ปัจจุบันการรักษาแผลเป็นที่ขาสามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การสครับผิวไปจนถึงการใช้ยาทาแผลเป็น ทั้งนี้ แต่ละวิธีการรักษาควรพิจารณาร่วมกับลักษณะของรอยและสาเหตุ เพื่อให้รอยแผลเป็นที่ขาดูจางลงมากขึ้น และทำให้ผิวกลับมาเรียบเนียนอีกครั้ง โดยวิธีรักษารอยแผลเป็นที่ขาสามารถทำได้ดังนี้

การสครับผิว

การสครับผิวเป็นวิธีรักษารอยแผลเป็นที่ขาให้ดูจางลงได้ ซึ่งไม่เพียงช่วยผลัดเซลล์เก่าเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้ผิวได้รับออกซิเจนและสารอาหารมากขึ้น ส่งผลให้การฟื้นฟูผิวเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ แนะนำให้เลือกสครับที่อ่อนโยน ไม่บาดผิว และทำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

ทาครีมกันแดด

การปกป้องผิวจากแสงแดดเป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาแผลเป็นและรอยดําที่ขาที่หลายคนอาจมองข้ามไป เนื่องจากรังสี UV มีผลทำให้รอยแผลเป็นที่ขาเข้มและสีชัดขึ้นได้ การเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF และ PA ที่เหมาะสมจึงมีส่วนช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินส่วนเกิน เมื่อใช้ร่วมกับครีมลดรอยแผลเป็นที่ขา

จะช่วยให้รอยแผลเป็นค่อย ๆ ดูจางลงและผิวดูเรียบเนียนมากขึ้น

การเลเซอร์

เลเซอร์เป็นวิธีลบรอยแผลเป็นที่ขาที่เห็นผลลัพธ์ค่อนข้างรวดเร็วเมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ โดยสามารถเลือกเลเซอร์ให้เหมาะกับสภาพรอยแผลเป็นแต่ละแบบได้ เช่น เลเซอร์ลดรอยแดง เลเซอร์แผลนูน หรือเลเซอร์กระตุ้นคอลลาเจน แต่หลังทำอาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อย เช่น แดง บวม หรือผิวลอก โดยส่วนใหญ่ต้องเลเซอร์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน

ใช้ผลิตภัณฑ์รักษารอยแผลเป็นโดยตรง

ครีมลดรอยแผลเป็นที่ขาเหมาะกับการฟื้นฟูผิวบริเวณที่มีรอยนูน รอยแดง หรือรอยดำ โดยส่วนผสมสำคัญมักมีสารให้ความชุ่มชื้นสูง ลดการอักเสบ และช่วยกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ให้ผิว จึงช่วยให้รอยแผลเป็นเป็นนุ่มลง สีผิวสม่ำเสมอ และเรียบเนียนมากขึ้น การใช้ครีมหรือซิลิโคนเจลอย่างต่อเนื่องประมาณ 2 – 3 เดือน จะช่วยให้เห็นผลชัดเจน แต่ควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ และเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีการรับรองความปลอดภัยจากแพทย์หรือองค์การที่น่าเชื่อถือ


ป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นที่ขาอย่างไรดี

หากไม่อยากมีรอยแผลเป็นที่ขาหรือแผลเป็นที่เท้าควรปฏิบัติตามคำแนะนำเกี่ยวกับการป้องกันและข้อควรระวังไม่ให้เสี่ยงเกิดรอยแผลเป็น ซึ่งมีด้วยกันดังนี้

  • ดูแลบาดแผลอย่างถูกวิธี : ล้างแผลให้สะอาดและใช้ครีมหรือเจลลบรอยแผลเป็นตั้งแต่แรก เช่น ซิลิโคนเจลหรือครีมบำรุงผิวที่ช่วยลดการสร้างคอลลาเจนเกินจำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการเกา/แกะสะเก็ดแผล : เนื่องจากอาจทำให้แผลหายช้าลงและเพิ่มโอกาสเกิดรอยดำหรือแผลเป็นนูน
  • ป้องกันแผลจากแสงแดด : หมั่นทาครีมกันแดดและหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง เนื่องจากรังสี UV อาจทำให้รอยแผลเป็นสีดําที่ขาเข้มขึ้นและอาจทิ้งรอยถาวรได้
  • รักษาความชุ่มชื้นของผิวอยู่เสมอ : ทาครีมบำรุงผิวเพื่อลดความแห้งตึง ช่วยให้รอยแผลเป็นที่ขาสมานเร็วขึ้น ลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็น
  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : การทานอาหารที่มีโปรตีน วิตามินดี รวมไปถึงวิตามินซี มีส่วนช่วยซ่อมแซมผิว เร่งการสมานแผล และลดการอักเสบได้ดี

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรอยแผลเป็นที่ขา

ครีมลบรอยแผลเป็นยี่ห้อไหนดีสุด?

หากกำลังมองหาครีมลบรอยแผลเป็นที่ดีที่สุด ขอแนะนำซิลิโคนเจลลบรอยแผลเป็น Rebac ที่ช่วยลดเลือนรอยแผลเป็น โดยเฉพาะแผลจากการผ่าตัด เช่น แผลศัลยกรรม แผลผ่าคลอด หรือแผลจากอุบัติเหตุ

แผลเป็นกี่เดือนจาง?

รอยแผลเป็นที่ขาทั่วไปมักเริ่มจางลงได้เองภายใน 2–3 เดือน แต่รอยนูนหรือรอยลึกอาจใช้เวลา 6–12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ขนาดรอยแผล การดูแล และวิธีรักษารอยแผลเป็นที่เลือกใช้


รอยแผลเป็นที่ขารักษาได้ด้วยซิลิโคนเจล Rebac จาก Biopharm

rebac ลดรอยแผลเป็นที่ขา

รอยแผลเป็นที่ขาสามารถรักษาได้หลายวิธี ตั้งแต่การใช้ยาทาลบรอยแผลเป็นหรือซิลิโคนเจลเพื่อช่วยให้รอยดูจางลง ไปจนถึงการทำเลเซอร์หรือหัตถการทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม การดูแลแผลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น การปกป้องผิวจากแสงแดด รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ล้วนมีส่วนช่วยให้ผิวฟื้นตัวได้ดีขึ้นและลดโอกาสการเกิดรอยแผลเป็นถาวรได้

หากกำลังมองหาตัวช่วยลดรอยแผลเป็นที่ขาให้ดูจางลง รอยแผลเป็นตื้นขึ้น ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ซิลิโคนเจลลดรอยแผลเป็น Rebac จาก Biopharm ที่มีคุณสมบัติพิเศษอย่างชั้น Film former ช่วยปกป้องแผลด้วยแผ่นฟิล์มเคลือบผิว ใช้ได้ทั้งรอยแผลขนาดเล็กและใหญ่ พร้อมป้องกันน้ำและลดโอกาสแผลติดเชื้อ

สนใจสั่งซื้อซิลิโคนเจล Rebac ได้ที่ :