ยาทาแผลเป็น อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการรักษาแผลเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ
“แผลเป็น” คือร่องรอยที่เกิดขึ้นกับผิวพรรณซึ่งมักจะกวนใจใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็น รอยแผลเป็นจากการผ่าตัด, รอยแผลเป็นจากสิว, รอยแผลเป็นจากการทำศัลยกรรม หรือแม้แต่รอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันก็ตาม การใช้ยาทาแผลเป็นจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยลดรอยแผลเป็นให้ดูจางลง และทำให้ผิวกลับมาดูเรียบเนียนดังเดิมได้ บทความนี้จะพามารู้จักกับครีมลดรอยแผลเป็น ลักษณะของรอยแผลเป็น รวมถึงวิธีเลือกยาทาแผลเป็นที่เหมาะสม เพื่อรักษาแผลเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ
Key takeaway
- ยาทาแผลเป็นช่วยลดรอยแผลที่เกิดจากอุบัติเหตุ เหมาะสำหรับการฟื้นฟูผิวในระยะยาวโดยไม่ต้องพึ่งหัตถการราคาแพง
- ควรใช้หลังแผลปิดสนิทเท่านั้น เพื่อป้องกันการระคายเคืองและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
- ยาทาแผลเป็นมีส่วนผสมสำคัญ เช่น Silicone Gel, ใบบัวบก และหัวหอม ช่วยลดรอยนูน รอยดำ และทำให้แผลเรียบเนียนขึ้น
- ต้องใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ และทาวันละ 2 ครั้ง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและเหมาะกับสภาพผิว พร้อมกับการใช้ครีมกันแดดเพื่อป้องกันรอยคล้ำ
สารบัญบทความ
- ยาทาแผลเป็น อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการรักษาแผลเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ
- ทำความรู้จัก ยาทาแผลเป็น คืออะไร
- สรรพคุณ
- ส่วนผสมที่ช่วยลดรอยแผลเป็น
- วิธีใช้
- ข้อควรรู้/ข้อแนะนำ
- ลักษณะของรอยแผลเป็นแต่ละรูปแบบ
- รอยแผลเป็นนูน (Hypertrophic Scars)
- รอยแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid Scars)
- รอยแผลเป็นหลุม (Atrophic Scars)
- แผลเป็นหดรั้ง (Contracture Scars)
- รอยแตกลาย (Stretch Marks/Striae)
- รอยแผลเป็นทั่วไป
- ยาทาแผลเป็น เลือกอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง
- หากไม่ใช้ยาทาแผลเป็น สามารถใช้วิธีการรักษาอะไรได้บ้าง
- สรุป ทำไมควรเลือกใช้ยาทาแผลเป็น เพื่อลบเลือนรอยแผลให้แลดูจางลง
ทำความรู้จัก ยาทาแผลเป็น คืออะไร
ยาทาแผลเป็นได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยแก้ปัญหาแผลเป็นโดยเฉพาะ เนื่องจากมีคุณสมบัติในการรักษาและลดรอยแผลเป็น นับเป็นอีกหนึ่งวิธีรักษาแผลเป็นที่มีประสิทธิภาพ และสามารถใช้เป็นยาลดรอยแผลเป็นในระยะยาวได้
สรรพคุณ
- เพิ่มความชุ่มชื้น ให้รอยแผลเป็นนุ่มขึ้น
- รักษาเนื้อเยื่อและฟื้นฟูเซลล์บริเวณรอยแผลเป็น
- ช่วยลดโอกาสเกิดรอยดำ ให้รอยแผลเป็นดูจางลง
- ช่วยปกป้องผิวบริเวณแผลเป็นจากแสงแดด น้ำ และฝุ่นละออง
- ช่วยลดอาการคันบริเวณรอยแผลเป็น
ส่วนผสมที่ช่วยลดรอยแผลเป็น
- Allium Cepa เป็นสารสกัดจากหัวหอม ช่วยลดความนูนของแผลเป็น ช่วยให้แผลเป็นอ่อนนุ่มลง
- Centella Asiatica สารสกัดจากใบบัวบก ช่วยรักษาให้แผลหายเร็วขึ้น พร้อมลดความหมองคล้ำบริเวณรอยแผลเป็น
- Silicone gel ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น และลดความนูนให้รอยแผลเป็นดูเรียบเนียนขึ้น
- Film-former มีส่วนผสมของสารก่อฟิล์ม Baycusan ช่วยปกป้องแผลจากน้ำและฝุ่นละออง
- Vitamin E สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้แผลเป็นฟื้นตัวได้ดี เพิ่มความชุ่มชื้น และลดความแห้งกร้านของรอยแผลเป็น
- Vitamin B3 ช่วยลดรอยดำ ให้รอยแผลเป็นแลดูจางลง
- Hyaluronic Acid ช่วยลดความหมองคล้ำ รักษาความชุ่มชื้น และฟื้นฟูรอยแผลเป็นให้เรียบเนียนขึ้น
วิธีใช้
- ทำความสะอาดผิวบริเวณรอยแผลเป็นแล้วซับให้แห้งก่อนใช้ยาทาแผลเป็น
- ใช้เจลทาแผลเป็นขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวลง แล้วเกลี่ยเนื้อเจลเบา ๆ ให้เคลือบทั่วรอยแผลเป็น
- ปล่อยให้เจลทาแผลเป็นแห้งประมาณ 1-2 นาที หลังจากนั้นสามารถทาครีมกันแดด หรือแต่งหน้าทับได้
ข้อควรรู้/ข้อแนะนำ
- ก่อนใช้ยาทาแผลเป็นควรล้างมือให้สะอาด และเช็ดมือให้แห้งก่อนทุกครั้ง
- ใช้ครีมทาแผลเป็นทาบาง ๆ วันละ 2 ครั้งอย่างสม่ำเสมอ เป็นประจำเช้า-เย็น
- ทาครีมรักษาแผลเป็นต่อเนื่องกันอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพื่อให้รอยแผลเป็นจางลง
- ใช้ยาทารอยแผลเป็นที่แห้งปิดสนิทแล้วเท่านั้น
- ไม่ใช้ทาครีมลดรอยแผลเป็นบริเวณแผลเปิด, เนื้อเยื่ออ่อน, เยื่อเมือก และใกล้ดวงตา
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาทาแผลเป็นร่วมกับยาทาภายนอกชนิดอื่น ๆ
- ใช้ยาทาแผลเป็นร่วมกับครีมกันแดด และพยายามหลีกเลี่ยงแสงแดดเพื่อป้องกันการเกิดรอยดำ
- หากมีอาการแพ้จากการใช้ครีมลดรอยแผลเป็น ให้หยุดใช้ทันที และปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์
Rebac ยาทาแผลเป็นซิลิโคนเจลเกรดทางการแพทย์สำหรับลดรอยแผลเป็นโดยเฉพาะ มาพร้อมส่วนประกอบสำคัญอย่าง Baycusan ที่ช่วยปกป้องแผลจากน้ำและฝุ่นละออง ทั้งยังมีส่วนผสมจากสารสกัดธรรมชาติอย่าง Allium cepa และ Centella asiatica ให้แผลเป็นเรียบเนียนขึ้น ป้องกันการเกิดแผลนูนและคีลอยด์ รอยดำรอยแดงที่แผลเป็นจางลงอย่างเห็นได้ชัดภายใน 2-4 สัปดาห์เมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง
ลักษณะของรอยแผลเป็นแต่ละรูปแบบ
เมื่อได้รับบาดแผลจนทำให้เกิดร่องรอยบนผิวหนัง ร่างกายของคนเราจะเริ่มต้นกระบวนการรักษาแผลอย่างรวดเร็ว โดยสร้างเนื้อเยื่อใหม่มาทดแทนส่วนที่ขาดไป ซึ่งในบางครั้งร่างกายอาจผลิตคอลลาเจนเพื่อสร้างเนื้อเยื่อออกมามากเกินไปจนเกิดลักษณะของแผลเป็นขึ้นมา
รอยแผลเป็นนูน (Hypertrophic Scars)
รอยแผลเป็นนูน มีสาเหตุมาจากร่างกายผลิตคอลลาเจนเพื่อสร้างเนื้อเยื่อใหม่มากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการคันและเจ็บได้
รอยแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid Scars)
รอยแผลเป็นคีลอยด์ เป็นรอยแผลเป็นที่นูนและมีขนาดใหญ่ เกิดจากการผลิตคอลลาเจนมากเกินไป และเติบโตแผ่ขยายออกมานอกบริเวณบาดแผล ส่งผลให้เกิดอาการคันและเจ็บปวด
รอยแผลเป็นหลุม (Atrophic Scars)
รอยแผลเป็นหลุม มีสาเหตุมาจากการผลิตคอลลาเจนที่น้อยจนเกินไปจนเกิดการยุบตัวเป็นหลุม ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
- หลุมคลื่น มีลักษณะคล้ายคลื่น เกิดจากพังผืดมาดึงรั้งแผลไว้
- หลุมจิก มีลักษณะเป็นหลุมปากแคบ ก้นหลุมสิวแหลมคล้ายกรวย รักษาได้ยากที่สุด
- หลุมกล่อง มีลักษณะคล้ายกล่อง ปากและก้นหลุมสิวกว้าง มองเห็นขอบหลุมชัด เกิดจากอีสุกอีใสและสิว
แผลเป็นหดรั้ง (Contracture Scars)
แผลเป็นหดรั้ง มีลักษณะบีบรัด หรือดึงรั้งอวัยวะรอบ ๆ แผลให้ผิดรูป อาจส่งผลให้ข้อต่อบริเวณนั้นขยับไม่ได้ มักเกิดขึ้นกับแผลจากไฟไหม้
รอยแตกลาย (Stretch Marks/Striae)
รอยแตกลาย เกิดจากการยืดตัวของผิวหนังอย่างรวดเร็ว ทำให้เส้นใยคอลลาเจนฉีกขาดจนเกิดเป็นรอยแตก พบได้บ่อยในกลุ่มวัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็ว
รอยแผลเป็นทั่วไป
รอยแผลเป็นทั่วไป เป็นรอยแผลที่เกิดการอักเสบและมีสีคล้ำในช่วงแรก แต่เมื่อแผลหายดี รอยแผลนี้ก็จะจางลงและเรียบเนียนขึ้น
ยาทาแผลเป็น เลือกอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง
- ตรวจสอบความปลอดภัยของครีมทารอยแผลเป็น โดยต้องผ่านการทดสอบและได้รับการรับรองจากทางการแพทย์
- ตรวจสอบส่วนประกอบในยาทาแผลเป็น ว่ามีส่วนประกอบที่ช่วยลดรอยแผลเป็น หรือมีส่วนประกอบที่ตนเองแพ้หรือไม่
- ดูความคุ้มค่าจากราคาและปริมาณของยาทาแผลเป็น
- พิจารณาว่ายาทาแผลเป็นเหมาะกับสภาพผิวหรือไม่ โดยดูจากเนื้อสัมผัสว่าซึมง่ายหรือไม่ หากมีเนื้อสัมผัสที่เหนียวเกินไปอาจทำให้รู้สึกเหนอะหนะได้
- ยาทาแผลเป็นไม่ควรมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และน้ำหอม เนื่องจากอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองบริเวณแผลเป็นได้
หากไม่ใช้ยาทาแผลเป็น สามารถใช้วิธีการรักษาอะไรได้บ้าง
- การผ่าตัด เป็นการผ่าตัดลดขนาดของแผลเป็น ช่วยให้รอยแผลเป็นดูเรียบเนียนขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้ร่วมกับวิธีการรักษาแผลเป็นแบบอื่น ๆ ด้วย เพราะแม้จะผ่าตัดแล้วก็ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้
- การใช้เลเซอร์ เป็นการยิงเลเซอร์เพื่อกระตุ้นให้เซลล์สร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ เพื่อใช้สร้างเนื้อเยื่อมาซ่อมแซมเซลล์บริเวณแผล ช่วยลดความนูนให้แผลเป็นดูเรียบเนียนขึ้น รอยดำจากแผลเป็นดูจางลง แม้จะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ แต่อาจมีผลข้างเคียงได้ นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงด้วย
- การฉีดลดรอยแผลเป็น เป็นการฉีดยากลุ่มสเตียรอยด์เข้าไปที่แผลเป็นโดยตรง ช่วยลดการอักเสบ ทำให้แผลนุ่มขึ้นและค่อย ๆ ยุบตัวลง พร้อมช่วยลดอาการคันหรือเจ็บได้ ทั้งนี้การฉีดสเตียรอยด์อาจส่งผลให้ผิวหนังบางลง สีผิวซีดจาง และแผลสมานตัวได้ช้า
อย่างไรก็ตาม แม้การรักษารอยแผลเป็นทั้งด้วยวิธีดังกล่าวจะมีประสิทธิภาพดีและเห็นผลอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูง ผลข้างเคียงที่อาจตามมาหลังรักษา หรือแม้แต่โอกาสที่จะกลับมาเป็นแผลเป็นเช่นเดิม ดังนั้นในปัจจุบันหลายคนจึงมักมองหาการรักษาแผลเป็นด้วยวิธีอื่นมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการใช้ยาทาแผลเป็นนั่นเอง
สรุป ทำไมควรเลือกใช้ยาทาแผลเป็น เพื่อลบเลือนรอยแผลให้แลดูจางลง
แม้การรักษารอยแผลเป็นด้วยยาทาแผลเป็นจะไม่สามารถเห็นผลได้อย่างรวดเร็วเหมือนการรักษาด้วยวิธี ผ่าตัด ใช้เลเซอร์ หรือฉีดลดรอยแผลเป็น เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและต้องอาศัยความอดทน แต่หากเลือกใช้ยาทาลดรอยแผลเป็นที่มีสรรพคุณในการลบเลือนรอยแผลที่มีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้แผลเป็นกลับมาเรียบเนียน ดูจางลงได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่สูงมากเมื่อเทียบกับวิธีอื่น ๆ
สำหรับใครที่กำลังมองหายาทาแผลเป็น ไม่ว่าจะเป็น ยาทาแผลผ่าตัดหรือยาทาแผลเป็นคีลอยด์ ขอแนะนำ Rebac ซิลิโคนเจลลดรอยแผลเป็นที่ผลิตด้วยซิลิโคนเกรดทางการแพทย์ ผสาน Baycusan สารก่อฟิล์มที่ช่วยเคลือบคลุมปกป้องแผลจากน้ำและฝุ่นละออง พร้อมส่วนผสมของ Allium cepa และ Centella asiatica ที่จะเข้ามาสมานแผล ปกป้องดูแลให้แผลเป็นเรียบเนียนขึ้น รวมถึงลดรอยหมองคล้ำของแผลเป็นให้แลดูจางลง
Rebac ซิลิโคนเจลลดรอยแผลเป็นสามารถหาซื้อได้ง่าย ๆ ผ่านช่องทางออนไลน์ของไบโอฟาร์มที่ Shopee และ Lazada หลอดใหญ่ 15 กรัม ราคา 699 บาท และหลอดเล็ก 5 กรัม ราคา 349 บาท เพิ่มความมั่นใจ ให้คุณมีผิวเนียนสวยไร้รอยแผลเป็นมากวนใจ ไม่ว่ารอยแผลเป็นเล็กหรือใหญ่ก็ดูแลได้ด้วย Rebac



