วิตามินบี ชวนรู้จักวิตามินสำคัญที่ส่งผลต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด

วิตามินบี

เคยเป็นกันหรือไม่ ที่อยู่ ๆ ก็รู้สึกมือเท้าชาขึ้นมาบ่อยมากขึ้น หรือรู้สึกร่างกายอ่อนเพลียและเหนื่อยล้าเสียจนดูผิดปกติ นั่นอาจเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนจากร่างกายของคุณว่ากำลังขาดวิตามินบีเข้าให้แล้ว เพราะวิตามินบีคือกลุ่มวิตามินที่มีส่วนช่วยในการบำรุงระบบประสาทและสมอง ดังนั้นเมื่อได้รับวิตามินบีไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ปลายประสาทจึงเกิดความเสื่อมสภาพลงทันที

นอกจากวิตามินบีจะมีส่วนช่วยในการบำรุงระบบประสาทและสมองแล้ว ประโยชน์ของวิตามินบียังมีอีกมากมายหลายด้านที่สัมพันธ์กับทั้งผิวพรรณ เส้นผม และสภาวะอารมณ์ ถ้าอยากรู้จักวิตามินบีให้มากขึ้น อยากรู้ว่าขาดวิตามินบีต้องกินอะไร วิตามินบีช่วยเรื่องอะไร วิตามินบีมีในอาหารอะไรบ้าง หรืออยากเช็กว่าอาการขาดวิตามินบีเป็นอย่างไร ตามอ่านต่อด้านล่างนี้ได้เลย!


สารบัญบทความ


วิตามินบี (Vitamin B) คืออะไร

วิตามินบี (Vitamin B) คือกลุ่มวิตามินที่มีคุณสมบัติสามารถละลายน้ำได้ทั้ง 8 ชนิด มักถูกเรียกว่ากลุ่มวิตามินบีรวม ซึ่งวิตามินบีนับเป็นอีกหนึ่งวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะวิตามินบีไม่ได้มีประโยชน์แค่ช่วยเรื่องระบบภูมิคุ้มกันเท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาสมดุลการทำงานของร่างกาย รวมถึงช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง ที่จะสัมพันธ์ไปถึงความสมดุลทางอารมณ์อีกด้วย

ดังนั้น หากร่างกายขาดวิตามินบีก็จะทำให้เกิดผลกระทบทั้งด้านภูมิคุ้มกัน การทำงานของร่างกาย และสภาวะทางอารมณ์เลยทีเดียว


วิตามินบีมีกี่ประเภท และช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

วิตามินบีช่วยเรื่องอะไร

วิตามินบี 1 หรือไทอามีน เป็นวิตามินที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ช่วยเผาผลาญอาหารให้เป็นพลังงาน เพิ่มความอยากอาหาร และจำเป็นต่อสมองและกล้ามเนื้อหัวใจ

    • วิตามินบี 2 (Riboflavin)

วิตามินบี 2 หรือไรโบฟลาวิน ช่วยให้ร่างกายได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน, ผลิตเม็ดเลือดแดง, ซ่อมแซมเนื้อเยื่อ, ลดความรุนแรงของไมเกรน บำรุงเล็บ ผิวหนัง และเส้นผม

    • วิตามินบี 3 (Niacinamide)

วิตามินบี 3 หรือไนอะซิน เป็นวิตามินบีที่ช่วยควบคุมคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด กำจัดสารก่อการแพ้ฮีสตามีน ลดอาการซึมเศร้า ช่วยดูแลระบบย่อย ระบบประสาท ผิวหนัง และการไหลเวียนเลือด

    • วิตามินบี 5 (Pantothenic Acid)

วิตามินบี 5 ช่วยในการเผาผลาญไขมัน คาร์โบไฮเดรต เสริมการหลั่งฮอร์โมนต้านการแพ้ บำรุงผิวพรรณและเส้นผม และต่อต้านความเครียด

    • วิตามินบี 6 (Pyridoxine)

วิตามินบี 6 ช่วยบำรุงผิว เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน เนื้อเยื่อ และเม็ดเลือดแดง ช่วยดูแลระบบย่อยอาหาร ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน และลดการคลื่นไส้ในสตรีมีครรภ์

    • วิตามินบี 7 (Biotin)

วิตามินบี 7 หรือไบโอติน ช่วยบำรุงผิว เส้นผม ระบบประสาท และไขกระดูก ควบคุมน้ำตาลในเลือด ทั้งยังช่วยผลิตกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต และฮอร์โมนเพศช่วงวัยรุ่นอีกด้วย

    • วิตามินบี 9 (Folic acid)

วิตามินบี 9 หรือโฟเลต เป็นวิตามินที่มีสรรพคุณจำเป็นมากต่อสตรีมีครรภ์ เพราะไม่เพียงแค่ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง แต่ยังช่วยสร้างดีเอ็นเอและสำคัญต่อการพัฒนาเซลล์อีกด้วย

    • วิตามินบี 12 (Cobalamin)

วิตามินบี 12 ช่วยสร้างโปรตีน กรดอะมิโนเมทไธโอนีน เม็ดเลือดแดง ช่วยดูแลระบบประสาทและสมอง ลดซึมเศร้า ต้านเหน็บชา รวมถึงลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โดยอาหารที่มีวิตามินบี 12 ได้แก่ นม


ปริมาณวิตามินบีที่ควรได้รับต่อวัน

หลังจากที่ได้รู้กันไปแล้วว่าวิตามินบีมีอะไรบ้าง อีกสิ่งที่ควรรู้ก็คือวิตามินบีนั้นควรได้รับในปริมาณที่พอเหมาะพอดี โดยปริมาณวิตามินบีที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวันจะแตกต่างกันไปตามแต่ละชนิด ดังนี้

    • วิตามินบี 1 : ปริมาณ 1.5 มิลลิกรัมต่อวัน
    • วิตามินบี 2 : ปริมาณ 0.3-0.4 มิลลิกรัมในเด็กทารก, 0.6-0.9 มิลลิกรัมในวัยเด็ก, 1.1 มิลลิกรัมในผู้หญิง, 1.3 มิลลิกรัมในผู้ชาย, 1.4 มิลลิกรัมในสตรีมีครรภ์
    • วิตามินบี 3 : ปริมาณ 19 มิลลิกรัมต่อวัน
    • วิตามินบี 5 : ปริมาณ 4-7 มิลลิกรัมต่อวัน
    • วิตามินบี 6 : ปริมาณ 2 มิลลิกรัมต่อวัน
    • วิตามินบี 7 : ปริมาณ 30-100 ไมโครกรัมต่อวัน
    • วิตามินบี 9 : ปริมาณ 400 ไมโครกรัมต่อวัน
    • วิตามินบี 12 : ปริมาณ 1-2 ไมโครกรัมต่อวัน

วิตามินบีพบได้จากที่ไหนบ้าง

แหล่งวิตามินบี

วิตามินบีได้จากอะไรบ้าง? วิตามินบีสามารถพบได้ทั้งจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์วิตามินบีรวม สำหรับอาหารวิตามินบีตามธรรมชาติที่สามารถเลือกรับประทานเพื่อเสริมวิตามินบีสู่ร่างกายนั้นได้แก่ ถั่วลิสง, ถั่วเหลือง, ถั่วแดง, เมล็ดธัญพืช, ข้าวซ้อมมือ, มันฝรั่ง, ผักโขม, ดอกกะหล่ำ, ข้าวโพด, ผักใบเขียว, อะโวคาโด, กล้วย, นม, ไข่, ตับ, เนื้อไก่, เนื้อหมู, เนื้อวัว, เนื้อปลา, หอยนางรม หรือปลาแซลมอน เป็นต้น

แต่ในปัจจุบันค่อนข้างมีข้อจำกัดด้านเวลาและต้องใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ ทำให้ไม่สะดวกที่จะคัดสรรวัตถุดิบอาหารที่มีวิตามินบีในแต่ละมื้อจากแหล่งอาหารตามธรรมชาติได้ จนอาจส่งผลให้ร่างกายขาดวิตามินบี ดังนั้นจึงมีคนไม่น้อยเลือกที่จะหันมารับประทานผลิตภัณฑ์วิตามินบีรวมแทน เพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบไปพร้อม ๆ กับการได้รับวิตามินบีอย่างเพียงพอในแต่ละวัน


เมื่อร่างกายขาดวิตามินบีจะเกิดอะไรขึ้น

วิตามินบีมีความสำคัญอย่างมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นการเผาผลาญสร้างพลังงาน เสริมภูมิคุ้มกัน หรือบำรุงประสาทและสมอง ล้วนใช้วิตามินบีร่วมด้วยทั้งสิ้น ซึ่งหากขาดวิตามินบี ร่างกายจะเกิดอาการต่าง ๆ ดังนี้

    • เกิดแผลที่บริเวณมุมปาก, ภายในช่องปาก และเจ็บหรืออักเสบที่ลิ้น
    • มีอาการเหน็บชาหรือปลายประสาทเสื่อม ซึ่งเป็นปัญหาทางระบบประสาท
    • เกิดตะคริว หรือมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง
    • ร่างกายอ่อนเพลีย เกิดอาการเหนื่อยล้าได้ง่ายกว่าปกติ รู้สึกไร้เรี่ยวแรง
    • ผิวหนังและเส้นผมเกิดความเสียหาย เช่น ผิวแห้งแตก, มีผื่นคัน, ผมร่วง หรือผมเปราะบาง
    • สภาวะอารมณ์แปรปรวน เกิดอาการซึมเศร้าหรือวิตกกังวล
    • เกิดภาวะโลหิตจาง เวียนศีรษะ ใบหน้าซีดเซียว
    • ไม่อยากอาหาร และเกิดปัญหาด้านระบบย่อยอาหาร เช่น คลื่นไส้อาเจียน หรืออาหารไม่ย่อย
    • ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอลง ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายและเจ็บป่วยบ่อย

วิตามินบี สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

VIBEE

วิตามิน B แท้จริงแล้วสำคัญกว่าที่คิด เนื่องจากวิตามินบีมีความสัมพันธ์ทั้งกับภูมิคุ้มกัน การสร้างพลังงาน รวมไปถึงระบบประสาทและสมองซึ่งได้รับผลกระทบที่สุดเมื่อร่างกายขาดวิตามินบี สิ่งนี้ช่วยไขข้อสงสัยได้ทันทีว่าวัยทองควรกินวิตามินอะไร โดยวิตามินบีสามารถได้รับจากอาหารหลายชนิด นอกจากในอาหารที่หลากหลายตามธรรมชาติแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ยาที่รวมวิตามินบีชนิดต่าง ๆ เพื่อช่วยเสริมปริมาณวิตามินบีให้ได้เท่าที่ร่างกายต้องการอีกด้วย

หากใครที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์ที่รวมวิตามินบีสำหรับบำรุงปลายประสาทโดยเฉพาะ ยาวิตามินบี VIBEE เป็นตัวเลือกเสริมที่ช่วยฟื้นฟูปลายประสาท โดยเป็นยาวิตามินบำรุงสมอง ช่วยบำรุงปลายประสาท บรรเทาอาการชาจากโรคปลายประสาทอักเสบที่เกิดจากการขาดวิตามินบี, เบาหวาน หรือพิษสุราเรื้อรัง เสริมวิตามินบีจาก VIBEE เพิ่มวิตามินบีรวม เพื่อสุขภาพของคุณอย่างยั่งยืน